จดหมายเปิดผนึก


 
๑๓ มีนาคม ๒๕๔๕

เรียน ฯพณฯ ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

แทบไม่น่าเชื่อเลยที่บรรยากาศและอารมณ์ของสังคมไทยวันนี้ที่มีต่อการบริหารประเทศภายใต้การกระทำของ ฯพณฯ นายกรัฐ
มนตรี จะวาบไหวตกต่ำ หลายเรื่องที่ท่านนายก อาจจะยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้กำหนดหรือสั่งการ แต่อะไรก็ตามที่เกิด ภายใต้การ กำกับดูแล ของท่าน จะปฏิเสธกับใครได้เต็มปากเต็มคำ ไม่ก็ต้องมีกลไก หรือวิธีการบางอย่างที่บกพร่องในกระบวนการควบคุม สื่อสารมิให้กลไกหรือบุคคล ทำอะไรที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับรัฐบาล

การที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานมีคำสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ ๑๗ แห่งตรวจ สอบบัญชีทรัพย์สินของกลุ่มเอ็นจีโอและกลุ่มนักหนังสือพิมพ์เครือเนชั่น ไทยโพสต์ และนักวิชาการนั้น จะเห็นว่าสำนักงาน ปปง. เป็นกลไกอำนาจรัฐสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีกฎหมายเฉพาะให้ใช้อำนาจตามมูลเหตุ ๗ ประการ แต่เมื่อนำมาใช้ผิด ประเภท และเจาะจงเฉพาะกลุ่มบุคคลที่แสดงทัศนะหรือเคลื่อนไหวคัดค้านรัฐบาล การปฎิบัติงานของ ปปง.จึงเป็นการ ใช้อำนาจ ทางการเมืองเพื่อรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลในแวดวงเอ็นจีโอ ซึ่งเป็นอาสาสมัครพัฒนาสังคม ที่รายชื่อส่วนใหญ่ได้ใช้ชีวิต ต่อสู้เรียกร้องให้รัฐแก้ไขปัญหาคนจนและเกษตรกร

การตรวจบัญชีทรัพย์สินจึงเป็นการใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อจับผิดอย่างจงใจและเพื่อหาช่องทางทำลายบุคคลเหล่านั้นทางการ
เมือง เป็นการใช้กลไกหน่วยงานรัฐโดยเจตนาละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน และสะท้อนให้เห็นการใช้โครงสร้างอำนาจรัฐเป็นใหญ่ เพื่อรัฐบาลหรือพรรคการเมืองการดำเนินงานของสำนักงาน ปปง.ครั้งนี้เป็นการใช้โครงสร้าง อำนาจรัฐเป็นใหญ่คุกคาม สิทธิ ขั้น พื้นฐานในหมวด ๓ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย หลายมาตรในรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นการทำลายจิตวิญญาณประชาธิปไตย และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของรัฐบาลโครงสร้างการใช้อำนาจเป็นใหญ่ของรัฐบาลยังแสดง ให้เห็นจากการใช้อำนาจตำรวจ กองตรวจคนเข้าเมือง สันติบาล ทหารและทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ทางวิชาการกรณีเข้าค้นสำนักงาน เอแบคโพลล์ หรือการสั่งถอนวีซ่านักข่าวต่างประเทศ ห้ามจำหน่ายหนังสือต่างประเทศที่วิจารณ์รัฐบาล

พฤติกรรมดังกล่าวหากไม่ใช่เรื่องที่ท่านเห็นด้วย ก็แสดงว่าขณะนี้ มีอำนาจซ้อนขึ้นในรัฐบาลของท่านที่ชื่นชมและถนัดกับการ ใช้ความคิดและวิธีการเผด็จการแบบผิดยุคสมัย

ในฐานะที่คณะกรรมการประสานงาน องค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) มีเครือข่ายพันธมิตรขององค์กรพัฒนาเอกชนในทุกภาค
ทั่วประเทศ จำนวน ๑๕ เครือข่าย เช่น เครือข่ายองค์กรพัฒนาด้านเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายองค์กรพัฒนาด้านแรงงาน เครือข่ายผู้หญิง เครือข่ายชุมชนแออัด เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเด็ก เครือข่ายศาสนากับการพัฒนา เครือข่าย ชาวเขา และชนกลุ่มน้อย เครือข่ายสื่อเพื่อการพัฒนา เครือข่ายสิทธิมนุษยชน เครือข่ายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เครือข่ายพัฒนาชุมชน เครือข่ายประสานงานและสนับสนุนงานพัฒนา เครือข่ายรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย และเครือข่ายสมัชชาคนจน

