เรียน ฯพณฯ
ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
แทบไม่น่าเชื่อเลยที่บรรยากาศและอารมณ์ของสังคมไทยวันนี้ที่มีต่อการบริหารประเทศภายใต้การกระทำของ
ฯพณฯ นายกรัฐ
มนตรี จะวาบไหวตกต่ำ หลายเรื่องที่ท่านนายก อาจจะยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้กำหนดหรือสั่งการ
แต่อะไรก็ตามที่เกิด ภายใต้การ กำกับดูแล ของท่าน จะปฏิเสธกับใครได้เต็มปากเต็มคำ
ไม่ก็ต้องมีกลไก หรือวิธีการบางอย่างที่บกพร่องในกระบวนการควบคุม สื่อสารมิให้กลไกหรือบุคคล
ทำอะไรที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับรัฐบาล
การที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานมีคำสั่งให้ธนาคารพาณิชย์
๑๗ แห่งตรวจ สอบบัญชีทรัพย์สินของกลุ่มเอ็นจีโอและกลุ่มนักหนังสือพิมพ์เครือเนชั่น
ไทยโพสต์ และนักวิชาการนั้น จะเห็นว่าสำนักงาน ปปง. เป็นกลไกอำนาจรัฐสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีกฎหมายเฉพาะให้ใช้อำนาจตามมูลเหตุ
๗ ประการ แต่เมื่อนำมาใช้ผิด ประเภท และเจาะจงเฉพาะกลุ่มบุคคลที่แสดงทัศนะหรือเคลื่อนไหวคัดค้านรัฐบาล
การปฎิบัติงานของ ปปง.จึงเป็นการ ใช้อำนาจ ทางการเมืองเพื่อรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
บุคคลในแวดวงเอ็นจีโอ ซึ่งเป็นอาสาสมัครพัฒนาสังคม ที่รายชื่อส่วนใหญ่ได้ใช้ชีวิต
ต่อสู้เรียกร้องให้รัฐแก้ไขปัญหาคนจนและเกษตรกร
การตรวจบัญชีทรัพย์สินจึงเป็นการใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อจับผิดอย่างจงใจและเพื่อหาช่องทางทำลายบุคคลเหล่านั้นทางการ
เมือง เป็นการใช้กลไกหน่วยงานรัฐโดยเจตนาละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน และสะท้อนให้เห็นการใช้โครงสร้างอำนาจรัฐเป็นใหญ่
เพื่อรัฐบาลหรือพรรคการเมืองการดำเนินงานของสำนักงาน ปปง.ครั้งนี้เป็นการใช้โครงสร้าง
อำนาจรัฐเป็นใหญ่คุกคาม สิทธิ ขั้น พื้นฐานในหมวด ๓ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย
หลายมาตรในรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นการทำลายจิตวิญญาณประชาธิปไตย และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของรัฐบาลโครงสร้างการใช้อำนาจเป็นใหญ่ของรัฐบาลยังแสดง
ให้เห็นจากการใช้อำนาจตำรวจ กองตรวจคนเข้าเมือง สันติบาล ทหารและทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ
ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ทางวิชาการกรณีเข้าค้นสำนักงาน เอแบคโพลล์ หรือการสั่งถอนวีซ่านักข่าวต่างประเทศ
ห้ามจำหน่ายหนังสือต่างประเทศที่วิจารณ์รัฐบาล
พฤติกรรมดังกล่าวหากไม่ใช่เรื่องที่ท่านเห็นด้วย ก็แสดงว่าขณะนี้ มีอำนาจซ้อนขึ้นในรัฐบาลของท่านที่ชื่นชมและถนัดกับการ
ใช้ความคิดและวิธีการเผด็จการแบบผิดยุคสมัย
ในฐานะที่คณะกรรมการประสานงาน องค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) มีเครือข่ายพันธมิตรขององค์กรพัฒนาเอกชนในทุกภาค
ทั่วประเทศ จำนวน ๑๕ เครือข่าย เช่น เครือข่ายองค์กรพัฒนาด้านเกษตรกรรมทางเลือก
เครือข่ายองค์กรพัฒนาด้านแรงงาน เครือข่ายผู้หญิง เครือข่ายชุมชนแออัด เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเด็ก
เครือข่ายศาสนากับการพัฒนา เครือข่าย ชาวเขา และชนกลุ่มน้อย เครือข่ายสื่อเพื่อการพัฒนา
เครือข่ายสิทธิมนุษยชน เครือข่ายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เครือข่ายพัฒนาชุมชน
เครือข่ายประสานงานและสนับสนุนงานพัฒนา เครือข่ายรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย
และเครือข่ายสมัชชาคนจน
องค์กรและเครือข่ายงานพัฒนาในประเทศไทยเรา ขณะนี้จำนวนหนึ่งทำงานร่วมกับประชาชนในการพัฒนาเศรษฐกิจ
