รุกเงียบ !! ระเบิด "ผ่าสามเส้า"..

"ระวังโรงโม่ใหม่รุกเงียบทลายภูเขาใหญ่ผลิตหินปูน มูลค่า เกือบ 2,000 ล้าน ที่แม่หอพระ อ.แม่แตง เชียงใหม่ เงียบภายใต้ความอึมครึมในสถานการณ์การต่อสู้ของชาวบ้านบ้านป่าไม้(ห้วยน้ำจ๋าง) ที่ไม่ยอมให้มีการระเบิด
ผ่าสามเส้า สัญลักษณ์ผืนป่าที่ยืนเคียงข้างวิถีชาวบ้านมานมนาน
....."

ผ่าสามเส้าที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังบ้านป่าไม้(บ้านห้วยน้ำจ๋าง) หมู่ 8 ต.แม่หอพระ มานมนาน วันพรุ่งนี้อาจจะต้องเศร้า
เหมือนชื่อผ่า หากกรมทรัพยากรธรณีอนุมัติให้นายทุนโรงโม่ดำเนินการต่อ ตามที่ได้รับอนุญาตประทานบัตร ในการรระเบิด
และย่อยหินปูนเพื่อการก่อสร้างได้ ตามใบอนุญาต ปี 2538 ที่ออกโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

2540 เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยฉบับประชาชน ได้มีบทบัญญัติคุ้มครองประชาชน และชุมชน หลายมาตรา เมื่อกฎหมายเปิดช่องทางให้ชาวบ้านได้ต่อสู้ เพื่อพิทักษ์สิ่งที่รัก
และหวงแหน ขบวนการต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวเล้อมจึงเกิดขึ้น เพื่อคัดค้าน
การให้ประทานบัตรหิน ของกรมทรัพยากรธรณี และคัดค้านการจัดตั้งโรงโม่หินของบริษัท เชียงใหม่คอนสตรัคชั่น จำกัด ที่ได้รับประทานบัตร ของนาย ราม สุภา และเนื่องจาก
กระบวนการอนุมัติของระบบราชการ ที่เคยปฏิบัติแต่เดิมนั้นมีความไม่โปร่งใส่แทบ
ทุกขั้นตอน จึงสร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ที่สำคัญการอนุญาตประทาน

กระทำโดยไม่ได้รับความเห็นชอบชาวบ้าน โดยอาศัยเพียงเสียงของผู้นำชาวบ้าน คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น ทั้งๆ ที่ชาวบ้านหรือชุมชน มีสิทธิเข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น ก่อนมีการตัดสินใจ หากมีโครงการใดๆ
ไม่ว่าจากรัฐหรือเอกชน เข้าไปทำให้ทรัพยากรในท้องถิ่นหรือก่อผลกระทบต่อคน ต่อสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น ชาวบ้านต้องมีส่วนร่วม
ตัดสินใจและแสดงความคิดเห็นต่อโครงการเหล่านั้นด้วย

ลักษณะภูมิประเทศ ผ่าสามเส้า....

เป็นเขาหินปูนที่มีลักษณะเป็นเทือกเขาสูงชัน ลักษณะป่าเป็นป่าผสมทั้ง ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำลำธาร
ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์สูงมาก ความสูงของผ่าสามเส้า อยู่ที่ระดับ 640 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง

ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ

ผ่าสามเส้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและเป็นสถานที่ที่สำคัญทางศาสนา ติดกับเขตวนอุทยานน้ำตกบัวตอง น้ำพุเจ็ดสี และมีทิวทัศน์สวยงามมาก อาทิ

- ทัศนียภาพอันสวยงามและต้นน้ำลำธาร ซึ่งเป็นแหล่งทิวทัศน์ทางธรรมชาติที่สวยงามมาก อันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นแถบนี้

- ถ้ำคูหาสวรรค์ ถ้ำบัวตอง ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่ตั้งโรงโม่ไป 2 กม. มีลักษณะเป็นโพรงหินกว้าง ซึ่งใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป

- น้ำตกบัวตอง น้ำพุเจ็ดสี ภายในวนอุทยานน้ำตกบัวตอง-น้ำพุเจ็ดสี มีลำธารไหลผ่าน ใสสวย เป็นความงามทางธรรมชาติที่หา
ดูยากในถิ่นแถบนี้

- อ่างเก็บน้ำแม่ป๋อน และห้วยประจุ๋ม ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำในโครงการพระราชดำริ ที่ชาวชุมชนใน ต.แม่หอพระและตำบลใกล้เคียง ใช้บริโภคอุปโภคีร่วมกัน หากมีการระเบิดหินจะต้องได้รับผลกระทบ อย่างแน่นอน

