มอส.-ชมรมอาสาฯ"เตรียมเปิดโลกงานอาสาสมัคร"


"การช่วยเหลือ แบ่งปัน บริจาคให้ทานแก่คนทุกข์ยาก เป็นสิ่งสำคัญ เป็นสิ่งจำเป็น เป็นการช่วยเหลือสังคมแต่...
"การให้" เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่าง สงบสันติและเป็นธรรม เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า "การให้" เพื่อให้เกิดสังคม
ที่ดีงามเท่าเทียม ผู้คนเคารพซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนไม่ทำลาย เป็นมิตรกับธรรมชาติ เป็น
การให้กับคนรุ่นใหม่และลูกหลานของเราในอนาคต " การให้" ไม่ใช่เป็นเพียงการบริจาค เท่านั้น คุณสามารถให้
กำลังกาย แบ่งปันความรู้ ติดตามความเป็นไปของสังคมเพื่อบอกต่อให้ช่วยกัน" การให้" เป็นการเติมให้คุณด้วย
...นี่แหละหัวใจอาสาสมัคร

อาสาสมัครคืออะไร ? มีความสำคัญอย่างไร ?

ความเป็นมาของงานอาสาสมัครสากลนั้น เนื่องมาจากสหประชาชาติประกาศให้ ค.ศ.2001 หรือ พ.ศ. 2544 เป็นปี
อาสาสมัครสากล ( International Year of Volunteers 2001 ) โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญได้แก่ การสร้างการ
ยอมรับ ( Facilition ) การสร้างเครือข่าย ( Networking ) และการส่งเสริม ( Promotion )และงานอาสาสมัคร

โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2543เห็นชอบให้ประเทศไทยมีการจัดงานเนื่องในโอกาสที่สหประชา
ชาติประกาศให้ปี 2544 เป็นปีอาสาสมัครสากล โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ซึ่งมีรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเป็นประธานรับผิดชอบในการดำเนินงานได้กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม
ของทุกปี อันตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นวันสังคมสงเคราะห์แห่ง
ชาติและวันอาสาสมัครไทย

วัตถุประสงค์เพื่อ

1.เพื่อจัดงานปีอาสาสมัครสากล เนื่องในโอกาสสหประชาชาติประกาศให้ปี 2544 เป็นปีอาสาสมัครสากล
2. เพื่อพัฒนาบทบาทอาสาสมัครไทยให้เป็นที่ยอมรับ ได้รับการส่งเสริมสนับสนุน การอำนวยความสะดวก ตลอดจนการพัฒนาเครือข่ายการประสานงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3. เพื่อปลุกจิตสำนึกของการเป็นอาสาสมัครให้แก่ประชาชนคนไทย

โดยมีตัวแทนคณะกรรมการผู้ติดต่อประสานงาน

-ภาครัฐ กรมประชาสงเคราะห์
-ภาคเอกชน สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย
-ภาคธุรกิจ กลุ่มธุรกิจเพื่อสังคม
-องค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม โดยมีคุณกรรณิการ์ ควรขจร เป็นตัวแทน


บทบาทคนหนุ่ม-สาว รุ่นใหม่ คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมให้เจริญก้าวต่อไปได้ ดังนั้นหากวันนี้ คนหนุ่ม
-สาวไม่เข้ามามีบทบาทรับรู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่เข้ามาศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนรู้-วิเคราะห์ ให้
เข้าใจแล้ว ยากนักที่กระบวนการคิด การเรียนรู้ของเยาวชนคนหนุ่ม-สาว ในปัจจุบันและในอนาคต จะเข้าถึงและ
แยกแยะข้อเท็จจริงที่กำลังเกิดในขณะนี้ได้

งานอาสาสมัครสากล จึงกำเนิดขึ้นจากการประกาศขององค์การสหประชาติ ให้ปี 2544 เป็นปีอาสาสมัครสากล เพื่อหันมาเชิดชู ใส่ใจคนทำงานเพื่อส่วนรวมทั้ง
ในอดีตที่ผ่านมาสู่ปัจจุบันและในอนาคต