สังคม และ วัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่องนานแล้ว หลายกลุ่มได้สร้างผลงานมานานก่อนพรรคการเมืองหลายพรรคในรัฐสภาปัจจุบันด้วยซ้ำไป
แน่นอนเราตระหนักดีว่าสังคมไทย โดยรวมยังไม่เข้าใจ หรือยังมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่จำนวนหนึ่ง
ซึ่งเป็น ภารกิจของ เอ็น จี โอ ที่จะต้องมุ่งมั่นไม่หวั่นไหวและสื่อสารกับสังคมไทยต่อไป
แต่ถ้าสังคมไทยปราศจากบุคคลหรือกลุ่ม ทำกิจกรรม เช่น เอ็น จี โอ แล้ว มีใครบอกได้ว่าวันนี้สังคมไทยส่วนรวมจะเป็นอย่างไร
บรรดาองค์กรพัฒนาเอกชนในเครือข่ายต่าง ๆ ล้วนทำงานอาสา สมัครเพื่อพัฒนาสังคม
บนหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม กระจายอำนาจให้ชุมชนเป็นเจ้า ของและบริหารจัดการชุมชน
ด้วยตนเอง เคารพสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่งเสริมบทบาทสตรีในการพัฒนาสังคม
รวมทั้งการจัดจัดสรรทรัพยากร ธรรมชาติจะต้องกระจายและควบคู่กับการอนุรักษ์หรือปกป้องระบบนิเวศน์
หลักคิดและปรัชญาของเอ็นจีโอจึงขัดแย้ง โดยพื้นฐาน กับ ความคิดรวมศูนย์อำนาจ
หรือการใช้อำนาจเผด็จการทุกรูปแบบรวมทั้งเผด็จการรัฐสภาที่ใช้เสียงข้างมากเป็นใหญ่เหนือ
ความเป็นธรรม
กป.อพช. ขอยืนยันว่า การกระทำครั้งนี้ของ ปปง.ผิดพลาด และตัว ฯพณฯ ท่านเองจะต้องรับผิดชอบ
โดยปรัชญาและหลักการ สำคัญ ที่สังคมมี ปปง.ไว้ก็เพื่อประเทศชาติโดยรวม ดังนั้น
ปปง.จะต้องมั่นคงและกระทำการตรวจสอบ ค้นหาอย่างพินิจ พิเคราะห์ บนพื้นฐานของข้อมูลที่อยู่ในมูลเหตุ
๗ ประการและจะต้องมีมาตรการที่เข้มงวดเป็นพิเศษที่จะป้องกันมิให้เกิดการรั่วไหลของ
ข่าวสารข้อมูลเพื่อบุคคล หรือกลุ่ม นำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว นายกขอได้โปรดทำความจริงนี้ให้ปรากฏ
โดยเปิดเผย
เอ็น จี โอ จำนวนหนึ่งที่ถูกระบุชื่อทางหนังสือพิมพ์ ในส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคนอยู่ในเครือข่ายของ
กป.อพช. เราขอยืนยันว่าเป็นคน ดี ทำงานทางสังคม โดยไม่มีนอกมีนัยหรือเบื้องหลังทางการเมือง
ตลอดจนเป็นภัยต่อประเทศ หากเรื่องนี้ไม่ได้รับการจัดการอย่าง ชอบธรรมและรวดเร็ว
ก็จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามของการใช้กระบวนการที่จะนำไปสู่ "
การใช้อำนาจเป็นใหญ่ " หรือ มีเหตุบ่งชี้ทิศทางที่มุ่งจัดระเบียบสังคมสู่
"โครงสร้างอำนาจเป็นใหญ่ " ของพรรคการเมือง
ด้วยเหตุนี้ ที่ประชุมองค์กรพัฒนาเอกชนจากทุกภาคของกป.อพช. ใคร่ขอให้รัฐบาลบริหารประเทศแบบโปร่งใส
เปิดโอกาสให้ ประชาชนมีส่วนร่วม และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ พร้อมกับหยุดยั้งแนวการปฏิรูประบบราชการแบบใช้อำนาจเป็นใหญ่โดย
ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญทั้งปวง นายกรัฐมนตรีเองจะต้องทำจิตใจให้กว้าง
สมเป็นบุคคลสาธารณะ ที่ยอมรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนได้ และจักต้องให้สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนที่เป็นเสมือนสิทธิเสรีภาพของประชน
นั่น คือเป็นกระจกเงาสะท้อนภาพการทำงานให้รัฐบาลได้เห็นส่วนดีละส่วนบกพร่อง
เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงต่อไป พร้อมกันนี้ กป. อพช. ขอเรียกร้องให้ประชาชนจงร่วมกันเพิ่มความพยายามในการติดตาม
สอดส่อง การใช้อำนาจ ทั้งด้าน นิติบัญญัติ อำนาจ บริหาร อำนาจตุลาการ ว่าอำนาจดังกล่าวผ่านรัฐธรรมนูญ
ถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์ของมหาชนหรือประเทศชาติอย่างแท้จริงหรือไม่
ประชาชนจะต้องไม่เพิกเฉยหรือวางใจ ว่าเรามีรัฐสภา มีพรรคการเมือง มีข้าราชการแล้วเราไม่ต้องทำอะไรอีก
ประชาชนต้อง ตระหนักเสมอว่า ไม่ว่าสังคมใดเมื่อประชาชนเฉยชา อำนาจก็จะฉ้อฉลได้เสมอ
|
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน
(กป.อพช.)
|
|