 |
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากระบวนการศึกษาผลกระทบ
สิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Analysis :
EIA ) กลับได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นเพียงทาง
ผ่านหรือขั้นตอนปกติธรรมดาก่อนการดำเนินโครงการ
ที่มิได้มีผลในการตรวจสอบ ติดตามและแก้ไขผล
กระทบที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง หรือไม่มีผลในการระงับ
โครงการที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิ่งแวด
ล้อมและสังคมได แล้วมีกลไกใดบ้างที่คอยรักษาและ
ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือมีกลไกใดบ้างที่คอย
ปกป้องผลกระทบทางด้านสุขภาพและสังคมอย่างมี
ประสิทธิภาพ กว่าที่เคยดำเนินการมาแล้ว |
นอกจากนั้น ทุกครั้งเจ้าของโครงการมักจะมีคำตอบก่อนการทำ
อีไอเอ ( EIA ) อยู่แล้ว จึงดึงดันที่จะผลักโครงการ
ตนเองให้เกิดขึ้นให้ได้ เดินข้ามข้อมูลสำคัญๆ ของสังคมของชุมชน ที่ควรศึกษา
ควรใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะสภาพ
พื้นที่แต่ละพื้นที่ เจ้าของที่อยู่ร่วมอย่างพึ่งพากันมาแต่บรรพบุรุษย่อมรู้จักและเข้าใจเป็นอย่างดี
บทสรุป ณ วันนี้ อีไอเอทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จึงขาดกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน
ซึ่งนั่นย่อมหมาย
ความว่าอีไอเอขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง ในการเป็นกลไกหนึ่งของการปกครองในระบอบประธาธิปไตย
เพราะ
แนวทางที่ใช้ในการจัดทำแผนหรือนโยบายการพัฒนาควรจะเปิดกว้างให้มีการวิเคราะห์ทางเลือกในการพัฒนาที่เป็น
ไปได้อย่างหลากหลาย ว่าประชาชนต้องการให้พื้นที่ของเขาเกิดอะไรขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
ดังนั้นทางออกที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างเร่งด่วนคือ
กำหนด เจ้าของโครงการจะต้องชี้แจงข้อมูลแก่ประชาชนที่ได้
รับผลกระทบจากโครงการ และสาธารณะตั้งแต่ริเริ่มคิดตั้งโครงการ เพื่อให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวน
การการตัดสินใจ อีกทั้งรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจักต้องครอบคลุมข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจ
สังคมและ
สิ่งแวดล้อมอย่างเพียงพอ พร้อมทั้งเสนอแนะมาตรการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างละเอียดและชัดเจน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ได้เข้าร่วมรับฟังการเสวนาวิพากษ์"
อีไอเอกลไกเพื่อการรักษาหรือเสริมการทำลาย
ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม " ที่ห้องจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยมีตัวแทนชาวบ้านทั่วประเทศ ที่ประสบกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม จากโครงการต่างๆ
ของภาครัฐและเอกชน
และมีตัวแทนจากรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชนและนักวิชาการ
