|
มหกรรมวิชาการชาวบ้าน ทางเลือก"ทางรอด"เกษตรกรรายย่อย

ประวัติศาสตร์ใหม่ของขบวนการชาวนาไทยที่ต่อสู้เพื่อทางเลือกแห่งบรรพชนชีพนาน
ถึง 99 วัน ร่วมกับพี่น้องสมัชชาคนจนที่หน้า ทำเนียบ รัฐบาลเพื่อเบิกเส้นทาง
นโยบายเกษตรกรรมยั่งยืน มิติใหม่ของการผลิตภาคการเกษตรของสังคมไทย
ที่หนีจากวิถีการ ผลิตเพื่อการค้าไปสู่การผลิตเพื่อบริโภค หรือเพื่อพึ่งตนเองเป็นหลัก
ต้นเหตุแห่งความทุกข์ยากของเกษตรกรชาวนาชาวไร่นั้นมีมานมนานแล้ว
ส่วนหนึ่งเกิดจากภัยธรรมชาติซึ่งภัยพิบัตินี้นั้น ภูมิปัญญา
ของบรรพชนได้ถ่ายทอดการ เรียน รู้วิธีรับมือและป้องกันไว้ในลูกหลานอย่างดีและแยบยลต่ออกฎเกณฑ์ของธรรมชาติแล้ว
แต่สาเหตุ ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเองนี่ต่างหาก ที่ล้มโครงสร้างการ
ผลิต ของเกษตรกรไทย ที่ผลิตเพื่อเพึ่งตนเองของบรรพบุรุษไทย ต้องล่มสลายไปโดยสิ้นเชิง
เพียงเพื่อแสวงหา"เม็ดเงิน"และ"ตัวเลขการส่งออก"เหล่านี้คือความ
ผิดพลาด อย่างฉกาจฉกรรจ์ของ ฝ่ายรัฐ ที่รัฐมองชาวบ้านด้วยสมมติฐานการคิดตามก้นตำราตะวันตก
มากเกิน ไปบวกกับปัญหาซึ่งเกิดจากนโยบายภาครัฐเอง จากหลายๆ โครงการ
ซึ่งก่อให้เกิดหลายๆ ปัญหา ตามมาอีกด้วย
จนในปี 2534-2535 มีความพยายามผลักดันร่าง กฎหมาย สภาการเกษตรแห่งชาติ
ซึ่งมีเจตนารมณ์อยู่ที่การส่งเสริมการผูกขาดด้านกิจการเกษตร นี่เป็นเหตุให้เกิด
เครือข่ายเกษตรกรออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านและนำไปสู่การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่
ตามประเด็นฐานปัญหา 9 กรณี คือ มะม่วงหิมพานต์ ,หม่อนไหม/วัวอีสานเขียว
,มัน สำปะหลัง, ราคาข้าว ,ป่าไม้ที่ดิน, โรงโม่หิน ,พ.ร.บ.สภาเกษตร,ราคาหมู
,การกู้ยืมทุนดอกเบี้ยต่ำ จนนำไปสู่การชุมนุมหน้าทำเนียบเพื่อต่อรองกับรัฐบาลหลายครั้ง
วิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ทำให้สังคมต้องย้อนกลับมาทบทวนแนวทางการพัฒนาประเทศใหม่อีกครั้งตั้งแต่แผนพัฒนาฯฉบับ
ที่ 1(2504-2509) เป็นต้นมา ที่รัฐ ไทยใช้นโยบาย "ปฏิวัติเขียว"ตามตะวันตก
ซึ่งมุ่งใช้เครื่องจักรกล สารเคมี ขยายพื้นที่เพาะ ปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว
เพื่อขยายการผลิตมุ่งป้อนตลาดต่างประเทศ เป็นหลัก ซึ่งนั่นคือกระบวนการ
กัดเซาะรากฐานการ เกษตรแบบธรรมชาติ ให้พังทลาย มาสู่ความเสื่อมของธรรมชาติและ
ความอุดมสมบูรณ์ความมั่นคง ทางอาหารของ คนไทย อีกทั้งกระแสเทคโนโลยีได้ตัดรอนคุณค่าของภูมิปัญญาไทยลงเกือบหมดสิ้น
หลังเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นทำให้มีการพูดคุยถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านด้านเกษตรกรรมว่ามีลักษณะหลากหลายรูปแบบขึ้น
อยู่กับ สภาพแวดล้อมชีวภาพ อีกทั้งยัง สามารถ พึ่งพาตนเองได้จึงมีการ
แสวงหาแนวทางฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรรมไปสู่ความยั่งยืน เกิดการ นำแนวคิดต่างๆ
มา ทดลอง อาทิ เกษตรผสมผสาน เกษตรกรรม ธรรมชาติ เกษตรกรรมอินทรีย์
วนเกษตร พุทธเกษตร ซึ่งถูก เรียกรวม ๆ ว่า "เกษตรกรรมทางเลือก"หรือ"เกษตรกรรมยั่งยืน"
นี่คือบทเรียนจากการค้นหา ภูมิปัญญาด้าน เกษตรกว่า 12 ปีของ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
ซึ่งมาสู่ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ผลักดันให้กำหนดเป็นนโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนของประเทศ
ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (2540-2544)
โดยการโอกาสให้ตัวแทนของประชาชนทุกสาขาอาชีพ เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนด
ในสมัย รัฐบาลของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเน้นสาระการพัฒนาเชิง
อนุรักษ์และการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งยึดเอาคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา
18 มีนาคม 2540 มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ดำเนินการ โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย
โดยมีเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก 4 ภาค เป็นผู้ไปหาสมาชิกอันเป็นเกษตรกรเพื่อเข้าสู่โครงการนำร่อง
ตามแผนปฏิบัติงานและแผนงบประมาณ 4 ปี(2540-2544) ในวงเงิน 950
ล้านบาท ซึ่งจากการสำรวจเบื้อง ต้นใน ระยะแรกพบ ว่า มีเกษตรกรกว่า
2 หมื่นคน ที่สนใจจะเดินตามแนวทางเกษตรทางเลือก
ปัจจุบันโครงการนำร่องเกษตรทางเลือกซึ่งมาจากผลสำเร็จของการต่อสู้ร่วมกับสมัชชาคนจนนั้น
นับถึงวันนี้ โครงการนำร่องได้แตกออก สู่พื้นที่ต่างๆ ถึง 19
ภูมินิเวศน์ ครอบคลุม 4 ภาคใหญ่ๆ ของประเทศ คือภาคเหนือ ภาคอีสาน
ภาคกลางและภาคใต้ เมื่อวันที่ 3-5 เมษายน ที่ผ่านมา ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
ได้เข้าร่วมงานมหกรรม วิชา การชาวบ้านที่บ้านกุดตาใกล้ ต.สายนาวัง
อ.เขาวัง จ.กาฬสินธุ์ เวทีเกษตรกรรายย่อยที่นำภูมิปัญญาสะสมมาแต่บรรพบุรุษ
มาแลกเปลี่ยนเสวนากันถึงระบบ การจัดการ และการเข้าถึงทรัพยากรที่มาสู่ความยั่งยืน
โดยภายในงานนี้ มีทั้งการการสาธิตทักษะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร
ทั้งการผลิต การแปรรูป และยังนิทรรศการต่างๆ
