|
รายละเอียดแกนนำทั้ง 5 ราย ที่ถูกยิงเสียชีวิต...
 |
นายจุรินทร์ ราชพล
หนึ่งในแกนนำกลุ่มอนุรักษ์บ้านป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ถูกคนร้ายยิงและเสียชีวิตลง
เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 สาเหตุ เนื่องจากคัดค้านการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน
เพื่อทำบ่อเลี้ยงกุ้งของนายทุน
ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ป่าชายเลนในจังหวัดภูเก็ต เมื่อปี 2504 มีเนื้อที่ประมาณ
28,125 ไร่ แต่มาปี
2539 เหลือเนื้อที่เพียง 9,448 ไร่ และที่บ้านป่าคลอก มีป่าชายเลนประมาณ
400 ไร่ถูกบุกรุกไปแล้ว 200 ไร่ (ข้อมูล จากชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ภูเก็ต : 2544 )
|
กลุ่มอนุรักษ์บ้านป่าคลอก
เริ่มงานมาตั้งแต่ 2535 ช่วงที่ธุรกิจการเพาะเลี้ยงกุ้งกำลังเฟื่องฟู ทำเงินมหาศาล
จนมีการขยาย
พื้นที่เลี้ยงกุ้งกันไปทั่วภาคใต้บ้านป่าคลอก ต.ป่าคลอก อ.ถลาง ภูเก็ต เป็นหนึ่งในอีกหลายๆ
พื้นที่ ที่ถูกรุกล้ำขยายทำบ่อกุ้ง ทำให้กลุ่มอนุรักษ์บ้านป่าคลอกรวมตัวกันตั้งกำแพงขัดขวางรถแทรกเตอร์ของนายทุน
ที่เข้ามาบุกรุกป่าชายเลนบริเวณ
บ้านป่าคลอก และการต่อสู้ดำเนินมาเรื่อยๆ ถึงขั้นร้องเรียนผ่านหน่วยรัฐและเอกชน
หลายครั้งหลายครา จากนั้นด้วยบทบาท
ที่ชัดเจนของกลุ่มจึงขยายงานอนุรักษ์ไปสู่ทะเลโดยมีกิจกรรมป้องกันปราบและตรวจจับ
อวนรุน อวนลาก ที่เข้ามาทำประมง
ในเขตห้าม รอบชายฝั่ง แต่การบุกรุกกอบโกยทรัพยากรธรรมชาติก็ยังคงมีเรื่อยๆ
โดยเฉพาะป่าชายเลน ดังนั้นความขัดแย้ง
กันระหว่างชาวบ้านกับนายทุนก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุให้นายจุรินทร์
ราชพล ถูกสังหารเสียชีวิต
(นายจุรินทร์
ราชพล มีสมาชิกในครอบครัวทั้งหมด 5 คน บุตร 3 คนชาย 1 คน หญิง 2 คน ภรรยาชื่อนาง
ลัดดา ราชพล)
 |
นายนรินทร์ โพธิ์แดง
นายนรินทร์ โพธิ์แดง อดีตนักกฎหมาย วัย 67 ปี อดีตพนักงานการไฟฟ้านครหลวง
ที่หันมาทำสวนในบั้นปลายของชีวิต และ เป็นประธานกลุ่มคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและ
อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เขาชะอางกลางทุ่ง กิ่ง อ.เขาชะเมา อ.แกลง
ระยอง เป็นแกนนำคัดค้านโรงโม่หินเขาชะอางกลางทุ่ง .....
