ประกาศ 6 รางวัล "โครงการสร้างฐานชุมชน"ดีเด่น 2544


งค์การอโชก้ารวมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และมูลนิธิกองทุนไทย(มกท.) ประกาศเกียรติ 6 โครงการดีเด่นรางวัล"โครงการสร้างฐานชุมชน" ครั้งที่ 5 ซึ่งโครงการที่ได้รับรางวัลครั้งนี้มีทั้งสิ้น 6 โครงการ คือ โครงการศูนย์เตียง โครงการมาลัยไมตรี โครงการจักรยานชุมชน โครงการสร้างฐานชุมชนด้วยการท่องเที่ยวแบบทางเลือกใหม่

โครงการส่งเสริมศักยภาพหญิง-ชายชนบทในการพัฒนาสังคม และโครงการสนับสนุนสร้างฐานภูมิปัญญาเสริมคุณค่าสมุนไพร โดยจะมีพิธีมอบรางวัลจริงในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 ณ แกรนด์ฮอลล์ สยามดิสคัฟเวอรี่ กรุงเทพมหานคร
นางวิไล ตระกูลสิน ผู้ช่วยผู้แทนอโชก้าประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรหลักที่ให้การสนับ สนุนการให้รางวัลโครงการดีเด่น กล่าวกับทางทีมงานไทยเอ็นจีโอว่า" อโชก้าเป็นองค์กรเอกชนที่ไม่ แสวงผลกำไร และได้ริเริ่มสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมที่พัฒนากลยุทธ์เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม อย่างกว้างขวางของประชาชน องค์กรภาครัฐและองค์กรเอกชน ในการทำงานเพื่อสังคมโดยเน้นการ ระดมทรัพยากรภายในชุมชน เช่น ทุน สิ่งของ อาสาสมัคร ฯลฯ มาพัฒนาอย่างยั่งยืน อีกทั้งสามารถ

นำกลยุทธ์นั้นๆ ไปเผยแพร่เป็นแบบอย่างแก่องค์กรภาคประชาชนอื่นๆ ได้" นางวิไลกล่าวชี้แจง
ผศ.ลักขณา เดิมศิริกุลชัย
จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเพิ่มเติมอีก ว่า "ในส่วนรางวัลที่ สสส.จะมอบ ให้นั้นจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกับโครงการสร้างฐานชุมชนของอโชก้า เพียงแต่จะต้องเกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมสุขภาพตั้งแต่การดูแลป้องกันการเปลี่ยน แปลงสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพด้วย สำหรับหลักเกณฑ์ปีนี้เราเน้นโครงการที่ความคิดสร้างสรรค์ และมีกลยุทธ์ใหม่ๆ ในการระดม ทรัพยากรเพื่อการพัฒนาสังคม" ผศ.ลักขณา กล่าวย้ำ

นายสาทร สมพงษ์ โครงการมาลัยไมตรี ของโรงเรียนใต้ร่มไม้ จ.พัทลุง ได้ชี้แจงต่อทีมงานไทยเอ็นจีโอว่า " เป็นโครงการ นำเสนอทัศนคติใหม่ในเรื่องขยะและคุณค่าของขยะ ที่มิใช่ของที่ไม่เป็นที่ต้องการ หรือ ไร้ค่า หากแต่เป็นการสร้างจิตสำนึกในการใช้ให้คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด เราก็ถือว่าเป็นส่วนที่จะเชื่อมโยงกันอยู่เรื่องหนึ่งกับหลายๆ เรื่อง หลายๆ มิติในชีวิตของเขา ไม่ว่า จะเป็นเรื่องตอนเป็นเด็ก หรือในเรื่องของการเชื่อมโยงในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพอื่นๆ ระหว่างขยะ และสิ่งแวดล้อม