วันที่ 13 ตุลาคม 2544 ณ สวนสยาม ทะเลกรุงเทพฯ ได้เปิดมหกรรมงานอาสา
สมัคร อย่างยิ่งใหญ่ขึ้น ชื่อ"สานศัรทธา สร้างสังคม " ตั้งแต่เวลา 10.00-20.
00 น. โดยการประสานของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมและชมรมอาสาสมัครเพื่อ
สังคม เปิดโลกงานอาสาสมัครเพื่อสังคม โดยมีองค์กรพัฒนาเอกชนทั่วประเทศ

มาร่วมจัดนิทรรศการครั้งนี้ กิจกรรมหลักๆอาทิ กิจกรรมรณรงค์ ตลาดนัดอาสาสมัครงานพัฒนา พร้อมสินค้า
พื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง นิทรรศการต่างๆ วงเสวนา พร้อมเคล้าเสียงเพลงจากอี๊ด ฟุตบาธและซูซู

ในการจัดงานครั้งนี้ นางกรรณิการ์ ควรขจร ตัวแทนคณะกรรมการผู้ติดต่อประสานงานจากมูลนิธิอาสาสมัคร เพื่อ
สังคม ได้กล่าว ชี้แจงวัตถุประสงค์การจัดงานครั้งนี้ กับทีมงาน ไทยเอ็นจีโอว่า


"งานอาสาสมัครที่จะมีขึ้นครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่าง มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม( มอส.) และชมรมอาสา
สมัครเพื่อสังคม ซึ่งเป็นการจัดงานขึ้นเพื่อสอดรับกับงานอาสาสมัครสากลในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ด้วย ตามที่องค์การ
สหประชาชาติ ได้ประกาศให้ปี 2544 เป็นปีอาสาสมัครสากล

ในส่วนของ มอส. เองซึ่งทำงานเป็นองค์กรอาสาสมัครมา 20 กว่าปีแล้ว ก็เล็งเห็นความสำคัญในงานนี้ ว่าต้องมี
การรณรงค์เพื่อให้สังคมได้เข้าใจ โดยเฉพาะงานในส่วนขององค์กรพัฒนาเอกชน ก็อยากจะเผยแพร่เรื่องราวให้
งานอาสาสมัครให้สังคมได้รับรู้ได้เข้าใจแล้วก็เข้ามามีส่วนร่วม

ส่วนหนึ่ง ก็เป็นโอกาสที่เราจะรวบรวมอดีตอาสาสมัครของ มอส. ที่เคยผ่านงานเหล่านี้ไปแล้ว 20 กว่ารุ่นประมาณ
500 กว่าคน เพื่อให้เขาเหล่านั้นมาพบกันด้วย นอกจากนั้นยังมีนักกิจกรรมเพื่อสังคมจากหน่วยงานอื่นๆ ที่ทำงาน
พัฒนาสังคม จะได้มีโอกาสมาเจอะเจอกันซึ่งเราถือเป็นโอกาสดีในการสร้างเครือข่าย งานอาสาสมัครขึ้นเพื่อเป็น
พลังในการพลังดันงานอาสาสมัครต่อไปในการสร้างคนรุ่นใหม่ๆให้มีอุดมการณ์อาสาสมัคร

งานนี้เราอยากให้ทุกคนมาร่วมกัน ถ่ายทอดประสบการณ์สู่กันฟัง เพื่อประสานสายสัมพันธ์ สร้างกำลังใจเป็นเครือ
ข่ายร่วมกันไว้ จึงมีการจัดงานนี้เพื่อเผยแพร่ภาพงานอาสาสมัครจากองค์กรพัฒนาเอกชน ให้สาธารณชนทราบ"
นางกรรณิการ์ กล่าว และยังวิเคราะห์ปัญหาคนหนุ่ม-สาวแห่งสมัยนี้เพิ่มเติมอีกว่า


"สำหรับเยาวชนคนหนุ่ม-สาวปัจจุบันนี้ อาจจะสนใจสถานการณ์ทั่วไปของสังคมบ้าง แต่บางครั้ง กลุ่มนักศึกษาใน
รั่วสถาบันการศึกษา มักจะเน้นแต่การเรียนเป็นหลักและไม่สนใจกิจกรรมเพื่อสังคมมากนัก หรือสนใจเป็นเรื่อง
รองๆ เท่านั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีนักศึกษา หันมาทำกิจกรรมเลย เพียงแต่มองโดยภาพรวมแล้วน้อย
มาก