|
เขาชะอางกลางทุ่ง
มีลักษณะเป็นเขาหินปูนทั้ง ซึ่งอุดมณ์ไปด้วยสัตว์ป่า จำพวกสัตว์เล็ก สัตว์เลื้อยคลาน
มีทั้งลิง กะรอก
ค้างคาว นกและงูจงอาง และพรรณไม้นานาชนิด อีกทั้งยังมีถ้ำและหินยอกหินย้อยจำนวนมาก
ที่ดูงดงามและหายาก อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่พระสงฆ์มักธุดงค์ผ่านและแวะพักภาวนาศีลบำเพ็ญธรรม
ทำให้ชาวบ้านได้สักการะบูชายึดเหนี่ยว
จิตใจยามเดือดร้อน
สภาพปัญหาที่เกิดจากการตั้งโรงโม่หิน
1.เสียงดัง มากเกินระดับปกติที่หูจะรับได้
ชาวบ้านไม่สามารถสนทนา และเด็กนักเรียนโรงเรียนเขาชะเมาวิทยา ไม่สามารถ
จะเรียนได้
2.ฝุ่นละอองสูง ฝุ่นละอองหินปูน เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตมาก
ทั้งคน สัตว์ พืช
3.มีผลกระทบต่อคลองโพล้ ซึ่งเป็นลำห้วยที่ชาวบ้านใช้บริโภคอุปโภคกันมาตลอด
รวมทั้งแหล่งน้ำดื่มอื่นๆ ด้วย
4.แรงสั่นสะเทือน
5.น้ำท่วมขัง เนื่องจากโรงโม่ได้ยกคันดินถมสูงถึง
1 เมตร
6.ทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า
การเข้ามาของโรงโม่หิน ในระยะแรกๆ คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด หาญกิตติชัย ซึ่งขอสัมปทานบัตร
ปี 2535 ผ่านสำนักนโยบาย
แผนและสิ่งแวดล้อม ปี 2538 และผ่านกรมป่าไม้ ปี 2540 โดยอนุญาตให้ใช้เนื้อที่ของป่าสงวนแห่งชาติ
และอนุมัติโดย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปี 2540 ซึ่งให้เริ่มดำเนินการได้ ในวันที่
3 พฤศจิกายน 2541
26 เมษายน 2543 นายนรินทร์ โพธิ์แดง เริ่มเคลื่อนไหวเข้าชี้แจงคัดค้านกับทาง
อบต.ห้วยทับมอญ จนมีมติไม่อนุญาต จากนั้นนายนรินทร์ ก็ทำหนังสือถึงหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวต่างทุกๆ
หน่วยงาน เพื่อคัดค้าน จนวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543
หจก.หาญกิตติชัย จึงยื่นหนังสือ"ถอนคำขอ"ประทานบัตร
แต่ยังไม่รื้อถอนโรงโม่ออกจากพื้นที่
การเข้ามาของโรงโม่หินจอมอิทธิพล "ระยองศิลาเพชร"
ของบริษัท ระยองศิลาเพชร จำกัด ซึ่งมี นายปิยะ ปิตุเดชะ
ส.ส.
พรรคชาติไทย นายปรีชา เลาหพงษ์ชนะ ส.ส.พรรคชาติไทย
และนายสิน กุมภะ ส.ส.พรรคชาติไทย เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
ขอยื่น
ประกอบการโรงโม่หินต่อจาก หจก.หาญกิตติชัย โดยขอใช้ใบอนุญาตประทานบัตรเดิมของ
หจก.หาญกิตติชัย แทน แต่ทางจังหวัดทำหนังสือด่วนถึง อบต.ห้วยทับมอญอีกครั้ง
ก่อนเปิดประชุมสภา อบต.นายปิยะ ปิตุเดชะ ได้นำ คณะ อบต.
ห้วยทับมอญ ไปเลี้ยงอาหารค่ำ รุ่งเช้า อบต.ห้วยทับมอญ มีมติอนุญาตให้ดำเนินกิจการโรงโม่ได้
!!!
นายนรินทร์ จึงทำหนังสือคัดค้าน ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดระยองอีกครั้ง และทำหนังสือคัดค้านมติของ
อบต.ห้วยทับมอญ
อีกครั้งด้วย เพื่อให้มีการเปิดประชุมวิสามัญ พิจารณามติที่อนุญาตให้โรงโม่หินระยองศิลาเพชรดำเนินการได้
1 พฤษภาคม 2544 17.00 น. ก่อนมีการประชุมวิสามัญ นายนรินทร์ โพธิ์แดงถูกยิงเสียชีวิต
หน้าบ้านพัก......
(นายนรินทร์ โพธิ์แดง เป็นชาวจังหวัดชุมพร เกิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2477
ต.ท่ายาง อ.เมือง จ.ชุมพร อดีตพนักงาน
การไฟฟ้านครหลวง จนเมื่อปี 2530 ได้มาเที่ยวแถบเมืองระยอง และได้ซื้อที่ไว้
จากนั้นก็ลาออกมาทำสวน และดำเนินชีวิต
เป็นชาวบ้านคนหนึ่ง)
 |
นายพิทักษ์
โตนวุธ ( โจ )
นายพิทักษ์ โตนวุธ ที่กำลังจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรนิติศาสตร์บัณฑิต
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ปี 2544 เป็นแกนนำและที่ปรึกษาเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู ต.ชมพู
อ.เนินมะปราง พิษณุโลก |
สำหรับการคัดค้านโรงโม่หินในบริเวณเขาผาแดงรังกาย ซึ่งส่วนหนึ่งของเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง
เขาผาแดงรังกาย
เป็นภูเขาเล็กๆ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เป็นป่าต้นน้ำชั้น เอ มีน้ำตกสวยงามหลายแห่ง
และมีถ้ำเก่าแก่มากมาย มีร่องรอยทางประวัติศาสตร์และสถานโบราณวัตถุที่สำคัญ
เป็นป่าที่สมบูรณ์ด้วยระบบนิเวศน์ และมีน้ำพุธรรมชาติ
ปี 2538 ได้มีโรงโม่หินเปิดกิจการบริเวณเขาผาแดงรังกายขึ้น ทำการระเบิดหินและย่อยหิน
โดยที่ชาวบ้านมิได้รับรู้ล่วงหน้า
เลย เป็นกระบวนการอุบอิบผลประโยชน์กันระหว่าง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการในพื้นที่
นักการเมืองท้องถิ่น และเจ้าของ
โร่งโม่หิน คือ หจก.รอคแอนด์นโตนส์ และ หจก.อนุมัติการศิลา เท่านั้น แต่ไม่มีการลงมติจากชาวบ้าน
!!!