โดยมีตัวแทนชาวบ้านออกมานำเสนอสภาพปัญหาในพื้นที่ตนเอง ก่อนวิเคราะห์บทบาทการทำอีไอเอในมุมมองต่างๆ
หลังจากนั้น อ.เดชรัต สุขกำเนิด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และดร.สุรพล
ดวงแข มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณ
พืชแห่งประเทศ ได้ร่วมอภิปรายว่าอีไอเอนั้น แท้จริงทำงานกันอย่างไร

ตัวเทนชาวบ้านกรณีเหมืองแร่โปแตซ ที่โนนแดง อุดรธานีกล่าวชี้แจงถึงเหตุการณ์เป็นคนแรกว่า
"การทำเหมืองแร่โปแตซ ปัญหาคือส่วนใหญ่ถ้าเป็นอุตสาหกรรมเคมี
ไม่ว่าโซดาแอซโซดาไฟ ทั้ง 16 ชนิด จากทาง
กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม เพิ่งจะมาแจ้งให้ทราบว่า จะมีโรงงานอุตสาหกรรมเคมีขึ้นในพื้นที่ที่ผลิต
สารเคมี ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมรุนแรง เช่น พวกแอมโมเนีย
ยูเรีย และกรดซัลฟูริกเหล่านี้ล้วน
เป็นสารเคมีที่ออกริษรุนแรง ปัญหาก็คือชาวบ้านที่นี่ไม่รู้เรื่อง นอกจากนั้น
แร่โปแตซที่จะนำมาทำปุ๋ยนี้ ยังสามารถนำ
ไปผสมแล้วผลิตเป็นระเบิดได้
แต่ส่วนใหญ่น่าจะนำมาทำปุ๋ยแน่นอน ส่วนประเด็นที่เป็นปัญหาที่ทราบกันมาอย่างลับๆ
ก็คือ บริษัทเหล่านี้ โกหก
ประชาชน โดยเข้าไปบอกกับชุมชนเจ้าของพื้นที่ว่าประเทศไทยจะได้ใช้ปุ๋ยราคาถูก
แต่เวลาผ่านมาร่วม 10 กว่าปี เกษตรกรไทยได้ใช้ปุ๋ยในราคาเท่าไหร่กันแน่
ผมกล้ายืนยันเลยว่า รัฐบาลกำลังเสนอโครงการที่สวนทางแนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์โดยใช้ปุ๋ยชีวภาพ
อีกทั้ง
ประชาชนไม่ทราบเลยว่าแร่โปแตซนี้ ถ้าเติมไนเตรทลงไป มันก็สามารถเป็นวัตถุระเบิดได้ทันที
ซึ่งเรื่องนี้ ไม่เคย
มีการเปิดเผยออกมาให้ประชาชนทราบเลย
ยิ่งกว่านั้น คนที่เป็นวิศวกรเอง ที่ใช้เวลาอยู่หน้าหลุมขุดเจาะตลอดเวลา
5 ปีที่ผ่านมา ตัวเขาตอนนี้ เริ่มเป็นโรคอยู่
ชนิดหนึ่ง ซึ่งเข้ารักษาถึง 3 โรงพยาบาลแล้ว ท้ายที่สุด หมอวินิจฉัยว่าเป็นไวรัสบี
ซึ่งตัวเขาเองก็ยัง งงๆ ว่าเขาเป็น
ไวรัสบีได้อย่างไร
จากการประสานกับทางกลุ่มแพทย์ในพื้นที่ให้ลองช่วย
หาข้อมูลความจริงว่าการที่เขามีอาการข้างเคียงคือรู้สึกระคาย
เคืองภายในปอดนั้น เกิดจากอะไร ซึ่งผมคิดว่าประเด็นนี้ที่ยังไม่มีตัวอย่างที่ศึกษาออกมา
ให้ชัดเจน ที่นี้เมื่อมาดู
มาตรการหรือผลจากการศึกษา EIA กลับไม่มีแนวทางหรือมาตรการในการป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้น
เพื่อให้ความ
มั่นใจแก่ประชาชนเลย ว่าจะไม่มีผลกระทบต่อชุมชน
1. เรื่องทางน้ำ บริเวณที่ตั้งโครงการ ขุดเจาะตั้งอยู่บริเวณบ้านหนองตะไคร่
ตรงที่เนินซึ่งถ้าฝนตกลงก็จะแบ่งทางน้ำ
ออกเป็น 2 ทาง 1.ไหลไปทางทิศเหนือ ซึ่งจะมีลำห้วยหลวง เป็นที่รองรับน้ำ
ห่างประมาณ 10-20 กม. อีกทางคือ ทาง
ใต้ก็จะมีลำห้วยไหลเชื่อมต่อไปยังหนองหาร แล้วก็ไหลไปเขื่อนลำปาว จากนั้นก็ไหลมาลงที่ลำน้ำ
ชีลำน้ำมูลออกอุบล
ราชธานี ดังนั้น ถ้าหากมีผลกระทบจริง การแพร่กระจายของปัญหาจะเกิดไปทั่วภาคอีสาน
เพราะแม่น้ำ เป็นจุดยุทธ
ศาสตร์ที่ส่งผลกระทบไปได้กว้างมาก
2.กองเกลือจากการดำเนินการขุดเจาะ เอาแร่ออกมาต่อวัน