จาก 11 ภูมินิเวศน์ นอกจากนั้น ยังมีห้องเรียนเพื่อการแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาระหว่างกัน
อาทิ การทำไวน์ การคัดเมล็ดพันธุ์ การทำแหนม เพาะเห็ด การขยายพันธุ์พืช
ใน รูปแบบต่าง ๆ และการทำปุ๋ยอินทรีย์ ฯลฯ และยังมีเวทีเสวนาวิชาการจากนักวิชาการชื่อดังอีกหลายท่าน
 |
โครงนำร่องเกษตรทางเลือกคืออะไร มีแนวคิดและแนวทางการจัดการอย่างไรนั้น
นายอรุณ หวายคำ จากเครือข่ายเกษตรทางเลือก ภาคเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ร่วม
ต่อสู้เรื่อง เกษตรทางเลือกมานาน ได้กล่าวชี้แจงอธิบายกับทางทีมงานไทยเอ็นจีโอว่า
โครงการนำ ร่องเกิดขึ้นเพราะอยากเห็นสังคมนำเอาภูมิปัญญา
ท้องถิ่นมาฟื้น ฟูอาชีพ เกษตรกรรมให้เกิดความยั่งยืน เกิดความมั่นคงทั้งเรื่องของ
อาหาร เศรษฐกิจ รายได้ รวมทั้งความสมดุลของระบบนิเวศน์การผลิตและสภาพแวดล้อม
เพื่อไปสู่สังคม ที่ปลอดจากการครอบงำ และยังหลุดพ้นไปสู่การมีสิทธิและความเท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและงบประมาณ
ของแผ่นดิน " จุดแรกเริ่มการส่งเสริมหรือการพัฒนาเกษตรแบบยั่งยืนนั้น
เกดิจากการทำงานร่วมกันของชาวบ้านกับองค์กรพัฒนาเอกชน ในระยะ
แรกๆ ซึ่งในขณะนั้น ประมาณ ปี 2527-2528 สังคมไทยยังไม่เชื่อมั่นเรื่องเกษตรยั่งยืน
ว่าจะสามารถพัฒนาให้เป็นจริงได้ ดังนั้นใน เรื่องนี้เองที่ทำให้เราไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากทาง
หน่วยงาน ทางราชการเลย เพราะว่าหน่วยงานราชการไม่เชื่อมั่นตาม
แนว คิดเกษตรยั่งยืน เราจึงต้องพึ่งตัวเองเป็นอย่างมาก ในการต่อสู้เพื่อแนวคิดนี้
แต่ครั้งหนึ่งเราเองก็เคย พัฒนา การเกษตร ตามแนวทาง ของรัฐมาแล้วเช่นกัน
จนเราเชื่อว่า การพัฒนาตามแนวทางของรัฐนั้น ไม่น่าจะนำพาเกษตรกรไปสู่ความยั่งยืนได้
นี่คือบทสรุปที่ทำ งาน ร่วม กับ ภาครัฐมาระยะหนึ่ง ก็เริ่มคิดว่าตนเองไม่เชื่อแนวทางนี้แล้ว
จึงมาสู่แนวคิดเกษตรทางเลือก ซึ่งมาจากการได้ไปพบเกษตร กร
บางคนที่เขาสามารถอยู่ได้ ท่ามกลางกระแส การล้มละลายของเกษตรกรไทย
แต่กลับมีเกษตรกรบางรายสามารถยืนอยู่ได้อย่างเพียงพอ |
ยั่งยืนและมีพอกิน พอใช้ เราจึงเข้าไปศึกษาซึ่งก็พบว่า เกษตรกรรายนี้มีการ
ปลูกพืชอย่างหลากหลาย เพื่อสนองตอบต่อการบริโภคของตนเองเป็นหลัก
มากกว่าเพื่อการพาณิชย์ ส่วนหลักการจัดการที่เราศึกษาพบเพิ่มอีกก็คือ
เกษตรกรเหล่านี้มีการ จัดการที่หลากหลาย และพึ่งตนเอง เป็นหลัก
เช่น พันธุกรรมก็เน้นพันธุกรรมพื้นบ้าน เน้นพืชที่ตนเองหรือชุมชนต้องกินต้องใช้เป็นหลัก
เป็นต้น
และสิ่งที่ทำให้เราเห็นชัดเจน นั่นก็คือความอุดมสมบูรณ์ของเขาค่อนข้างมีมาก
