"อูหยำ"… การอนุรักษ์ฟื้นฟูสัตว์น้ำบ้านบ่ออิฐ
โดย สุนันทา นิลเพชร

ความเป็นมา

ปัญหาความเสื่อมโทรมของ
ทรัพยากรสัตว์น้ำทะเล เป็น
สถานการณ์ปัญหาที่รุนแรง
ในขณะนี้ที่ชาวประมงพื้นบ้านทั่วไป

ในประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะชาวประมงพื้นบ้านในภาคใต้ที่ถือว่าเป็น
ประชากรชาวประมงที่มีจำนวนมากที่สุด ทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเลเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการดำรงชีพของพวกเขา
ให้ยาวนาน การออกทะเลเพื่อจับสัตว์น้ำเป็นวิถีชุมชนที่ปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานเป็นเวลาหลายร้อยปี สิ่งที่พวก
เขาคิดและเชื่อกันว่าความยิ่งใหญ่ของทะเลต่อความอยู่รอดของชุมชนชาวประมงพื้นบ้านก็คือความสมบูรณ์ของท้อง
ทะเล ความคิดและความเชื่อเช่นนี้จึงทำให้พวกเขาตระหนักและรู้และให้ความสำคัญกับการพิทักษ์รักษาทะเลเกิด
ขึ้นมา เพื่อปกป้องการทำลายจากวิธีการต่างๆที่จะส่งผลให้ทรัพยากรสูญเสียและเสื่อมโทรม

ซึ่งก็มีผลที่ไม่ดีต่อพวกเขาโดยตรงที่เกิดขึ้นมาและกำลังเป็นปัญหากันอยู่ในขณะนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหา
ที่ชาวประมงพื้นบ้านพยายามแก้ปัญหากันมาตลอด เพื่อยุติการทำลายสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือประมงที่ทำลายที่เป็น
อวนรุน อวนลาก และเครื่องมืออื่นๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดน้อยลงการอนุรักษ์ฟื้นฟูสัตว์น้ำเป็นกิจ
กรรมการแก้ปัญหาของชาวประมงพื้นบ้าน เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของชุมชนที่ดำเนินกิจกรรมกันมา และเป็นกิจ
กรรมหลักที่ชุมชนถือว่าสามารถทำให้ทัพยากรสัตว์น้ำฟื้นคืนสภาพความสมบูรณ์ขึ้นมาได้

ชาวประมงพื้นบ้านบ้านบ่ออิฐเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งในหลายชุมชนประมงที่ไม่ได้ละเลยความสนใจในการทำงานด้านนี้ การแก้ไขปัญหาทรัพยากรเสื่อมโทรมของหมู่บ้านแห่งนี้ก็มิได้แตกต่างไปจากชุมชนอื่นๆที่มีการทำงานด้านการ
อนุรักษ์ฟื้นฟูในรูปแบต่างๆ จุดเด่นการทำงานของหมู่บ้านบ่ออิฐที่ผ่านมา ลักษณะกิจกรรมการอนุรักษ์ที่เห็นชัดเจน
ก็คือ การทำปะการังเทียมพื้นบ้านเพื่อนำไปวางในทะเลหน้าหมู่บ้านของตนเอง ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ
และอีกหลายวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในการที่จะช่วยให้ทะเลของชุมชนมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

สภาพทั่วไปของหมู่บ้านบ่ออิฐ

บ้านบ่ออิฐ หมู่ที่ 8 ต.เกาะแต้ว อ.เมือง จ.สงขลา เป็นหมู่บ้านชาวประมงพื้นบ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลาที่มีพื้นที่
ชายฝั่งยาว 151 กิโลเมตร มีชุมชนชาวประมงราว 50 หมู่บ้านในอำเภอต่างๆที่มีพื้นที่ติดทะเลและมีชาวประมง
อาศัยอยู่ 6 อำเภอ ได้แก่ สทิงพระ สิงหนคร เมือง จะนะ และเทพา และส่วนใหญ่ทำการประมงในเขตชายฝั่งใน
ระยะ 5 กิโลเมตรห่างจากชายฝั่ง บ้านบ่ออิฐมีพื้นที่อาณาเขตทิศใต้ติดต่อกับบ้านปึกและถัดลงไปเป็นบ้านนาทับ ทิศ
เหนือจรดบ้านสามกอง ทิศตะวันตกจรดทะเลฝั่งอ่าวไทย และทิศตะวันตกติดต่อกับบ้านเกาะแต้ว มีระยะทางห่างจาก
ตัวเมืองสงขลาประมาณ 15 กิโลเมตร บริเวณชายฝั่งทะเลเป็นที่ตั้งอาศัยของชุมชนเป็นจำนวนมากที่เรียงรายขนาน
ไปกับชายฝั่ง มีพื้นที่หมู่บ้านประมาณ 2,000 กว่าไร่ พื้นที่สวนใหญ่เป็นที่ดินสาธารณะมีสภาพเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์
ประมาณ 1,000 กว่าไร่ และกลายเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านเข้าไปอยู่อาศัยและทำกินมาเป็นเวลานานแล้ว ที่ดินส่วนน้อย
ที่ชาวบ้านเป็นเจ้าของและมีเอกสารสิทธิ์

ปัจจุบันมีประชากร 340 ครัวเรือน หรือ 1,677 คน (ผู้ชาย 867 คน ผู้หญิง 810 คน) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม
(95.59%) และมีคนไทยพุทธเป็นจำนวนน้อย (4.41%) อาชีพหลักคือทำการประมง 368 คน (21.94%) หรือมีเรือ
ประมงราว 125 ลำ รองลงมาค้าขาย 175 คน (10.44%) และรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม 167 คน (9.96%) และ
ถัดมาอาชีพทำสวนแค่ 47 คน (2.80%) รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี 5,350 บาท

การทำประมงเป็นอาชีพหลักของหมู่บ้านที่สืบทอดกันมาหลายช่วงอายุคน การตั้งบ้านเรือนรายเรียงเป็นหย่อมๆ
ตามชายฝั่งเป็นลักษณะเด่นชัดของชุมชนชาวประมงพื้นบ้าน การยึดครองที่ดินชายหาดชายฝั่งเป็นที่อยู่อาศัยเพราะ
ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ที่ดินของตนเอง และการอยู่ใกล้ชายหาดก็เป็นความสะดวกสบายในการออกทะเลทำมาหากิน
บ้านกับเรือจึงจะอยู่ใกล้กัน เรือทุกลำจะถูกนำมาจอดทิ้งไว้ใกล้ๆบ้านของตนเองเมื่อเสร็จสิ้นการออกทะเลหาปลา
ในแต่ละวัน ความผูกพันของชาวประมงกับเรือและทะเลเป็นสิ่งเดียวกันที่หลอมรวมกันเป็นชีวิตของชาวประมงพื้น
บ้านทุกหนทุกแห่ง การออกทะเลของชาวบ้านบ่ออิฐก็ไม่ได้แตกต่างไปจากชาวประมงที่อื่นๆ ที่ในแต่ละวันจะต้อง
ออกทะเลตั้งแต่ย่ำรุ่งแล้วกลับเข้าฝั่งอีกครั้งในตอนเย็นของวันนั้น เวลาส่วนใหญ่จึงอยู่ในทะเล วันที่ไม่ออกทะเลคือ
วันศุกร์เพราะเป็นการละหมาดประกอบพิธีทางศาสนาที่มัสยิดส์ที่ชาวมุสลิมจะต้องมารวมกันเครื่องมือหากินแต่ละ
ชนิดเป็นเครื่องมือประมงที่ใช้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลของสัตว์น้ำ การหากินในทะเลของชาวบ้านบ่ออิฐสามารถหากินได้
ตลอดเกือบทั้งปี เครื่องมือที่ใช้กันอยู่เป็นประจำแต่ละประเภทในช่วงต่างๆ เช่น อวนลอยปลาทู อวนจมหมึก อวน
ลอยกุ้งสามชั้น อวนใย กุ้งแชบ๊วย (อวนชั้นเดียว) และอวนปู

