อพช.ลุกฉีกพรบ.แร่หมกเม็ดฮุบใต้ดิน ปชช.

จากการติดตามสถานการณ์ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแร่ ที่ผ่านวาระหนึ่ง สอง สาม ไปอย่างรวดเร็ว จาก
สภาผู้แทนราษฎร เข้าสู่วุฒิสภา และเกิดชะงักเมื่อทางวุฒิสภาตีกลับ ร่าง พระราชบัญญัติแร่ นี้มาแก้ไขเนื้อหาใน
บางประเด็นอีกครั้ง แต่ข้อเท็จจริงมีอะไร ในร่าง พระราชบัญญัติแร่ฉบับนี้มีอะไรในเนื้อหา มีประเด็นอะไรที่คณะ
รัฐบาลชุดนี้รีบเร่งนักหนาหรือว่าหมกเม็ดประชาชน !

จากการศึกษาเนื้อหาของร่าง พรบ.แร่ ฉบับนี้ ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ พบว่าข้อเท็จจริงว่า มีหลายประเด็นที่ประชาชน
ถูกลิดรอนสิทธิ มีหลายประเด็นที่มีการเพิ่มเติมอำนาจรัฐมนตรีผู้อนุมัติอาชญาบัตร และมีอีกหลายประเด็นที่ผู้ขอ
ประทานบัตรได้ประโยชน์มากมายมหาศาลแต่ประชาชนเสียหาย และประเด็นอื่นๆ อีก ที่ประชาชนผู้รักความถูก
ต้อง ต้องตื่นมาถามถึงข้อเท็จจริงใจจากรัฐบาล...ว่าร่าง พระราชบัญญัติแร่ฉบับนี้เพื่อใคร

ส่วนประเด็นใดที่ร่าง พรบ.แร่ ฉบับนี้ถูกตีกลับให้นำมาแก้ไข และประชาชนกำลังถูกคุกคามเรื่องแดนกรรมสิทธิ์
หรือไม่ ข้อเท็จจริงนี้ทีมงานไทยเอ็นเอ็นจีโอได้เกาะติดรายงานข่าว ให้ ประชาชนรับทราบอย่าง ต่อเนื่องชัดเจน
ว่า ประเด็นเรื่อง พรบ.แร่ ที่ขยายอำนาจ สิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการเหมือง รวมทั้งไม่ต้องรับผิดชอบต่อ
ผลกระทบใดๆ นั้น ขัดกับรัฐธรรมนูญไทย พ.ศ.2540 อย่างไร นาย วิทูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ หนึ่งในผู้ติดตามร่าง พรบ.แร่ จากมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ได้วิเคราะห์ให้ทีมงานไทยเอ็นจีโอฟังว่า

"คุณจะให้ผมวิจารณ์อย่างไร เพราะขณะนี้ พรบ.ฉบับนี้ได้ถูกตีกลับมาสู่ร่างเดิม แม้จะผ่านไปสู่วุฒิสภาแล้ว เพื่อ
แก้ไข แต่ประเด็นหลักๆ ที่เป็นปัญหาก็ยังคงอยู่ นั่นก็คือว่า พรบ.แร่ ฉบับนี้ ร่างขึ้นเพื่อที่จะรับใช้กรณีเฉพาะให้กับ
คนบางกลุ่มที่มุ่งจะเอาผลประโยชน์จากธรรมชาติ โดยอาศัยช่องว่างจากกฎหมายรัฐธรรมนูญบางมาตรามาอ้าง
อ้างเพื่อริดรอนสิทธิของประชาชน ของชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

ส่วนประเด็นที่เราค่อนข้างมองและให้ความสำคัญมากต่อการเคลื่อนไหวครั้งนี้นั่นก็คือ ประเด็นเรื่องการประทาน
บัตรเหมืองแร่ นั่นเอง เพราะการขุดเจาะลงใต้ดินในความลึกเกิน 50 เมตร ผู้ได้รับการประทานบัตรสามารถขุด
คืบไปในพี้นที่อื่นๆ ของใครก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตเจ้าของพื้นที่ ซึ่งเราถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของ
เจ้าของที่ดิน

ประเด็นต่อมาคือ เรื่องแดนกรรมสิทธิ์ เพราะตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรื่องแดนกรรมสิทธิ์นั้นได้กำหนด
กรรมสิทธิ์ไว้ทั้งบนอากาศและชั้นใต้ดินด้วย แต่ พรบ.ฉบับนี้กลับไม่ให้แดนกรรมสิทธิ์ในชั้นใต้ดิน ซึ่งถือว่าขัดกับ
หลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แน่นอนครับ" นายวิทูรย์กล่าวย้ำและเพิ่มเติมอีกว่า