- สุดท้ายกระทบกับโครงการในพระราชดำริ ขุนป่าแม่กวง ซึ่งอยู่ติดเขตโรงโม่อีกด้วย


ขั้นตอนการพิจารณาและอนุมัติประทาน สะท้อนความไม่ชอบมาพากลในระบบข้าราชการที่"ฮั่ว"กับกลุ่มทุน

กระบวนการ EIA ที่ข้ามหัวชาวบ้าน รับเงิน"นั่งเทียนเขียนรายงาน"ถึงสิ่งแวดล้อม !!! หมกเม็ด

จากรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม EIA ซึ่งนายราม สุภา ได้ว่าจ้าง บริษัท เอเชี่ยน เอ็นไวรอนเมนทัล โปรเทคชั่น
จำกัด เป็นผู้จัดทำ และแล้วเสร็จ เมื่อปี 2541ก็ ส่งให้สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมพิจารณาในปี 2542 ในรายงานผลการ
ศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม EIA กลับให้รายละเอียดแต่เพียงว่า "พื้นนั้นไม่มีทางน้ำธรรมชาติไหลผ่าน และไม่มีแหล่งทรัพยากร
ท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียงไม่มีสถานที่สำคัญของชุมชน" แม้กระทั่งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในวนอุทยานน้ำตกบัวตอง
น้ำพุเจ็ดสี ก็ไม่มีการกล่าวถึงแต่อย่างใด นอกจากรายงานแต่เพียงว่า อยู่นอกรัศมี 3 กม. จากพื้นที่ประทานบัตรทำเหมืองหิน
ซึ่ง เมื่อชาวบ้านพิสูจน์โดยการนำแผนที่ทหารมาตรวจสอบและเดินสำรวจกลับพบว่า สถานที่ท่องเที่ยวดังกล่าว ยังอยู่ในเขตรัศมี
3 กม. รวมทั้งรายละเอียดอื่นๆ ที่ควรกล่าวถึงหรือเพิ่มเติมให้ตรงตามข้อเท็จจริง กลับไม่มีในรายงาน EIA จะมีเพียงบทสรุปสั้นๆ แต่ขาดหลักฐานประกอบอย่าง ภาพถ่ายดาวเทียม ลักษณะสภาพพื้นที่ป่า ส่วนรายละเอียดเรื่องผลกระทบด้านสาธารณสุขชองชุมชน
ในบริเวณก็ระบุไว้แต่เพียงปัญหา โรคระบบทางเดินหายใจเท่านั้น

ผ่านขบวนการ"ขายแผ่นดิน"คือสภาตำบล-ผู้ใหญ่บ้าน เครื่องมือระบบข้าราชการและกระแสเงินนายทุน

การเข้าไปของโรงโม่หินในนาม บริษัท เชียงใหม่คอนสตรัคชั่น ของนายราม สุภา (พ่อตานายเนวิน ชิดชอบ ) ซึ่งเป็นผู้ชนะ
การประมูลเพียงหนึ่งเดียวใน จำนวน 14 โรงโม่ที่เข้ามาประมูล โครงการนี้ผ่าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปอย่างสบาย
นั่นเพราะมีการจ่ายให้ กำนันและพ่อหลวง(ผู้ใหญ่บ้าน) คน 100,000 บาท และองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ห่อพระ อีก
1,500,000 บาท โดยแบ่งออกเป็น 2 งวด งวดแรก จ่ายไป 750,000 บาท แบ่งให้สมาชิก อบต. รายละ 8,500 บาท และ
เจ้าหน้าที่ อบต. 5,000 บาท ส่วนคณะกรรมการบริหาร อบต.คนละ 50,000 บาท

ชัยชนะและความสำเร็จก้าวแรกของของประชาชน

8 กุมภาพันธ์ 2543 อบต.แม่หอพระ มีมติยกเลิกการอนุญาตให้ตั้งโรงโม่หิน
เนื่องจากแรงกดดันของชาวบ้าน ที่ลุกขึ้นคัดค้านอย่างหนักและ ต่อเนื่องมาตลอด จนทำให้ มีการยุบสภา อบต.และหลังการเลือก
ตั้งใหม่ สภา อบต. ชุดใหม่ได้มีการประชุมลงมติกันอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่า มติ สภา อบต.ชุดใหม่ ให้มีการยกเลิกการอนุญาตตั้ง
โรงโม่ จากนั้น ชาวบ้านก็ยังมีการเคลื่อนไหวต่อมาอีกเรื่อยๆ จนเข้าเดือนมกราคม 2544 ทางราชการจังหวัดเชียงใหม่ มีคำสั่ง
ให้ระงับการดำเนินงานตั้งโรงโม่ของบริษัท เชียงใหม่คอนสตรัคชั่น จำกัด ก่อนที่ชาวบ้านจะยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือจาก
นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อให้ดำเนินการยกเลิกประทานบัตร นี้ทั้งหมด