ตาราง ฤดูกาลการทำประมงบ้านบ่ออิฐ


เครื่องมือที่ใช้
ฤดูกาลการใช้เครื่องมือ (เดือน)
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12
อวนลอยปลาทู
                       
อวนจมหมึก
                       
อวนลอยกุ้ง
                       
อวนใย
                       
อวนจมปู
                       
ทอดแหปลากระบอก
                       
ลอบปลาขี้ตัง
                       
ดักกุ้งเคย
                       
เก็บหอยเสียบ
                       

ปัจจุบันหมู่บ้านมีเรือประมง 125 ลำ เป็นเรือกอและ 105 ลำและเรือไฟเบอร์กลาสขนาดเล็กหากินใกล้ชายฝั่ง 20 ลำ เรือไฟเบอร์กลาสนี้เพิ่งจะมีขึ้นมาเมื่อไม่นานสำหรับครัวเรือนที่ต้องการลงทุนค่าใช้จ่ายน้อยในราคาค่าเครื่องมือ
อุปกรณ์ทั้งหมดประมาณ 20,000 บาทในขณะที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเรือกอและเป็นแสนขึ้นไป เรือแต่ละ
ลำของชาวบ้านที่ออกทะเลไปวางอวนส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนลำละ 3 คน (แรงงานส่วนใหญ่ที่ออกทะเลเมื่ออายุ
12-25 ปี นั่นคือเริ่มออกทะเลเมื่อจบการศึกษาภาคบังคับ) เป็นเจ้าของเรือและลูกจ้าง การจ่ายค่าแรงให้เป็นเปอร์
เซ็นต์ราคาสัตว์น้ำที่ขายได้ คือ รายได้ทั้งหมดหักค่าใช้จ่ายต้นทุนทั้งหมด ที่เหลือแบ่งครึ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็น
ค่าเครื่องมืออุปกรณ์ให้แก่เจ้าของเรือ ที่เหลืออีกส่วนจึงเป็นค่าแรงของลูกจ้างทั้งหมด (ถ้าเจ้าของเรือออกทะเลด้วย
ก็จะคิดค่าแรงส่วนแบ่งในส่วนนี้ด้วย) นอกจากนี้ ผู้หญิงและแม่บ้านเป็นแรงงานที่สำคัญของครอบครัว การแบ่งบทบาท
หน้าที่ของชาย-หญิงของหมู่บ้านนี้เห็นกันได้ชัดเจน การออกทะเลเป็นเรื่องของผู้ชาย ผู้หญิงจะอยู่บ้านดูแลครอบครัว
ทำงานบ้าน ช่วงที่จับปูม้าได้มากๆก็จะมีหน้าที่แกะเนื้อปูขาย ความสัมพันธ์ของผู้หญิงและครอบครัวกับเรือกับอาชีพ
ประมงถือได้ว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้หญิงที่นี่อีกด้านหนึ่ง ที่สะท้อนให้เห็นว่าบทบาทหน้าที่ของผู้หญิงและผู้ชาย
ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ทุกๆวันในตอนเย็นผู้หญิงจะไปรอคอยเรือของสามีที่จะเข้าฝั่ง ในช่วงที่รอคอยก็จัดเตรียม
อุปกรณ์ที่ช่วยลากชักเรือขึ้นฝั่งให้พร้อม และจะออกไปช่วยชักลากเรือเข้ามา การชักลากเรือนี้ยังมองเห็นถึงความ
สัมพันธ์ที่ดีของชาวประมงด้วยกันเองที่จะช่วยกันลงแรง ต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การพึ่งพาอาศัยของคนในชุมชน
เป็นความสัมพันธ์แบบเครือญาติแบบดั้งเดิมยังคงให้มองเห็นอยู่ทั่วไป

ชุมชนกับปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้น

สภาพชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติในทะเลของบ้านบ่ออิฐและชุมชนประมงพื้นบ้านที่อื่นๆ สภาพในอดีตคงเหมือนๆ
กันคือความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติด้วยการดำรงชีพที่เรียบง่ายอย่างพอมีพอกินตามอัตตภาพ บ้านบ่ออิฐ
เป็นชุมชนเก่าแก่ที่ตั้งมาเป็นเวลานานเกือบสองร้อยปี (ประมาณ 4 ช่วงอายุคน) เริ่มด้วยการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน
บ้านเรือนของชาวบ้านจากบ้านนาทับที่เป็นหมู่บ้านที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกลนัก เข้ามาจับจองที่ดินแถวชายหาดเป็น
ที่ตั้งบ้านเรือนเริ่มจาก 7 ครัวเรือน การทำประมงเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านซึ่งเคยทำกันมาก่อนแล้วตอนที่อยู่บ้าน
นาทับ ต่อมาชุมชนขยายเพิ่มขึ้นมีคนจากที่ต่างๆเข้ามาอยู่อาศัยกันมากขึ้นจึงมีการการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านขึ้นมา
(ผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบัน คือนายรอหาด หมันเจริญ เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 6 ของหมู่บ้านและยังเป็นแกนนำกลุ่ม
อนุรักษ์ฯด้วย) และมีการทำนา และทำน้ำมันยาง หรือ "ทำขี้ไต้" เพราะในชุมชนมีต้นยางมาก สภาพชุมชนในขณะนั้น
การประกอบอาชีพเป็นการทำเพื่อยังชีพเท่านั้น มีการแลกเปลี่ยนผลผลิตแทนการค้าขายทำให้เกิดความสัมพันธ์
ที่ดีกันระหว่างชุมชนชาวทะเลในหมู่บ้านกับชุมชน "ชาวเหนือ" แถวบ้านด่าน บ้านเกาะแต้ว(คนในหมู่บ้านเรียก
หมู่บ้านที่อยู่บนฝั่งขึ้นไปเป็นคนเหนือที่ไม่ได้ประกอบอาชีพประมง ส่วนใหญ่ทำการเกษตรอื่นๆ)