"การเข้าทำประโยชน์ในชั้นใต้ดินที่ลึก เกิน 50 เมตร โดยไม่ต้องขออนุญาตนั้น เราถือว่าเป็นการล่วงล้ำกรรมสิทธิ์
ของเจ้าของที่นะครับ ส่วนเรื่องผู้ขอประทานบัตรสามารถขอสัมปทานได้ถึง 10,000 ไร่ และเรื่องให้อำนาจรัฐมน
ตรีเซ็นอนุมัติได้เลยนั้น ผมถือว่าเป็นประเด็นย่อยสำหรับปัญหานี้ เพราะอย่างไร เรายังให้ความสำคัญกับประเด็น
การออกกฎหมายมาลิดรอนสิทธิประชาชนมากเกินไป และขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ของ ประชาชน 2540 อย่างนี้ไม่ได้

แม้แต่ป่าสงวนแห่งชาติ หรือป่าอนุรักษ์ ถ้ามีการขุดรุกล้ำเข้าไป ผู้ประกอบการทำเหมืองแร่ ก็เพียงแต่แจ้งให้
ทราบก็พอ ซึ่งถ้าให้ตีความหรืออธิบายความสรุปสั้นๆ ก็คือ พรบ.แร่ฉบับนี้ให้อำนาจแก่ รัฐมนตรีผู้มีอำนาจอนุมัติ
ไว้เยอะมาก อยากจะทำหรืออนุมัติให้ใครก็ทำได้เลย ส่วนกฎหมายก็เปิดทางให้แก่ผู้ประทานบัตรสามารถทำ
ประโยชน์จากเหมืองได้เต็มที่


ดังนั้นสิ่งสำคัญที่อยากจะย้ำให้ประชาชน อย่านิ่งดูดาย ก็คือการให้สิทธิแก่เจ้าของประทานบัตรสามารถขุดเจาะ
เลี้อยเข้าไปในชั้นใต้ดินบ้านใครก็ได้ พื้นที่ใดก็ได้ ยกเว้นแค่ถ้าเป็นพื้นที่ป่าสงวนฯ หรือเขตอุทยาน เขตรักษา
พันธุ์สัตว์ป่าเท่านั้นที่ต้องแจ้งให้หัวหน้าหน่วยงานนั้นทราบก่อน" นายวิทูรย์กล่าวและสรุปทิ้งท้ายประเด็นที่น่าเป็น
ห่วงอีกว่า


"ที่ไม่เข้าใจคือทำไมมันผ่านสภาร่างออกมาอย่างเร่งด่วน ผ่านออกมาแบบเงียบๆ ทำเมือนซ่อนวัตถุประสงค์บาง
อย่างไม่ให้ประชาชนได้รับรู้ร่วมเลย ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้เท่าที่ผมได้ติดตามมาตลอด ก็คือทางวุฒิสภาได้ตัดบางมาตรา
ออกให้ไปแก้ไขใหม่ เพื่อรอให้สภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างอีกครั้งหนึ่ง จุดที่สำคัญที่ยังไม่ชัดเจนเลยในประเด็นอื่นๆ ก็คือเรื่อง ผลกระทบ หากจะมีการร้องเรียนเรื่องผลกระทบจากการทำเหมือง ประชาชนจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีผล
กระทบอย่างไร บ้าง ที่สำคัญกระบวนการพิสูจน์ทั้งหมด ผู้ได้รับผลกระทบจะต้องเป็นออกค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์
เองทั้งหมด

จริงๆ แล้ว เรื่องการใช้ทรัพยากรของชุมชน รัฐควรกระจายอำนาจในการจัดการและการตัดสินใจให้องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ในการดูแลและอนุมัติด้วย ตรงนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญ
ได้กำหนดไว้ชัดเจนแล้ว ทำไมร่างกฎหมายนี้จึงรวบอำนาจไปอยู่ที่รัฐมนตรีจนหมดอย่างนี้ ตรงนี้ประชาชนต้อง
ระวังและจับมามองให้ดี " นายวิทูรย์กล่าวสรุป

ทางด้านนายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์กะเหรี่ยงศึกษาและพัฒนา ซึ่งเป้นผู้ที่ติดตามเรื่องการ
ฟื้นฟูสุขภาพชาวบ้านคลิตี้ที่ได้รับผลกระทบสารตะกั่วจากเหมืองแร่ตะกั่วที่คลิตี้ ได้ออกมากล่าวถึงข้อที่น่าเป็นห่วง
ใน พระราชบัญญัติแร่ฉบับนี้ว่า