เนื่องจากการเกษตรของเขานั้น แทบไม่มีค่าใช้จ่ายเรื่องต้นทุนเลย
เขาใช้สติปัญญาที่สะสม เป็นองค์ความรู้ในการจัดการและพัฒนากระบวนการผลิตของเขาให้สามารถตอบสนอง
ความต้องการของเขาเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ" นายอรุณกล่าว
อธิบายและยัง เพิ่มเติมอีกว่า เกษตรกรที่สนใจนั้นต้องเข้าใจหลักการเกษตรยั่งยืนอย่างไรบ้าง
" สำหรับเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการนั้น ทุกคนต้องมานั่งใคร่ครวญ
ศึกษาปัญหาของตนเองให้ได้ก่อนว่า ตัวเองนั้น มีสาเหตุของปัญหาเกิดจากอะไรบ้าง
และเมื่อเขา เข้าใจปัญหาตัวเองแล้วก็จะพบคำตอบที่ไปสู่คำถามใหม่อีกว่า
จริงๆ แล้ว ในชีวิตของเขา เขาต้องการอะไรบ้าง แล้วที่ทำอยู่มันสนองตอบเขาได้ไหม
ถ้าสนองไม่ได้ แล้ว ที่เขา ทำอยู่ทุกวันนั้น มีแนว ทางอย่างไร
ซึ่งก็คล้ายๆ กับคำสอนของศาสนาพุทธ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค
เราใช้วิธีการแบบนี้กับพี่น้องเกษตรกร ดังนั้นเมื่อพี่น้อง เกษตรกร
ได้ขบคิดหาคำตอบแล้ว ก็มาหาหนทางที่จะทำให้ตนเองไปสู่สิ่งที่ตนเองต้องการเหล่านั้นได้อย่างไรบ้าง
มีแนวทางหรือวิธีการอย่างไร " นายอรุณอธิบายย้ำก่อน ที่จะมอง
อย่างวิเคราะห์ว่า เกษตรยั่งยืนนั้น ทำงานอย่างไร เป็นทางเลือกเกษตรกรไทยได้หรือไม่
"ผลที่ออกมาหลังจากโครงการนำร่องลงสู่หมู่บ้านที่สนใจนั้น
ผมคิดว่า ณ ขณะนี้นั้น เป็นเพียงระยะที่โครงการนี้เพิ่งจะเริ่มต้น
ซึ่งอยู่ระหว่างการเรียนรู้และ ริเริ่มของ เกษตรกร ในการพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน
ว่าจะมีรูปแบบอย่างไร ในแต่ละคน ในแต่ละพื้นที่ เพราะเราค่อนข้างมีข้อสรุปชัดเจนมาก
ว่า เกษตรนำร่องเป็นทางออกของ เกษตรกรรายย่อยได้ เพราะโครงการเกษตรนำร่องเป็นโครงการที่รวบรวมเอาผลผลิตจากการเรียนรู้และพัฒนามา
10 กว่า ปี มาขยายผลให้เป็นจริง ไปสู่เกษตรกร และ เรื่องนี้
องค์กรพัฒนาเอกชนกับเกษตรกรทำงานมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะทรัพยากรยังไม่เพียงพอ
ดังนั้นจึงมีการเรียกร้องของบประมาณจากรัฐบาล และรัฐบาลเองก็เริ่ม
ยอมรับแนวความคิดเรื่องเกษตรยั่งยืน มากขึ้นซึ่งมาสู่กระบวนการพัฒนาร่วมกันขึ้น
ส่วน รูปแบบเกษตรยั่งยืนนั้นไม่มีรูปแบบที่ตายตัว เพราะแนวคิดนี้
เราต้องค้นหารูปการเกษตรที่หลากหลาย เกื้อกูล ฟื้นฟูสติ ปัญญา
เพื่อการพึ่งพาตัวเองได้เท่านั้น นั่นคือ เป้าหมาย ที่เพียงพอแล้ว
ซึ่งหากมองเพียงแค่แนวคิด ผมคิดว่าพอเรียกได้เลยว่า นี้คือการปฏิวัติการเกษตรของสังคมไทย