สัตว์น้ำจากทะเลจะถูกนำไปแลกเปลี่ยนเป็นข้าว พืชผักผลไม้ ถ้าเป็นการค้าขายสัตว์น้ำก็จะขายกันเป็นจำนวนนับ
เป็นตัว ยังไม่มีการขายแบบชั่งน้ำหนัก ตัวอย่างเช่น ปลา 100 ตัว ราคา 5 บาท กุ้งก็เช่นเดียวกันขายเป็นตัวเป็นกอง
ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าในสมัยนั้นสัตว์น้ำมีจำนวนมากมายเกินความต้องการจับ ส่วนการจับสัตว์น้ำก็ใช้วิธีการที่ง่ายๆ
และทำกันขึ้นมาเอง เครื่องมือที่ใช้ที่ทันสมัยที่สุดในสมัยก่อนโน้นคือการใช้อวน อวนที่ใช้กันมาจากภูมิปัญญาที่ชาว
บ้านเรียนรู้กันเอง ขั้นตอนในการทำเนื้ออวนก็คือ นั่งเรือ(เป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุด)ไปซื้อด้ายดิบจากตัวเมือง
สงขลาที่อยู่ไม่ไกลนัก นำมาทำเป็นเนื้ออวนด้วยการเอาไข่ขาวทาบนเส้นด้ายดิบให้ทั่ว นำไปตากแดดให้แห้งแล้วล้าง
ออกแล้วตากแดดอีกครั้งเพื่อให้เส้นด้ายดิบมีความแข็งตัวเหนียวทนทาน แล้วจึงนำมาผูกถักเป็นตาอวนเป็นผืนอวน
ใช้จับปลา สัตว์น้ำที่จับกันได้มากๆมีปลาทู ปลาโคป ปลาอินทรี และปลาดาบ ชาวบ้านที่ใช้อวนมากที่สุดแค่ 7 ผืนเท่า
นั้น ก็สามารถจับปลาจับกุ้งได้เต็มลำเรือ ต่อจากนั้นมา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณเกือบ 50 ปีที่แล้ว หลังจาก
ที่ญี่ปุ่นเข้ามาทำสงครามในเมืองไทย ก็เกิดมีการนำเอาอวนไนล่อนเข้ามาใช้ในประเทศไทย ชาวบ้านที่นี่เห็นว่าการ
ทำอวนขึ้นมาใช้เองต้องยุ่งยากและใช้แรงงานเหนื่อยและต้องการจับสัตว์น้ำให้มากขึ้นด้วย จึงเปลี่ยนมาใช้อวนไนล่อน
กันต่อมาจนถึงทุกวันนี้ จากอวนชั้นเดียวมาเป็นอวนสามชั้นใช้จับกุ้ง ปลา และปู เป็นหลักในช่วงต่อมา และใช้เรือที่มี
เครื่องยนต์และมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เรือที่ใช้กันในหมู่บ้านเป็นเรือกอและที่ใช้กันมากในแถบฝั่งอ่าวไทย
ในสมัยนี้สัตว์น้ำยังคงสมบูรณ์อยู่มากเพราะยังไม่มีเรืออวนลาก ซึ่งแต่ละวันชาวบ้านเคยวางอวนกุ้งแชบ๊วยตัวใหญ่หรือ
กุ้งหางแดงที่ชาวบ้านเรียกกัน ได้ถึง 100-150 กิโลกรัม แต่ในขณะนั้นราคากุ้งถูกมาก กิโลกรัมละ 30 บาท เดี๋ยวนี้
ราคา กิโลกรัมละ 400-500 บาท การลดน้อยถอยลงของสัตว์น้ำเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีเรืออวนลากเกิดขึ้นในทะเลหน้า
หมู่บ้านเมื่อ 25 ปี ที่แล้ว ราวปี พ.ศ. 2520 เป็นเรือมาจากตัวเมืองสงขลาและบ้านนาทับ ในปีเดียวกันนั้นก็มีชาวบ้าน
ในหมู่บ้านบ่ออิฐทำเรืออวนลากเกิดขึ้นมา 10 ลำจากที่เห็นตัวอย่างจากบ้านนาทับ ที่สามารถจับกุ้งตาแฉะได้ลำละ
400-500 กิโลกรัมต่อคืน หลังจากนั้นมา 4 ปี ที่คนในหมู่บ้านทำอวนลากกันและมีเรืออวนลากเพิ่มขึ้น กุ้งที่เคยจับ
ได้ลดลงเท่าตัวจับกันได้แค่ 200 กิโลกรัมมากที่สุด เรืออวนลากของหมู่บ้านจึงได้ยกเลิกทำกันไปหมด แล้วหันมา
ทำอวนลอยกุ้งสามชั้นแทน ปลาที่เคยมีแล้วหายไปเลยในตอนที่มีเรืออวนลากเข้ามา เช่น ปลาหัวอ่อน ปลาปุด ปลา
มะหยง ปลาดุกกัง ปลาช่อนทะเล เป็นต้น

ในปี พ.ศ. 2532-2535 ทรัพยากรสัตว์น้ำที่คนในหมู่บ้านเคยจับได้ถึงขั้นวิกฤติ ในช่วง2-3 ปีนี้ ชาวบ้านออกทะเล
จับสัตว์น้ำได้ไม่คุ้มทุน และในช่วงนี้เช่นเดียวกัน มีเรือปั่นไฟปลากะตักจากจังหวัดระยองเข้ามาในเขตน่านน้ำหมู่
บ้าน และเป็นช่วงที่มีเรืออวนลากมากที่สุด จำนวน 70 ลำ ในปี พ.ศ. 2535 ชาวบ้านขายเรือที่เคยหากินกันเหลือ
ไม่ถึงครึ่งหนึ่งจากร้อยกว่าลำเหลือแค่ 52 ลำ ชาวบ้านที่ขายเรือและเครื่องมือหากินหันไปทำงานรับจ้างก่อสร้าง
และส่วนหนึ่งซื้อและเช่ารถรับจ้างหากินในเมือง วัยรุ่นผู้หญิงและแม่บ้านทำงานรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม ชาว
บ้านมีหนี้สินกันมากขึ้น การว่างงานของวัยรุ่นที่เคยออกทะเลได้ ทำให้เกิดปัญหายาเสพติดเกิดขึ้นมาเป็นเหตุผล
หนึ่งที่ทำให้ผู้ติดยาเสพติดในหมู่บ้านมีจำนวนเพิ่มขึ้น ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถพ้นจากภาวะ

หนี้สินไปได้ เนื่องจากชาวบ้านมีข้อจำกัดในการประกอบอาชีพ ทะเลคือแหล่งทรัพยากรที่สำคัญของชุมชน ถ้าทะเล
ไม่สมบูรณ์สัตว์น้ำน้อยลงอาชีพประมงก็ต้องหมดไป ในขณะที่พวกเขาไม่มีทางเลือกอาชีพอื่นที่ดีกว่านี้เพราะว่าชาว
บ้านส่วนใหญ่ประมาณ 95% ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง อาชีพทางเลือกการเกษตรกรรมจึงไม่สามารถทำได้
นอกจากการเป็นแรงงานรับจ้างในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลักเท่านั้น

ผลกระทบที่นับว่ารุนแรงที่สุดของชาวประมงก็คือ เครื่องมือประมงถูกทำลายจากอวนลากที่ลากพาหายไป หรือที่เสีย
หายฉีกขาดก็ต้องซ่อมแซมอยู่บ่อยครั้ง รายได้จากการออกทะเลส่วนหนึ่งหรือครึ่งหนึ่งต้องนำมาใช้ในการซื้ออวน
ใหม่ๆ การศึกษาข้อมูลของโครงการพัฒนาชุมชนประมงขนาดเล็ก3 ของหมู่บ้านบ่ออิฐ ในปี พ.ศ. 2539 พบว่า จาก
การเก็บข้อมูลของเรือประมงจำนวน 31 ลำ เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องลงทุนสูงทั้งค่าเรือ ค่าเครื่องยนต์ และค่าอุปกรณ์จับ
สัตว์น้ำ ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 2,550,000 บาท เฉลี่ยแล้วต้องใช้เงินลงทุนลำละ 82,258 บาท เป็นเงินจำนวนมาก
เหล่านี้ ชาวบ้านจำเป็นต้องหยิบยืมมาจากเถ้าแก่หรือแพปลาที่รับซื้อสัตว์น้ำในหมู่บ้านและญาติพี่น้องบ้างเล็กน้อย
ชาวประมงส่วนใหญ่จึงมีหนี้สินเกือบ 100% หนี้สินส่วนใหญ่ของพวกเขาอยู่ในช่วง 30,000- 40,000 บาทรายได้ใน
ขณะนั้นอยู่ในช่วง 80-200 บาท/วัน/ราย ขณะที่รายจ่ายอยู่ในช่วง 80-120 บาท/วัน และใน 1 ปีที่สามารถออกทะเล
จับสัตว์น้ำได้มากเพียง 4-6 เดือน รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อปี 20,000 - 36,000 บาท ขณะที่รายจ่ายต่อปี
36,000 บาท เป็นอย่างน้อย และปัญหาของชาวประมงในขณะนั้นที่สรุปได้ คือ