จริงๆ แล้ว ถ้าตั้งคำถามให้เขา เขาก็อาจจะไปพูดคุย ไปหาคำตอบร่วมกันกับเพื่อนๆ หรือบางทีอาจจะไปพูดคุยกับคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งคนเหล่านี้ อาจจะเล่าเรื่องราวย้อน กลับไปสมัยก่อน ที่ไม่มีพลาสติกใช้ ทุกอย่างเขาจะ ใช้ใบตองห่อของกินของใช้ ซึ่งแน่นอนว่ายุคนั้นมันก็แตกต่างกัน ในยุคที่ใช้ใบตองกับยุคที่ใช้ พลาสติก มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ในรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนด้วยกัน ซึ่งรูปแบบความสำพันธ์เหล่านี้ย่อมจะไม่เหมือน กัน จิตสำนึกของแต่ละคนก็แตกต่างกันไปตามยุคที่ใช้ข้าวของ ดังนั้นความสัมพันธ์ของมนุษย์ก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย ซึ่งตอนนี้เด็กๆ เขาจะได้เรียนรู้วิชาสังคม วิชาสิ่งแวดล้อม ศึกษาผ่านจากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ ผ่านความมีชีวิตของเขา ซึ่งมีมากมาย ที่เด็กๆ จะต้องเรียนรู้ "นายสาทรกล่าวรายงานและยังเพิ่มเติมถึงความสำเร็จในโครงการนี้อีกว่า

"ผมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่เริ่มต้นเกิดขึ้นอย่างได้ผล เป็นเรื่องที่ความต้องการบริโภคเริ่มจะลดลง ทั้งที่จริงๆ แล้วเราไม่ได้เน้นเรื่องความเป็นไปได้จากขยะ นี้มากนัก แต่เราเน้นเกี่ยวกับการสร้างของที่มีคุณภาพ แต่ก็มีหลายสิ่งหลายออย่างออกมาดีพร้อมๆ กันครับ " นายสาทรกล่าว
นายฉันทสิทธิ์ บุณยสาระนัย จากโครงการสร้างฐานชุมชนด้วยการท่องเที่ยวแบบทางเลือกใหม่ เป็นผู้ลุกขึ้นชี้แจงความสำเร็จในโครงการของตนรายต่อมาก็กล่าวถึงเป้าหมายในการคิดโครงการนี้ขึ้นมาว่า "ประเด็นนี้ผมเห็นด้วย เป็นเรื่องของการ ท่องเที่ยวเป็นเรื่องของการเป็นเครื่องมือ ในการสร้างชุมชน และการเป็นเครื่องมือไม่ได้มองว่ามันเป็นสรณะที่พึ่งอย่างเดียว แต่นี่เป็นแค่วิธีการหนึ่ง หรือจะเรียก ว่าเป็นทางเลือกใหม่ก็ได้

จุดมุ่งหมายของผมต้องการให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านๆ มาผมคิดว่าไม่ค่อยได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ขึ้นมาเท่าไหร่ ถ้ามองอีกด้านหนึ่งมี เรื่องราวดีๆ มีคนทำความดี เป็นคนสร้างสรรค์โลก คนที่ทำงานช่วยเหลือเด็กอะไรต่างๆ มันไม่ได้เป็นกระแสหลักของการท่องเที่ยว เพราะมันไม่สามารถ ที่จะดึงดูดให้ใครสนใจได้ ไม่จูงใจคนไทยในกรุงเทพฯ หรือในสังคมเมืองผมก็เลยคิดโครงการการท่องเที่ยวแบบทางเลือกใหม่ กระตุ้นให้คนในสังคม เมืองทุกๆ คน หันมาสนใจให้มากขึ้น "นายฉันทสิทธิ์กล่าวรายงานและต่ออีกว่า

"รูปแบบอาจจะเน้นเด็กวัยรุ่น โดยให้มีโอกาสเลือก ไปเรียนรู้ ไปเที่ยวสอดแทรกเรื่องราวต่างๆ ในท้องถิ่น ซึ่งจริงๆ แล้วรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นเพียงรายได้เสริม แต่ที่ต้องการคือความเข้าใจต่อชุมชนและ มิตรภาพ จากคนในสังคมเมืองเพราะมีชาวเขาจำนวนมากอยากจะบอกถึงทุกๆ คนในเมืองว่า ไม่ใช่ชาวเขา ทุกเผ่าหรอกครับที่เป็นคนทำลายป่า ในประเทศไทยมีชาวเขาหลากหลายมากมายแต่ทุกคนมักจะเหมาเอาว่า ชาวเขาคือผู้ทำลายป่า ปัญหาตรงนี้เขาจะไปบอกหรืออธิบายกับสังคมได้ยังไงครับ เพราะเขาไม่มีโอกาสออกทีวี ไม่มีโอกาสจะมาพูดในกรุงเทพฯ แต่คนในกรุงเทพฯ มีโอกาสมากกว่าที่จะไปเยี่ยมเยียน เรียนรู้กับวัฒนธรรม อีกทั้งคนเมือง ชื่นชมกับการออกไปท่องเที่ยวในวันหยุด ในสถานที่ต่างๆ อยู่แล้ว

