 |
จับเท็จ"อีไอเอ"นั่งเทียนเขียนรายงาน |
 |
จับเท็จ"อีไอเอ"นั่งเทียนเขียนรายงาน |
กระบวนการรุกคืบผลาญทรัพยากรธรรมชาติของรัฐที่ประสานผลประโยชน์ร่วมกับกลุ่มทุน
เพื่อการพัฒนาโดยการมีโครงการ
ขนาดใหญ่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา อาทิ โรงไฟฟ้าบ่อนอก โรงไฟฟ้าหินกรูด และโรงไฟฟ้าทับสะแก
ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐอนุมัติ
โดยสัญญากับทุนต่างชาติ เข้าผลิตพลังงาน เพื่อจำหน่ายให้กับภาคอุตสาหกรรม
แต่ถึงแม้จะมีการคัดค้านสักเพียงใด โครงการ
สร้างโรงไฟฟ้าทั้งก็ยังดึงดันที่จะเดินหน้าก่อสร้างต่อไป ขณะที่ชาวบ้านให้ท้องถิ่นบ่อนอกหินกรูดก็พยายามรวมตัวกันคัดค้าน
ต่อสู้เหนียวแน่นยิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลเพื่อพิทักษ์ธรรมชาติของทะเลและวิถีชีวิตเรียบง่าย
ที่บรรพบุรุษสืบทอดกันมานาน เคียงข้าง
ผืนน้ำที่อุดมสมบูรณ์
จุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมด
เป็นจุดเดียว จุดเดียวที่คล้ายๆ กันทุกโครงการที่รัฐ
หรือกลุ่มทุน ก่อให้เกิดขึ้น คือกระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ
(EIA) อันเป้นการนำรายละเอียดไปศึกษาประกอบการตัดสินใจ ปัญหาเกิดจากข้อมูล
ไม่ตรงความจริง เกิดจากความจริงไม่ถูกนำเสนอให้ครบให้รอบด้าน นี่ยังไม่มีการพูด
ถึงประเด็นสิทธิมนุษยชน ประเด็นสิทธิชุมชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่คุ้มครอง
สิทธิประชาชนในการตัดสินต่อโครงการต่างๆ ทั้งของรัฐ และเอกชนที่มีผลกระทบ
ต่อชีวิต ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมของชุมชน |
|
ชาวบ้านบ่อนอกและหินกรูดพยายามเรียกร้องมานาน
ร่วม 7 ปี เพื่อให้EIA ให้รัฐ ให้กลุ่มทุนรับฟังว่า ที่นี่เป็นท้องทะเลที่อุดม
สมบูรณ์มาก เป็นหัวใจทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของชุมชน มีปลามากมาย เป็นวางไข่และมีปลาหายากใกล้สูญพันธุ์
แวะเวียนมาอยู่อาศัย เช่น ปลาวาฬ ปลาโลมา แต่...EIA ยืนยันไม่มี รัฐไม่ฟัง
รัฐบาลลอยลำและกลุ่มทุนไม่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม
สำนักข่าว
thaingo สื่อเล้กๆ ที่รายงานข่าวภาคประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ได้เข้าสัมภาษณ์
นายเจริญ วัดอักษร ประธาน
กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก และ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล
มหาลัยเกษตร
ศาสตร์ ที่เข้าตรวจสอบพื้นที่และออกมายืนยันว่า EIA ผิด สำหรับการทำรายงานชิ้นนี้
ขณะที่นายเจริญ
กล่าวถึงที่มาการคัดค้านโรงไฟฟ้าของชาวบ่อนอกและประเด็นการโต้แย้งว่าทำไมต้องนำเสนอการ
เข้ามา
หากินของปลาวาฬว่า
"สำหรับการคัดค้านของชาวบ้านยืดเยื้อกันมา
7 ปีแล้ว ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2538 รวมแล้วก็เข้าปีที่ 7 ในขณะที่ขบวนการ
ของชาวบ้านเริ่มเติบโตและเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเรียนรู้ของชาวบ้านเอง
และวันนี้ชาวบ้านสามารถที่จะเข้าใจข้อมูล
ข่าวสาร สามารถคิดวิเคราะห์และโต้แย้งข้อเท็จจริงกับภาครัฐและเอกชนได้ จากการเอกสาร
รายงานไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผล
กระทบ หรือรายงานเรื่องความอุดมสมบูรณ์ ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นของตน