ประมาณ 2 หมื่นตัน โดยที่จะได้แร่โปแตซ 6 พันตัน
ต่อวันที่เหลือจะเป็นกากเกลือประมาณ 1.4 หมื่นตันต่อวัน ซึ่งในระยะเวลาทุกๆ
5 ปี ก็จะมีการนำกากเกลือที่ขุดขึ้น
มาทั้งหมดยัดเข้าไปในอุโมงค์เกลือที่ขุดขึ้นมาตามเดิม ตรงนี้อยากให้เข้าใจร่วมกันก่อนว่าจังหวัดอุดรธานี
เป็นจุด
ที่มีร่องมรสุมพัดผ่านหากจะมีการเก็บกากเกลือถึง 5 ปี ขนาดกองเกลือสูงประมาณ
40 เมตร กว้าง 600 เมตร ยาว
1000 เมตร แล้วลานที่ว่านี้ ก็เป็นลานเปิดโล่ง กองเกลือที่ถูกแดดถูกลมจะเป็นอย่างไร
ถึงแม้จะมีการอ้างว่าจะนำพลาสติกมาปูพื้น แต่มันจะทนได้นานเพียงไร
ตรงนี้ผมอยากทราบ และใน อีไอเอเองก็ไม่
ได้รายงานไว้และการนำพลาสติกขนาด 2 มิลลิเมตร มาปูตามที่กล่าวมานั้นจะทนทานได้นานถึง
22 ปี จริงหรือไม่ อี
ไอเอ ไม่ได้ให้ประชาชนทราบเลย อีกทั้งการทำอีไอเอ จะต้องทำในช่วง การออกอาชญาบัตรลงมาถึงการทำสัมปทาน
แล้ว จากนั้นก็มาทำอีกครั้งเมื่อมีการดำเนินการไปแล้วระยะหนึ่ง แต่ที่ผ่านๆ
มา การทำ อีไอเอจะทำกันแค่ก่อนเริ่ม
โครงการเท่านั้น ซึ่งนั่นมันไม่สามารถพิสูจน์ได้" ตัวแทนชาวบ้านที่ประสบปัญหาเหมืองแร่โปแตซกล่าวสรุปและยังยก
ตัวอย่างกรณีเหมืองเกลือที่จังหวัดร้อยเอ็ดให้ฟังว่า
"โครงการการเหมืองแร่ที่ อ.บำเหน็จณรงค์
ร้อยเอ็ดนั้น สามารถมองเห็นปัญหาได้ชัดเจน คือ หนึ่ง ปัญหาเรื่องน้ำ
โดยเฉพาะน้ำใต้ดิน ที่ชาวบ้านในชุมชนค่อนข้างเดือดร้อน เนื่องจากชาวบ้านใช้น้ำบาดาลกันเป็นส่วนใหญ่
สองเรื่อง
ฝุ่นเกลือในขณะที่มีการนำแร่มาบด ฝุ่นเกลือจากเหมืองแร่ไม่สามารถควบคุมหรือบังคับให้ฝุ่นเกลืออยู่ในพื้นที่กิจการ
ได้
จึงอยากทราบจากปากรัฐบาลว่า ทำไม แดนกรรมสิทธิ์ที่ลึกลงสู่ใต้ดินของชาวบ้าน
จึงมีกรรมสิทธิ์อยู่แค่ 50 เมตร เพราะนั่นเป็นการจำกัดขอบเขตการถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินของชาวบ้านและของชุมชนอีกทั้งถ้ามีผลกระทบทาง
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ภาระในการพิสูจน์เหตุใดจึงต้องเป็นภาระของชาวบ้านด้วย
"
ขณะที่ อ.เดชรัต สุขกำเนิด นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ได้กล่าววิพากษ์กระบวนการทำอีไอ
เอ ว่าเป็นเพียงกลไกหนึ่งเพื่อให้มีโครงการเท่านั้น โดยที่ประชาชนไม่เคยมีส่วนร่วมเลย
 |
"ผมเข้าใจว่ามีประชาชนหลายพื้นที่
ยังมีการเรียกร้องกระบวนอีไอเอ ทั้งๆ
ที่ อีไอเอ จะมีหรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการ ดังนั้นถ้ามีการปรับ
โครงการให้เล็กลงมาสักเล็กน้อย ก็สามารถรอดพ้นการทำ อีไอเอ ได้
ชาว
บ้านก็เลยไม่ทราบว่าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมนั้นมีอะไรบ้าง เช่นกรณี
เขื่อนโป่งขุนเพชร เดิมวางขนาดโครงการไว้ 104 ล้าน ลบ.ม. ต่อมาอีไอ
เอแจ้งว่า ถ้า 104 ล้าน ลบ.ม.ต้องทำอีไอเอจึงมีการลดขนาดลงมาเหลือ
แค่ 99 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ไม่ต้องทำอีไอเอทั้งๆ ที่พื้นที่แถบนี้นั้นเป็นพื้นที่
ป่า และชาวบ้านต้องอาศัยพื้นที่ป่าในการดำรงชีวิต