1) ปัญหาเรืออวนลากเข้าลากในเขตชายฝั่ง ทำลายเครื่องมืออวน ไซ ของชาวบ้าน
2) สัตว์น้ำลดน้อยลง
3) ราคาสัตว์น้ำตกต่ำมาก
4) หาลูกเรือยากเพราะรายได้จากประมงน้อยต้องไปหางานอื่นทำ
5) โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียลงทะเล
6) น้ำเสียจากคราบน้ำมันเรือขนาดใหญ่ขนส่งสินค้าที่ปล่อยทิ้งทะเล
7) เรือเล็กออกหากินไกลฝั่งไม่ได้


การอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรของหมู่บ้าน

ก่อนหน้านี้มา 15 ปีที่หมู่บ้านประสบปัญหาภาวะวิกฤติการเสื่อมโทรมของสัตว์น้ำ ชาวบ้านในหมู่บ้านมองเห็นปัญหา
ชัดเจนขึ้น รู้และเข้าใจถึงที่มาสาเหตุของปัญหาว่าเกิดขึ้นมาจากการทำประมงที่มีเครื่องมือทำลายกันมากเกินไป
ไม่ว่าจะเป็นอวนลากและเรือปั่นไฟปลากะตัก ที่มองเห็นกันว่าเป็นปัญหาตัวสำคัญที่จะต้องช่วยกันแก้ไข แต่ก็ยัง
ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหากันด้วยวิธีการใด ผู้ใหญ่บ้านและตัวแทนชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้ปรึกษาหารือกับประมงอำเภอใน
ขณะนั้นเพื่อขอความคิดเห็นและให้ช่วยแก้ปัญหา แต่ก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ร่วมกัน

ปี พ.ศ. 2536 มีเจ้าหน้าที่เอ็นจีโอจากโครงการพัฒนาชุมชนประมงขนาดเล็กจังหวัดสงขลาเข้ามาพูดคุยกับชาวบ้าน
มีการนำเอาวีดีโอการทำปะการังเทียมของบ้านกรงอิตำฉายให้ชาวบ้านดูกัน แต่ชาวบ้านก็ยังไม่เชื่อว่าจะแก้ปัญหาได้
ปี พ.ศ. 2537 ประมงอำเภอเมืองพาตัวแทนชาวบ้านไปประชุมที่จังหวัดชุมพร เรื่องเกี่ยวกับการเดินเรือ ตัวแทน
ชาวบ้านที่ไปได้รู้จักกับชาวบ้านที่เทพาที่เคยทำปะการังเทียมอยู่แล้ว และได้พูดคุยกันถึงเรื่องการอนุรักษ์ทะเล
หลังจากนั้นมา ผู้ใหญ่บ้านนายรอหาด หมันเจริญ ประสานงานกับประมงอำเภอให้ช่วยเหลือการทำซั้งหรือปะการัง
เทียม แต่ทางประมงอำเภอเสนอว่า พื้นที่ทะเลหน้าบ้านบ่ออิฐเป็นเขตทหารเรือ ไม่สามารถวางปะการังเทียมแบบ
ของกรมประมงได้ แต่ก็ได้แนะนำให้ชาวบ้านทำปะการังเทียมหรือซั้งแบบชาวบ้าน และจะไปช่วยประสานงานกับ
ทางโครงการพัฒนาชุมชนประมงขนาดเล็กจังหวัดสงขลาให้

ปลายปี พ.ศ.2537 เอ็นจีโอโครงการพัฒนาชุมชนประมงขนาดเล็กจังหวัดสงขลาเข้ามาร่วมคิดกับชาวบ้าน และ
มีข้อตกลงร่วมกันของชาวบ้านว่าจะทำปะการังเทียมกันขึ้น ข้อเสนอของเอ็นจีโอก็คือให้ชาวบ้านช่วยกันสมทบทุน
ส่วนหนึ่ง คือถ้าชุมชนสมทบทุนได้เท่าไหร่ ทางโครงการฯจะช่วยเหลือเงิน 2 เท่าของชาวบ้าน ชาวบ้านเรี่ยไรเงิน
บริจาคกันมาได้เป็นเงิน 13,000 บาท ที่มาจากข้อตกลงกันว่า ชาวบ้านทั่วไปบริจาคคนละ 50-100 บาท คนที่ทำ
ประมงมีเรือของตนเองคนละ 200 บาท และเถ้าแก่คนกลางที่รับซื้อสัตว์น้ำรายละ 500 บาท ส่วนทางโครงการฯ
ได้สมทบทุนมาให้ 20,000 บาท และได้รับการสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่งที่ขอทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัด
ชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นเงินอีก 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 83,000 บาท จัดทำปะการังเทียมพื้นบ้านหรือที่
ชาวบ้านที่นี่เรียกกันว่า "อูหยำ" รูปแบบดาวเทียมเป็นการเอาตัวอย่างการทำมาจากบ้านกรงอิตำ จำนวน 1,200 ลูก
และรูปแบบท่อซิเมนต์หรือที่ชาวบ้านเรียกแบบ "ปล้องบ่อ" 200 ลูก โดยชาวบ้านทำโครงการเสนอการสนับสนุน
จากโครงการการจัดการทรัพยากรชายฝั่งและพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ ทุนสนับสนุนจากเด็นเซ็ด (DANCED) เป็นเงิน
30,000 บาท วางพร้อมกันในเขตห่างจากชายฝั่ง 3,000 เมตร โดยการจัดวางในตำแหน่งต่างๆ นั้นทางประมง
ได้ประสานงานหน่วยงานทหารเรือที่เป็นผู้รับผิดชอบในพื้นที่มากำหนดจุดตำแหน่งในการวางให้ เพื่อให้เป็นตำแหน่ง
ที่ปลอดเขตซ้อมรบของทหารเรือ จึงเป็นการวางปะการังเทียมเกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2539

ปี พ.ศ.2541 นอกจากกิจกรรมการวางปะการังเทียมของหมู่บ้านที่ถือว่าเป็นงานหลักของชุมชนที่พยายามแก้
ปัญหาตัวการทำลายสัตว์น้ำคือเรืออวนลากและเรือปั่นไฟปลากะตักและเป็นการฟื้นฟูพันธุ์สัตว์น้ำให้เพิ่มขึ้นแล้วนั้น
การทำงานของกลุ่มแกนนำที่ต้องการขยายฐานชาวบ้านและต้องการให้เกิดการทำงานการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน
ในการจัดการทรัพยากรของชุมชนให้มากขึ้น จึงมีการทำกลุ่มออมทรัพย์ของหมู่บ้านเกิดขึ้นในปีพ.ศ.2541 ปัจจุบัน
มีสมาชิก145 คน มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 200,000 บาท และปลายปี 2543 ทางกรมประมงได้อนุมัติงบประมาณ
3 ล้านบาทเพื่อจัดทำปะการังเทียมของบ้านบ่ออิฐเป็นแบบแท่งซีเมนต์ จำนวน 750 แท่ง และปะการังเทียมท่อ
ซีเมนต์แบบเดิมของชาวบ้านที่ของบประมาณจากโครงการการจัดการทรัพยากรชายฝั่งภาคใต้ อีก 30,000 บาท
เป็นครั้งที่สอง จำนวนอีก 200 ลูก วางไปพร้อมกันกับของกรมประมงในบริเวณเดิมอักเช่นกัน และการวางปะการัง
เทียมครั้งนี้ทางประมงอำเภอได้มีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำไปด้วย 3 ล้านตัว

