คนคลิตี้โต้"ช่อง11-สธ."มั่ว

เหตุการณ์โรงแต่งแร่ตะกั่วริมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรปล่อยน้ำหางแร่ จนก่อให้เกิดสารตะกั่วปนเปื้อนลำห้วย
คลิตี้ตลอดสาย จนชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง เจ็บป่วยล้มตาย กว่า 30 รายนั้น บัดนี้ผ่านไป 3 ปีแล้ว การฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้
ก็ยังไม่บังเกิดผลดีดั่งเดิมแต่ประการใด ปริมาณสารตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยยังสูงและในการตรวจเลือดชาวบ้านครั้งล่าสุด
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาก็ยังถูกปกปิดเงียบของ ไม่มีการแจ้งผลมาให้ชาวบ้านทราบแต่อย่างใด ขณะที่ชาวบ้านคลิตี้
ล่างก็ยังไม่มีคนล้มตายลงอีก 1 ราย เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรายที่ 4 ในรอบปีนี้ และผลการตรวจหาสาเหตุ
การตายจากแพทย์จังหวักกาญจนบุรี ก็ให้คำตอบเหมือนเดิมคือ ไม่เกี่ยวกับสารตะกั่ว ทั้งที่ อาการคล้ายๆ กันกับราย
ที่ผ่านๆมา

ย้อนอดีตห้วยคลิตี้ ...

ความหวังที่รอคอยการเยียวยาชีวิตริมห้วยคลิตี้


แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมี การออกมาประกาศอย่างชัดเจน หลังการกระหน่ำข่าวจากสื่อมวลชนเป็นระยะ แต่ข้อเท็จ
จริง ชาวบ้านก็ยังต้องเผชิญกับวิบากรรม ที่ตนเองไม่ได้มีส่วนกระทำร่วมเลยแม้แต่น้อย นั่นคือโรคภัยและการล้มตาย
อันเนื่องมาจากพิษสารตะกั่ว ทั้งเกิดจากสารตะกั่วโดยตรงและโดยอ้อม

2541 ครั้งเกิดเรื่องค้นพบสารตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้จนชาวบ้านล้มเจ็บกันระนาวนั้น สื่อมวลชนได้โหมกระพือข่าว หาคนรับผิดชอบมาโดยตลอด แต่โรงแต่งแร่คลิตี้ล่างของบริษัทตะกั่ว คอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งตั้งอยู่
บริเวณหหมู่บ้าน 8 ตำบลนาสวน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัด กาญจนบุรี ห่างจากแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
เพียง 6 กิโลเมตรก็มิได้ออกมารับผิดชอบแต่อย่างใด หรือหน่วยงานรัฐซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบ รับผิดชอบพื้นที่ และเป็นผู้
อนุมัติก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ที่บ่งบอกถึงความรับผิดชอบอย่างถึงที่สุดดีที่สุด อย่างดีหากมีสื่อกระทุ้งมาบ้าง ก็จะออกมา
แสดงความรับผิดชอบ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ทิ้งชาวบ้านคลิตี้ล่างและบนเจ็บป่วยไปตาม
ยถากรรม 500 กว่าคน

แต่นายแพทย์สมเกียรติ ศิริรัตนพฤกษ์ จากกรมอนามัย ซึ่งเป็น หน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยตรงในการรักษายังเคย
กล่าวว่า "จากการตรวจครั้งแรกพบว่ามีชาวบ้าน 1 ราย เป็นโรคไต บวมทั้งตัว แต่เป็นโรคไตจากสาเหตุอื่น ไม่น่าเกี่ยว
ข้องกับตะกั่ว และมีภาวะโลหิตจาง ซึ่งไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดจากสารตะกั่ว เพราะอาจเกิดขึ้นจากภาวะทุภโภชนาการ พยาธิ หรือมาเลเรีย "