นายพิทักษ์ หลังจากมาลงพื้นที่ศึกษาปัญหา ก็ตัดสินใจอยู่สู้ร่วมกับแกนนำชาวบ้าน
โดยพยายามยื่นหนังสือร้องเรียนคัดค้าน
โรงโม่หิน จนเกิดการชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2541 ข้อเสนอชาวบ้านคือต้องยุติและรื้อถอนโรงโม่ออกไปจากเขา
ผาแดงรังกาย และจากนั้นก็มีการตรวจสอบกระบวนอนุมัติที่ดิน การสวมรอยเขตระเบิดหิน
จนสามารถเปิดความจริงให้กระจ่าง
ออกมาได้ว่า โรงโม่หินทั้งสองระเบิดนอกพื้นที่ประทานบัตร และการออก สค.1
ก็มีเงื่อนงำไม่โปร่งใสของกรมที่ดิน รวมทั้งการทำเอกสารรายละเอียดชี้แจงเกี่ยวกับพื้นที่
ก่อนมีการยื่นเสนอขอประทานก็ปกปิดข้อเท็จจริง รายงานผลกระทบ
สิ่งแวดล้อมก็ไม่ถูกต้อง และบทบาทการทำงานตรวจสอบเพียงเพื่อคัดค้านโรงโม่หินของนายพิทักษ์
จึงเสมือนเป็นการ
ประกาศศัตรูรอบทิศทาง โดยพฤตินัย
2543 มีกระแสข่าวจากอุตสาหกรรมจังหวัด พิษณุโลก ว่าจะมีการอนุญาตให้ต่อสัญญาและเพิ่มประทานบัตรแก่โรงโม่อีก
ถึง
8 โรง นายพิทักษ์และชาวบ้านเตรียมเคลื่อนไหวอีกครั้ง พร้อมเพิ่มประเด็นอีกหลายประเด็น
ในการเรียกร้อง หนึ่งในหลายๆ ประเด็นคือ ปลดนางสมบัติ บุญปู่ ผู้ใหญ่บ้านชมภูจอมอิทธิพล
ออกจากตำแหน่ง แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัด
มีท่าทีเมินเฉยและขับไล่ขบวนชาวบ้านกลับ !! ......ต่อมาถูก กดดันอย่างหนักจากชาวบ้าน
พร้อมกระบวนการเปิดโปง
ระบบราชการที่ไม่โปร่งใส ผู้ว่าฯจึงยอมลงคำสั่ง เมื่อเดือนมกราคม 2544 ให้โรงโม่หิน
ทั้ง 2 แห่ง รื้อถอนออกจากพื้นที่ ภายใน
60 วัน แต่โรงโม่หินยื่นหนังสือคัดค้านคำสั่งผู้ว่าฯ โดยนำเอกสาร สค.1 มาแสดงสิทธิ
!!! เหตุการณ์ระหว่างเจ้าของโรงโม่หิน
กับเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ เริ่มตึงเครียดอีกครั้งและหนักขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะพิทักษ์เอง
เริ่มรับรู้ถึงสัญญาณการข่มขู่
และถูกหมายจะเอาชีวิตมาตลอด.....
