จับตามองความจริงใจของรัฐบาล"ผ่าน พรบ.ป่าชุมชน( ฉบับประชาชน)"

ป่าชุมชนหรือป่าเชิงสังคมกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางปัญหาการจัดการป่าในประเทศโลกที่สามซึ่งได้รับอิทธิพลการคิดแบบตะวันตก ที่มองป่าเป็นเพียงสินค้าหรือทรัพยากรทางเศรษฐกิจเท่านั้น ทำให้สภาพป่าเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว และแนวความคิดเหล่านี้ "รัฐ"ได้รับอิทธิพลและนำมาจัดการป่าตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันความเสื่อมโทรมของป่าได้สร้างผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยพึ่งพิงป่า เนื่องเพราะป่าคือต้นทุนชีวิตและวัฒน
ธรรม ดังนั้นป่าเสื่อมโทรมคือต้นเหตุสร้างสภาวะความยากจนแก่ประชาชนโดยตรง แม้จะมีการริเริ่มการอนุรักษ์ป่าในเชิง
วัฒนธรรมก็ตาม แต่ก็ยังติดขัดกับอุปสรรคเดิมคือกรอบคิดของกรมป่าไม้ที่มองว่าชาวบ้านคือคนทำลายป่า ทำให้ร่าง พรบ.ป่าชุมชน ฉบับประชาชน แม้จะเสนอ ผลักดัน เรียกร้องมาหลายยุคหลายสมัยแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ผ่านสภา

10 ปีสำหรับการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจการจัดการป่า แต่ก็ยังไม่สามารถพัฒนากระบวนการเข้าใจร่วมของคน
ในสังคมได้อย่างแจ่มชัดนัก แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคในการผลักดันร่าง พรบ.ฉบับนี้ ถ้าหากหน่วยงานของภาครัฐ โดยเฉพาะ
กรมป่าไม้ ยอมรับฟัง ยอมทำความเข้าใจและเชื่อมั่นในพลังภูมิปัญญาต่อการดำเนินวิถีชีวิตของชาวบ้านที่สืบทอดกันมานับร้อย
นับพันปีว่า ชีวิต ชุมชน กับป่าต้องอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยอาศัยกัน

และแม้ว่ากรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือหน่วยงานหลักที่คอยดูแลรักษาป่า ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แต่หลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตัวเลขพื้นที่ป่าที่ลดลงตลอดเวลาเป็นบทพิสูจน์แล้วว่า กรมป่าไม้ไม่สามารถปฏิบัติงานพิทักษ์ป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก ส่วนหนึ่งเพราะข้าราชการมีจำกัด ทั้งคนและทรัพยากร อีกส่วนหนึ่งข้าราชการร่วมกระทำผิดเสียเอง

ดังนั้นการริเริ่มเคลื่อนไหวขององค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรภาคประชาชนในการผลักดันร่าง พรบ. ป่าชุมชน ฉบับประชาชน
จึงเกิดขึ้น และก็มีการนำเข้า ครม.หลายครั้งหลายสมัย แต่สุดท้ายก็ตกไปหรือผ่านให้แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนเจตนารมณ์ของ
ชาวบ้านออกไปจนหมดสิ้น

สำนักข่าว thaingo เป็นหนึ่งในสื่อทางเลือกที่มองว่า ชุมชนต้องมีสิทธิมีอำนาจในการจัดการป่า สำนักข่าว thaingo จึงเกาะติดสถานการณ์กระบวนการผลักดันร่าง พรบ.ป่าชุมชน ฉบับประชาชน โดยเข้าสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องจากหลายฝ่าย ทั้งจาก กรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมาย องค์กรพัฒนาเอกชน และแกนนำชาวบ้านด้านอนุรักษ์หรือองค์กรประชาชน ว่า มองปัญหาและสถานการณ์นี้อย่างไร