แต่โครงการศึกษาการแพร่กระจายของสารตะกั่วบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ โดย กองสิ่งแวดล้อม
ทรัพยากรธรณีกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม
เมื่อกันยายน 2538 ยังระบุชัดเจนว่าบริเวณโรงลอย
แร่คลิตี้มีค่าตะกั่วสูงมากไม่เหมาะกับการใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ หรือปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเนื่อง
จากคุณภาพบ่อน้ำใช้บริเวณโรงลอยแร่มีการปนเปื้อนของสารตะกั่ว 0.07-0.2 มิลลิกรัม/ลิตร น้ำทิ้งจากปลายท่อบ่อกัก
เก็บตะกอนก่อนลงห้วยคลิตี้เท่ากับ 1.70 และ 2.30 มิลลิกรัม/ลิตร ขณะที่พรบ.มาตรฐานควบคุมการระบายน้ำจากแหล่ง
กำเนิดประเภทโรงงานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรม ระบุว่าปริมาณปนเปื้อนของสารตะกั่วในน้ำต้องมีค่าไม่เกิน
0.2 มิลลิกรัม/ลิตร เท่านั้น ส่วนการปนเปื้อนของสารตะกั่วในตะกอนธารน้ำมีค่าตั้งแต่ 333-32,982 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

(คัดมาจาก สำนักข่าว thaingo 14 มีนาคม 254 )


สถานการณ์คลิตี้ ยืดเยื้อบนเวทีสื่อ

สถานการณ์บ้านคลิตี้ ยิ่งนานวันยิ่งละเลงสงครามสื่อโจมตีกันมากขึ้น โดยเฉพาะชาวบ้านคลิตี้นั้น ได้รับรู้ข่าวสารน้อย
ย่อมไม่ทราบการออกมากล่าวหาผ่านสื่อทีวีของรัฐ แต่เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน คือนายสุรพงษ์ ผอ.ศูนย์กะเหรี่ยงฯ ซึ่งติดตามการทำงานของกระทรวงสาธารณสุขมาตลอดเรื่องการแก้ปัญหาให้ชาวบ้านคลิตี้ ย่อมไม่พอใจและออกมา
เคลื่อนไหวหาคนรับผิดชอบต่อนำเสนอข่าว

ลมหายใจคลิตี้ในปัจจุบัน


จากการติดตามสถานการณ์บ้านคลิตี้ที่ได้รับสารตะกั่วปนเปื้อนจากลำห้วยคลิตี้ นั้นขณะนี้
ชาวบ้านคลิตี้กำลังประสบปัญหาไม่ได้รับการจ่ายมานานหลายเดือนแล้ว เนื่องทางกระทรวง
สาธารณสุขอ้างว่า ไม่มียาแจกจ่าย ซึ่งเรื่องนี้ นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์
กะเหรี่ยงศึกษาและพัฒนาได้ออกมายืนยันว่าตนได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากบริษัทยาแล้ว
และออกมายืนยันว่า

ข้อมูลที่โรงพยาบาลจังหวัดกาญจนบุรีอ้างว่าบริษัทยาเลิกผลิตนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด อีกทั้งยังยืนยันว่า ยามีขาย เพียงพอ ส่วนปัญหาเรื่องยาที่ชาวบ้านกินด้อยคุณภาพมากนั้น เป็นเรื่องจริง เพราะหลังจากทดลองพาชาวบ้านมารับยา
ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีกินดู ชาวบ้านต่างยืนยันว่ายาที่โรงพยาบาลรามาฯ นั้น ดีกว่าที่โรงพยาบาลจังหวัดกาญจนบุรีมาก

เมื่อการเคลื่อนไหวเรื่องนี้เริ่มรุกเค้นเอาความรับผิดชอบ จากกระทรวงสาธารณสุขมากขึ้น การโต้ตอบทางสื่ออย่างร้อนแรง
จึงบังเกิดขึ้น และครั้งล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขก็ออกมาแถลงข่าว ผ่านช่อง 11 ถึงกรณีที่นายสุรพงษ์ กองจันทึกไม่
สามารถนำชาวบ้านมายืนยัน ตามคำเชิญในงานสัมมนาได้ และกล่าวหานายสุรพงษ์ ว่า ไม่กล้าที่จะนำชาวบ้านมาแถลง
ข้อเท็จจริงรวมทั้งนายสุรพงษ์ด้วย

ทีมข่าว thaingo ซึ่งติดตามข้อเท็จจริงเรื่องนี้ก็ได้รับการตอบกลับมาจากนายสุรพงษ์ว่า การสัมมนาครั้งนี้ของกระทรวง
สาธารณสุข ไม่ได้แจ้งเรื่องนี้ไปยังตนและชาวบ้านแต่อย่างใด ตนจึงไม่ทราบและไม่สามารถจะมาร่วมงานได้ส่วนชาวบ้าน
นั้นไม่มีใครทราบแน่นอนดังนั้นเมื่อนายสุรพงษ์ขอรายงานที่ช่อง 11 ออกแถลงก็ไม่ยอมให้