แต่ถ้าหากมองรวมทั้งเรื่องการปฏิบัติด้วยนั้น อาจจะเพียงแค่การปฏิรูปแบบแผนการเกษตร
ซึ่งประเทศไทยเราต่างจากคิวบา ที่เขาถูกบอยคอตทางการค้า จากสหรัฐอเมริกา
จึงทำให้ต้องพึ่งพาตัวเองทุกอย่าง ทำให้คิว บานำพาตัวเองไปสู่ระบบเกษตรอินทรีย์
ทั้งประเทศเลย แต่ในไทย ไม่ได้บังคับ อยู่ที่เกษตรกรคนใดสนใจอยากจะเข้าร่วมโครงการ
เพราะเราต้องการให้เกิดกระบวน การเรียนรู้ รวมตัวกัน ช่วยเหลือเกื้อกูล
กันเป็นหลักการสำคัญ "นายอรุณกล่าวย้ำอีกและอธิบายต่อถึงปัญหาว่า
"ปัญหาและอุปสรรค นั้นจะเกิดกับช่วงแรกๆ มากกว่า อาจเป็นเพราะเราไม่มีตัวอย่างในการนำมาศึกษา
จึงค่อนข้างต้องการคนเข้าร่วมโครงการที่เรียนรู้ได้เร็ว และมีจิตใจ
ที่อดทนต่อสู้จริงๆ เช่น เราพาคนเข้าไปศึกษาดูงาน เข้าโครงการ
100 คน อาจจะทำได้จริงๆ แค่ 10 คน เท่านั้น เพราะระยะแรกๆ ถือว่า
ทุกค้นต้องค้นหารูปแบบ ของ ตัวเอง แต่ปัจจุบันนี้ หลังจากเกษตรกรเผชิญกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ
จึงมีผลทำให้เกษตรกรหันเข้ามาเรียนรู้แนวความคิดเกษตรยั่งยืนมากขึ้น
อีกทั้งขณะนี้เราเริ่มมีรูปแบบ ที่ชัดเจนมากขึ้นด้วย บวกกับการใช้หลักพรหมวิหาร
4 มาช่วยคิดวิเคราะห์ ทำให้เกษตรกรได้คำตอบชัดขึ้น แต่ก็มีบางคนมาเข้าโครงการได้สักระยะหนึ่งก็
สู้ไม่ไหว อยาก ออกไปพึ่งตลาดเป็นหลักเช่นเดิมก็มี สาเหตุก็คือ
เกษตรกรรายนั้น ยังเชื่อยังพึ่งพาปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง
เหมือนเดิม บวกกับปัญหาเดิม เช่น หนี้สิน รายจ่ายมาก รุมเร้าอีกทางหนึ่งด้วย
ส่วนวิธีการทำงานเราจะเน้นจากจุดเล็กๆ ไปสู่ใหญ่ๆ เพราะโครงการแบบนี้เราคงไม่ไปกำหนดว่า
จะต้องทำอะไรแค่ไหน ดังนั้น เกษตรกรบางคนอาจจะปลูกพืชเศรษฐกิจ
ข้าว มันสัมปะหลัง ฯลฯ ด้วยก็ได้ แต่เสริมเกษตรแบบยั่งยืนเข้าไปเท่านั้น
เพราะเกษตรกรยังกังวลเรื่องรายได้ของแนวทางเกษตรนำร่องอยู่ว่า
เมื่อเข้าโครงการเหล่านี้แล้ว ตนเองและครอบครัวจะมีกินเพียงพอไหม
และเอารายได้จากไหน มาจุนเจือครอบครัว หรือชำระหนี้สิน ซึ่ง
ถ้าเขาได้วิเคราะห์ตามหลักที่กล่าวมาข้างต้น มันจะมีคำตอบว่า
ถ้าเขาเข้าไปทำการเกษตรเชิงพาณิชย์แบบเต็มตัวจริงๆ แน่ใจได้หรือว่าจะมีรายได้เพียงพอ
เพราะบางทีอาจจะจะยิ่งเพิ่มหนี้ก็ได้ และงานนำร่องจะไม่มีการบังคับเพื่อให้เขา
เปลี่ยนพฤติกรรมาการผลิต แต่ต้องเริ่มจากการตอบคำถามหรือเรียนรู้ปัญหาของเขาเองก่อน"
นายอรุณชีแจงเพิ่มและกล่าวถึงปัญหาในเชิงนโยบายของภาครัฐอีกว่า
"ตอนนี้กระแสความสนใจของเกษตรกรเริ่มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็มาติดในส่วนของนโยบายจากภาครัฐ
โดยเฉพาะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 หรือแผนฯ
8 นั้น ได้กำหนดพื้นที่เพื่อทำการเกษตรยั่งยืน ไว้ 20% ของ พื้นที่การเกษตรทั้งหมด
แต่ความจริงนั้นมันทำไม่ได้ เพราะติดขัดที่องค์กรและกลไกภาครัฐ
โดย เฉพาะบุคลากรของรัฐนั้น ไม่เข้าใจคำว่าเกษตรยั่งยืนเลย สรุปง่ายๆ
คือ ตัวเขาเองไม่เชื่อ แต่นโยบายมันออกมาแล้ว ดังนั้น องค์กรสำคัญๆ
อย่างกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ต้องกลับไปทำวิจัยหาความรู้ว่า
องค์กรความรู้เรื่องเกษตรยั่งยืน นั้น มีอะไรบ้าง มีกระบวนการ
อย่างไร และเอาอะไรมาพัฒนาได้ แล้วค่อยนำงานวิจัยชิ้นนี้ไป ให้เหล่าข้าราชการกระทรวงเกษตรฯตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติการ
คือ เกษตรตำบล ได้ศึกษากัน ได้เรียนรู้ก่อนจึงจะสามารถผลักดันนโยบาย
ตรงนี้ออกไปอย่าง เป็นรูปธรรมได้ ปัญหาที่ติดขัด หลักๆ คือ1.กระบวนการกลุ่มหรือองค์กรประชาชน
2.กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม นี่คือหัวใจหลัก เพราะการเกษตรแบบยั่งยืนนั้น
ไม่มีเป้าหมายการแสวงผลประโยชน์ ดังนั้นเทคนิควิธีการ ต่างๆ
จะเปลี่ยนไป มาเน้นการพึ่งตนเอง เป็นหลัก
ระยะหลังๆ ที่ผ่านๆมา กระทรวงเกษตรฯ เองก็ถือได้ว่ามีความตั้งใจจริงและพยายามพอสมควรที่จะพัฒนาเกษตรยั่งยืน
เพราะมีนโยบายเกี่ยวเนื่องออกมาตลอดเวลา เพียงแต่ยังไม่ชัดเจนมากนัก
และถึงแม้ แผนฯ 8 จะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ก็ยังมีนโยบายต่อไปถึง
แผนฯ 9 ขอแค่เรื่องงบประมาณจากกระทรวงเกษตรฯ ที่ยังไม่ชัดเจนนั้น
ทำให้มันชัดเจนออกมา เพราะ ในแผน 9 มีงบประมาณถึง 4-5 แสนล้านบาท
แต่ตั้งไว้ สำหรับการพัฒนาเกษตรยั่งยืนนั้นเพียง 2 พันกว่าล้านบาท
ซึ่งถ้าสังเกต ดูตรง สัดส่วนก็ทราบได้แล้วว่านโยบายจากกระทรวง
เกษตรฯ นั้น คิดอย่างไร " นายอรุณกล่าวก่อนจะสรุปลงท้ายว่า
"เรื่องเกษตรทางเลือกหรือเกษตรยั่งยืนนี้ สังคมไทยกำลังตื่นตัวกันมาก
โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงตามพระดำรัสของในหลวง และคนไทยพูดกันทั้งประเทศ
แต่ ก็ไม่มีการทำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ให้ออกมาได้ผลอย่างจริงจังและผมอยากให้เกษตรกรให้ความสำคัญกับการค้นคว้าการพัฒนา
องค์ความรู้ดั้งเดิมของตน และพัฒนา องค์ความรู้ใหม่ๆ ของตัวเอง
ให้มากขึ้น ทั้งในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ เรื่องเทคนิควิธีการ
เป็นต้น และที่สำคัญ เรื่องพวกนี้พี่น้องทำตามลำพังไม่ได้ ต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ต่อกัน เป็นกลุ่มเป็นองค์กร และมีการเชื่อมกลุ่มเชื่อมองค์กร