ทีมข่าว thaingo ได้เข้าสัมภาษณ์ นายเดโช ไชยทัพ หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมาธิการพิจารณา ร่าง พรบ.ป่าชุมชน และสรุป
ปัญหาของร่างฉบับประชาชนว่า มีประเด็นหลักๆ ไม่กี่ประเด็นเท่านั้นที่กรมป่าไม้ยังไม่ยอมรับร่าง พรบ.ฉบับประชาชน

"คณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พรบ.ป่าชุมชน มีทั้งหมด 35 ท่าน มีสัดส่วนที่เป็นตัวแทนประชาชนทั้งหมด 13 ท่าน แต่ปัญหามีอยู่ว่า แม้กฎหมายรัฐธรรมนูญได้เปิดช่องตามมาตรา 170 เรื่องการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 5 หมื่นคนมีสิทธิ์เข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ พรบ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย นั้นไม่ได้ลงรายละเอียดว่า ผู้ที่เข้าชื่อเสนอกฎหมายมีสิทธิเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายนั้นได้หรือไม่
ก็ทำให้เราพยายามยื่นเรื่อง เพื่อให้เจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก็เลยฝากทางสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(ส.ส.ส. )ที่อยู่ทางกรุงเทพฯช่วยติดตามประเด็นนี้ให้

ส่วนผมซึ่งเป็นกรรมาธิการคนหนึ่งก็พยายามใช้ระเบียบข้อบังคับการประชุมสภายกเรื่องนี้ขึ้นมาประชุมกันให้ชัดเจนว่า ผู้มีสิทธิ์ลงชื่อมีสิทธิ์เป็นกรรมาธิการได้หรือไม่ ซึ่งรายละเอียดนั้นก็ขึ้นอยู่กับประธานรัฐสภาตามระเบียบข้อบังคับที่ 124 หรือ125 ทำให้เราต้องเข้าไปพบคุณอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภาว่า ระเบียบข้อบังคับแบบนี้กับกฎหมายรัฐธรรมนูญแบบนี้ ก็น่าจะให้ตัวแทนชาวบ้านเข้าเป็นกรรมาธิการ ตรงนี้เองทำให้ได้โควตาจากการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ซึ่งตอนนี้ร่างอยู่ในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการ และเมื่อผ่านการพิจารณาเสร็จก็จะเข้าสภาฯ รวมแล้วมีร่างกฎหมายทั้งหมด
6 ร่าง และการที่ขบวนการภาคประชาชนยังเคลื่อนไหวต่อสู้อยู่เพราะรัฐบาลใช้ร่างของรัฐบาลเป็นหลัก ทีนี้เราต้องมาดูว่าเนื้อหา สาระใดมีความแตกต่าง หรือมาตราใดที่แตกต่าง เช่น ม.18 ม.7 แตกต่างกัน เราก็จะมีการเปรียบเทียบ ต่อสู้ต่อรองให้เหตุผล
กันว่าจะปรับปรุงเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปในลักษณะอย่างนี้ได้ไหม หรือไม่ก็มีการปรับทีละมาตรา

ส่วนประเด็นที่แตกต่างระหว่างร่าง พรบ.ป่าชุมชนฉบับประชาชน กับร่าง พรบ.ป่าชุมชนฉบับรัฐบาล มีอยู่ 3 -4 ประเด็น หลักๆ คือ หมวดแรกว่าด้วยโครงสร้างอำนาจหน้าที่การพิจารณา การตรวจสอบ การตัดสินใจทั้งหมด เพราะโดยหลักใหญ่แล้ว ทั้ง 2 ร่าง
กำหนดเรื่องหลักคล้ายกันคือ เรื่องโครงสร้าง เรื่องคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนแห่งชาติ เรื่องคณะกรรรมการ
ป่าชุมชนจังหวัด และก็เรื่องเขตป่าชุมชน ความต่างที่มองเห็นชัดเจนคือ ร่างรัฐบาลไม่ให้สิทธิชาวบ้านในการไปเป็นคณะกรรมการ
นโยบายป่าชุมชนระดับชาติ ไม่ให้สิทธิชาวบ้านที่ดูแลรักษาป่าไป เป็นคณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัด ซึ่งความจริงแล้ว
โครงสร้างนั้นต้องให้สิทธิชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ดูแลรักษาป่าเป็นกรรมการด้วยเพราะเขาเข้าใจป่าและอยู่กับป่า ชาวบ้านต้องเป็น
กรรมการทั้งระดับจังหวัดและระดับนโยบายชาติ ส่วนอำนาจหน้าที่ของ ร่าง พรบ. ฉบับรัฐบาลนั้น ส่วนใหญ่ก็ยังคงให้ข้าราชการ
มากเหมือนเดิมในการตัดสินใจใช้ดุลพินิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอธิบดีกรมป่าไม้