สู่ก้าวที่สอง รื้อความไม่โปร่งใส การทุจริตคอร์รัปชั่นเพื่อเอาผิดทางอาญากับข้าราชการ
และเพิ่มบทบาทชุมชนให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจปัญหาหรือโครงการใดๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชุมชน บทบาทก้าวที่สองนี้ยัง
คุกกรุ่น เชื่องช้าจากการสัญญาณของรัฐบาล.....

สำนักข่าว thaingo หนึ่งในสื่อเล็กๆ ที่ติดตามประเด็นสังหาร 5 นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากการคัดค้านโครงการ
ของรัฐและเอกชนที่เข้ามาทำลายหรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ซึ่งท่ามกลางกระแส
การพัฒนาประเทศอย่างเร่งรีบนี้ การขายขุดทรัพยากรขึ้นมาขายจึงเกิดขึ้นอย่างหนัก

โรงโม่หิน คืออีกปัจจัยหนึ่ง ที่สำคัญ และค่อนมีราคาสูง จนภายในครึ่ง 2544 ที่ผ่านมานี้ มีนักสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม โดนสังหารไป 5
คน และ 2 ใน 5 คน คือคนที่คัดค้านโรงโม่หิน ดังนั้นปัญหาความขัดแย้งเรื่องโรงโม่หิน เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำนักข่าว thaingo จับตามองขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน

หมู่ 8 บ้านป่าไม้ หรือบ้านห้วยน้ำจ๋าง ต.แม่หอพระ อ.แม่แตง เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาสลับที่ราบก้นกะทะ ที่อุดม ไปด้วย
ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ สัตว์ป่าและหินปูนซึ่งหากประเมินเป็นมูลค่าก็คงจะจำนวนมหาศาล จึงเป็นที่หมายปองแก่กลุ่ม
นายทุนตลอดเวลา

วันหนึ่งหลังจากประกาศเขตประทานบัตรทำเหมืองหินปูน เป็นที่รับทราบของชาวบ้านภายในพื้นที่ ต.แม่หอพระ ก็มีการลุก
ขึ้นเรียกร้องเพื่อให้มีการยุติโรงโม่หิน ยกเลิกประทานบัตร และให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย นอกจากนั้นยังให้มี
การพิจารณาการขั้นตอนอนุมัติใบประทานบัตรและขั้นการศึกษาผลกระทบเพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายกับที่ทำผิดกฎหมายด้วย
นายชัย ศิริชัย จากสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ซึ่งติดตามการเคลื่อนไหวของชาวบ้าน ได้ให้ความคิดเห็นประเด็นต่อ
ทีมข่าว thaingo ว่า


" เรื่องโรงโม่แม่แตงที่ชาวบ้านออกมาเคลื่อนไหวนี้ มีอยู่ 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก ชาวบ้านต้องการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
เรื่องการอนุญาตให้ประทานบัตร เพื่อตั้งโรงโม่หิน ทั้งๆ นี้ เนื่องจากประกาศของกระทรวงมหาดไทย พูดออกมาชัดเจนแล้วว่า หากจะมีการจัดทำเหมือง โรงโม่หิน หรือโครงการใดๆ ก็แล้วแต่ที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวบ้านโดยตรง ต้องมีการทำประชา
พิจารณ์เอาความคิดเห็นของคนในพื้นที่เสียก่อน ว่าคนในพื้นที่มีความยินยอมหรือไม่ แต่ที่ผ่านมานั้น กระบวนการอนุญาตให้
ประทานบัตรไม่ยอมให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม อีกทั้งยังดำเนินการอย่างไม่โปร่งใสอีกด้วย นั่นก็คือการติดสินบนผู้ใหญ่บ้านและผู้นำ
ท้องถิ่นอื่นๆ จากนั้นเจ้าหน้าที่รัฐยังทำรายงานเสนอทางหน่วยงานระดับสูงว่า ชาวบ้านให้ความยินยอมแล้ว เพราะกระบวนการ
ขอเปิดโรงโม่แม่แตงเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2538 แต่ชาวบ้านมารับรู้กัน ตอน ปี 2541 แต่โชคดีที่โรงโม่แห่งนี้ยังไม่ดำเนิน
การอะไร เพราะปี 2538 นั้นกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรมเริ่มประกาศเป็นแหล่งหิน จากนั้นก็จะมีการประกาศ
ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาขอสัมปทาน เพื่อเปิดเป็นเหมืองหรือโรงโม่หิน เหล่านี้เป็นกระบวนการตามระบบเดิมคือ ให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ลงประชามติอนุญาตแทนชาวบ้านว่าอนุญาตให้ดำเนินการได้ โดยผ่านสภาตำบลให้ความเห็นชอบรับรอง จากนั้นกรม
ทรัพยากรธรณี ก็ประกาศให้สัมปทานบัตรได้ " นายชัย กล่าว