ประเด็นนี้ ทางทีมวิเคราะห์ข่าว thaingo ได้รับการชี้แจงจากนายสุรพงษ์ว่า

"เป็นการประชุมแถลงข่าวแล้วพูดพาดพิงถึงผม โดยที่ผมไม่ทราบล่วงหน้า ซึ่งผมมาทราบ ก็เมื่อเป็นข่าวออกทางสื่อมวลชนแล้ว และยิ่งกว่านั้น สัมมนาครั้งนี้มีชื่อผมในหมายกำหนดการด้วย โดยผมไม่ทราบและได้เข้าร่วม

เนื่องจากว่าผมอยู่ และสื่อที่รายงานข่าวนี้ก็คือทีวี ช่อง 11และหนังสือพิมพ์มติชน ซึ่งผมตรวจสอบดู ก็พบว่าเป็นการราย
ข่าวที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในการสัมมนาแต่อย่างใด แต่เป็นการรายข่าวที่มุ่งโจมตีผมและชาวบ้าน โดยกล่าวหาว่า
นายสุรพงษ์ กองจันทึก แจ้งให้จัดงานสัมมนาแล้วกลับไม่สามารถ พาชาวบ้านไปร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ได้ซึ่งโดยความจริง
แล้วผมไม่รู้เรื่องเลย ผมกลายเป็นข่าวใหญ่สะพัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเร็วๆนี้ ยิ่งกว่านั้นยังมีการส่งข่าวไปให้สื่อมวลชน
ทั้งหมดที่มีอยู่ช่วยรายงานอีกด้วย ซึ่งเป็นการกระทำที่ทำให้ผมเสียหายมากและชาวบ้านคลิตี้ก็เสียหายด้วยที่ถูกคณะจัด
งานสัมมนาครั้งนี้กล่าวหาว่า เมื่อคณะแพทย์มีการประชุมกัน NGOs และชาวบ้านกลับเบี้ยวไม่มาตามนัด ที่กำหนดการไว้ ทั้งๆ ที่ความจริง ผมไม่ได้รับแจ้งให้ทราบ อีกทั้งผมก็ไม่ได้รับปากด้วย ว่าจะพาชาวบ้านมาร่วมงาน ที่สำคัญทางชาวบ้าน
เอง ก็ไม่ทราบว่ากระทรวงสาธารณสุข ออกมาแถลงข่าวอย่างนี้ ผ่านช่อง 11 ซึ่งตอนนี้ผมพยายามทำหนังสือขอสำเนาข่าว
เหล่านั้นไปทาง ช่อง 11 เขาก็ไมอนุมัติ่ให้ คงกลัวผมฟ้องกลับ เรื่องการเสนอข่าวโดยไม่มีมูลความจริง

นายสุรพงษ์กล่าว และ ยังกล่าวถึงความคืบหน้า ในการเคลื่อนไหว หาทางช่วยเหลือชาวบ้านคลิตี้ที่ได้รับสารตะกั่วปน
เปื้อนจากห้วยคลิตี้ ว่า

"ทางเราก็มีการพูดคุยกันแล้ว และจะมีการยื่นเรื่องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ในเร็วๆ นี่ ส่วนสถานการณ์คลิตี้ตอนนี้ก็มีคนตายเพิ่มาอีก 1 คน เมื่อเดือนที่ แล้ว รวมเป็น 4 คนในรอบปีนี้ หรือ30 กว่าคน
ตั้งแต่เกิดเรื่องมีสารตะกั่วปนเปื้อนในน้ำ ส่วนทางแพทย์โรงพยาบาลจังหวัดการญจนบุรี ก็ยังสรุปเหมือนเดิมคือไม่เกี่ยว
กับสารตะกั่ว

และคนล่าสุดที่ทราบมานี่เป็นชายอายุ 35 ปี ชื่อนายสันติ แก้วกลางไพร ส่วนลักษณะการตายก็เหมือนรายก่อนๆ คือ ปวด
กระดูก กล้ามเนื้อ ท้องโตแน่นท้อง พอไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลอำเภอสังขละบุรี แพทย์แจ้งว่าเป็นตับแข็งตาย ซึ่งตาม
ประวัติของผู้ตายปรากฏว่า ไม่ใช่คนชอบทานเหล้ามากนัก ตอนนี้ก็เหลือเพียง ภรรยาและลูก 3 คน สาเหตุเพราะครอบครัว
นี้มีบ้านติดริมลำห้วยคลิตี้เลย ดังนั้นแน่นอน สำหรับผมเชื่อว่า ส่วนหนึ่งเขาได้รับสารตะกั่ว แม้ว่าทางโรงพยาบาลกาญจนบุรี
จะออกมาชี้แจงยืนยันว่าเป็นโรคเบาหวาน ไม่ใช่เกิดจากสารตะกั่วก็ตาม