ส่วนในร่าง พรบ. ฉบับของประชาชน อำนาจหน้าที่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการเป็นหลัก ซึ่งคณะกรรมการมาจากหลายฝ่าย
มีทั้งอธิบดีกรมป่าไม้ ข้าราชการจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวงมหาดไทย และมีตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เลือกสรรกันมา และมีตัวแทนจากชาวบ้านที่เลือกสรรกันเอง นั่นคือที่มาของคณะกรรมการ ตามร่าง พรบ.ป่าชุมชน ฉบับประชาชน ซึ่งจะเป็นผู้มามีอำนาจตัดสินใจ และหากพิจารณาที่มาของคณะกรรมการ ตามร่าง พรบ.ฉบับประชาชนนี้ให้ดี ย่อมจะมองเห็น
ได้ว่าหลากหลายกว่า

และอยากแยกอธิบายออกเป็นประเด็นเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น คือด้านหนึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการตัดสินใจที่เคย
อยู่กับอธิบดีกรมป่าไม้ในการที่จะให้เพิกถอนอะไรทุกๆอย่างก็ได้ ตรงนี้คือประเด็นที่หนึ่ง

ประเด็นที่สองคือ เรื่องการจัดตั้งป่าชุมชน ซึ่งรัฐเองก็จะมองว่าพื้นที่ป่าสงวนที่เสื่อมโทรมแล้วเท่านั้นจึงจะยกให้เป็นป่าชุมชน
ได้ โดยไม่คิดว่าตามความจริงแล้ว ชาวบ้านเหล่านี้เองที่เข้าไปดูแลรักษาป่า "

นายเดโช กล่าว จากนั้นทีมงานได้ย้ำถามอีกว่า การจัดตั้งเขตป่าชุมชน ตามแนวความคิดของรัฐบาล กับแนวความคิดของ
ประชาชน มีความแตกต่างกัน เพราะ ร่าง พรบ.ของรัฐบาลเอาพื้นที่เป็นหลักในการจัดตั้ง แต่ร่าง พรบ.ฉบับประชาชน เอา
ความพร้อมของแต่ละชุมชนเป็นหลัก ต่อประเด็นนี้ นายเดชา กล่าวว่า


" ถ้าชุมชนใดอยู่ใกล้ชิดป่าแล้วมีความพร้อม มีความสามารถ ก็ยื่นเรื่องแนบแบบแผน โครงสร้างการจัดการป่าชุมชนมา ให้คณะกรรมการจังหวัดตรวจสอบได้เลย จากนั้นคณะกรรมการก็จะพิจารณาอนุมัติ ซึ่งจะเป็นพื้นที่ไหนก็ได้ แต่ ร่าง พรบ.ฉบับ
ของรัฐบาลให้เฉพาะพื้นที่ป่าสงวน ส่วนร่าง พรบ.ของประชาชน นี่ให้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นป่าสงวน ป่าต้นน้ำ ป่าในเขตรักษาพันธุ์
สัตว์ป่า ถ้าชาวบ้านมีความพร้อมจริง มีความประสงค์จริง ก็สามารถจะประกาศจัดตั้งเป็นป่าชุมชนได้เลย