ปัจจุบันนี้ การทำงานของกลุ่มแกนนำหมู่บ้านที่อยู่ด้วยกันเกือบสิบคน ที่ยังคงเป็นตัวหลักในการทำงานในพื้นที่ การ
ศึกษาดูงานพื้นที่ที่มีความเข้มข้นในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ต่างๆ และการประสานงานกับข้างนอกกับการเข้า
ร่วมกิจกรรมต่างๆของโครงการการจัดการทรัพยากรชายฝั่งภาคใต้ บทบาทหน้าที่อีกอย่างหนึ่งของผู้นำหมู่บ้านบ่อ
อิฐนอกจากกิจกรรมหลักคืองานอนุรักษ์ฟื้นฟูสัตว์น้ำแล้ว กิจกรรมการเข้าร่วมผลักดันแก้ปัญหาในระดับนโยบายใน
กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นโดยตรงที่ผ่านมา ที่ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยก็คือ การเข้าร่วมชุมนุมประท้วงรัฐบาลให้ยก
เลิกการทำประมงด้วยเรือปั่นไฟปลากะตัก ในปี พ.ศ.2542 และกรณีปัญหาล่าสุดก็คือเป็นแนวร่วมในการต่อต้าน
โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย รวมทั้งกรณีปัญหาทางนโยบายอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการประมงของชาวประมงพื้น
บ้านที่หมู่บ้านทำงานร่วมกับสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้ การเข้าร่วมชุมนุมประท้วงกรณีโรงงานอุตสาหกรรม
ในสงขลาปล่อยนำเสียลงทะเล เมื่อปี พ.ศ.2538 เหล่านี้เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตามบทบาทหน้าที่หรือกิจกรรมของชุมชนที่ทำกันมาก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการทำลายสัตว์น้ำของ
เรืออวนลากในเขตหวงห้ามที่ชาวบ้านต้องการให้หมดไปได้ เพราะทะเลหน้าบ้านก็ยังคงมีการลักลอบเข้ามาทำ
อวนลาก ซึ่งปัจจุบันนี้พบว่ามีเรืออวนลากคานถ่าง 10 ลำที่เข้ามาลากกุ้งโดยเฉพาะ ยังคงเข้ามาลากอวนในแนว
ปะการังเทียมของหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง

ปะการังเทียม : บ้านหลังใหม่ของสัตว์ทะเล

นับถอยหลังไปจากวันนี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ท้องทะเลไทยไม่ว่าจะเป็นบริเวณอ่าวไทยหรือฝั่งอันดามัน ล้วนเคยเป็น
บริเวณที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรสัตว์น้ำนานาชนิด "สินในน้ำ" อันมากมายเหล่านี้ที่ทำให้ประเทศไทยมีชื่อเสียง
ในด้านการประมงติดอันดับหนึ่งในสิบของประเทศที่มีผลผลิตทางการประมงสูงที่สุดในโลกมาแล้ว และทำรายได้ให้
แก่ประเทศชาติมากทีเดียว เมื่อมีทรัพยากรสัตว์น้ำมากก็ยิ่งตักตวงกันมาก ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การ
ประมงของไทยมีการพัฒนามากขึ้นโดยการใช้เครื่องมือประมงทันสมัย ใช้เรืออวนลาก เรืออวนรุน อวนล้อมจับปลา
และเครื่องมืออื่นๆ ซึ่งสามารถกวาดจับปลาได้ทีละมากๆ แต่การเก็บเกี่ยวทรัพยากรสัตว์น้ำด้วยวิธีการเหล่านี้เป็น
การทำลายทรัพยากรที่มากเกินกว่าธรรมชาติจะผลิตขึ้นมาทดแทนให้ทัน และที่สำคัญก็คือ การประมงพาณิชย์ที่ทัน
สมัยเหล่านี้ได้ใช้เครื่องมือทำการประมงใน"แนวปะการังธรรมชาติ" ที่บริเวณชายฝั่งซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งหลบภัย
และแหล่งอาหารของสัตว์น้ำหลายชนิดและทำลายแหล่งปะการังธรรมชาติลดลงไป ผลที่ตามมาก็คือ ปริมาณสัตว์น้ำ
ลดลงเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้นักท่องเที่ยว โรงงานอุตสาหกรรม เหมืองแร่ก็มีส่วนในการสร้างปัญหาเช่นกัน โดยทิ้งสิ่งปฏิกูลและสาร
เคมีลงสู่ท้องทะเลโดยไม่รับผิดชอบ ทำให้ปะการังซึ่งเป็นสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง รวมทั้งสัตว์น้ำวัยอ่อนที่อาศัยอยู่ใน
บริเวณชายฝั่งไม่สามารถเจริญเติบโต และตายไป จึงส่งผลให้สัตว์น้ำลดลงเร็วยิ่งขึ้น

เมื่อระบบนิเวศน์ชายฝั่งถูกทำลายลงไปอย่างยากที่จะฟื้นคืนได้ในเร็ววัน จึงมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวประมง
พื้นบ้านที่ใช้เครื่องมือทำการประมงขนาดเล็กและไม่ทำลายระบบนิเวศน์ใต้ท้องทะเล ความเดือดร้อนของชาวบ้าน
เพราะปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้นั้นลดน้อยลงไม่เพียงพอแก่การยังชีพ กรมประมงจึงหาวิธีการแก้ปัญหาโดยการสร้าง
"ที่อยู่อาศัยให้สัตว์ทะเล" หรือปะการังเทียมนั่นเองเพื่อดึงดูดสัตว์น้ำให้เข้ามาอาศัย และใช้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชด
เชยแนวปะการังธรรมชาติที่ถูกทำลายไป เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ของชาวประมงพื้นบ้าน และเป็นที่คาด
หวังว่า ปะการังเทียมเหล่านี้จะก่อให้เกิดการสร้างตัวของปะการังธรรมชาติขึ้นมาใหม่ในอนาคต

กำเนิดปะการังเทียม

แนวความคิด2 ในการสร้างปะการังเทียม เริ่มในประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 200 ปีที่ผ่านมา โดยชาวประมงสังเกตเห็นว่า
ปริมาณผลผลิตทางการประมงจะสูงขึ้นมากในบริเวณที่มีซากเรือจมอยู่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2338 ชาวประมงได้ทด
ลองสร้างโครงไม้ขนาดใหญ่ และนำกิ่งไม้เล็กๆมาผูกติดไว้พ่วงน้ำหนักด้วยถุงทราย แล้วนำไปทิ้งในทะเลที่ระดับ
ความลึกประมาณ 38 เมตร พบว่าปริมาณสัตว์น้ำที่ได้จากทะเลรอบๆโครงไม้นี้จะสูงกว่าในบริเวณที่มีเรืออับปาง
ทำให้มีการนำเอาโครงสร้างเหล่านี้ไปทิ้งในทะเลกันมากขึ้น

ในประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มมีการสร้างปะการังเทียม เมื่อปี พ.ศ. 2403 โดยชาวประมงสังเกตว่าบริเวณที่มีซาก
ต้นไม้ทับถมกันอยู่ใต้น้ำและมีเพรียงเจริญเติบโตอยู่จะมีปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้มาก ต่อมาชาวประมงในรัฐนิวยอร์ก
จึงได้ร่วมกันสร้างปะการังเทียมขึ้น โดยใช้ถังไม้ที่บรรจุด้วยคอนกรีตและหลังจากนั้นก็มีการนำเอาวัสดุต่างๆ มา
ประกอบเป็นปะการังเทียมกันมากขึ้น เช่น ใช้เรือ หรือรถยนต์เก่าๆที่เอาเครื่องยนต์ออกแล้วเทปูนลงไป และนำ
ไปวางไว้บริเวณชายฝั่งของสหรัฐ ทำให้ชาวประมงสามารถเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำได้มากขึ้นและประหยัดค่าใช้จ่าย
ต่างๆ เช่น ค่าเชื้อเพลิง ค่าอาหาร และสามารถทำการประมงได้เพียงพอบริเวณที่ห่างจากชายฝั่งไม่มากนัก นอก
จากนี้ยังมีการนำเอาปะการังเทียมมาใช้กับการประมงน้ำจืดด้วย