อีกอย่างเราอยากพิสูจน์ข้อเท็จจริงออกมาให้สาธารณชนทราบ แต่ก็ไม่มีทีมงานแพทย์ที่ตรวจสอบแล้วให้ความเป็นกลาง
หรือให้ข้อเท็จจริงกับเราได้ ที่สำคัญต้องน่าเชื่อถือด้วยทีมแพทย์ที่ทำงานอย่างนี้เราหาไม่ได้เลยและตอนนี้เมื่อครั้งที่คณะ
แพทย์จากกระทรวงสาธารณสุขเข้าไปไล่ตรวจเจาะเลือดชาวบ้าน ก็ยังไม่ยอมแจ้งผลออกมาเลย ว่าตกลงเขาเป็นอะไรกัน
ถ้ามีสารตะกั่วตอนนี้มีระดับไหนแล้ว เรื่องนี้ชาวบ้านเขากังวลใจมาก อยากรู้กันว่าสุขภาพเขาเป็นอย่างบ้างในตอนนี้

ล่าสุดเคยมีข่าวว่าจะนำทีมคณะแพทย์จากส่วนกลางลงไปตรวจสุขภาพและทำการรักษาชาวบ้านถึงในพื้นที่ นั้น จนถึงตอนนี้
ก็ยังไม่ได้มีการเคลื่อนไหวลงไปทำอะไรกันเลย เมื่อสองเดือนที่ผ่านมาลงไปตรวจเลือดชาวบ้านปรากฏว่า ทั้งผลทั้งทีม
แพทย์ก็เงียบกันหมดเลย ไม่มีการแจ้งผลการตรวจเลือดออกมาแต่อย่างใด ทางชาวบ้านก็ร้อนใจอยากทราบว่า สุขภาพตน
เป็นอย่างไรบ้างเหมือนกัน"

นายสุรพงษ์ กล่าวอีก และยืนยันว่า เรื่องยาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีแจกจ่ายมาให้ชาวบ้านนั้นดีจริงๆ

"เรื่องจ่ายยาด้อยคุณภาพให้ชาวบ้านไปรับประทานนั้นเป็นความจริงที่เคยแจ้งให้ทราบมาแล้ว ที่สำคัญเป็นยาที่ชาวบ้าน
รับประทานมาตลอด แต่เมื่อได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลกาญจนบุรีว่ายาหมด เราก็พาชาวบ้านคลิตี้มา กรุงเทพฯมาตรวจ
ร่างกายดูที่ โรงพยาบาลรามาธิบดี ปรากฏว่ายาที่ทางหมอโรงพยาบาลรามาฯแจกให้นั้นดีกว่าที่โรงพยาบาลกาญจนบุรีแจก
ให้มาก อาการทุเลาขึ้นอย่างรวดเร็วจนสามารถเข้าไร่ ทำสวนได้เลย และเมื่อตรวจสอบไปที่บริษัทยาที่โรงพยาบาล
กาญจนบุรีเคยอ้างว่าหมดแล้วไม่มีผลิตแล้ว ก็ได้รับคำตอบว่ายังมี และก็ยังผลิตเพื่อจำหน่ายอยู่ ไม่ได้หมดแต่อย่างใด "

นายสุรพงษ์ย้ำและกล่าวสรุปว่า ทางกระทรวงสาธารณสุขไม่จริงในการแก้ปัญหาช่วยเหลือชาวบ้านคลิตี้ ทั้งๆ ที่ตนพยายาม
ยื่นหนังสือไปหลายหน่วยงานแล้วก็ตาม และนายสุรพงษ์ยังคาดการณ์อนาคตว่าหากไม่มีการดำเนินการใดๆช่วยเหลือ
ชาวบ้านคลิตี้แล้ว วันข้างหน้านี้ คงต้องมีการเคลื่อนไหวใหญ่แน่นอน
"