ประเด็นที่สาม แนวความคิดเรื่องการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่จะจัดตั้งเป็นเขตป่าชุมชนนั้นมีสองด้านคือ ตามแนวคิดของรัฐเองนั้น สามารถปลูกป่าเศรษฐกิจหรือป่าเชิงพาณิชย์ได้ เช่น ปลูกยูคาร์ลิปตัส หรือ แต่ ร่าง พรบ.ป่าชุมชนฉบับประชาชนนั้นไม่ใช่ เพราะจริงๆ สถานะและวัตถุประสงค์ของป่าชุมชนนั้นใช้เพื่อพออยู่พอกิน ใช้เพื่อการยังชีพของคนในพื้นที่ ไม่ใช่เพื่อการพาณิชย์ แต่ของรัฐกลับใช้เพื่อการพาณิชย์ ขณะเดียวกันรัฐกลับห้ามชาวบ้าน ใช้ไม้จากธรรมชาติ และจะใช้ได้ต่อเมื่อเป็นไม้ที่ปลูกขึ้น
เอง เท่านั้น ซึ่งผมมองว่า มันไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในสังคม เพราะว่าวิธีการ ดูแลรักษาป่าของชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นวิธีการ
ป้องกันและฟื้นป่าแบบธรรมชาติ ไม่ใช่การปลูกป่า เป็นแถวๆ เหมือนรัฐ ตรงนี้เป็นทางเลือกหนึ่ง ที่มีแนวความคิดแตกต่างกัน
มากในการคิดเรื่องการใช้ประโยชน์ ส่วนรัฐจะกำหนดเลยว่า ต้องปลูกขึ้นมาอย่างเดียว คุณจึงจะมีสิทธิ์ใช้ไม้ คุณจะเอาไม้ เอาฟืนมาใช้ มาสร้างบ้านคุณปลูกขึ้นมาอย่างเดียว

สำหรับชาวบ้านถ้าได้กำหนดขอบเขตกันชัดเจนว่า ตรงไหนจะใช้ประโยชน์อย่างไร ผมว่าไม่จำเป็นต้องปลูกขึ้นมาทดแทนเพราะ
ชาวบ้านเขาจะจัดการอีกแบบหนึ่ง แต่รัฐกลับเข้าใจไปอีกแบบหนึ่ง

ประเด็นที่สี่ เรื่องกองทุน ในร่าง พรบ.ฉบับอื่นๆ ทั้ง 6 ร่างไม่มีการพูดถึงเรื่องกองทุนที่จะให้ชาวบ้านมาทำป้าย ทำการประชุม ทำแนวกันไฟ ทำการดับไฟป่า การลาดตระเวน ฯลฯ ไม่มีการกล่าวถึงว่าจะให้ทุนหรืออุปกรณ์แก่ชาวบ้านในการดูแลรักษาป่า ทั้งๆที่รัฐ ให้สิทธิ์ ให้หน้าที่ ให้อำนาจการจัดการ รับผิดชอบดูแลรักษาป่าแก่ชุมชน รัฐก็ต้องให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ แก่
ชุมชนด้วย

นายเดโชกล่าว และเมื่อทางทีมงาน thaingo ว่าหนักใจอะไรบ้างหรือไม่ เขาก็ยอมรับว่ายังหนักใจอยู่มากต่อท่าทีของกรมป่าไม้ เพราะถ้าร่างนี้ผ่านสภาฯได้ กรมป่าไม้จะลดทั้งบทบาทและอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติทันที เพราะร่าง พรบ.ฉบับประชาชนนี้ ให้อำนาจกับทุกๆ ฝ่าย โดยเฉพาะชุมชน