ส่วนรูปแบบการต่อสู้คัดค้านของชาวบ้าน ก็มีการยื่นหนังสือเป็นหลัก และก็ปฏิบัติตามวิธีการแบบนี้มาตลอด
จนชาวบ้านรู้สึกว่า "พวกเขายื่นหนังสือไปแล้วทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนแทบจะกล่าวได้เลยว่าไม่มีที่จะยื่นหนังสือแล้ว"และความคืบหน้าที่ชาวบ้าน
รอฟังคำตอบในการแก้ปัญหาจากรัฐบาลนั้น จนถึงวันนี้ 7 ปีกว่า ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรออกมาเลย
แม้แต่รัฐบาลปัจจุบัน
ก็ยังลอยตัวดูสถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายอยู่ ซึ่งหากฝ่ายไหนชนะก็จะอยู่ข้างฝ่ายนั้น
ตรงนี้อันตรายมากสำหรับชาวบ้านที่ต่อสู้คัดค้าน เพราะคู่ต่อสู้ของชาวบ้านคือทุนข้ามชาติ
ถ้ากลับมามองชาวบ้านในพื้นที่ตอนนี้ มีถึง 90% นะครับ ที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการสร้างไฟฟ้า
ทั้ง องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ที่เมื่อก่อนเห็นด้วย แต่ตอนนี้ก็ไม่เห็นด้วยเช่นกันผมพยายามรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอกท้องถิ่น
หรือเวลาอ่านข่าว
ออกไปประชุม พบปะกับคนข้างนอก ทุกสาขาอาชีพ ตลอดมานานหลายปีนะครับ ต่างก็แสดงความคิดเห็นว่า
"่การต่อสู้ของชาว
บ่อนอกเป็นการยืนหยัดในสิ่งที่ดีที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่นไว้"
ถึงอย่างนั้น จนวันนี้ก็ยังไม่มีการออกคำสั่งใดๆ เพื่อยกเลิกหรือทบทวนโครงการนี้ใหม่
โดยเฉพาะเรื่องสัญญาที่กลุ่มชาวบ้านได้ศึกษากันมาบ้างบางส่วนก็มีบทสรุปเหมือนกันว่า
"รัฐต้องจ่ายค่าไฟให้กับบริษัทเยอะมาก ไม่ว่าโรงไฟฟ้าจะผลิตหรือไม่ก็ตาม
เพราะตามสัญญาต้องผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบตั้ง ปี 2543 ที่ผ่านมาแล้ว แต่ก็ยังไม่เสร็จ
ขณะที่
ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.)ก็เพิ่มทุนให้อีก 3% นั่นหมายความ กฟผ.ไม่ยอมแน่
ยังยืนหยัดจะสร้างโรงไฟฟ้าให้ได้ ซึ่งตาม
สัญญาการก่อสร้างแบบ take or pay คือ เมื่อโรงไฟฟ้าสร้างเสร็จแล้ว ไม่ว่าโรงไฟฟ้านั้นจะผลิตหรือไม่ก็ตาม
รัฐจะต้องจ่ายไฟ
ดังนั้น ถ้ารัฐต้องจ่ายค่าเสียหายถึงสองทาง นี่เป็นการเอาเงินภาษีประชาชนมาทำสัญญาที่เสียเปรียบทั้งนั้นนะครับ
ส่วนน้ำหนักข้อต่อสู้ของชาวบ้านนั้นครอบคลุมทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
หรือ EIA
( Environmental Impact Analysis ) ชาวบ้านก็คัดค้านข้อเท็จจริงว่าไม่ใช่
เพราะ ในเอกสารนั้น EIA เขียนออกมาเลยว่า "ในท้องทะเลแถบนี้ไม่มีสัตว์ทะเลหายาก
ไม่มีสัตว์เศรษฐกิจ และไม่ได้อุดมสมบูรณ์ตามที่ชาวบ้านกล่าวมามากนัก"
นั่นเป็น
รายงานที่ขาดข้อเท็จจริง เพราะชาวบ่อนอกอยู่ที่นี่มาแต่ปู่ย่าตายาย จับปลาหาสัตว์น้ำขายมาตลอด
อยากกินก็หาได้กินเลย และผมอยากถามคนทำรายงานชิ้นนี้ว่า
"กุ้ง หอย ปู ปลาที่ชาวบ้านจับขายทุกวันนี้ ไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจหรืออย่างไร"
การที่ EIA นั่งเทียนเขียนรายงานแบบนี้ชาวบ้านก็เลยต้องออกมาคัดค้าน เพราะมันไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ชาวบ้านเขาพบอยู่ทุกวัน"
นายเจริญ กล่าวและแจ้งเรื่องการเข้าไปถ่ายรูปปลาวาฬว่า
 |
"เรื่องปลาวาฬนี่เราเจอมาตั้งนานแล้วครับ
เพียงแต่เราไม่ได้พูดอะไร เพราะเห็นจนชิน
เหมือนเป็นเรื่องปกติแล้ว แม้จะมีคนบอกมาว่าเห็นมา 3-4 ปีแล้ว และให้เอาเรื่องนี้เป็น
ข้อมูลนำเสนอสาธารณชนให้ทราบด้วย จนล่าสุด ผมข้องใจที่ EIA ทำรายงานโดยกล่าว