อีกอย่าง การกำหนดขอบเขต ประเด็นและแนวทาง ในการประเมินผล |
กระทบ ตรงนี้เราใช้ guild line กรณีเดียว แล้วก็ใช้มันปฏิบัติไปในทุกกรณีแต่จริงๆ
แล้วน้ำหนักในแต่ละกรณีนั้น
ไม่เหมือนกัน อย่างโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์เขาก็จะกำหนดให้พิจารณาปัญหาเป็นเรื่องๆ
เช่น เรื่องนกเขา
เรื่องปลา ฯลฯ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนไม่มีโอกาสพูดตั้งแต่ตอนเริ่มต้นทำอีไอเอ
และเมื่อทำเสร็จทุกกระบวน
การแล้วก็ยังไม่เปิดเผยอีกว่ามีกระบวนทำอีไอเออย่างไร เก็บข้อมูลมาอย่างไรด้วย
ผมมีโอกาสทบทวนประสบการณ์ในต่างประเทศเขากล่าวว่า
การกำหนดขอบเขตหรือ scoping ถือว่าเป็นเงื่อนไข
ที่สำคัญที่จะให้ อีไอเอ ออกมาคุณภาพดี เพราะว่าเท่ากับทุกคนได้มาร่วมกันคิดว่าจะต้องประเมินในประเด็นใดบ้าง
ต่อมาการเสนอทางเลือกในการดำเนินโครงการ ตรงนี้ก็สำคัญมาก เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นออกจาก
ทางเลือกเดียวที่มีอยู่และการทบทวนร่างรายงาน ประเทศไทยยังไม่มีการเปิดเผยร่างรายงาน
ซึ่งเรามักจะเก็บไว้เปิด
เผยแต่ฉบับสมบูรณ์ จึงจะเอามาศึกษาวิพากษ์วิจารณ์กันได้ทำให้คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ
อีไอเอผ่านแล้ว
กระบวนการแบบนี้ จึงมีประโยชน์น้อยมาก เพราะว่ามันเกิดขึ้นหลังจากมีการอนุมัติไปแล้วอีกทั้งผมอยากเสนอเรื่อง
public reveiw หรือการทบทวนสาธารณะ เพราะ จะต้องมีการนำร่างรายงานอีไอเอมาวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิด
เห็นกัน เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาและรับทราบ
เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนนั้น ผมอยากย้ำว่า"มันกระทบทั้ง
ภูมิหลังและความหวังของประชาชน"
ภูมิหลังที่เป็นเรื่องคุณค่าว่า เขามีที่มาอย่างไร อยู่กันอย่างไร
สืบทอดเผ่าพันธุ์อย่างไร เรื่องเป็นเรื่องที่มีคุณค่าสำหรับ
เขาเรื่องเหล่านี้เราไม่มีการศึกษาทำอีไอเอกันให้ชัดเจนอีกทั้งชุมชนเขาคาดหวังว่าอยากจะให้ชุมชนเขาเป็นอย่างไร
หรือคาดหวังให้มันเป็นอย่างไรตรงนี้เราไม่พิจารณากันเลย เราพิจารณาแต่เพียงว่า
ถ้าไม่กระทบก็น่าจะตั้งโครงการ
ได้
ประเด็นเรื่อง สุขภาพก็เช่นกัน อีไอเอเราทำงานตรงนี้ไม่เพียงพอ เช่น
การไปเก็บข้อมูลเฉพาะที่โรงพยาบาล โดย
ถามว่ามี ใครป่วยด้วยโรคนี้บ้าง อย่างไร แต่ไม่มีการเก็บข้อมูลสภาวะโดยรวมเลยว่า
ถ้ามลภาวะทุกอย่างรวมกันเข้า
แล้วสุขภาพประชาชนจะเป็นอย่างไรเราตอบได้เลยว่าการทำอีไอเอยังขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นองค์รวมอยู่มาก
ส่วนเรื่องเทคนิควิธีการในส่วนของการวัดผลกระทบสิ่งแวดล้อมแบบสะสม
comulative หมายความว่า เวลาที่เรา
พิจารณาผลกระทบมักจะมองแต่แหล่งเดียวแล้วสรุปว่า ประชาชนสามารถรับได้ในปริมาณเท่านี้เท่านั้น
โดยไม่มอง
ว่าเมื่อรวมมลภาวะเหล่านั้นแล้วประชาชนจะเป็นอย่างไร
อย่างกรณีที่ อ.จะนะ สงขลา นั้น ไม่ได้มีแค่โรงแยกก๊าซหรือท่อก๊าซเท่านั้น
แต่มันมีโครงการอีกเยอะแยะตามมา