"ผมคิดว่าถ้ากรมป่าไม้ยึดเป้าหมาย ยึดเจตนารมณ์ ทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก อย่างมาตรา 46 ในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ได้
บัญญัติไว้ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบต่ออนาคตของตัวเอง เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ถ้ากรมป่าไม้ยังยึดติดอยู่กับ
อำนาจกับผลประโยชน์ของตัวเองก็ไม่สามารถจะแก้ ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายในระยะยาวได้ และปัญหาระหว่างรัฐกับ
ชาวบ้าน เรื่องเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับชาวบ้าน ชาวบ้านประท้วง เป็นอยู่อย่างนี้ไม่จบ และปัญหาจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นๆ แต่ถ้าเราเปลี่ยน
โครงสร้างการบริหารจัดการใหม่ ผลที่ตามมาคือลดความขัดแย้ง ความรุนแรง ที่สำคัญป่าเหลืออยู่จริง ป่าฟื้นจริง และกรมป่าไม้เอง
ก็ต้องยอมปรับเปลี่ยนตัวเองให้สอดคล้องกับกระแสปฏิรูปการเมืองด้วย...."นายเดโชกล่าว

*************

ทางด้านพ่ออนันต์ ดวงแก้วเรือน ประธานสมัชชาป่าชุมชนภาคเหนือ กล่าวถึงกรณีการทำงาน
ของกรมป่าไม้และการปฏิเสธที่จะให้ชาวบ้านจัดตั้งป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ว่า

"จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่ากรมป่าไม้ไม่ยอมหรอกนะครับ และเป็นหน้าที่ของเขาในการรักษาป่าตามแผนงานของรัฐบาล ว่าให้เหลือ
ป่ากี่เปอร์เซ็นต์ ให้คงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศก์ตามหลักวิชาการของเขาอย่างไร แต่กฎหมายป่าชุมชนฉบับประชาชนนี้
ชุมชนจัดตั้งเขตป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ได้ ดังนั้นประชาชนจึงมีการร่วมกันร่าง พรบ.ฉบับประชาชนขึ้น ผลสุดท้าย ทั้งหมดก็ยอมให้มีการจัดตั้งเขตป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ได้ และกรมป่าไม้ก็เห็นด้วย แต่มีข้อแม้ว่า ต้องเป็นชุมชนที่อยู่มา
ก่อนและรักษาป่ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ณ วันนี้ กรมป่าไม้กำลังเถียงกันว่าควรจะเป็น 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี ถึงจะยอมให้มีการ
จัดตั้งเป็นป่าชุมชนได้ แล้วดูแลรักษาอย่างยั่งยืนมั่นคงต่อไป

แต่ทางแกนนำสมัชชาป่าชุมชนฯ ยังเป็นห่วงชาวบ้านที่ยังไม่ได้รักษาป่ามา 5 ปี 10 ปี อย่างที่กรมป่าไม้กำหนด และกลัวว่ากลุ่ม
เหล่านี้จะไม่มีโอกาสเข้ามาจัดตั้งป่าชุมชนได้ ก็อยากจะให้ทางกรมป่าไม้ได้ปลดล๊อค เงื่อนไขออก เพราะไม่จำเป็นต้องรักษามา
5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี ถ้าชุมชนต้องการจัดตั้งเป็นป่าชุมชน ก็สามารถจัดตั้งเป็นป่าชุมชนได้เลย เพียงแต่ว่าชุมชนนั้นต้องพร้อม

บางเรื่องทางสมัชชาป่าชุมชนฯเองก็ยังกังวลเหมือนกับกรมป่าไม้อยู่เหมือนกันว่า ถ้าไปเจอชุมชนที่ไม่ได้มีความตั้งใจจะรักษา
ป่าจริงๆ หรือไม่หวังดีต่อป่า ผืนป่าที่ต้องอนุรักษ์ก็จะหมดไปได้เหมือนกัน ตรงนี้ทางสมัชชาป่าชุมชนก็พยายามจะเข้าไปดูแลว่า
ฝ่ายประชาชนเองสามารถทำได้แค่ไหน "

พ่ออนันต์กล่าวและยืนยันถึงบทพิสูจน์ว่า การเปิดโอกาสให้ชุมชนหันมารักษาป่าโดยให้สิทธิให้อำนาจในการดูแล รักษาป่าเป็นวิธีการฟื้นฟูธรรมชาติที่ดีที่สุด

