ร้อย สีหาพงษ์ - มะกอกแห่งวงการพัฒนาชุมชนแออัด

สวัสดีค่ะ...ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อน ดิฉันชื่อร้อย สีหาพงษ์ อายุ 69 ปี เรียนจบชั้น ป.4 มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 13 คน หญิง 7 คน ชาย 6 คน พ่อชื่อเยี่ยม แม่ชื่อพวงปี บุญหลง อาชีพทำนา พ่อแม่ตายแล้ว ปัจจุบันพี่น้องของฉันยังมีชีวิตอยู่ 9 คน 7 คน อยู่กรุงเทพฯ อีก 2 คน อยู่ที่อำนาจเจริญ

ดิฉันอพยพลงมาเมืองหลวง เพราะครอบครัวยากจน นามีไม่มาก ที่สวนที่นาและแหล่งน้ำถูกหลวงตัดถนนหนทางผ่านทำให้ที่อยู่ที่ทำกินเหลือน้อย หลวงเอาไปโดยแม่ไม่ได้ค่าตอบแทนแม้แต่บาทเดียว อย่างมากก็ได้ใบประกาศเกียรติคุณเพื่อทดแทนน้ำใจ ใบเท่าฝ่ามือเอาไปต้มป่นกินก็ไม่ได้

ตอนอยู่บ้านนอกมีลูก 2 คน ชายหนึ่งคน หญิงหนึ่งคน ขณะอพยพครอบครัวลูกยังเล็กยังไม่ได้เรียนหนังสือ ลงมา กรุงเทพฯ โดยขบวนรถไฟ ครั้งนั้นลำบากมากต้องหอบเสื่อหอบหมอนขึ้นรถไฟกับลูกเล็กๆ เพราะสามีลงมาหางานทำก่อนแล้ว ตอนลงมาครั้งแรกก็เช่าบ้านแถวคลองเตย 70 ไร่อาศัยอยู่ไปก่อน ค่าเช่าเดือนละ 120 บาท ตอนนั้นข้าวสารลิตรละหกสลึง

พอลูกจะเข้าเกณฑ์เรียนหนังสือ ไปขอเข้าทะเบียนบ้านก็ไม่ได้ จึงไปหาที่ว่างสร้างบ้าน พอมีเงินหน่อยก็ซื้อไม้ลังมาปลูกบ้านเป็นเพิงหมาแหงนอแล้วไปขอทะเบียนบ้านที่เขตคลองเตย ทางเขตก็ออกให้ ลูกจึงได้เรียนหนังสือ ตอนนี้มีลูก 5 คน เหลืออยู่ 4 คน ชาย 3 หญิง 1 อีก 1 คนเป็นผู้หญิงเสียชีวิตไปแล้ว

เป็นสมาชิกศูนย์รวมพัฒนาชุมชนแล้วร่วมต่อสู้อยู่ในชุมชนแบบไม่รู้ผิดรู้ถูกปะปนกันไป เพราะเราเป็นคนบ้านนอก ได้ร่วมคิดร่วมทำ ทำทุกเรื่องที่ไม่ผิดหลักและไม่ผิดกฎระเบียบของศูนย์รวมฯ ได้เรียนรู้อย่างมากมาย ได้กล้าพูดกล้าแสดงออกในเรื่องสิทธิต่างๆ ของชุมชน

ต่อมาในระหว่างปี พ.ศ. 2527 ได้ยินข่าวหนังสือพิมพ์และได้รู้เรื่องจากนายสังวาล บุญส่ง เรื่องการไล่ที่คลองบางอ้อ ดุเดือดน่ากลัวมาก เลยคิดว่าถ้ามีประชุมสัมมนาที่ไหน ก็ต้องไปร่วมด้วยทุกครั้ง เพื่อหาความรู้ หาประสบการณ์