ถึงกันให้มากขึ้น ทั้งในระดับภูมิภาค หรือระดับประเทศก็ได้ "นายอรุณกล่าว
นายบำรุง คะโยธา ผู้ประสานงานเกษตรนำร่อง ภูมินิเวศน์กาฬสินธุ์
กล่าวเช่นว่า ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลไม่เคยใส่ใจการพัฒนา การ เกษตรที่ยั่งยืน
และเกษตรกรเอง ก็พึ่งพิง ปัจจัยภายนอกมากเกินไป จนทำให้ขาดการพึ่งตนเอง
และยังอธิบายถึงแนวคิดเกษตร ยั่งยืนว่า" เกษตรยั่งยืน มันมีหลายรูปแบบมันไม่มีสิ่งตายตัว
แต่มันมีหลักการคือ ต้อง พึ่งตนเอง เพราะการพึ่งคนอื่นๆ คือ
หน ทาง ที่ไม่ยั่งยืน เช่น การใช้ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยก็ทำลายหน้าดิน
ทำลายสิ่งแวด ล้อม ทำลายผู้บริโภค เป็นต้น ที่ต้องเกษตรยั่งยืน
เพราะ วิถีชีวิต เกษตรกร ไทย ถูกเปลี่ยนไปสู่ความไม่ยั่งยืนมา
40 กว่าปีแล้วที่ต้องทำการเกษตรเพื่อการส่งออก ส่งออกเพื่อใคร
ทั้งๆ ที่ ตนเองก็ ไม่มีจะกิน ไทยเคยส่งข้าวไปเป็นอันดับ หนึ่งของโลก
แต่ประชาชนอดอยากแทบไม่มีข้าวจะกิน แบบนี้ ยั่งยืนหรือไม่ นานๆ
เข้าเกษตร กรเรากลับมามีชีวิตที่ต้องซื้ออาหารกิน ซื้อผัก ซื้อเนื้อ
ซื้อทุกอย่างกิน ทั้งๆ ที่ประเทศเรานั้นอุดมสมบูรณ์มาก มีข้าวปลา
อาหาร มีทุก อย่างมีเมล็ดพันธุ์ดีๆ ดังนั้น วันนี้เรามาคุยกันถึงแนวทางของเกษตรทางเลือก
เพื่อไปสู่ความยั่งยืน นั่น คือการไปสู่คำตอบการ แก้ปัญ หา ว่า
ทำยังไงเราถึงจะมีอยู่มีกิน รายได้น้อยจริง แต่ไม่มีรายจ่าย
แบบนี้คือทางเลือกไหม เป็น ชีวิตที่สมดุล ได้ไหม อย่างชีวิต
ผม ปัจจุบันนี้ มีทุก อย่าง อยากทานเป็ด ทานไก่ ทานปลา หรือผัก
ต่างๆ เรามีเลี้ยงไว้ทาน ปลูก ไว้ทานเกือบ ทุกอย่าง ทำนาผมก็ไม่ต้อง
ซื้อปุ๋ย เคมี ไม่มีต้นทุน อะไรมากมาย ผมอยู่สงบสุขแบบนี้มา
หลายปี" นายบำรุงนำ และวิเคราะห์ถึงนโยบายรัฐบาลว่า
"นโยบาย ที่ผ่านๆ มา เกี่ยวกับเกษตรกร ผมกล้าฟันธงเลยว่า
ไม่ใช่นโยบายสร้าง ชีวิตเกษตรกร แต่มันคือนโยบาย ทำลายชีวิตเกษตรกร
ที่ไปเชื่อฟัง World Bank , FAO ที่บอกว่าภาคเกษตรต้องผลิตให้มาก
เพื่อการส่งออก จนปัจจุบันนี้ เกษตรกรไทยติดหนี้กันหลายแสนล้านบาท
จนต้อง ออกมาประท้วงกันเพื่อให้ปลดหนี้สิน และถึงปลดยังไงก็ติดหนี้กันอีก
ถ้าระบบการเกษตรยังดำเนินไปแบบนี้ 40 ปีก่อนข้าวเกวียน 3-4 พันบาท
มาวันนี้ ก็ยังในราคา 3-4 พันบาท ขณะที่ราคาสินค้าอื่นๆ เพิ่มไปแล้วหลายเท่าตัว
อย่างนี้แล้วเกษตรกรอยู่ได้อย่างไรครับ"นายบำรุงชี้แจงพร้อมกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า
"แนวทางที่รัฐต้องเข้ามาสนับสนุนนั้น ผมว่าองค์พระเจ้าอยู่ท่านได้ดำรัสออกมาชัดเจนและดีที่สุดแล้ว