17 พฤษภาคม 2544 เวลาบ่ายๆ ขณะที่นายพิทักษ์ เดินทางกลับจากประชุมเจรจาหาข้อสรุปเรื่องโรงโม่หินดังกล่าว
ก็ได้
มีคนร้ายสองคนขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบยิง จนเสียชีวิตข้างถนน !!! .....เป็นรายที่
3 สำหรับชีวิตนักอนุรักษ์
 |
(นายพิทักษ์
โตนวุธ อายุ 30 ปี ว่าที่ นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเพิ่งจะเป็นพ่อของ
ลูกน้อยได้เพียง 2 เดือน ก็ต้องจากไป ทิ้งไว้เพียงภาพของลูกน้อยและแม่ของลูก
คือนางยุภาภรณ์ โตนวุธ และ ด.ญ.หงษ์พิชฌา โตนวุธ ) |
 |
นางฉวีวรรณ
ปึกสูงเนิน
นางฉวีวรรณ ปึกสูงเนิน เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ ประจำองค์การบริหารส่วนตำบล
นากลาง อ.สูงเนิน นครราชสีมา เป็น"กองหน้าประชาชน"
ให้กับหลายองค์กร ทั้งองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติและระดับสากล.... |
เนื่องจากนางฉวีวรรณ
เป็นคนทำงานตรงไป ตรงมา รักความถูกต้อง ทำงานโปร่งใสและไม่ยอมอยู่ใต้อิทธิพลคนใดที่จะเข้า
มาเก็บเกี่ยวเอาประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดิน หรือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบรังแกประชาชนได้
บวกกับเป็นแกนนำ
คนหนึ่งในการฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม โดยเฉพาะเรื่องเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านแห่งประเทศไทย
ทำให้ลักษณะการทำงาน
ของนางฉวีวรรณ สร้างความไม่พอใจให้กับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นมาตลอด และนางฉลีวรรณก็เป็นคนหนึ่งที่มีบทบาทมาก
ในการพัฒนาชุมชน แถมยังยังทำงานให้สังคมอีกหลายๆ ตำแหน่ง ด้วยความรักถูกต้องเป็นธรรม
และทำงานเพื่อชาวบ้านมา
ตลอด ทำให้นางฉวีวรรณหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขัดเส้นทางผลประโยชน์ของใครบางคน
ในองค์การบริหารส่วนตำบล
สุดท้ายก็มีเพียงคำตอบเดียวที่คยเลวๆ มอบให้กับคนดีๆ.....คือความตาย !!!!
21
มิถุนายน 2544 เวลา 22.30 น. สิ้นเสียงปืน ร่างนางฉวีวรรณ ก็ทรุดฮวบลงขาดใจทันทีทิ้งไว้แต่ความอาลัยอย่างสุดซึ้ง
แก่ชาวบ้านและวิญญาณกล้าที่เพาะลงกลางหัวใจ ญาติ มิตร พี่น้องประชาชนจบตำนานการต่อสู้ของนักรบทางวัฒนธรรม
และสิ่งแวดล้อมไว้สั้นๆ ด้วยอายุเพียง 35 ปี สิ่งที่เหลือคือความทรงจำของลูกน้อย
2 คน ที่ยังเล็กๆ อยู่
(นางฉวีวรรณ ปึกสูงเนิน อายุ 35 ปี เป็นชาวบ้านนากลาง อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา
มาแต่กำเนิด แต่งงานและมีบุตร 2 คน )
 |
นายสุวัฒน์
วงศ์ปิยะสถิตย์
|
นายปิยะ
วงศปิยะสถิตย์ เป็นแกนนำต่อต้านบ่อขยะราชาเทวะ อ. บางพลี สมุทรปราการ และเป็นนักสู้ภาคประชาชน
คนเดียว
ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ที่ค่อนข้างมีฐานะดี ซึ่งมีน้อยมากในหน้าประวัติศาสตร์การต่อสู้ภาคประชาชน
ที่คนมีฐานะจะมาต่อสู้
เป็นกองหน้าประชาชน โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 14 และ 6 ตุลา 2516และ2619 แต่ฐานะเท่านี้
เมื่อเทียบกับอิทธิพลคนเถื่อน
คับเมือง และยังเกี่ยวโยงผลประโยชน์กันทั้ง นักการเมือง ข้าราชการหลายหน่วยงาน
ด้วยแล้ว ชีวิตของสุวัฒน์ก็เป็นเพียงแมลง
เล็กๆที่พร้อมจะถูกสังหารอย่างไร้ความปราณี !!!
