"เอา WTO คืนไป เอาข้าวหอมมะลิคืนมา"

ค.ศ. 1945 อเมริกาในฐานะฝ่ายสัมพันธมิตร ผู้ชนะสงคราม ได้มีความคิดที่จะจัดระเบียบโลกใหม่ ( New World Order ) เพื่อมิให้เกิดสงครามด้วยอาวุธทำลายล้าง โดยร่วมกับผู้นำโลกทางเศรษฐกิจร่วมกันกระตุ้นให้สังคมโลกเป็นสังคมบริโภค โดยมีเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นเครื่องมือครอบงำ ใช้ความได้เปรียบในฐานะประเทศที่พัฒนาแล้ว และมีค่าเงินที่เข้มแข็งสร้างทฤษฎีแนวคิดให้ทั่วโลกใช้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรี "มือใครยาวสาวได้สาวเอา" โดยร่วมกับประเทศที่พัฒนาแล้ว คือกลุ่ม จี 7 หรือ จี 10 ในปัจจุบัน ( อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส แคนาดา อิตาลี ญี่ปุ่น เบลเยี่ยม สวีเดนและเนเธอร์แลนด์) จัดตั้ง
1) ธนาคารโลก
( World Bank )
2) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ
( International Monetary Fund: IMF )
และ 3) ข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า ( General Agreement on Tariff and Trade : GATT ) ซึ่งในปี 1995 ได้เปลี่ยนมาเป็นองค์การการค้าโลก World Trade Organization : WTO ) โดยทำหน้าที่ดังนี้

- ธนาคารโลก ให้เงินกู้แก่ประเทศกำลังพัฒนาในระยะยาว และเข้าแทรกแซงแกมบังคับให้ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเป็นลูกหนี้ทั้งหลาย พัฒนาประเทศแบบวนเวียนพึ่งพานายทุนต่างชาติ ตามกรอบและทิศทางที่กำนหด

- กองทุนการเงินระหว่างประเทศ IMF เป็นกระบวนการกระหน่ำซ้ำ คือ เมื่อประเทศใดพัฒนาตามคำบัญชาไปแล้ว หากเกิดวิกฤติเศรษฐกินขึ้น เช่น ประเทศไทย ปี 2527 และปี 2540 IMF ก็จะให้กู้เงินในระยะสั้น ดอกเบี้ยแพง และต้อง 1) ลดค่าเงินบาท 2) เปิดเสรีทางการเงินและการค้า อีกทั้งยังให้ยกเลิกกฎหมายที่ขัดขวางการเข้าทำประโยชน์ของนายทุนข้ามชาติ หรือให้ออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์แก่ทุนข้ามชาติ เช่น กฎหมายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้ง 11 ฉบับของไทย

- องค์การการค้าโลก WTO เป็นองค์กรส่งเสริมการค้า(ให้กับประเทศนายทุน) โดยกำหนดเงื่อนไข ให้ทุกประเทศต้องเปิดเสรีทางการค้าอย่างเต็มที่ ลดบทบาทรัฐ และส่งเสริมให้มีการขาย-โอน กิจการสาธารณะให้แก่เอกชน(นายทุนหรือบรรษัทข้ามชาติ) โดยอ้างประโยชน์ประชาชน ในการแปรรูป

ที่สำคัญ WTO พยายามเปลี่ยนระบบสังคมโลกให้เป็นระบบบริโภคนิยม เข้าควบคุมและกำหนดวิถีชีวิตของประเทศกำลังพัฒนา นำวัฒนธรรมบริโภคอย่างเสรีเข้าทำลายระบบดั้งเดิมของสังคม ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังพยายามใช้กลไกการเปิดโลกไร้พรมแดนระบายสินค้าทุนและถ่ายเทมลพิษต่างๆไปสู่ประเทศกำลังพัฒนา พร้อมฉกฉวยเอาทรัพยากรและภูมิปัญญาของชาติจากประเทศกำลังพัฒนาไป โดยอาศัยกลไกการช่วยเหลือและ การเป็นที่ปรึกษา เป็นต้น

องค์การโลกบาล ทั้ง 3 นี้ มีนายทุนใหญ่อยู่เบื้องหลัง นำโดยอเมริกา ผู้มีอิทธิพลกุมกลไกการค้าแบบกดขี่ขูดรีดเอาเปรียบ เพื่อให้โลกนี้เป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจยุคใหม่ ( Neo Colonialism ) โดยอ้าง โลกาภิวัฒน์ ( Globalization ) คือทางออกเดียวของสังคมโลก จนปัจจุบัน 55 ปี ผ่านไป ปรากฏว่า ผลผลิตมวลรวมของโลก 37% สหรัฐอเมริกาได้รับส่วนแบ่งเพียงประเทศเดียว.....