ว่า ทะเลบ่อนอกไม่มีสัตว์หายาก ไม่อุดมสมบูรณ์ ผมและชาวบ้านก็เลยพาทีมช่างภาพ
และพาดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ไปถ่ายรูปและ
ศึกษาทะเลแถบบ่อนอกดู เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงที่ไม่ใช่การกล่าวอ้าง |
อีกอย่างอยากให้ EIA รู้ว่า
ถ้า EIA ทำรายงานชิ้นนี้ผิดพลาดก็อยากให้ EIA แก้ไขรายงานใหม่เท่านั้นเอง
แต่ถึงวันนี้ ไม่ว่าจะ
เผยแพร่ พิสูจน์และแถลงข่าวไปอย่างไร ทางรัฐ หรือ EIA ก็ยังเฉยๆ ไม่สนใจค้นหาความจริงไม่มีการออกมากล่าวถึงเรื่องนี้
แต่อย่างใด
ซึ่งผมและชาวบ้านก็อยากบอกให้สาธารณชน
ให้รัฐทราบ ให้นายทุนทราบ ว่าชายทะเลบ้านบ่อนอกมีปลาอุดมสมบูรณ์มาก ชาวบ้าน
อยากกินอะไรก็หากินได้เลย และโดยธรรมชาติของปลาวาฬมันบ่งบอกไว้ในตัวแล้วว่า
บริเวณเหล่านี้อุดมสมบูรณ์แน่นอนครับ" นายเจริญกล่าว
หลังจาก
ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ได้เข้าไปตรวจสอบและ
ศึกษาข้อเท็จจริง เรื่องปลาวาฬหากินที่บ่อนอก ก็ออกมายืนยันทันทีว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายหรือบังเอิญที่ปลาวาฬจะมาหากินในถิ่นแถบนี้
โดยเฉพาะการเข้ามาหากินใกล้ชายฝั่งด้วยแล้ว เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับปลาวาฬ
แต่ที่บ่อนอกนี้มี
"ปลาวาฬนะครับ โดยอุปนิสัยมันแล้ว มันจะอพยพไปเรื่อยๆ ดังนั้นเราไม่สามารถบอกได้หรอกครับว่า
มันเยอะ กว้าง หรือแคบ
อะไรอย่างไร เพียงแต่ลักษณะปลาวาฬที่เราเจอในทะเลไทยก็คือมันจะว่ายแล้วก็ขึ้นมาหายใจพ่นน้ำไปเรื่อยๆ
ส่วนที่พบในทะเล
ไทยทั้งปลาวาฬและปลาโลมาซึ่งอยู่กลุ่มเดียวกัน มีทั้งหมด 22 ชนิดนะครับ แต่ปลาวาฬที่บ่อนอก
ที่เราไปพบมา คิดว่ามีอยู่สองตัว
อาจจะเป็นปลาวาฬบรูด้า หรือปลาวาฬมิงค์ แต่ที่ดูลักษณะหัวและตัวมันแล้ว ผมคิดว่าน่าจะเป็นปลาวาฬบรูด้ามากกว่า
และการ
ที่ปลาวาฬเข้ามาหากินอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลบ่อนอก ประมาณ 3-5 กิโลเมตร นั้น
ความน่าสนใจที่แปลกและผิดปกติก็คือปลาวาฬ
จะไม่เข้าใกล้ชายฝั่ง แต่ที่บ่อนอกกลับเข้ามาใกล้มากและเข้ามาเพื่อกินอาหารด้วย
ซึ่งก็คือแพลงตอน และฝูงปลาเล็กๆ โดย
ปลาวาฬจะใช้วิธีการต้อนให้ฝูงปลาเล็กเหล่านั้นว่ายเข้าหาชายฝั่งก่อนจึงกิน"
ดร.ธรณ์ กล่าว และสรุปถึงการทำ EIA ชิ้นนี้ว่า
"ถ้าให้อธิบายจริงๆ
ก็คือทะเลที่บ่อนอกมีปลา โดยเฉพาะลูกปลาเล็กๆ นั้นค่อนข้างสมบูรณ์
มากในแถบบ่อนอก จึงมีปลาวาฬเข้ามากิน |
|
สิ่งที่ EIA เขียนไว้ชัดเจนและขาดข้อเท็จจริงมากที่สุดคือ
ไม่มีสัตว์น้ำหายากในบริเวณแถบนี้ แต่ตอนนี้เราพบปลาวาฬและ
ปลาโลมา ซึ่งปลาเหล่านี้ถูกเขียนไว้ชัดเจนว่า ห้ามฆ่า ห้ามล่า ห้ามรบกวน
และสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม(สผ.) ก็เขียน
ไว้ชัดเจนด้วยเหมือนกัน อีกกฎหมายก็เขียนไว้ว่าปลาวาฬและโลมาคือสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่อนุรักษ์ไว้
โดยปลาโลมาปากขวดนี้ จัดไว้ในประเภทสัตว์คุ้มครองของกรมประมง ด้วยนะครับ
ซึ่งประกาศไปแล้วตั้งปี 2538 ด้วยเหตุผลนี้ผมสรุปได้เลยว่า EIA ทำ
รายงานผิด ที่สรุปอย่างนี้เพราะเรามีข้อมูล มีกฎหมายการคุ้มครองสัตว์เหล่านี้ชัดเจน
....."ดร.ธรณ์ กล่าว
( สนใจอ่าน...)
- ชำแหละ"ทำไม
?...ค้านโรงไฟฟ้า"
- ผ่าไส้"กรรมการควบคุมตรวจสอบโรงไฟฟ้า"
- ประเด็นที่สังคมต้องหาความกระจ่างเรื่อง
EIA |