ผมก็เลยคิดว่าการท่องเที่ยวเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือ ผมก็เลยซ่อมช่องทางอันเป็นสะพานเชื่อมถึงกัน ตรงนี้ 4 ซ่อม อย่างแรกซ่อมความร่วมมือ ไปร่วมรายการ หรือว่าเยี่ยมเยียนเรียนรู้ ตรงนี้ผมจะหันไปทำแพ็คเกจทัวร์แบบว่ารวมหัวเรื่องที่น่าสนใจ ไม่ใช่ เฉพาะธรรมชาติอย่างเดียวมีทั้งวัฒนธรรม มีทั้งเรื่องเด็ก มีทั้งเรื่องผู้หญิง หรือว่าเรื่องของชุมชนต่างๆ เพราะฉะนั้นผมจะรวมสิ่งเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน คือไปรายการเดียวจะได้เรียนรู้หลายอย่าง แต่ไม่ใช่เรียนหนังสือ ไปเที่ยว นี่คือช่องทางที่หนึ่ง

ช่องทางที่สองถ้าหากว่าไม่สามารถจะไปร่วมไปเที่ยวได้ ผมมีสินค้าซึ่งเป็นผลผลิตจากท้องถิ่นนั้น ของชาวบ้าน เสื้อผ้าเครื่องมือเลียนเสียงนก เลียนเสียง สัตว์อะไรพวกนี้ จะมีหลายๆ ที่ ที่ทำสินค้าอยู่แล้วแต่ว่าไม่สามารถจะทำเรื่องการตลาดได้ จากการท่องเที่ยว จากเรื่องราวเหล่านี้ทำให้เกิดการร่วมมือ ระหว่างกัน หันไปสู่ช่องที่สองในเรื่องของสิ่งทอ

ช่องที่สามก็คือเป็นเรื่องการบริจาคของที่เป็นสื่อการเรียนรู้หรือว่าของใช้ที่ไม่ใช้แล้ว พิจารณาว่าเด็กๆ ในชนบทบางทีเขามีของเล่นของเขาเยอะ แต่ว่าเขา ก็อยากลองแกะของเล่นแบบแม็คโดนัลดูเหมือนกัน ที่เด็กในเมืองเขาไม่เล่นแล้ว ตอนแรกผมคิดเช่นกันว่า ถ้าเอาของเล่นแบบแม็คโดนัลไปให้เด็กชนบทเล่นตรง นี้ทำให้วัฒนธรรมเปลี่ยนไปหรือเปล่านั่นเป็นเรื่องที่ผมคิดมากไปเพราะ จริงๆ แล้วถ้าเราคิดอยู่ที่การเรียนรู้ ผมว่าสังคมชนบทเขาต้องการเรียนรู้ ใน เรื่องของคนเมืองด้วยเหมือนกัน