ระเทศไทยพัฒนาโดยเน้นนโยบายพึ่งพาทุนข้ามชาติให้เศรษฐกิจเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา โดยมีสำนักงานส่งเสริมการลงทุน ( BOI ) เป็นผู้สนองนโยบายรับใช้ทุนต่างชาติ เปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติเข้ามาสูบผลประโยชน์ของประชาชน กรรมกร ชาวไร่ชาวนา และนายทุนชาติซึ่งปัจจุบันต่างพากันล้มละลายเกือบหมดสิ้น

ดังนั้น เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 ที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชนต้านโลกาภิวัฒน์ และประชาชนชาวไทยผู้รักความถูกต้องทั่วไปกว่า 5,000 คน ได้ร่วมกันเดินขบวนเรียกร้องไปยังสถานทูตอเมริกา เพื่อให้ยกเลิกการจดสิทธิบัตรข้าวหอมมะลิไทย สิทธิบัตรยาและพร้อมทั้งร่วมกันเดินขบวนต่อต้านองค์การการค้าโลก หรือ WTO ที่กำลังอยู่ในวาระการประชุมระดับรัฐมนตรี ของ ประเทศสมาชิก ที่เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ ในวันที่ 9-14 พฤศจิกายนนี้ ในประเด็นข้อตกลงเรื่องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและข้อตกลงว่าด้วยการเกษตร

เนื่องจากสถานการณ์การแข่งขันปัจจุบันค่อนข้างรุนแรง การเปิดเสรีทางการเงินและการค้ากลับเป็นเพียงเครื่องมือหรือกลไกในการกอบโกยผลประโยชน์ ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่ประเทศด้อยพัฒนาอย่างไทย กลับสูญเสียผลประโยชน์โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งมีหลายชนิดที่ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เนื่องจากติดขัดทั้งเรื่อง ต้นทุนสูง และเงื่อนไขข้อตกลงของ WTO อาทิ

1)
ให้ประเทศต่างๆ เปิดตลาดสินค้าเกษตรอย่างเสรี
2)
ให้ประเทศสมาชิกลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรใน 23 รายการที่กำหนด
3)
ให้ประเทศสมาชิกลดงบประมาณการอุดหนุนภาคการเกษตร และ
4)
ให้ประเทศสมาชิกลดงบประมาณการอุดหนุนการส่งสินค้าเกษตร ซึ่งข้อตกลงทั้งหมด เป็นข้อตกลงที่ละเมิดสิทธิอธิปไตยของประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักของประชากรส่วนใหญ่ แต่ WTO กลับสั่งห้ามรัฐบาลเข้าช่วยเหลือเกษตรกร ที่มักประสบกับภาวะยากไร้และราคาผลผลิตตกต่ำ

ดังนั้นข้อตกลงการเกษตรของ WTO ที่ทำให้ไทยต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตรเสรี ผลที่จะเกิดขึ้นจากการบีบบังคับให้เปิดตลาดนำเข้าสินค้าเกษตรเสรี คือ อเมริกาซึ่งการเกษตรมีเงินทุนสนับสนุนมหาศาล จะเข้ามาตีตลาดในเมืองไทย ดังนั้นเกษตรกรไทยหากถูกแย่งตลาดโดยไม่มีการคุ้มครองจากรัฐบาล ย่อม ทำให้เกษตรกรรายย่อยที่ไร้ความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้ว ต้องล้มละลายมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง แต่ราคาสินค้าตกต่ำ คงเหลือเพียงบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้นที่สามารถแข่งขันและอยู่รอดได้ภายใต้ระบบการค้าเสรีนี้

การเดินขบวนเรียกร้องและต่อต้านครั้งนี้ ได้เริ่มต้นภาคเช้า 09.00 น.ตั้งขบวนที่ หน้าอาคารเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ ไปสิ้นสุดที่ หน้าสถานทูตอเมริกา เพื่อยื่นหนังสือและประกอบพิธีกรรมต่างๆ อาทิ การปราศรัยจากตัวแทนทุกๆ เครือข่าย การเผาพริกเผาเกลือสาปแช่ง การแสดงละครเสียดสี เป็นต้น ภาคบ่าย ย้ายไปทำกิจกรรมต่อที่บริเวณสวนลุมพินี โดยมีการปราศรัยจากตัวแทนเครือข่ายต่างๆ การอภิปรายชำแหละ WTO จากนักวิชาการชื่อดังและนักเคลื่อนไหว เช่น อ.จิราพร ลิ้มปานานนท์, อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, สมศักดิ์ โกสัยสุข, อุบล อยู่หว้า, และน.ส.สารี อ๋องสมหวัง และสุดท้ายด้วยการแสดงดนตรี

ประเด็นหลักๆ ในการเรียกร้องและยื่นหนังสือถึง ประธานาธิบดี จอร์ช ดับเบิลยู บุช ครั้งนี้ คือ
1)
การยกเลิกสิทธิบัตรยาต้านไวรัสเอดส์
2)
ข้อเรียกร้อง 3 ฉบับกรณีข้าว หอมมะลิ และ
3)
ข้อตกลงการเกษตร

ที่เคยเจรจาและตกลงทางการค้าไว้ ตามเงื่อนไขขององค์การการค้าโลก ซึ่งล้วนแต่ดำเนินการโดยตัวแทนของรัฐ บริษัทธุรกิจการเกษตรและเกษตรกรรายใหญ่ ดังนั้นการเจรจาที่ผ่านมาและที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ จึงเป็นการเจรจาที่ละเลยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรรายย่อยของสังคมไทย และสังคมโลก จึงเป็นความชอบธรรมที่เกษตรกรทั้งประเทศ จะร่วมกันรณรงค์เรียกร้องเอาสิทธิและความมั่นคงทางอาหารของสังคมไทยคืนมา

จึงปฏิเสธองค์การการค้าโลกและข้อตกลงทางการเกษตร อันเป็นเพียงเครื่องมือฉกฉวยของกลุ่มผลประโยชน์ธุรกิจเกษตรข้ามชาติ...

 

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