"ถึงเวลานี้ทางศูนย์กะเหรี่ยงศึกษาฯและทางชาวบ้านก็พยายามทำหนังสือถึง รมต.กระทรวงสาธารณสุข คือคุณสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบกลับมา แต่อย่างใด ส่วนทางโรงงานแต่งแร่เราไม่คาดหวังความรับผิดชอบจากเขา
หรอกครับ เขาพูดมาเพียงสั้นๆ แต่เพียงว่า ถ้าพิสูจน์ได้ว่าอาการเจ็บป่วยเหล่านี้มาจากสารตะกั่วที่เหมือง เขาก็จะรับผิด
ชอบ และจนวันนี้เขาไม่ได้ออกมารับผิดชอบใดๆ เลย

นอกจากนั้นทางเราได้เตรียมยืนหนังสือให้กรรมาธิการการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมประจำสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภา
ผู้แทนราษฎร โดยยื่นผ่านทางเจ้าหน้าที่ประจำรัฐสภา เนื่องจากเรามีการประสานงานมาก่อนแล้ว ก็เพิ่งยื่นไปเมื่อวันอังคาร
ที่ผ่านมาเพื่อให้กรรมาธิการทรัพยากรฯทำการสอบสวนส่วนทางกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมประจำวุฒิสภาเคยยื่นไปแล้วครั้ง
หนึ่งโดยยื่นกับคุณเตือนใจ ดีเทศน์ ซึ่งท่านก็ลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว แต่เรื่องก้ยังเงียบอยู่

ทางกรรมาธิการฯ สภาผู้แทนเอง ตอนนี้ก็มีการรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาแล้ว และวันพุธหน้า จะมีหนังสือเชิญเครือข่ายฯที่ทำ
งานเรื่องนี้ทั้งหมดเข้าไปให้ข้อมูลรายละเอียดกับทางกรรมาธิการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนฯ ซึ่งคนที่ออกมารับ
จะดำเนินการเรื่องนี้ คือ ดร.นพดล อินนา รองประธานกรรมาธิการฯ

สำหรับแผนงานที่จะเคลื่อนไหวเรื่องนี้ในอนาคตนะครับ ผมคิดว่าเราคงต้องพาชาวบ้านมาเคลื่อนไหว แน่นอน ถ้าทุกอย่าง
ยังไม่ได้รับการแก้ไขเลยอย่างนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ปรารถนาเลย และไม่ถนัดการทำงานในเชิงก่อ MOB มากนัก แต่มัน
ไม่มีทางเลือกแล้วสำหรับผม รัฐ ปล่อยให้ชาวบ้านป่วยเรื้อรังจนตายอยู่อย่างนี้ ชาวบ้านจึงจำเป็นต้องคิดและทำอะไรสัก
อย่าง เพื่อกระตุ้นให้รัฐหันมาสนใจ เพราะสารตะกั่วต้องใช้เวลานานมากในการขับออก เพราะสารเหล่านี้มันจะฝังตัวอยู่ใน
กระดูก จึงค่อนข้างใช้เวลา มากในการสลายหรือหากปล่อยให้ขับออกตามธรรมชาติก็ใช้อย่างน้อย 20 ปี

ที่สำคัญที่เป็นห่วงที่สุดตอนนี้คือชาวบ้านคลิตี้ยังอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อันตรายอยู่ เหมือนเดิม ยังไม่มีการฟื้นฟูสภาพ
ลำห้วยหรือระบบนิเวศรอบๆ ชุมชนให้กลับมาสู่สภาพเดิม ในน้ำก็ยังมีปริมาณสารตะกั่ว ในปลาก็ยังมี แม้ว่าชาวบ้านจะเริ่ม
เข้าใจและป้องกันตัวเองมากขึ้นแต่ก้เสี่ยงอันตรายอยู่ดี เพราะแม้แต่น้ำประปาหมู่บ้านก็ยังมีค่ามาตรฐานเกินที่องค์การ
อนามัยโลกกำหนด คือ 0.01 ไมโครกรัม/ 1 ลิตร แต่น้ำประปาบ้านคลิตี้ที่ตรวจสอบได้คือ 0.02 ไมโครกรัม/ 1 ลิตร อย่างนี้
จะให้ชาวบ้านคลิตี้ ปลอดภัยจากสารตะกั่วได้อย่างไร..
..

(หมายเหตุ : บ้านคลิตี้ )


สำนักข่าว thaingo
webmaster@thaingo.org, cheeriver@hotmail.com