"จากการประสานงานและสำรวจชุมชนต่างๆในเขตภาคเหนือ พบว่าชุมชนที่อยู่กับป่ารักษาป่ามาตั้งแต่ปี 2532 มาถึงวันนี้ มีความ
เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากในแต่ละชุมชน จนชาวบ้านเริ่มพอใจ บางหมู่บ้านเมื่อ 30 ปีก่อนเป็นหมู่บ้านอุดมสมบูรณ์ แต่พอชุมชน
เริ่มเข้าไปทำลายตัดต้นไม้ใหญ่ๆ ไปขาย ก็เกิดน้ำแห้ง น้ำไม่มีใช้ หลายที่ลำบากอย่างเห็นได้ชัดเลย บางที่ต้องขอน้ำจากทาง
ราชการ แต่พอหันมารักษาป่าได้สัก 5 ปี 10 ปี ธรรมชาติกลับฟื้นขึ้นมา แม้ไม่เท่ากับในอดีต แต่มันก็เห็นความเปลี่ยนแปลง
ที่ดีขึ้น ผืนดินชุ่มชื้นขึ้น ตรงนี้เห็นชัดเจนมาก

ซึ่งบางอำเภอ บางชุมชนที่ รัฐบาล กรมป่าไม้ และข้าราชการลงไปสัมผัสพื้นที่จริงๆ ก็ยอมรับว่าการฟื้นธรรมชาติของชุมชนทำ
ได้จริง ส่วนสมัชชาป่าชุมชนภาคเหนือ ซึ่งจัดงานสัมมนาครั้งที่ 3 ที่จังหวัดน่าน ในปีนี้นั้นมีทั้งหมด 1,200 กว่าชุมชน ซึ่งเยอะ
มาก ตั้งแต่เกิดวิกฤติความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติมา ทำให้ ชาวบ้านเริ่มปรับตัวเอง

เมื่อก่อนคิดแต่เพียงว่า ป่าไม้เป็นของรัฐ เป็นของกรมป่าไม้ ทำไมชาวบ้านต้องไปดูแลด้วย ทำให้มองเห็นว่าจิตสำนึกของคนไทย
ไม่มีเลยถ้ารัฐทิ้งไม่ให้ชุมชนดูแลป่าเอง ที่สำคัญกรมป่าไม้มีเจ้าหน้าที่ไม่พอ หนึ่งคนต้องดูแลพื้นที่เป็นแสนๆ ไร่ นั้นไม่พอหรอก
ครับ เพราะป่าเยอะมาก และถึงวันนี้ชาวบ้านเริ่มพบว่า ถ้าป่ามันหมด น้ำมันแห้ง มันไม่ได้กระทบกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ แต่มัน
กระทบกับตัวเขาเอง ถ้าไม่มีป่าก็ไม่มีน้ำมาทำไร่ทำนา ผืนป่าไม่มีก็ไม่มีไม้มาทำบ้านทำเรือน เมื่อชาวบ้านมีประสบการณ์โดย
ตรงก็เลยเกิดการหันหน้ามาสู้แล้วพิทักษ์ป่ากัน ซึ่ง อย่างน้อยก็ช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับกรมป่าไม้

ส่วนเรื่องการตั้งป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์หรือเขตต้นน้ำ ผมคิดว่าถ้ากรมป่าไม้ยอมโดยไม่มีเงื่อนไขเลยนั้น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะ
ว่ากรมป่าไม้ยังไม่ยอมเข้าใจชาวบ้าน แม้ว่าทางชาวบ้านจะพยายามพิสูจน์ตัวเองมาตลอดว่าทำได้และทำมานานแล้ว ที่สำคัญ
กรมป่าไม้ใช้งบประมาณเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นแนวกันไฟ หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งถ้ามองให้ชัดๆแล้ว กรมป่าไม้ทำงานไม่ได้ผล
คุ้มค่ากับงบประมาณที่สูญเสียไป และถ้าชาวบ้านไม่ช่วย ไม่มีจิตสำนึกระวังไฟ รัฐต้องเสียงบประมาณไปมากมายเปล่าๆ ดังนั้น
รัฐแค่ให้อำนาจชาวบ้าน ให้งบประมาณไป เพื่อให้ชาวบ้านได้ดูแลป่าจริงๆ เสียที ผมว่าป่าฟื้นคืนครับ" พ่ออนันต์ กล่าว