แต่อธิบายเพิ่มอีกว่า ปัญหาความขัดแย้งเริ่มเกิดขึ้นเมื่อชาวบ้าน ทราบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่
ก็คุ้มครองสิทธิประชาชนและชุมชน

"ที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาเรียกร้องเพราะแม้แต่ข้อเท็จจริงยังมีการปกปิด ในการรายงานและการศึกษาผลกระทบ หรือ EIA เช่น พื้นที่ในบริเวณโรงโม่และรอบๆ โรงโม่ ก็รายงานไปว่าไม่มีพื้นที่การเกษตร ทั้งๆที่จริงๆ แล้วมีชาวบ้านทำการเกษตรในบริเวณ
นี้มานานแล้ว ซึ่งหากนับรวมๆ โดยประเมินแล้วมีมากกว่า 6 พันไร่ ดังนั้นหากมีการจัดตั้งโรงโม่จริงๆ ชาวบ้านที่ทำการเกษตร
ย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน และมากด้วย ตรงนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง ซึ่งทางโรงโม่เขาก็ออกมาชี้แจงว่า สามารถจัดการปัญหานี้ได้ โดยการซื้อสเปรย์ฉีดน้ำมาทำเป็นระบบฉีดไอน้ำเพื่อกำจัดฝุ่นได้

แต่ตอนนี้ที่ยังไม่เป็นปัญหากัน ระหว่างชาวบ้านกับนายทุนโรงโม่ เพราะโรงโม่ยังไม่เริ่มดำเนินการ อีกทั้งชาวบ้านเรียกร้องให้
มีการยุติก่อนี อยู่ ล่าสุดเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2544 ที่ผ่านมาก็ได้เข้าไปเรียกร้องต่อ คณะรัฐมนตรี (ครม.สัญจร)แล้ว 2 ข้อ
คือ 1.ให้มียุติโครงการให้สัมปทานเหมืองหินในเขต อำเภอแม่แตง ทั้งหมด และเป็นการยุติ แบบไม่มีเงื่อนไข 2. ให้ตั้งคณะ
กรรมการเข้าตรวจสอบโครงการนี้ ว่ากระบวนการทั้งหมดจนถึงการอนุญาต ทั้งกระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ
EIA กับกระบวนอนุมัติ ได้ทำถูกต้องตามกฎหมายและหลักวิชาการหรือไม่ ถ้าไม่ถูกต้อง รัฐบาลต้องรีบดำเนินการต่อหน่วยงาน
และบุคคลเหล่าทันที ทั้งทางแพ่งและทางอาญา " นายชัย กล่าว

ก่อนจะกล่าวสรุปสุดท้ายอีกว่า ปัจจุบันนี้การต่อสู้ของชาวบ้านมาถึงขั้นตอนใดแล้ว


"เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 ที่ผ่านมา ทางคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการรัฐที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งตั้งขึ้น
ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อเดือนเมษายนนั้นก็ ได้ให้หน่วยงานรัฐ คือกรมทรัพยากรธรณี มาชี้แจงแล้ว แต่การชี้แจงก็ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการไม่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนุญาตให้ใช้พื้นที่ทำเหมืองหิน และเรื่องทำรายงานออกไป
ว่า ไม่มีชาวบ้านคัดค้าน โดยขัดแย้งกับความจริงที่ชาวบ้านคัดค้านมาตลอด

ส่วนการดำเนินคดีในทางอาญาในเรื่องความไม่ชอบมาพากล ในกระบวนอนุญาตประทานบัตรและอนุมัติโรงโม่ โดยเฉพาะ
เรื่องการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ที่มีข้อบกพร่องและปกปิดเยอะมากนั้น ตอนนี้ทางศาลปกครองจังหวัดเชียงใหม่
ได้รับฟ้องคดีนี้แล้วไปแล้ว ลำดับคดี ที่ 72 ซี่งต่อไปคือรอการพิจารณาไต่สวน " นายชัย กล่าว

สำนักข่าว thaingo
cheeriver@hotmail.com,webmaster@thaingo.org