ปะการังเทียม จึงเป็นสิ่งประดิษฐ์จากฝีมือมนุษย์ที่ต้องการฟื้นฟูสภาพธรรมชาติและผลผลิตทางการประมง แม้ว่า
แนวคิดในการสร้างปะการังเทียมจะเกิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว แต่ก็เพิ่งจะมีการประยุกต์และสร้างเป็น
รูปแบบต่างๆใช้กันอย่างแพร่หลายเมื่อประมาณ 15-20 ปีที่ผ่านมานี่เอง โดยในยุคแรกๆนั้นปะการังเทียมจะทำ
จากวัสดุต่างๆที่หาง่าย เช่น ต้นมะพร้าว กิ่งไม้ ไม้ไผ่ หรือซากเรือซากรถเก่าๆ ในยุคต่อมาก็เริ่มมีการคิดค้นนำ
เอาวัสดุเหลือใช้ เช่น ยางรถยนต์เก่าทำปะการังเทียมรูปแบบต่างๆ บรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วมีการศึกษาหา
รูปแบบใหม่ โดยใช้บล็อกซิเมนต์หรือคอนกรีตเสริมเหล็กและไฟเบอร์กลาสมาทำปะการังเทียมกันมากขึ้น เพื่อ
ให้ได้ปะการังเทียมที่มีความคงทนถาวรกว่ารูปแบบเดิม สำหรับประเทศไทยเริ่มมีโครงการจัดสร้างแนวปะการัง
เทียมขึ้นในปี พ.ศ.2521 โดยกรมประมงเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดสร้าง และนำไปวางในบริเวณชายฝั่ง
ทะเลจังหวัดระยองเป็นแห่งแรก หลังจากนั้นได้มีการจัดสร้างเพิ่มขึ้นในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ได้แก่ สงขลา เพชรบุรี
ชลบุรี จันทบุรี ปัตตานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต และสตูล โดยใช้วัสดุพวกยางรถยนต์ บล็อกคอนกรีต ท่อคอนกรีต
ท่อเหล็ก และไม้ไผ่มาประกอบเป็นปะการังเทียมรูปแบบต่างๆ

"อูหยำ" การอนุรักษ์สัตว์น้ำของชาวบ้านบ่ออิฐ

"อูหยำ" เป็นภาษาเรียกพื้นบ้านของชาวไทยมุสลิมทางแถบสงขลา-ปัตตานี ที่ใช้พูดแทนคำว่า "ปะการังเทียม" หรือ
"ซั้ง"ที่ชาวบ้านเรียกกัน เช่นที่นราธิวาสและที่อื่นๆทั่วไป การจัดการทรัพยากรในลักษณะการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากร
ของชาวบ้านบ่ออิฐ กิจกรรมการทำปะการังเทียมพื้นบ้านหรืออูหยำ ถือเป็นกิจกรรมหลักของชุมชนแห่งนี้ การทำอูหยำ
ของชาวบ้านที่นี่ชาวบ้านไม่ได้คิดค้นขึ้นมาเอง แต่เกิดจากการนำเอาตัวอย่างที่ทำกันในหมู่บ้านข้างเคียงจากบ้าน
ปากบางเทพา บ้านสะกอม บ้านนาเสมียน บ้านสวนกง และบ้านกรงอิตำที่เคยมีการทำมาก่อนหน้านี้แล้ว และเกิด
ผลดีตามมาในสิ่งชุมชนต้องการคือ เพื่อป้องกันการเข้ามาลากอวนของเรืออวนลาก อวนรุนในเขตชายฝั่ง และเป็น
แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำเพื่อให้สัตว์น้ำฟื้นคืนมา และเป้าหมายในการทำงานอีกอย่างหนึ่งก็คือ การทำอูหยำของ
ชุมชนเป็นกระบวนการเรียนรู้การทำงานร่วมกัน ที่เป็นโอกาสให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมกันพูดคุยเรียน
รู้ปัญหาและหาทางแก้ปัญหาของชุมชนและทำงานด้วยกันในระยะต่อมา

การทำอูหยำของบ้านบ่ออิฐเกิดขึ้นมาจากการเรียนรู้จากที่อื่น รูปแบบของอูหยำที่ชาวบ้านต้องการทำในครั้งแรก
คือ มีลักษณะคล้ายดาวเทียมซึ่งนำมาจากรูปแบบที่ทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่อ่าวท่าชนะทำกันมาก่อนในปี พ.ศ.
2537 วัตถุประสงค์หลักคือป้องกันอวนรุนอวนลาก แล้วทางบ้านกรงอิตำไปศึกษาดูงานที่นี้แล้วนำมาใช้ที่บ้านตัว
เองและทางบ้านบ่ออิฐนำมาเป็นแบบอย่างต่อมา ความตั้งใจของชุมชนบ่ออิฐในเบื้องต้นที่ต้องการแก้ปัญหาการ
ทำลายสัตว์น้ำของเรืออวนลากในเขตหน้าหมู่บ้าน เกิดผลสำเร็จที่ชาวบ้านมีความพอใจเป็นอย่างมากที่อูหยำดาว
เทียมสามารถป้องกันการลากอวนของอวนลากได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ในช่วงที่มีการทิ้งวางเป็นเวลาเกือบปีที่เรือ
อวนลากไม่เข้ามา เพราะเมื่อลากอวนติดอูหยำแล้วจะทำให้อวนฉีกขาด และเป็นอุปสรรคในการลากค่อนข้างมาก

อูหยำดาวเทียม เป็นรูปแบบที่ทำมาจากการใช้กระสอบปุ๋ยใส่ปูนผสมทรายหินทำเป็นซีเมนต์เทในกระสอบแล้วเสียบ
ด้วยเหล็กยาวทั้งด้านบนและด้านข้าง ชาวบ้านทำกันมาได้ 1,200 ลูก และเป็นอูหยำแบบปล้องบ่อที่ซื้อมาอีก 200
ลูก การวางอูหยำดาวเทียมในทะเล วางกันเป็นหย่อมๆละ 100 ลูก และวางปล้องบ่อตรงกลาง หย่อมละ 20 ลูก
วางสลับกันไปเป็นแนวยาวขนานไปกับชายฝั่งทะเลเป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร ตรงตำแหน่งวางกำหนดจุดเริ่มต้นจาก
ชายฝั่งทะเลออกไปในเขตแนวตั้ง 3 กิโลเมตร จุดแรกที่วางในระยะ 2.5 กิโลเมตร 1 จุด และที่จุด 3 กิโลเมตรอีก
หนึ่งจุด วางอย่างนี้ทุกระยะจนขนานเป็นแนวนอนกับชายฝั่งเป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร

ความร่วมมือของชุมชน กระบวนการทำเริ่มต้นด้วยการวางแผนปรึกษาหารือกันแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในการจัด
ซื้อวัสดุอุปกรณ์ กำหนดช่วงเวลาในการวาง การประสานงานวางแผนกำหนดจุดสถานที่ที่จะวางกับส่วนราชการ และการ
จัดทำอูหยำขึ้นมาด้วยความร่วมมือของชาวบ้านมาช่วยกันทำ โดยแกนนำชาวบ้านจะเป็นตัวหลักในการทำงาน การ
ทำอูหยำส่วนใหญ่คนที่เข้ามาร่วมทำเป็นเป็นชาวประมงและมีชาวบ้านทั่วไปมาร่วมด้วย ฝ่ายแม่บ้านก็จัดหาอาหาร
เครื่องดื่มมาบริการ เป็นการลงแรงช่วยกันทำงาน