ช่องที่สี่ก็คือสร้างโอกาส เพราะอย่างเด็กบนดอยอินทนนท์ 80% ไม่เคยขึ้นดอยอินทนนท์เลย ทั้งๆ ที่เขาเห็นมันทุกวันกินน้ำที่ไหลลงมาจากดอย มันเป็นเรื่อง น่าเศร้ามากครับที่เด็กบนดอย ไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวบนบ้านเขาเอง ผมเลยคิดว่าขอแค่มีคนสักคนหนึ่งเข้าใจเขาบ้าง และอาจจะเป็นทางเลือกใหม่ หรือว่า อาจจะเป็นรูปแบบของการท่องเที่ยวที่ผมหวังว่าสามารถทำให้เติบโตได้ และไม่ใช่การท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ มากมายอะไร อาทิ คู่มือดูนก ภูมิปัญญา ของคนปกากะญอ หรือเบิร์ดไกด์ เป็นคู่มือดูนกของคนกะเหรี่ยง ซึ่งคล้ายๆ กับที่ฝรั่งเขามีเป็นคู่มือ ว่านกตัวนี้ชื่ออะไร เป็นยังไง แต่คู่มือของปกากะญอจะอธิบายมากกว่านั้น นอกจากมีชื่อต่างๆ ของนกแล้วแล้ว ยังบอกว่าทำไมนกตัวนี้ถึงกลายมาเป็นสีนี้ได้ แถมมีนิทานเล่า เปรียบเปรยให้ด้วย อีกทั้งยังมีเรื่องสวยงามมากมาย ซึ่งเรารวบรวม เรื่องพวกนี้มาทำเป็นสื่อ คนที่ไม่ได้ไปเที่ยวอาจจะเอาไปเผยแพร่ต่อก็ได้ เป็นการจุดประกายเล็กๆ ทำยังไงก็ได้ให้คนไทยหันมาสนใจเรื่องธรรมชาติ สนใจเรื่องการทำงานเป็นทีม ผมอยากให้คนไทยไปเจอเรื่องราวที่สวยงามและเข้าใจกันมากขึ้นครับ" นายฉันทสิทธิ์กล่าว

ส่วน นายอรรณพ สิมมาคำ โครงการจักรยานชุมชน เป็นคนอีสานคนเดียวใน 6 คน ครั้งนี้ ได้กล่าวถึงโครงการของตนบ้างว่า "ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ อโชก้า ประเทศไทย สสส.และมูลนิธิกองทุนไทย ขอขอบคุณเพื่อนๆ นักพัฒนา แห่งประเทศไทยที่มาจากหลายๆ ที่ มาร่วมในการแถลงข่าวในวันนี้ และก็ขอ ขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้โอกาสได้มานำเสนอ แนวความคิดในด้านการพัฒนา การสร้างฐานในชุมชน เป็นโอกาสที่ดีและดีใจจนอยากบอกว่า ตัวเองนั้นได้เขียนโครงการจักรยานชุมชน แต่สิ่งสำคัญก็คือจักรยานที่จอดทิ้งไว้ใต้ตึก ในบ้านที่อยู่ในสภาพชำรุด ไม่สามารถที่จะเอาไปซ่อมบำรุงได้ เพราะว่าหลายชุมชนได้มี ความเจริญ

เข้าไปมากมาย ดังนั้นจึงมีความคิดกันว่าน่าจะนำมาทำประโยชน์ร่วมกันเพราะจักรยานเป็นพาหนะที่ให้ทั้งการเสริม สร้างสุขภาพ ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งโครงการจักรยานชุมชนยังเป็นสื่อกลางในการเข้าถึงชุมชน โดยเด็กกลุ่มเด็ก เยาวชนอาสาสมัครรวมพลังทำกิจกรรม ด้วยการลงพื้นที่ปั่นจักรยานไปในพื้นที่หลายหมู่บ้าน หลาย อำเภอเพื่อรณรงค์สร้างค่านิยมการปั่นจักรยาน เพื่อสุขภาพ อันเป็นวิถีชีวิตคนไทยในชนบทแต่ดั้งเดิม"นายอรรณพกล่าว

ทางด้านผู้สูงอายุจากเชียงใหม่ นางเฉลิมศรี ชัยมงคล และ อินแก้ว ชัยศรี โครงการสนับสนุนการสร้างฐานภูมิปัญญา เสริมคุณค่า สมุนไพร " เป็นโครงการ ระดมทรัพยากรจากภูมิปัญญาไทย อันเป็นภูมิปัญญาเดิมของคนในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชมรมผู้สูงอายุอำเภอดอยสะเก็ด เชียงใหม่ ได้นำพืชสมุนไพรพื้นบ้าน มาทำเป็นเครื่องประคบ หรืออบสมุนไพร เพื่อประโยชน์ในการจัด จำหน่ายและการรักษาตัวเองอันเป็นการรักษาโดยใช้ธรรมบำบัดด้วย นอกจากนั้น กิจกรรมเหล่านี้ยังช่วยให้ผู้สูงอาย ุเกิดความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมสนับสนุน การสร้างฐานภูมิปัญญาและ เสริมคุณค่าสมุนไพร โดยการชักชวนกลุ่มแม่บ้าน หนุ่มสาว รู้จักนำสมุนไพรมาใช้ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังนำความ สามัคคีมาสู่หมู่บ้านอีกด้วย"นางเฉลิมศรีกล่าว