จนวันหนึ่งได้ร่วมประชุมสัมมนากับนักการเมืองเป็น ส.ส.เขตคลองเตย ได้รู้เรื่องการพัฒนาชุมชนพัฒนาคน และเรื่องงบประมาณ แค่นี้ก็ดีใจก็เลยสนใจมาเรื่อยๆ อยู่มาวันหนึ่งชุมชนตัวเองถูกไล่ที่ 6 ครอบครัว ชาวบ้านต่อสู้โดยพึ่งบารมีศาล เพราะคนเช่าคนเก่ามาทวงสัญญาเช่าขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2529 แต่พวกเราอยู่กันมาตั้งแต่ปี 2510 พิสูจน์สิทธิทางศาล ศาลตัดสินให้ชาวบ้านชนะโดยการยกฟ้อง ชาวบ้านจึงอยู่ต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ ตรงนี้ทำให้มีกำลังใจมากขึ้นในการต่อสู้

ปี พ.ศ. 2533 มีโอกาสไปดูงานที่ประเทศอินเดีย 14 วัน ได้ประสบการณ์เรื่องออมทรัพย์ของผู้หญิงในประเทศอินเดีย กลับมาก็ประชุมกับสมาชิกของชุมชน แล้วร่วมกันก่อตั้งเป็นกลุ่มออมทรัพย์แม่บ้านขึ้นมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนบัดนี้

ทุกวันนี้มีการรวมกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มแม่บ้าน มีประชุมกันทุกเดือน ลงชุมชนสมาชิกบ่อยๆ มีสมาชิกอยู่ 12 ชุมชน สมาชิกสามร้อยกว่าคน มีเงิน 2 ล้าน 8 แสนกว่าบาท งานของกลุ่มแม่บ้านมีอยู่ 3 งาน คือ เรื่องออมทรัพย์ช่วยเหลือกันทางเศรษฐกิจ เรื่องการศึกษาบุตร อาชีพ ซ่อมแซมบ้าน เรื่องพัฒนาสมาชิก คือ ลงชุมชนสมาชิก ประชุม พูดคุยเรื่องปัญหา ทำงานร่วมกัน รับผิดชอบร่วมกันได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และรู้จักกันมากขึ้น

ส่วนเรื่องสังคม ได้รวมตัวกลุ่มผู้หญิงเรียกร้องเรื่องการศึกษาของบุตรหลาน ร่วมคิดร่วมเสนอความเห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ร่วมผลักดันในเรื่องสุขภาพอนามัยของผู้หญิง เรื่องที่อยู่อาศัยคนจน จนส่งผลต่อนโยบายของรัฐบาลมาตลอด

ต่อจากไปนี้กลุ่มแม่บ้านก็จะเดินไปตามที่ถากถางไว้ เกิดมีหญ้ามีต้นไม้ใหญ่ มีหนามมาขวางทาง เดินไปไม่ได้ สมาชิกเก่าสมาชิกใหม่ก็ต้องเข้ามาดูแลรับผิดชอบร่วมกัน

ดิฉันมีความภูมิใจไม่น้อย เพราะว่าตั้งแต่ตั้งกลุ่มออมทรัพย์แม่บ้านมาเป็นเวลาสิบกว่าปีก็เป็นเวลานานพอสมควร ถึงแม้จะมีปัญหาก็ร่วมกันแก้ปัญหา อาจจะแก้ได้อยู่บ้างไม่เต็มร้อย แต่กลุ่มเราก็อยู่มาได้โดยช่วยเหลือกันมาอยู่ตลอดทุกวัน ทุกเดือน ยิ่งเฉพาะเรื่องเงินเป็นอันดับหนึ่ง และเรื่องที่อยู่อาศัยการไล่ที่ ก็ช่วยกันเวลาสมาชิกมีปัญหาตลอดมา

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณผู้อ่านทุกคน เกรงใจผู้อ่านจะเบือหน่าย ด้วยความรัก เคารพทุกๆ คน