บ่อขยะราชาเทชะ ภายใต้การดูแลของ"ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไพโรจน์ สมพงษ์พาณิชย์
" รับสัมปทานจากกรุงเทพมหานคร ในสมัย
นายพิจิต รัตตกุล เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
มีอาณาเขตติดกับหมู่บ้าน 5 หมู่บ้าน คือ หมู่บ้านจามจุรี ไทยสมุทร 1 และ
2 ลลีนกรีนวิลล์ ปาร์วิลซิตี้และหมู่บ้านเก่าแก่ ที่ชาวบ้านดำรงชีวิตด้วยการเลี้ยงปลาตามลำคลองธรรมชาติ
คือคลองบัวเกาะ
และคลองบัวลอย ซึ่งเชื่อมต่อกับคลองประเวศน์บุรีรัมย์ อันเป็นสายน้ำที่สำคัญของชาวอำเภอบางพลี
และใกล้เคียง สร้างความ
เดือดร้อน ให้กับชุมชน โดยเฉพาะโรงพยาบาลบางนา โรงพยาบาลจุฬารัตน์ และโรงเรียนพรมพิกุลทอง
ที่อยู่ห่างจากบ่อขยะ
ไม่ถึง 2 กม. ซึ่งทั้งหมดนี้ หมู่บ้านจามจุรี อยู่ใกล้ที่สุดรับสภาวะกลิ่นขยะมากที่สุด
บางวันขยะมากจนออกมาไม่ได้ และนาย
สุวัฒน์ ก็ได้ซื้อบ้านและอยู่ที่นี่มานาน ต้องผจญกับกลิ่นเหม็นของขยะอย่างรุนแรง
รวมทั้งกลิ่นก๊าซ ที่เกิดจากการกลบฝังไม่สนิท
อีกด้วย นั่นเป็นสาเหตุที่นายสุวัฒน์ ไม่ยอมและยืนยันคัดค้านมาโดยตลอดด้วยความไม่ต้องการเพียงแค่บ่อขยะอยู่ติดบ้านเท่านั้น
นายสุวัฒน์และแกนนำคนอื่นๆ จึงเริ่มศึกษา หาข้อมูลขึ้นมาต่อสู้คัดค้าน โครงการนี้
แต่สิ่งที่พบกลับมากกว่าเรื่องขยะ นั่นคือ
เรื่องความไม่ชอบมาพากลของการสัมปทานบ่อขยะแห่งนี้ และยังโยงใยผลประโยชน์จากการเบียดบังเอาทรัพย์แผ่น
ดินจำนวน
มหาศาล การซื้อขายที่ดินสร้างบ่อขยะ และถึงที่สุดปัญหามิใช่จบลงเพียงแค่การเรื่องบ่อขยะ
แต่ปัญหาที่ค้นพบมีทั้งเรื่องการ
จัดซื้อที่ดิน การประมูลโครงการ และความไม่ชอบมาพากลเรื่องการแก้ไข พรบ.ผังเมือง
เมื่อนักการเมืองท้องถิ่นเป็นใจให้ขบวนการโกงชาติ ขบวนการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว
ยิ่งนานวัน
การต่อสู้ของสุวัฒน์ ยิ่งมองเห็นคำตอบได้ชัดว่า ตนเองต้องเจออะไร แม้ว่านายสุวัฒน์จะเริ่มเพลาบทบาทตนเองลงไป
และแม้ว่า
นายสุวัฒน์จะพยายามทำหนังสือร้องขอความคุ้มครองจากผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ
เนื่องเพราะทราบมาโดย
ตลอดว่ามีการวางแผนสังหารตน เพราะกลุ่มผู้มีอิทธิพลเคยกล่าวตักเตือนและข่มขู่ไว้
ว่า หากไม่ยุตินายสุวัฒน์ย่อมพบจุดจบ แต่ด้วยความเชื่อว่า ประเทศนี้กฎหมายยังคงศักดิ์สิทธิ์อย่างเสมอภาคต่อทุกคน
ทำให้นายสุวัฒน์เชื่อมั่นว่าตนเองคง
ไม่เป็นอะไรมากนัก !!!
26
มิถุนายน 2544 นายสุวัฒน์ ถูกกระหน่ำยิง 4 นัดซ้อน เสียชีวิตทันที และหลังจากนั้นอีก
ไม่กี่วัน 15 แกนนำ ที่คัดค้าน
บ่อขยะราชาเทวะ ได้รับการแจ้งชื่อจากผู้มีอิทธิพลว่าเตรียมตัวตายได้ !!!
ถ้ายังยุ่งเรื่องนี้อยู่ อนิจจา ? นี่แหละประเทศไทย
ในวันนี้ ที่ตอบแทนคนดีๆ ด้วยกระสุนปืน .....
(นายสุวัฒน์ วงศ์ปิยะสถิตย์ อายุ 45 ปี เป็นชาวบ้านจามจุรี ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี
จ.สมุทรปราการ มีอาชีพเป็นวิศวกร ภรรยาชื่อธีรนุช วนะโพธ์ มีบุตร 2 คน )
|