ผู้ได้รับรางวัลคนสุดท้ายจากกรุงเทพมหานคร นายนที ธีระโรจนพงษ์ โครงการศูนย์เตียง ซึ่งทีมงานไทยเอ็นจีโอให้ความสนใจมากที่สุด ได้กล่าวถึงจุดกำเนิดโครงการของตนว่า " คือโครงการนี้เป็นโครงการที่ ให้การดูแลผู้ป่วยเกย์ที่ติดเชื้อที่ติดเชื่อ HIV และกะเทยด้วย เพราะตอนนี้มีองค์กรมากมายแล้ว ที่รองรับผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ เช่น ผู้ชาย เด็ก นั้นมีมากแล้ว แต่บรรดาคนรักเพศเดียวกันนั้นยังไม่มี ก็เลยคิดว่าน่าจะมี เพราะมีอยู่วันหนึ่งผมไปเดินแถวสวนลุมฯ บริเวณลานอนุเสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 ไปเจอกะเทยคนหนึ่งขาบวม หนองไหลเยิ้ม แล้วก็มีเด็กผู้ชายที่ขายบริการทางเพศซึ่ง เป็นเกย์ เอานาฬิกาที่ฝรั่งซื้อให้มาขาย 200 บาท เพื่อจะเอาเงินไปรักษาเพื่อนคนนี้ ก็เลยเกิดความสลดใจว่า กลุ่มคนเหล่านี้มีอยู่ในสังคมน่ะ แต่ทำไมไม่มีคนดูแล
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการคิดทำโครงจริงๆจังๆ ก็เริ่มในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาส่วน หนึ่งเพราะว่าตัวเองก็เป็นนักรณรงค์ด้านเอดส์ และเป็นเกย์อยู่ก่อนแล้ว จึงรวบรวม ข้อมูลเพื่อทำงานตรงนี้ อีกอย่างจากข้อมูลที่ศึกษามานั้นจะรู้ว่าเกย์ไม่ได้ติดเชื้อมากนักหรอกครับ เพียงแต่ว่ามันก็ยังมีอยู่

แต่ปริมาณคนป่วยที่ว่าไม่มากนั้น มันไม่มีที่รองรับสำหรับพักฟื้น เพราะครั้งหนึ่งผมเคยเข้าไปในโรงพยาบาลจุฬา เจอคนเข็นเตียงบอกว่า "คนนี้คราวก่อนยังใส่สายเดี่ยวมาโรงพยาบาลเลย " นั่นแสดงให้เห็นว่าเขารังเกียจกะเทย เพราะกะเทยมันมีรูปลักษณ์ จะแต่งอะไรก็แล้วแต่ จะเห็นว่าถูก รังเกียจ ดังนั้นถ้าเราไม่ได้พาไป หรือเด็กไม่มีการศึกษาคงแย่ แต่ถ้าเราพาไปเขาก็ต้อนรับดีขึ้น เราก็เลยคิดว่าเราควรจะมีศูนย์ขึ้นมาเพื่อดูแล หรือพูดภาษาเดียวกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้