****************

ขณะที่นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ จาก โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา มองประเด็นนี้ว่า กรมป่าไม้ ยังคงยึดติดกรอบคิดเก่าๆ ที่ได้รับมาจากตำราการรักษาป่าไม้ อันเป็นแนวความคิดจากตะวันตก โดยเฉพาะ
อังกฤษ ทั้งที่ความจริงแล้วการคิดการอาศัยป่าตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในสังคมไทยนั้นแตกต่างกันมาก
กับตะวันตก


"ถ้าให้วิเคราะห์เรื่องนี้ให้ลึกซึ้งจริงๆ ผมคิดว่า ระบบความคิดดั้งเดิมของการตั้งกรมป่าไม้นั้นเป็นการเอาแนวความคิดดั้งเดิม
ของการตั้งเขตป่าอนุรักษ์มาใช้ ซึ่งเป็นการประกาศเขตป่าเอาไว้เพื่อไม่ให้คนเข้าไป และยังมองว่าชาวบ้านคือคนทำลายป่าไม้ ชุมชนทำลายป่าไม้ ทั้งๆที่ถ้าเราศึกษาดูรากเดิมที่เคยเกิดขึ้นล้วนเป็นแบบแผนที่กรมป่าไม้รับเอามาจากตะวันตก และกฎหมาย
ป่าไม้บางส่วนก็มีลักษณะอย่างนี้จริงๆ เช่น กฎหมายป่าสงวนคือการรักษาป่าเพื่อทำประโยชน์ทางเศรษฐกิจ นี่เป็นแนวคิดที่กรม
ป่าไม้เอามาจากประเทศอังกฤษ ทั้งป่าเขตอนุรักษ์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เหล่านี้ก็ใช่ ซึ่งกรมป่าไม้รับแนวความคิดตะวันตกมา
แล้วมาประกาศใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งเริ่มใช้ในยุคเผด็จการ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทีนี้เจตนารมณ์ในการรักษาป่า ซึ่งเป็นเจตนาดี
ก็จริง แต่ก็ขาดความเข้าใจต่อข้อเท็จจริงในสังคมไทยที่เคยดำรงอยู่มานาน พัฒนาการของชุมชนชนบทไทยเองก็อยู่ใกล้ชิด
และผูกพันกับป่ามาแต่โบร่ำโบราณ

แม้แต่รากฐานทางประวัติศาสตร์และข้อเท็จจริงของเราก็เป็นอย่างนั้น แต่พอกรมป่าไม้เอาระบบกฎหมายตะวันตกมาครอบงำ
และจัดการโดยรัฐ ก็มีผลกระทบทำให้ชาวบ้าน เกิดความขัดแย้ง ทั้งชาวบ้านกับกรมป่าไม้ ชาวบ้านกับนายทุน และที่สำคัญ
ยังมีการอพยพชาวบ้านออกมาจากป่า อพยพมาแล้วก็แก้ปัญหาไม่ได้ ยิ่งสร้างปัญหาตามมาอีก นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอด

จนถึงวันนี้ชาวบ้านเขาสู้กันมาเป็นสิบปีแล้ว แต่ปัญหาก็ยังคาราคาซังอยู่มาก ส่วนกรมป่าไม้เองก็รักษาป่าไว้ไม่ได้เลย ป่าไม้ยัง
ลดลงอยู่เรื่อยๆ เป้าหมาย หรือนโยบายที่ตั้งไว้ก็ทำไม่ได้ เมื่อทำไม่ได้ ด่านสุดท้ายคือมาเข้มงวดกับปัญหาตรงนี้ เพราะมันเป็น
ป่าไม้ผืนสุดท้ายเลยก็ว่าได้ ทั้งที่ความจริงการรักษาป่าไม้ต้องยุติการคิดแบบตะวันตกนี้ เพราะผืนป่าเป็นของส่วนรวมทั้งหมด ฉะนั้นแนวทางระหว่างรัฐกับประชาชนต้องร่วมมือกันดูแลรักษาป่า ทำให้มันยั่งยืนหรือดีขึ้น ดีกว่าต้องมาขัดแย้งกันแล้วก็
สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในสังคม และยังส่งผลกระทบต่อชีวิตคนในชุมชนอีกด้วย "