องค์กรและเครือข่ายงานพัฒนาในประเทศไทยเรา ขณะนี้จำนวนหนึ่งทำงานร่วมกับประชาชนในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และ วัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่องนานแล้ว หลายกลุ่มได้สร้างผลงานมานานก่อนพรรคการเมืองหลายพรรคในรัฐสภาปัจจุบันด้วยซ้ำไป แน่นอนเราตระหนักดีว่าสังคมไทย โดยรวมยังไม่เข้าใจ หรือยังมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็น ภารกิจของ เอ็น จี โอ ที่จะต้องมุ่งมั่นไม่หวั่นไหวและสื่อสารกับสังคมไทยต่อไป แต่ถ้าสังคมไทยปราศจากบุคคลหรือกลุ่ม ทำกิจกรรม เช่น เอ็น จี โอ แล้ว มีใครบอกได้ว่าวันนี้สังคมไทยส่วนรวมจะเป็นอย่างไร บรรดาองค์กรพัฒนาเอกชนในเครือข่ายต่าง ๆ ล้วนทำงานอาสา สมัครเพื่อพัฒนาสังคม บนหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม กระจายอำนาจให้ชุมชนเป็นเจ้า ของและบริหารจัดการชุมชน ด้วยตนเอง เคารพสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่งเสริมบทบาทสตรีในการพัฒนาสังคม รวมทั้งการจัดจัดสรรทรัพยากร ธรรมชาติจะต้องกระจายและควบคู่กับการอนุรักษ์หรือปกป้องระบบนิเวศน์ หลักคิดและปรัชญาของเอ็นจีโอจึงขัดแย้ง โดยพื้นฐาน กับ ความคิดรวมศูนย์อำนาจ หรือการใช้อำนาจเผด็จการทุกรูปแบบรวมทั้งเผด็จการรัฐสภาที่ใช้เสียงข้างมากเป็นใหญ่เหนือ ความเป็นธรรม

กป.อพช. ขอยืนยันว่า การกระทำครั้งนี้ของ ปปง.ผิดพลาด และตัว ฯพณฯ ท่านเองจะต้องรับผิดชอบ โดยปรัชญาและหลักการ สำคัญ ที่สังคมมี ปปง.ไว้ก็เพื่อประเทศชาติโดยรวม ดังนั้น ปปง.จะต้องมั่นคงและกระทำการตรวจสอบ ค้นหาอย่างพินิจ พิเคราะห์ บนพื้นฐานของข้อมูลที่อยู่ในมูลเหตุ ๗ ประการและจะต้องมีมาตรการที่เข้มงวดเป็นพิเศษที่จะป้องกันมิให้เกิดการรั่วไหลของ ข่าวสารข้อมูลเพื่อบุคคล หรือกลุ่ม นำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว นายกขอได้โปรดทำความจริงนี้ให้ปรากฏ โดยเปิดเผย
เอ็น จี โอ จำนวนหนึ่งที่ถูกระบุชื่อทางหนังสือพิมพ์ ในส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคนอยู่ในเครือข่ายของ กป.อพช. เราขอยืนยันว่าเป็นคน ดี ทำงานทางสังคม โดยไม่มีนอกมีนัยหรือเบื้องหลังทางการเมือง ตลอดจนเป็นภัยต่อประเทศ หากเรื่องนี้ไม่ได้รับการจัดการอย่าง ชอบธรรมและรวดเร็ว ก็จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามของการใช้กระบวนการที่จะนำไปสู่ " การใช้อำนาจเป็นใหญ่ " หรือ มีเหตุบ่งชี้ทิศทางที่มุ่งจัดระเบียบสังคมสู่ "โครงสร้างอำนาจเป็นใหญ่ " ของพรรคการเมือง

ด้วยเหตุนี้ ที่ประชุมองค์กรพัฒนาเอกชนจากทุกภาคของกป.อพช. ใคร่ขอให้รัฐบาลบริหารประเทศแบบโปร่งใส เปิดโอกาสให้ ประชาชนมีส่วนร่วม และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ พร้อมกับหยุดยั้งแนวการปฏิรูประบบราชการแบบใช้อำนาจเป็นใหญ่โดย ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญทั้งปวง นายกรัฐมนตรีเองจะต้องทำจิตใจให้กว้าง สมเป็นบุคคลสาธารณะ ที่ยอมรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนได้ และจักต้องให้สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนที่เป็นเสมือนสิทธิเสรีภาพของประชน นั่น คือเป็นกระจกเงาสะท้อนภาพการทำงานให้รัฐบาลได้เห็นส่วนดีละส่วนบกพร่อง เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงต่อไป พร้อมกันนี้ กป. อพช. ขอเรียกร้องให้ประชาชนจงร่วมกันเพิ่มความพยายามในการติดตาม สอดส่อง การใช้อำนาจ ทั้งด้าน นิติบัญญัติ อำนาจ บริหาร อำนาจตุลาการ ว่าอำนาจดังกล่าวผ่านรัฐธรรมนูญ ถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์ของมหาชนหรือประเทศชาติอย่างแท้จริงหรือไม่
ประชาชนจะต้องไม่เพิกเฉยหรือวางใจ ว่าเรามีรัฐสภา มีพรรคการเมือง มีข้าราชการแล้วเราไม่ต้องทำอะไรอีก ประชาชนต้อง ตระหนักเสมอว่า ไม่ว่าสังคมใดเมื่อประชาชนเฉยชา อำนาจก็จะฉ้อฉลได้เสมอ

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)