อย่างกรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มีการทำอีไอเอนับร้อยฉบับ สำหรับแต่ละเรื่อง
แต่ผลกระทบโดยรวมก็ยังมี
ปัญหาอยู่ เพราะเรื่องมลพิษมีช่องว่างทางด้านความรู้ อยู่มาก เช่น
ค่าหรือระดับมลพิษต่างๆ ที่ระดับมาตรฐานร่าง
กายรับได้ ตรงนี้อีไอเอก็ไม่ได้ตอบ ว่าถ้าเรารับสารพิษเหล่านี้ไปรวมกับสารพิษอื่นๆ
แล้วจะเป็นอย่างไร เป็นต้น
ที่สำคัญจะมีคนบางอาชีพมีโอกาสได้รับสารพิษมากกว่าคนบางอาชีพ
หรือคนบางอาชีพมีอำนาจในการจัดการปัญหา
มลพิษน้อยกว่าคนบางอาชีพ ความเหลื่อมล้ำตรงนี้เป็นมิติที่มีปัญหาอยู่มาก
ดังนั้นการทำอีไอเอต้องยกระดับออกมาให้พ้นจากระดับโครงการ
ทำในระดับที่สูงกว่านั้น คือในระดับนโยบายและ
แผน เพราะอีไอเอต้องมองไม่เห็นภาพรวมว่าชุมชนในจังหวัดสงขลาจะเป็นอย่างไรบ้าง
เพื่อจะได้มองเห็นปัญหาใน
ภาพรวมและอนาคตการพัฒนาจะออกแนวทางไหน การมองภาพรวมตรงนี้ค่อนข้างสำคัญมากเพราะเรื่องเหล่านี้ต่าง
ประเทศเขาทำกันมากเขาต้องมองให้เห็นภาพรวม ว่ามีผลกระทบอย่างไรอกอย่างเราจะต้องให้ความสำคัญหลัง
กระบวนการทำ อีไอเอแล้ว
เพราะว่าพี่น้องประชาชนไม่มั่นใจในกระบวนการทำอีไอเอแล้ว
เมื่อเจ้าของโครงการอ้างว่าเขาทำอีไอเอผ่านแล้วเขา
ก็ไม่ฟังที่จะทำตามข้อเสนอชาวบ้านอีกตรงนี้จะต้องทำให้ชาวบ้านมั่นใจตลอดเวลา
และตอนนี้พบว่าสำนักนโยบาย
และแผนสิ่งแวดล้อม( สผ.) ในปัจจุบัน นี้ไม่ได้มีอำนาจในการออกคำสั่งหลังจากมีการทำอีไอเอผ่านไปแล้ว
ดังนั้นใครที่ต้องการให้อีไอเอประเมินออกมาแน่ชัดก็ต้องพิสูจน์ออกมาให้ได้ว่ากระบวนการอีไอเอมีข้อบกพร่องใน
การประเมินจริง สิ่งสำคัญที่สุดในกระบวนการหลังการทำ อีไอเอคือกระบวนการตรวจสอบการทำอีไอเอ
เพื่อจะได้รับ
รู้อีกครั้งว่ากระบวนการอีไอเอทำถูกต้องหรือไม่
ส่วนประเทศที่เขาทำอีไอเอกันจริงๆ จังๆ นั้น
เขาจะต้องมีรายงานอีไอเอทุกๆ ปี อย่างต่อเนื่อง และทุก 3 ปี ต้อง
ประเมินปรับปรุง หาข้อสรุปตลอดเวลา ที่ผ่านๆมา จะมีการทำอีไอเอเมื่อมีการตัดสินใจแล้วว่าจะดำเนินการก่อสร้าง
โครงการ สุดท้ายอีไอเอก็มีสถานะเพียงกระบวนการอนุมัติเท่านั้น จึงทำให้ไม่ไว้วางใจและการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้น
ทำไปเพื่ออะไรกันแน่เพราะถ้ามันผ่านกระบวนที่ไม่ถูกต้อง วิธีการที่ไม่ถูกต้อง
เราคงยอมรับมันไม่ได้ และถ้าไม่เปิด
โอกาสให้ประชาชนเข้ามาส่วนร่วมอย่างแท้จริง ดังนั้นเงื่อนเวลาใการแก้ปัญหาเรื่องนี้ก็คือการปรับโครงสร้างใหม่
ใน
การประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสถาบันอิสระ ออกมานอกกระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมตรง
นี้เราต้องรีบทบทวน" อ.เดชรัตกล่าว
ดร.สรพล ดวงแข เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณ
พืชแห่งประเทศไทย กล่าวแต่เพียงว่านักวิชาการไทยไม่รู้อย่างบริสุทธิ์
จนไม่เข้าใจเลยว่าทำอะไรไปในนามนักวิชาการ "ผมคิดว่านักวิชาการบ้านเราบางคนนั้นไม่รู้จริงๆ
บริสุทธิ์ชนิดไม่รู้เลยว่า
ตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ หรืออย่างรู้ก็แค่ว่า ตัวเองเขียนหนังสือไม่กี่หน้า