นั่นคือเศรษฐกิจพอเพียง พึ่งตนเองให้ได้ ส่วนคุณจะเป็นเสือ หรือ
ไม่นั้น ไม่สำคัญ เอาแค่วันนี้คุณมีเพียงพอที่จะกินจะใช้ในครอบหรือยัง
คิดตรงนี้ก่อนแล้วค่อยคิดเรื่องการเข้าไปแข่งขัน ที่จะเป็นเสือ
เพราะตอนนี้ไทยเราเป็นได้แค่แมว ขี้เรื้อน ไม่ใช่นิคส์แต่มันกลายเป็นน๊อก
ไปแล้ว
แล้วรัฐบาลจะเดินไปยัง ตรงนี้ผมสรุปให้ชัดๆ เลยว่า ผมไม่ได้
ปฏิเสธการค้า แต่ว่าตลาดต้องเป็นตลาดที่เราสร้างขึ้นมาเอง เป็นตลาดภายในประเทศ
ไม่ใช่ภาพที่เห็น อย่างที่ผ่านๆ มา นั่นคือคนหนึ่งนั่งรถไปขายข้าวเปลือก
อีกคนนั่งรถคันเดียวกันไปซื้อข้าวสารมากิน แบบนี้ผมถามว่าใครคือตลาด
ตลาดของใคร ปัญหาตรงนี้แหละ ที่เรา ต้องสร้างตลาดขึ้นมาเอง อย่างเช่นพี่น้องบ้านกุดชุม
ทำเบี้ยกุดชุมขึ้นมาใช้ ก็โดนธนาคารชาติ กระทรวงการคลัง เอ๊ะอะจะเอาเรื่องชาวบ้านหาว่าทำผิด
กฎหมาย ก็ตลาด ที่มันมีอยู่เหล่านี้ ชาวบ้านเขาเสียเปรียบ โดนโกง
โดนเอาเปรียบ จมอยู่ตลอดปีตลอดชาติแบบนี้ มาบวกกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ที่ร่างควบคุม การ พัฒนา มา 40 กว่าปี ตั้งแต่ ฉบับที่ 1-8 นั้นทำให้เกษตรกรล้มลงตลอด
ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและหมดความอุดมสมบูรณ์ไปเกือบหมด
ชุมชนแตก สลาย หนี้สินเกษตรกรพอกพูนมากมายแล้ว เกษตรกรหรือชาวบ้านเขาจะอยู่ยังไง"นายบำรุงกล่าววิจารณ์
ก่อนจะสรุปว่า
"ต่อไปนี้ ถ้ารัฐบาลยังเมินเฉยต่อปัญหาเกษตรกร ไม่รีบปูพื้นฐานการทำการเกษตรให้ยั่งยืน
สักวันหนึ่งสังคมไทยจะต้องล่มสลาย อาจจะเกิดกลียุคแน่นอน เพราะคนจน
ชาวไร่ชาวนามันอยู่ไม่ได้ แล้วมันก็เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
วันหนึ่งก็จะลุกขึ้นเรียกร้อง อะไรมากมาย ทั้งเรื่องการพักชำระหนี้
การบุกยึดที่ดิน ฯลฯ เหล่านี้คืออาการ ป่วย ของสังคม เหล่านี้มาจากการเกษตรที่ล้มเหลวไม่ยั่งยืน
ในขณะที่เจ้าของที่ดิน เจ้าของทุนกลับเก็บสะสมที่ดินไว้เยอะแยะ
ซึ่ง มันถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องสรุปว่า เราไม่ควรพึ่งรัฐบาล
พี่น้องเกษตรกรอย่าเริ่มต้นที่การพึ่งพารัฐบาล แต่ต้องเริ่มต้นที่การพึ่งตนเอง
หยุดผลิตเพื่อคนอื่น แล้วหัน มา ผลิตเพื่อตัวเองดีกว่า เหลือจากตัวเอง
จากการกินการใช้ ค่อยเอามาขายที่ตลาด และตลาดนั้นก็คิดกันขึ้นมาเอง
จะเป็นตลาดชุมชน ตลาดเมือง หรือ ตลาดโลกก็ได้ คือการทำ การเกษตรแบบมี
ความสุข เอื้ออาทรต่อตัวเอง ต่อธรรมชาติ ต่อสิ่งแวดล้อม ต่อผู้อื่นและต่อชุมชน
นี่แหละคือทางออกของเกษตรกรไทยอย่าง แท้จริงครับ" นายบำรุงสรุป
ทีมงาน ThaiNGO.org รายงาน
|