ส่วน ลักษณะการทำงานของโครงการก็จะมีกลุ่มผู้ป่วยที่อยู่ตามถนน สวนลุมฯ หรือสถานที่ต่างๆ และปัจจุบันกลุ่มเกย์ก็มี ศักยภาพเยอะ ถ้าจะสังเกตให้ดี ว่าถนนสีลมซอย 2 ซอย 4 มีเกย์เที่ยวและใช้จ่ายเป็นเม็ดเงินมหาศาล แล้วถ้าเขาจัดงานบางกอกเกย์ เดินบนถนนสีลม ก็ได้เงินมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ เป็นแสนๆ บาทต่อวันเลย แต่ปัญหาคือเขายังไม่มีช่องทางจะเอาเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็เลยคิดว่าถ้าเรามีศูนย์รวมเตียงอย่างนี้ขึ้นมา มันก็จะก่อให้เกิดประโยชน์โดยรวม เพราะเงินก็จะไหลไปจากตรงนี้ แล้วนอกจากนี้ยังจะเป็นสถานที่สำหรับดูแลผู้ป่วยและฝึกอาชีพให้กับเด็กๆ ที่ไม่มีบ้าน ได้มีที่พักอาศัย อีกทั้งยังคอยดูแลผู้ป่วยได้อีกด้วย อาจจะอบรมเรื่องการนวด อบรมเรื่องการเต้นให้เขาเป็นนักเต้นมีฝีไม้ลายมือระดับอาชีพได้ เพื่อที่จะเลิกอาชีพค้าบริการทางเพศ"นายนทีกล่าวและสรุปถึงสถานะคนเป็นเกย์ว่า สังคมควรจะเปิดใจรับรู้และยอมรับได้แล้ว เพราะถ้าวันหนึ่งคุณเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงจะได้เข้าใจได้

"พูดถึงเรื่องเกย์นึกถึงแต่เรื่องลบๆ ทั้งๆ ที่เกย์ก็มีสาระ เพียงแต่มันไม่ค่อยมีโอกาสได้มาเปิดเผยหรือเผยแพร่ความมี สาระสักออกมาสักเท่าไหร่ และนอกจากนั้น ศูนย์แห่งนี้ยังเป็นที่ซึ่งพวกเกย์มาพบปะสังสรรค์ มาแลกเปลี่ยนความรู้กัน เป็นเสมือนโรงเรียน ทำให้เกย์เป็นกุลเกย์ คล้ายๆ กุลบุตร กุลธิดา กุลสตรี ที่เขามีได้ มันก็ต้องมีกุลเกย์ได้ เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งให้เขาได้เลือกว่า ถ้าเขาอยากมีสาระเขาก็มาอยู่ตรงนี้ ทำตรงนี้ ถ้าเขายังไม่อยากมีสาระมันก็ เรื่องของเขา แต่เราเพียงทำให้สังคมนี้เปิดมากขึ้น ให้เป็นสังคมที่มีทางเลือกมากขึ้น เพราะว่าสังคมในปัจจุบันนี้เรื่อง ของคนรักเพศเดียวกัน เป็นเรื่อง ใกล้ตัวมาก ถึงท่านจะไม่ได้เป็นคนรักเพศเดียวกันแต่ว่าลูกหลานของท่านอาจจะเป็นก็ได้แล้วถ้าเกิดท่านไม่เรียน รู้ท่านก็ไม่สามารถจะดิว กับลูกของ ท่าน ด้วยความสุขได้ ซึ่งนั่นก็จะเกิดปัญหาทำให้ลูก หลานของท่านต้องหลบๆ ซ่อนๆ มีความทุกข์มีความทรมาน

คนเราถ้ามันเกิดเป็นอะไรแล้วก็ขอให้เป็นคนดีนั่นสำคัญที่สุด แล้วอีกอย่างหนึ่งลูกของท่านอาจจะไม่ได้เป็นเกย์ เป็น เลสเบี้ยนก็ได้ แต่ว่าในที่สุดเขา ก็อาจจะเป็นผู้หญิงที่ถูกเกย์หลอกแต่งงานด้วย เพราะสังคมของเขา ณ วันนี้ยังปิดหูปิดตาอยู่ด้วยเหตุนี้ถึงได้บอกสังคมให้โอกาสพวกเราเถอะ เพราะเราเกิด ขึ้นมาอย่างมีสาระ เกิดขึ้นมาเพื่อทำงานเอดส์ทำ งานให้คนเข้าใจเรื่องเกย์ ทีนี้เราอยากขอเวลา ขอสักช่วงเวลาหนึ่งที่จะทำความเข้าใจกับพวกเรา และก็ให้ โอกาสพวก เราที่จะทำให้สังคมเห็นเรื่องโอกาสและเรื่องเกย์ได้ภาพชัดขึ้น ในการที่เราอยู่กันอย่างมีประสิทธิภาพและร่วมกันสร้าง โลกใบนี้ให้มันน่าอยู่ขึ้น"นายนทีกล่าวย้ำ


ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน

webmaster@ thaingo.org, nile@thaingo.org