ก็ได้ 2-3 หมื่นบาท และนั่นคือปัญหา เพราะสังคมเราเวลาหากินกัน
ไม่
ค่อยได้มองโลกมองคนรอบข้างมีความรู้ด้านใดมาก็ไปหากินในเส้นทาง
นั้น เลยไม่คิดว่าการที่สังคมเขาเดือดร้อนกันตัวเองไม่ได้ ยินหรอกอย่าง
ดีเขาก็บอกว่า เขาแค่มาทำงานวิจัยเรื่องนี้ส่วนมากกว่านี้ก็ไป
ถามบริษัท
เอา ส่วนเขาไม่เกี่ยวไม่รู้เรื่อง |
|
ที่ผ่านๆ มา เราไม่ค่อยมีการเถียงนักวิชาการเลย
ทุกคนจะสงบเงียบฟังและยอมรับมาตลอดเวลา แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่
แล้วเราต้องคำถามว่าเอาอะไรมาพูด เอามาจากตำราเล่มไหน มันต้องถามอย่างนี้เลย
เพราะวิชาความรู้ที่นำมาทำ
อีไอเอ ผมกว่ายืนยันเลยว่า 80% นั้นเท็จ เพราะหลายเรื่องเลยที่ผมถามหาเอกสารอ้างอิงแล้วตอบไม่ได้
อย่างเช่นกรณีที่บ่อนอกนี้ นักวิชาการเขาไม่คิดเลยนะครับว่าชาวบ้านเขารู้เรื่องนี้
ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก
เพราะส่วนใหญ่นักวิชาการมักจะมองว่าตัวเองนี้แหละรู้ดีที่สุดในประเทศไทย
นี่คือเรื่องที่อันตรายมาก สำหรับการ
ยืนยันว่านี่คือเรื่องวิชาการทั้งที่จริงๆ แล้ว การศึกษาอีไอเอไม่ยากเลย
แต่นักวิชาการเขาบริสุทธิ์เกินไป
ดังนั้นประเด็นนี้มีความชอบธรรมอยู่ที่ประชาชนจะไม่ยอมรับการทำอีไอเอและต้องเคลื่อนต่อไป
ว่าเราจะเข้าไปมี
ส่วนร่วมในกระบวนการนี้อย่างไร "
ตัวแทนจากคณะกรรมาสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อภิปรายถึงปัญหาการร้องเรียนเข้ามาให้คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษย
ชนรับทราบในแต่ละวันเยอะมาก
"ผมสนใจเป็นพิเศษสำหรับเรื่องนี้ ถ้าเป็นนักวิชาการไม่รู้จริงๆ
บริสุทธิ์จริงๆ ตรงนั้นพอเข้าใจ แต่ถ้านักวิชาการรู้แต่
ทำเป็นไม่รู้ ตรงนี้แหละครับ ที่ผมอยากทราบว่าเป็นไปได้ไหมว่า เราน่าจะทำลิสต์รายชื่อนักวิชาการที่ทำอีไอเอเพราะ
อีไอเอเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่การดำเนินโครงการและเป็นเครื่องมือของนักวิชาการที่ใช้ทำมาหากิน
ตรงนี้สำคัญ
มาก ผมสนใจประเด็นนี้มานานและสนใจอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าความรุนแรงมันทวีขึ้นทุกวันในสังคมบ้านเรา
งานของผมเองก็รับเรื่องร้องเรียนมากขึ้นทุกวัน
และผมต้องทำหน้าที่นี้ไปอีก 8 ปี และสิ่งที่พบเห็นเป็นปัญหาตอนนี้
นั้นคือ 1.การไม่ตัดสินใจของข้าราชการ 2.นักการเมืองฉาบฉวย อาทิ ครม.มีข้อมูลไม่พอ
แต่ก็ลงมติอนุมัติให้ ตรง
นี้เมื่อมาเทียบกับบทบาทนักวิชาการก็ยิ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ดังนั้นนักวิชาการขายตัวหากินแบบนี้ต้องสกัด
ออกให้ได้"
ทางด้านตัวแทนชาวบ้านจากอ.ปลวกแดง จ.ระยอง ที่ประสบปัญหามลภาวะจากนิคมอุตสาหกรรมปลวกแดงลุกขึ้น
กล่าวถึงข้อเท็จจริงในรายงานอีไอเอ ว่า ขาดความน่าเชื่อถือมาก
" อีไอเอ ทำออกมาเพื่อให้โครงการต่างๆ
ผ่านการอนุมัติ โดยเฉพาะเรื่องการจัดทำ อีไอเอพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออก
ในระยะที่สองนั้น หน่วยงานรัฐเป็นผู้ว่าจ้างให้ทำผลสรุปออกมาคือจังหวัดระยองมีมลภาวะจากอุตสาหกรรมมากจนไม่
สามารถก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เหล่านี้อีกได้และควรจะมีการควบคุมมลภาวะไม่ให้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
มิ
ฉะนั้นจะเกิดวิกฤติทางด้านมลภาวะสิ่งแวดล้อมขึ้น แต่ต่อมาอีก 1 เดือน
บริษัทเจ้าของโครงการก็จ้างทีมงานทีมเดิม
ทำอีไอเอ ปรากฏว่ารายงาน อีไอเอผ่าน อย่างนี้ หมายความว่าอย่างไร โดยเฉพาะที่อำเภอปลวกแดงเป็นแหล่งที่เก็บ
น้ำดิบให้กับคนภาคตะวันออกใช้ ซึ่งถ้ามีนิคมอุตสาหกรรมขึ้น แล้วคนภาคตะวันออกจะทำอย่างไร
เมื่อความน่าเชื่อ
ถือการทำ อีไอเอไม่มีเหลืออีกแล้วในสายตาประชาชนไม่ว่าจากภาครัฐหรือภาคเอกชน
ว่าจ้างก็ตาม เพราะประชาชน
ไม่เคยมีส่วนได้รับรู้เลยว่ามีการจัดทำอีไอเอขึ้นและจัดทำกันอย่างไร
เอาข้อมูลมาจากไหนบ้าง "
ส่วนนายยุทธนาตัวแทนชาวบ้านจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
ชี้แจงต่อ
เนื่องถึงกรณีของตนว่า "ผมกล้ายืนยันเลยครับว่าอีไอเอนั้นคือกระบวนการทำลายทรัพยากรและ
สิ่งแวดล้อม เพราะว่าที่มาบตาพุดนั้น มีตัวอย่างที่ชัดเจนมาก เนื่องจาก
เป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันนี้
พี่น้อง
ชาวมาบตาพุดค่อนข้างได้รับมลพิษกันอย่างชัดเจน ทั้งจากน้ำ กลิ่น
เสียง
และฝุ่นควัน
|
|
ผมอยากกล่าวถึงพี่น้องประชาชนว่า การผ่านอีไอเอแล้วอย่างมาบตาพุดชาวบ้านก็ยังประสบกับชะตากรรมจากสาร
พิษกันเยอะมากแต่สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม(สผ.) ที่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยออกมาเหลียวแลพี่น้อง
ประชาชนชาวมาบตาพุดเลยว่าได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง
ปัจจุบันนี้แม้แต่น้ำทะเลยังเปลี่ยนทิศทาง
ไปกัดเซาะชายฝั่ง จนหาดทรายทองซึ่งเดิมเคยเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่สวย
งาม ปัจจุบันมีแต่แนวสันเขื่อนป้องกันการกัดเซาะน้ำทะเลไปตลอดแนว ความอุดมสมบูรณ์ก็หายไป
ไม่มีปูปลาให้จับ
เหมือนแต่ก่อนแล้ว"
นายอรัญ ตัวแทนจากกรณีน้ำเสียแม่กลองรายงานสภาพการณ์ของตนต่อเวทีเสวนาครั้งนี้ว่า
"ผมร้องเรียนไปทางอุตสาหกรรมจังหวัดมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง
ในกรณีน้ำเสียจากโรงงานเหล่านี้ ซึ่งประมาณ 27 โรง ร้อง
เรียนถึงกรมเจ้าท่าก็แล้ว ถึงตอนนี้ผมไม่เข้าใจ อีไอเอ มีไว้ทำไม เพราะประชาชนพึ่งอะไรก็ไม่ได้
คงเพราะเห็นผม
เป็นประชาชนตัวเล็กๆ แค่นั้นขืนเป็นแบบนี้ ผมคิดว่าเราหันมาทำอีไอเอภาคประชาชนกันดีกว่า
เพราะโรงงานปล่อย
น้ำเสียลงแม้กระทั่งน้ำบาดาล จนวันนี้น้ำบาดาลอาบยังเสียเลยครับ"
 |
ตัวแทนจากกรณีปัญหาการสร้างเขื่อนท่าแซะ จังหวัดชุมพร
ลุกขึ้นกล่าว
พร้อมกับแสดงภาพประกอบ อย่างต่อเนื่องถึงกรณีการทำ อีไอเอว่าคือ
กระบวนการทำลายวิถีชีวิตของชุมชน ทำลายป่าและทรัพยากรธรรมชาติ
" รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมของที่นี่
มีการบิดเบือนไม่แพ้ที่บ้านกรูด