"พรบ.เหมืองแร่ มีทั้งหมด 16 มาตรา ที่ผ่านร่างมาแล้ว และเป็นการร่างกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ทำ
เหมืองแร่โดยเฉพาะโดยการเพิ่มพื้นที่การทำเหมืองแร่ให้มากขึ้นซึ่งประเด็นที่ชี้ชัดเจนเลยว่า พรบ.แร่ฉบับนี้เอื้อ
ประโยชน์กับผู้ขอประทานบัตรทำเหมืองอย่างไรบ้างคือ

1.เพิ่มพื้นที่ให้มากขึ้นคือ จาก 300 ไร่ เป็น 10,000 ไร่ สำหรับเหมืองบนดิน และ 50,000ไร่ สำหรับทำเหมืองใต้
ทะเล

2.สามารถทำใต้พื้นที่ของเอกชนและพื้นที่ของภาคราชการได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต ในความลึกเกิน 50 เมตร
ขึ้นไป ซึ่งประเด็นนี้เอง ที่ทางสมาชิกวุฒิสภา( สว. ) ไม่เห็นด้วยและได้ตีกลับร่าง พรบ.แร่ฉบับนี้คืนกลับไปสู่สภา
ร่างอีกครั้ง เมื่อไม่กี่วันมานี้

3.เรื่องความรับผิดชอบต่อผลกระทบ ซึ่งตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับเดิมนั้น ถ้าการทำเหมืองแร่ ก่อให้เกิด
ความเสียหายขึ้นนอกเขตเหมืองแร่ ผู้ประกอบการเหมืองแร่ต้องรับผิดชอบ แต่กฎหมายฉบับนี้ กำหนดไว้ว่า
ไม่ต้องรับผิด

4.ให้อำนาจรัฐมนตรีมากขึ้นกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะการออกอาชญาบัตรพิเศษ เพิ่มจาก 3 ปี เป็น 5 ปี ทั้งๆ
ที่ปัจจุบันนี้ มีวิทยาการหรือเทคโนโลยีในการขุดเจาะคัดแร่มีประสิทธิภาพมาก แต่กฎหมายนี้กลับขยายเวลา
ประทานบัตรให้มากขึ้น

5.ในการชี้แหล่งเหมืองแร่ แต่เดิมนั้น ให้นายอำเภอเข้ามามีส่วนร่วมด้วย แต่ปัจจุบันนี้ใช้เฉพาะข้าราชการจาก
กรมทรัพยากรธรณีเท่านั้น" นายสุรพงษ์วิเคราะห์และยังชี้ประเด็นเพิ่มอีกว่า ขณะนี้ทางสมาชิกวุฒิสภาได้มีการส่ง
กลับร่างอย่างไรและประเด็นใดบ้าง


"ตอนนี้ พรบ.แร่ ฉบับนี้ผ่านสภาร่างหรือสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว เหลือแค่กลับไปแก้ไขบางมาตรา ตามที่วุฒิสภา
เสนอกลับมาเท่านั้น ซึ่งก็มี 2 ประเด็นหลักๆ คือ

1.ประเด็นการขุดเจาะชั้นใต้ดิน นั้นหากรุกล้ำเข้าพื้นที่เอกชนจะต้องขออนุญาตเจ้าของพื้นที่ก่อน
2.ประเด็นผลประโยชน์จากเหมืองแร่ที่จ่ายให้เป็นค่าภาคหลวง ต้องแบ่งให้องค์กรปกครองท้องถิ่นครึ่งหนึ่ง

นี่คือประเด็นที่ทางสภาวุฒิโยนกลับไปให้ สภาร่างกลับไปแก้ไข ในจำนวน 10 ประเด็น ที่ยังเป็นปัญหาอยู่นะครับ
แต่ที่แก้ไขอะไรไม่ทันเพราะว่า พรบ.แร่ฉบับนี้ผ่านสภามาเร็วมาก ส่วนท่าทีของทางเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน
ที่กำลังจับประเด็นนี้อยู่ ก็ยังกำลังอยู่ในขั้นตอนการพูดคุยกันอยู่ว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง เพื่อชี้แจงให้
ประชาชนได้รับทราบว่า ขณะนี้มีอะไรเกิดขึ้นในชั้นใต้ดินบ้านตนเองและสิ่งที่ผมค่อนข้างเป็นห่วงมากนะครับ
ก็คือประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้นั้น เพราะว่า เรามีกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชานชน
แต่กฎหมายฉบับนี้กลับร่างขึ้นมาเพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและเอื้ออำนวยผลประโยชน์ให้ผู้ประกอบ
การเหมืองแร่มากมาย นั่นเพราะอะไรครับ" นายสุรพงษ์กล่าวสรุป

( สนใจเพิ่มเติม อ่าน พรบ.โปร่งใสจริงหรือ ? )



ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ
cheeriver@hotmail.com, webmaster@thaingo.org