นายชัชวาลย์กล่าวก่อนจะสรุปปิดท้ายเพิ่มเติมอีกว่า ที่ชาวบ้านเชื่อมั่นว่าการให้ชุมชนดูแลป่าคือการรักษาป่านั้นเพราะชาวบ้าน
เขาเรียนรู้กันมานับสิบปีแล้ว
ว่า ป่ากับชุมชนพึ่งพากันอย่างไร


"แนวคิดเรื่องป่าชุมชนเกิดขึ้นและสืบทอดกันมาร่วม 10 กว่าปีแล้ว ในขณะที่กรมป่าไม้เองมีเจ้าหน้าที่ มีกฎหมาย มีทรัพยากร
และมีเป้าหมายชัดเจนและทำงานมาหลายสิบปี แต่ชาวบ้านนั้นไม่มีอะไรทั้งสิ้น ทุกอย่างล้วนเกิดมาจากการริเริ่มและพัฒนา
กระบวนการเรียนรู้มาสู่ความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้นเอง

และในสถานการณ์ปัจจุบันนี้นั้นเกิดจากกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้เปิดโอกาสให้ชุมชนมีสิทธิที่จะรวมตัวกันในการ
จัดการดูแลทรัพยากรในท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้เป็นแนวความคิดใหม่ที่พัฒนาการมาจากการเรียนรู้ของชาวบ้านทั้งนั้น ซึ่งเมื่อมันเติบโต
ขึ้นแล้วก็พยายามผลักดันกระบวนการเข้าไปสู่กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ปัญหาในขณะนี้ก็คือกฎหมายเก่ายังไม่ได้เปลี่ยน ทำให้อยู่
ในช่วงระยะการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญมาก

อีกทั้งการเน้นให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เน้นการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น ทิศทางแบบนี้ควรจะให้ชาวบ้าน
เข้ามาจัดการดูแลทรัพยากรธรรมชาติด้วย เพราะชุมชนกับทรัพยากรธรรมชาติคือชีวิตเดียวกัน ต้องพึ่งพาอาศัยกันเป็นทั้ง
วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของเขา และสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานที่จะทำให้เกิดการพึ่งตนเองในระดับชุมชน ก่อให้เกิดกระบวนการผลิต
ต่างๆ เมื่อถึงจุดนั้นก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจสังคมส่วนรวม

เรื่อง พรบ.ป่าชุมชนฉบับ ประชาชนไม่ใช่เป็นการปล่อยให้ชาวบ้านจัดตั้งป่าชุมชนกันไปเอง แต่ต้องมีกติกาในการจัดตั้งโดยผ่าน
คณะกรรมการป่าชุมชน มีกระบวนการที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนของป่าได้ ซึ่งก็คือชุมชนเองก็ต้องชัดเจนต้องทำให้ป่าดีขึ้น
กว่าเดิม และที่สำคัญชุมชนนั้นๆ ต้องเข้มแข็งและพร้อมจริงๆ ถ้าชุมชนใดไม่ทำตามกติกาการดูแลรักษาป่า คณะกรรมการป่า
ชุมชนก็สามารถเพิกถอนได้ นี่คือหัวใจของ ร่าง พรบ.ป่าชุมชน ฉบับประชาชน" นายชัชวาลย์ กล่าว สรุป


สำนักข่าว thaingo.org
cheeriver@hotmail.co ,webmaster@hotmail.com