การนำอูหยำที่ทำเสร็จแล้วไปทิ้งในทะเลก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ทำให้เกิดความร่วมมือของชาวบ้านอีกครั้งหนึ่งใน
การจัดเตรียมอูหยำขนขึ้นเรือและช่วยกันนำไปทิ้งในทะเลตามตำแหน่งที่กำหนด แต่ละจุดทำเป็นเครื่องหมายด้วย
การทำเป็นทุ่นทางมะพร้าวผูกติดกับแท่งอูหยำที่วางทิ้งเป็นกอง เพื่อให้ชาวบ้านกันเองรู้ว่าตำแหน่งตรงนี้มีอูหยำ การวางอูหยำเป็นแนวเขตเอาไว้ทำให้ชาวบ้านมีความรู้สึกว่าพวกตนเป็นเจ้าของแนวเขตทะเลหน้าบ้านของตนเอง
มากขึ้น ความรู้สึกร่วมของชุมชนในการดูแลรักษาแนวเขตอูหยำจึงเป็นเรื่องของชุมชนไปโดยปริยาย

ในวันที่ 26 กันยายน 2539 เป็นวันสำคัญของหมู่บ้านการวางอูหยำครั้งแรกของบ้านบ่ออิฐเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือ
ของหลายฝ่าย มีผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาให้เกียรติเป็นประธานในการเปิด
งานกิจกรรมอนุรักษ์และฟื้นฟูสัตว์น้ำบ้านบ่ออิฐ และมีข้าราชการจังหวัดและอำเภอมาร่วมงาน ที่สำคัญคือความพร้อม
เพรียงของชาวบ้านที่มาร่วมงานอย่างเป็นทางการของหมู่บ้านครั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือความรู้สึกที่ดีของชาวบ้านที่มอง
เห็นความร่วมมือของส่วนราชการ มองเห็นความสามัคคีที่ดีของชุมชน และมองเห็นแนวทางข้างหน้าที่จะจัดการกับ
ทรัพยากรในทะเลหน้าบ้านของตนที่มองเห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา และหลังจากนั้นต่อมาการวางอูหยำของหมู่บ้าน
เกือบถือได้ว่าเป็นกิจกรรมหลักของชุมชน ที่ได้ทำกันมาอย่างต่อเนื่องอีกครั้งในปี พ.ศ.2543 แต่การจัดการครั้งน
ี้เน้นรูปแบบอูหยำที่ง่ายและสะดวกรวดเร็ว คือเป็นท่อซีเมนต์สำเร็จรูปที่ซื้อมาแล้ววางได้เลย วางทิ้งในบริเวณเดิม
เมื่อของเก่าสูญหายจมดินไปบ้างแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีอูหยำในทะเล การใช้อูหยำหรือปะการังเทียมทดแทนปะการังธรรมชาติเป็นหนทางแก้ไขปัญหา
การลดน้อยลงของสัตว์น้ำ ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะว่าอูหยำเป็นแค่รูปแบบการอนุรักษ์ฟื้นฟูสัตว์
น้ำอีกแบบหนึ่งที่ชาวประมงคิดว่าเป็นรูปแบบที่สามารถเกิดประโยชน์ได้รวดเร็วในการฟื้นคืนมาของสัตว์น้ำ และยิ่งถ้า
สามารถป้องกันการทำลายของเรืออวนลากอวนรุนได้ดีก็จะยิ่งเกิดผลทวีมากขึ้น ทั้งในเรื่องการปลอดเขตการทำลาย
สัตว์น้ำและในขณะเดียวกันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและพื้นที่หากินของชาวบ้าน ความคาดหวังของชาวบ้าน
บ่ออิฐเริ่มเห็นผลเป็นจริงขึ้นหลังจากที่ได้วางอูหยำ

เมื่อในปี พ.ศ.2539 หลังจากนั้นมาเกือบปี ความสมบูรณ์ของสัตว์น้ำเริ่มขยายเพิ่มมากขึ้นทั้งชนิดและจำนวน สิ่งที่เกิดขึ้นที่บอกว่าเป็นผลดีของอูหยำทำให้ชาวบ้านบ่ออิฐมีความหวังและมั่นใจว่าเป็นวิธีการอนุรักษ์ที่ได้ผลต่อ
ชุมชนมากในด้านการทำมาหากิน เหตุผลตัวบ่งชี้ที่บอกว่าอูหยำมีประโยชน์ที่นอกเหนือจากความสมบูรณ์ของสัตว์
น้ำนั้นแล้ว ก็คือ

(1) หลังจากปี พ.ศ. 2539 เป็นต้นมาจนถึงเดี๋ยวนี้ อาชีพออกทะเลทำประมงของชาวบ้านที่เคยลดลงจนเหลือ 52
ลำ เพิ่มขึ้นเป็น 152 ลำ แรงงานในเรือเพิ่มขึ้นมาจากคนที่เคยขายเรือไปซื้อหรือเช่ารถรับจ้าง เลิกอาชีพรับจ้างรถ
โดยสาร รับจ้างก่อสร้าง กลับมาออกทะเลเช่นเดิม เดี๋ยวนี้มีแรงงานคนทำประมงเกือบ 400 คน คนที่สามารถซื้อเรือ
สร้างเครื่องมือเป็นเจ้าของด้วยตัวเองกลับมาทำกันต่อ คนที่ไม่มีเงินลงทุนก็มาเป็นแรงงานรับจ้างเป็นลูกเรือ ความ
สุขของชาวประมงที่ฝากไว้กับทะเลกลับคืนมาเหมือนเดิม เพราะว่าสัตว์น้ำบางชนิดที่เป็นปลาอินทรี ปลาจวด ปลา
กระเบนและปลากด ที่เกือบสูญหายไปกลับมามีให้เห็น อีกทั้งลูกหลานยังได้เห็นได้รู้จักปลาโลมาที่เข้ามาเป็นช่วงๆ
เป็นหย่อมๆ

(2) ในแต่ละวันชาวบ้านออกทะเลไปแถวใกล้ๆที่ที่มีอูหยำวางอยู่เพื่อวางอวนกุ้ง อวนปู อวนหมึก และวางไซ เป็นหลัก
ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเป็นที่รู้กันว่าบริเวณแถวนี้สัตว์น้ำจะชุกชุม ถึงแม้ว่าพื้นที่บริเวณของอูหยำจะมีไม่มากพอเพียงกับ
จำนวนเรือหากินของชาวบ้านที่เพิ่มขึ้น แต่โดยวิถีชุมชนและวิธีการทำประมงของชาวประมงพื้นบ้านที่มีข้อจำกัดของ
เครื่องมือและอุปกรณ์จับสัตว์น้ำที่เลือกจับเฉพาะสัตว์น้ำวัยโตที่ได้ขนาด และจับได้ไม่มากแบบทำลายเหมือนเรืออวน
ลากอวนรุน จึงทำให้แหล่งทำการประมงในแถบนี้ของชุมชนเป็นการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำที่เป็นการแบ่งปันแบ่ง
สรรผลประโยชน์อย่างทั่วถึงแก่ชาวบ้านด้วยกันในชุมชนตนเอง และไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น

(3) สิ่งที่เป็นความภูมิใจและความรู้สึกมั่นคงในการทำประมงของชาวบ้านบ่ออิฐ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การออกทะเล
ได้และจับปลาได้มากๆ มีรายได้มากพอต่อการยังชีพ รายได้ที่เพิ่มขึ้นเมื่อสัตว์น้ำที่จับได้มากกว่าเมื่อก่อน ในปี
พ.ศ.2539 รายได้ที่ชาวบ้านเคยได้เฉลี่ยเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วในช่วง 80-120 บาทต่อวันต่อลำ เดี๋ยวนี้รายได้ที่พวก
เขาได้ประเมินกันว่าได้มากกว่าเดิม 2 เท่าตัวเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วที่เจ้าของเรือได้ประมาณ 200-400 บาทต่อวัน