งานนี้เราจึงคาดหวังว่าสาธารณชนจะเข้าใจปัญหาสังคม มากขึ้น เพราะว่าโดยความจริงแล้วปัญหาสังคมนั้น คน
รุ่นใหม่สามารถเข้าใจได้และถ้าเขาเข้ามาร่วมไม้ร่วมมือกันให้มากขึ้นการแก้ไขปัญหา สังคมไทยย่อมมีทางออก
ที่ดีขึ้น และเราคิดว่าส่วนหนึ่ง งาน"สานศรัทธา สร้างสังคม" จะเป็นเพียงงานจุดประกายให้คนทั่วไปหันมาทำ
ความเข้าใจการเป็นอาสาสมัคร ซึ่ง คงจะไม่ได้ผลหากหยุดแค่การจัดงานครั้งนี้ แต่เราวางเป้าหมายไว้ในระยะยาว
ด้วย ว่าจะมีการรณรงค์และจัดกิจกรรมอื่นๆ ต่อเนื่องตามมาอีกด้วย เพื่อสร้างความตื่นตัวให้คนเข้าร่วมรับรู้ ทำ
ความเข้าใจและร่วมทำกิจกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรรัฐ" นางกรรณิการ์
กล่าวย้ำ ก่อนจะสรุปทิ้งท้ายว่า กลไกที่สำคัญในการสร้างเยาวชนคนหนุ่ม-สาวให้หันมาสนใจปัญหาสังคมคือระบบ
การศึกษา

"ภายในงานนี้จะมีองค์กรพัฒนาเอกชนจากเครือข่ายต่างๆ มาเปิดรับอาสาสมัครหลายองค์กรด้วยกันตามนโยบาย
อาสาสมัครที่จะมีการผลักดันขึ้น ซึ่งทาง มอส. ได้ประชุมกันเมื่อ เดือนที่แล้ว จนได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการสร้างอุดม
การณ์อาสาสมัครให้กับคนรุ่นใหม่ โดยประเด็นนหลักๆ ที่เราเสนอและให้น้ำหนักมากที่สุดนั้นคืออยากให้ระบบ
การศึกษา ในระดับอุดมศึกษาและมัธยมศึกษา เข้ามามีบทบาทในการสร้างอาสาสมัครรุ่นใหม่ๆ

ในระดับมัธยมก็หันมาใส่ใจกิจกรรมของนักเรียนมากขึ้น ส่งเสริมให้เขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหา
สังคมส่วนนักศึกษาก็หันมามองหลักสูตรการเรียนการสอนและเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับการทำงานอาสาสมัครมากขึ้น ให้
เขามองเห็นปัญหาสังคมมากขึ้นและขยายเงื่อนไขให้กลุ่มนักศึกษาสามารถเข้ามาทำกิจกรรมทางสังคมได้มากขึ้น
เช่น กำหนดเป็นวิชา หรือสามารถลาทำกิจกรรมได้ เป็นต้น โดยมีภาครัฐให้ความสนับสนุนทางด้าน ทุน วัสดุ
อุปกรณ์

ส่วนปัญหาและอุปสรรคในการสร้างอาสาสมัครคนหนุ่ม-สาวรุ่นใหม่ๆ นั้น สาธารณชนมักมองว่าเป็นปัญหาในเชิง
นิ่ง เป็นนามธรรม ไม่ร้อนแรงบีบคั้นให้ต้องเร่งรีบหันมาใส่ใจมากนัก ทั้งที่จริงๆ แล้ว อาสาสมัครคือทางออกของ
ปัญหาพอสมควร เพราะนั่นคือการผลิตคนที่มีอุดมการณ์เพื่อส่วนรวม สนใจปัญหาสังคมและพร้อมที่จะหันมา
ช่วยเหลือกัน ดังนั้นภารกิจการสร้างงานกับภารกิจการสร้างคนต้องดำเนินไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้คนหนุ่ม-สาว ได้
เข้ามาเรียนรู้ความจริงของสังคมมากขึ้น "นางกรรณิการ์ กล่าว


ทีมงาน ไทยเอ็นจีโ
webmaster@thaingo.org, cheeriver@hotmail.com