หรือท่าชนะหรอกครับ ซึ่ง อ.สุรพล เคยแถลงข่าวเรื่องนี้มาแล้ว ว่าโครงการ
นี้จะทำให้น้ำท่วมป่าและสัตว์ป่าในพื้นที่ 6,800 ไร่ ที่เป็นพื้นที่ราษฎร
3,300 ไร่ ที่เหลือ เป็นพื้นที่สาธารณะ 4,500 ไร่ไปอยู่ไหน อีไอเอ
|
ไม่ได้กล่าวไว้เลย นอกจากรายงานว่าพื้นที่แถบนี้เป็นป่าเสื่อมโทรม
ที่สำคัญไม่มีใครสามารถเข้าไปเก็บภาพข้อมูล มาทำข่าวรายงานข้อเท็จจริงได้เลยอีไอเอรายงานเมื่อปี
2538 บอกว่าเป็นป่าเสื่อมโทรม ทั้งๆ ที่ป่าแถบนี้เป็นป่า
สมบูรณ์ หากจะมีคนเข้ามาเก็บข้อมูลทำข่าว หรือมีชาวบ้านจะออกไปเคลื่อนไหวก็จะถูกนักการเมืองเชิญไปคุยเงียบ
หรือจ่ายเงินเพื่อให้หยุดพฤติการณ์นั้น ตอนนี้แม้แต่เอ็นจีโอก็ไม่มีใครกล้าลงไปทำงานในพื้นที่แถบนี้ได้เลย
ชาวบ้านเองก็เคลื่อนไหวไม่ได้ ส่วนแกนนำที่คิดจะเคลื่อนไหวก็จะโดนผู้ว่าฯเรียกเข้าพบ
สรุปแล้วอีไอเอเขื่อนท่าแซะ
จะบิดเบือนหรือเปล่า ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว เพราะคณะกรรมการสิ่งแวดแห่งชาติเห็นชอบหมดแล้ว
ดังนั้นอีไอเอ
เขื่อนท่าแซะ จึงไม่ใช่แค่การทำใบเบิกทางเท่านั้น แต่มันเป็นมากกว่านั้น
และทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่เข้าใจ"
ตัวแทนเยาวชนจากกรณีโรงโม่เขาชะเมา
อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ลุกขึ้น
ให้ข้อมูลด้านสิทธิเด็กว่า ใครรับผิดชอบเด็กจากการได้รับฝุ่น-
เสียงที่
จะเกิดขึ้นจากการระเบิดหิน เนื่องโรงเรียนของเด็กๆอยู่ใกล้พื้นที่ระเบิด
หินมาก "เขาชะเมาวันนี้รัฐอาจจะอนุญาตให้มีโรงโม่หินต่อไป
ถ้าอย่างนั้นเคยมี
ใครถามไหมครับว่า โรงเรียนเขาชะเมา ซึ่งอยู่ติดกับสถานที่ระเบิดหิน
นั้นจะอยู่กันอย่างไร ใครรับผิดชอบหรือจะให้เหมือน กรณีที่มาบตาพุด |
|
ที่เด็กๆ ต้องย้ายโรงเรียนกัน ถ้าจะ ย้ายใครสนใจเรื่องนี้บ้าง
ต้องให้เด็กที่เขาชะเมาย้ายก่อนใช่ไหมหรือจะให้วัดย้าย
ออกไปก่อนถึงจะเข้าใจอยากย้ายโรงเรียนเรา เราไม่ว่าอะไร แต่ก็ควรจะให้มีเหตุผลด้วย
การทำอีไอเอก็ควรจะให้
ชาวบ้าน ให้เด็กทุกคนมีส่วนร่วมด้วยแค่นั้นเอง
เช่นตอนนี้หลังบ้านผมมีบ่อน้ำเสียจากโรงงานแห่งหนึ่ง
วันหนึ่งมีชาวบ้านในละแวกนั้นหลายคน รวมทั้งแม่ผมเอง ป่วยเป็นอมพฤกษ์กัน
ผมอยากทราบว่าแบบนี้อีไอเอทำอะไรได้ไหม"
สุดท้ายตัวแทนชาวบ้านจากแก่งเสือเต้นและลำโดมใหญ่ลุกขึ้นชี้แจงสั้นๆ
ว่าอีไอเอรายงานเท็จทั้งยังไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม
"แก่งเสือเต้นนั้นมีการทำอีไอเอหลายครั้งมาก
ตั้งแต่ ปี 2539 เป็นต้นมา
แต่ชาวบ้านก็ยังรับไม่ได้เพราะอีไอเอฉบับนี้ไม่สมบูณร์ที่ให้นักวิชาการลง
ไปทำเรื่องนี้ กลับมองข้ามภูมิความรู้ของชาวบ้าน อีไอเอเก็บข้อมูลโดยการ
ลงไปจับ ปลาไม่กี่ตัว เก็บหอยไม่กี่ตัวหอยแล้วก็สรุปว่าที่นี่ไม่มีสัตว์หายาก
หรือไปถ่ายรูปตรงที่ชาวบ้านถางไว้โล่งๆ แล้วก็สรุปว่าที่นี่ไม่มีป่าสมบูรณ์
เหลืออยู่แล้วส่วนสัตว์ป่าก็ไม่พบ แบบนี้สรุปได้เลยว่า อีไอเอคือกระบวน |
|
ทำลายวิถีชีวิตทำลายธรรมชาติ ส่งผลให้ชาวบ้านไม่เชื่อมั่นในโครงการของรัฐอีกแล้ว" |