ร้อย สีหาพงษ์
ที่มา :
http://www.codi.or.th
เนื่องในโอกาสที่ป้าร้อย สีหาพงษ์ ประธานศูนย์รวมพัฒนาชุมชนและแกนนำคนสำคัญของชุมชนริมทางรถไฟสายท่าเรือคลองเตย ได้รับรางวัลนักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น สาขาอาสาสมัคร ประจำปี 2546 จากมูลนิธิศาสตราจารย์ปกรณ์ อังศุสิงห์ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 ที่ผ่านมา ข่าวชุมชนได้รับเกียรติจากป้าร้อย นำเรื่องราวชีวิตและงานพัฒนาที่ท่านเขียนเองมาเล่าสู่กันฟัง เป็นแง่คิดในการพัฒนาให้กับคนรุ่นหลัง (คัดย่อมาเพียงบางส่วนเท่านั้น)




นักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น ร้อย สีหาพงษ์ คุณป้านักสู้เพื่อชาวสลัม

เส้นทางชีวิตของ "ป้าร้อย" หรือนางร้อย สีหาพงษ์ ในสลัม หรือที่เลี่ยงมาใช้คำว่า"ชุมชนแออัด" มีลักษณะไม่แตกต่างกับชาวสลัมส่วนใหญ่ ที่ต้องหนีความยากแค้นในต่างจังหวัดเข้ามาหางานทำและตายเอาดาบหน้าในสังคมเมืองหลวง

เมื่อ 50 ปีก่อน ป้าร้อยหอบเสื่อผืนหมอนใบพร้อมลูกเล็กๆ อีก 2 คน ขึ้นรถไฟจาก จ.อำนาจเจริญมุ่งสู่กรุงเทพฯมาอาศัยอยู่แถวคลองเตย พอมีเงินเก็บนิดหน่อยก็ซื้อไม้ลังมาปลูกเพิงหมาแหงนริมทางรถไฟ แต่นี่คือ "บ้าน" ของแก แม้จะไม่รู้ว่าสร้างอยู่บนที่ดินของใครก็ตาม

ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาทุกรูปแบบ ต้องเรียนถูกเรียนผิดต่อสู้อำนาจรัฐเพื่อปกป้องบ้านและชาวสลัม โดยเป็นสมาชิกของศูนย์รวมพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรจากการรวมตัวของชาวชุมชนแออัด

ป้าร้อยพัฒนาการเรียนรู้จากเวทีต่างๆ มายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ใหญ่ๆเช่นกรณีนักศึกษาเดินขบวนขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจร หรือกรณีพฤษภาทมิฬ ตลอดจนถึงเวทีสัมมนาเล็กๆ ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน แกไม่เคยทิ้งโอกาสที่จะเข้าร่วมเพียงเพื่อ "เรียนรู้"

ปี 2533 ป้าร้อยได้รับเลือกให้ไปดูงานเกี่ยวกับการออมทรัพย์ของผู้หญิง ที่ประเทศอินเดีย

เมื่อกรุงเทพฯพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความขัดแย้งระหว่างเจ้าของที่ดินซึ่งมีทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน กับชาวบ้านที่บุกรุกก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ แม้แต่ชุมชนของป้าร้อยเองก็หนีไม่พ้น แต่เมื่อต่อสู้จนถึงที่สุดแล้วศาลยุติธรรมตัดสินให้แกและชาวสลัมได้สิทธิอยู่ในที่ดินต่อไป

ป้าร้อยไม่รู้เลยว่ามาถึงวันนี้ตัวแกเองได้กลายเป็นองค์ความรู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับของชาวชุมชุนตลอดจนนักวิชาการไปแล้ว เพราะทุกเวทีที่เข้าร่วมแกได้บอกเล่าเรื่องราวตามที่แกรู้ ป้าร้อยจบ ป.4 มีลูก 5 คน เสียชีวิตไปแล้ว 1 คน ปัจจุบันอายุ 69 ปี และเพิ่งได้รับเลือกให้เป็นประธานศูนย์รวมพัฒนาชุมชน

ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ ป้าร้อยจะเข้ารับรางวัลนักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น ประจำปี 2546 ของมูลนิธิปกรณ์ อังศุสิงห์ จากศาตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี


ดุษฎี สนเทศ
คอลัมน์ คนตามข่าว
มติชน (10 ก.พ. 2547)