(4) องค์ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในกระบวนการทำงานเพื่อชุมชนในการจัดการการอนุรักษ์ทรัพยากรของกลุ่ม
แกนนำหมู่บ้านเป็นคุณประโยชน์ที่เกิดขึ้นที่ไม่สามารถตีเป็นมูลค่าหรือราคาได้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นกระบวนการทาง
สังคมที่เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างกลุ่มแกนนำ (ปัจจุบันนี้มีราว 10 คนที่เป็นกลไกเคลื่อนไหวความคิดและการ
ทำงาน) กับชุมชนในหมู่บ้าน หมู่บ้านข้างเคียง และองค์กรภายนอกต่างๆที่เข้าไปสัมพันธ์กับพวกเขาและที่พวกเขา
กันเองออกมาสัมพันธ์ด้วย ตัวอย่างเช่น หน่วยงานราชการเจ้าหน้าที่ประมง องค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรชาวบ้าน
ด้วยกัน กลุ่มคนเหล่านี้ทำให้เกิดแนวทางทิศทางที่เกิดความสัมพันธ์ในการสนับสนุนการทำงานขางหน้าต่อไปได้
และที่ผ่านมาก็เคยเกิดรูปธรรมความร่วมมือที่ดีมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะในส่วนของราชการในการอนุมัติช่วยเหลืองบ
ประมาณที่ชาวบ้านขอให้มีการจัดสรรงบประมาณปะการังเทียมของรัฐให้แก่ชุมชน หรือการเคลื่อนไหวการต่อสู้ร่วม
กับองค์กรชุมชนอื่นๆที่เป็นปัญหาร่วมของชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งก็ถือว่าเป็นการพัฒนายกระดับองค์ความรู้และการ
ทำงานของกลุ่มแกนนำให้เข้มแข็งขึ้น

บทเรียนอูหยำที่ชุมชนทบทวน สิ่งที่แกนนำชาวบ้านยังคงเคลื่อนไหวในชุมชนในประเด็นปัญหาเรื่องการจัดการทะเล
โดยชุมชน ยังเป็นเรื่องสำคัญที่หมู่บ้านคิดหาหนทางที่จะแก้ปัญหาให้หมดลงไป ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ยังคงมีอยู่เรื่อง
อวนลาก ถึงแม้ว่าจำนวนจะลดน้อยลงไปบ้างแต่ก็ยังมีอยู่ที่ชอบเข้ามาลากอวนแถวอูหยำ และปัญหาเรือปั่นไฟปลา
กะตักที่ยังเป็นปัญหาเช่นเดียวกัน

กิจกรรมการวางอูหยำหรือปะการังเทียมพื้นบ้านของหมู่บ้าน บทเรียนที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ว่า อูหยำแบบ
ดาวเทียมที่คิดกันว่าเป็นรูปแบบการป้องกันการเข้ามาลาก
อวนของอวนลากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในระยะยาว หรือแม้ว่าจะเป็นอูหยำแบบอื่นๆก็ตามเพราะว่าอูหยำมีข้อจำกัด
หลายอย่างที่เกิดขึ้นคือ ในระยะปีแรกสามารถป้องกันเรืออวนลากได้จริง เรืออวนลากจะไม่กล้าเข้ามาในแนวเขตนี้
เพราะกลัวว่าอวนจะติดอูหยำและเกิดความเสียหาย ต่อมาการเรียนรู้ของอวนลากคิดหาหนทางที่ลากอวกแบบหลีก
เลี่ยงไม่ให้เกิดภัยกับตน แต่ก็ยังเข้ามาลากเป็นครั้งคราวในช่วงที่มีสัตว์น้ำมากๆ เช่น ช่วงที่มีกุ้งมากๆในแถวอูหยำ
อวนลากรู้ว่าช่วงไหนสัตว์น้ำมีมากก็เข้ามาลากเกือบหมด จนชาวบ้านหากินกันไม่ค่อยได้ในช่วงนั้น หรือแม้กระทั่งเมื่ออูหยำที่วางไว้เป็นเวลานานหลายปีจะจมพื้นดินหรือเสื่อมสภาพผุพังลงก็ไม่สามารถป้องกันได้เหมือน
เดิม บทเรียนนี้ทำให้ชาวบ้านคิดหาทางแก้ปัญหาแบบเดิมอีกก็คือ วางอูหยำเพิ่มเติมในที่เดิมแต่เปลี่ยนมาเป็นแบบ
ท่อซีเมนต์หรือปล้องบ่อ เพราะสะดวกรวดเร็วในการจัดการ และอีกอย่างหนึ่งก็คือการคาดหวังในเป้าหมายที่ต้องการ
แก้ปัญหาอวนลากเป็นเป้าหมายหลักก็ลดความคาดหวังลง เพราะรู้แล้วว่าปะการังเทียมไม่สามารถแก้ปัญหาการ
ทำลายสัตว์น้ำของอวกลากให้หมดไปได้ แต่การวางอูหยำก็ยังเป็นสิ่งที่ดีที่ยังคงมีประโยชน์ต่อการฟื้นฟูของสัตว์น้ำ
และเป็นแหล่งหากินของชุมชน ดังนั้นหมู่บ้านจึงยังคงถือว่ากิจกรรมนี้ยังมีความสำคัญ การเรียนรู้ตรงนี้ของกลุ่มแกน
นำพบว่าการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุก็คือต้องบังคับใช้กฎหมายห้ามเรืออวนลากเข้ามาใน
เขตนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด การร่วมกับสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านในการเคลื่อนไหวผลักดันแก้ปัญหาในเชิงนโยบาย
จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมานอกจากการเรียนรู้ในสิ่งที่ทำกันมาแล้ว และสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนของชุมชนใน
การฟื้นฟูสัตว์น้ำ ได้มีผลที่เกิดขึ้นในทางความคิดของแกนนำ พวกเขาได้ปรึกษาชาวบ้านบางแล้วที่จะดำเนินการต่อ
ไปในเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูสัตว์น้ำด้วยวิธีการอื่นบ้าง จึงเกิดเป็นแนวความคิดว่าควรมีการอนุรักษ์ปูไข่ แนวความ
คิดนี้เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้เอง พวกเขาเห็นว่าปูม้าเป็นทรัพยากรสัตว์น้ำชนิดหนึ่งที่ให้รายได้มากต่อชุมชน โดย
เฉพาะในช่วงฤดูกาลของมัน ชาวบ้านจะจับปูไข่ติดอวนมาด้วยมาก จึงมีความคิดเป็นข้อเสนอว่า ถ้าชาวบ้านคนใดจับ
ได้ปูไข่อย่านำไปขาย ให้รักษาชีวิตมันไว้เพื่อนำมาเลี้ยงเป็นแม่พันธุ์ โดยการจัดตั้งเป็นกลุ่มอนุรักษ์ปูไข่ขึ้นมาเพื่อรวบ
รวมปูไข่ และเลี้ยงขยายพันธุ์ให้มากเป็นตัวแล้วขายนำเงินเข้ากลุ่ม ซึ่งก็เป็นรูปแบการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอีกแบบ
หนึ่งที่มาจากองค์ความรู้ของชาวบ้านกันเอง...

เชิงอรรถ

1 สถานีอนามัยบ้านบ่ออิฐ, ข้อมูลพื้นฐาน ปี 2543 ณ 30 มิถุนายน
2 โครงการพัฒนาชุมชนประมงขนาดเล็ก จ.สงขลา ,เอกสารโครงการฯ
3 โครงการพัฒนาชุมชนประมงขนาดเล็ก จ.สงขลา ,เอกสารเรื่อง บ้านบ่ออิฐกับการอนุรักษ์ฟื้นฟูสัตว์น้ำ,ปี 2539


ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ
6 พฤศจิกายน 2544

webmaster@thaingo.org