เปิดภูมิปัญญาอีสาน อ้างสิทธิชุมชนต้านโลกาภิวัตน์

เมื่อวันที่ 22-25 พฤศจิกายน 2544 ที่ผ่านมา ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ได้เข้าร่วมงาน"มหกรรมภูมิปัญญาอีสานเพื่อการพึ่งตน
เอง
" ณ คุ้มวัฒนธรรม ริมบึงแก่นนคร อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นมหกรรมการฟื้นฟูภูมิปัญญาดั้งเดิมของปู่ย่าตายายในอดีต ว่ามีวิถีชีวิต มีวิธีการผลิตการบริโภค เพื่อยังชีพกันอย่างไร มหกรรมงานภูมิปัญญาอีสานครั้งนี้ เกิดขึ้นภายใต้เรี่ยวแรงหลัก
จากองค์กรพัฒนาเอกชนกว่า 50 องค์กร โดยภายในงานมีทั้งการแสดงวิธีการผลิตภูมิปัญญาอีสาน อาทิ เหล้าพื้นบ้าน สาโท เหล้าอุ หรือ
เหล้าแกลบ เหล้าต้มกลั่นในรูปแบบต่างๆ เครื่องจักรสาน การจำหน่ายสินค้าพื้น
บ้านการแสดงศิลป วัฒนธรรมและการเสวนา โดยมีปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการ
และตัวแทนจากองค์กรพัฒนา เอกชน กิจกรรมงานภายในงานเริ่มแต่ 07.00 - 21.00 น. องค์กรร่วมจัดงานครั้งนี้มีทั้งองค์กร ภาคประชาสังคมองค์กรพัฒนา
เอกชนและองค์กรรัฐ กว่า 57 องค์กร และมีประชาชนสนใจเข้า ร่วมงานกันอย่าง
คับคั่งตลอดทั้ง 4 วัน

ในการจัดงานครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการปลุกพลังประชาชนร่วมต่อต้านกระแสโล
กาภิวัตน์ ที่มีเครือข่ายองค์กรครอบโลก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจการเมือง ( world bank, IMF, WTO, ADB และ G 10 ฯ ) และทั้งทางด้านวัฒนธรรมที่มี( Holly Wood, CNN ,CBS, NBC, ABC และรอยเตอร์ ) คอยชี้และ
ครอบงำทิศทางกระแส โลกาภิวัตน์อันเป็นกระแสที่เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนอุตสาหกรรมที่มีอเมริกาและประเทศอุตสา
หกรรมเป็นต้นแบบพลวัตร เพื่อให้โลกเป็น หนึ่งเดียว หนึ่งเดียวเพียงเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของกลุ่มนายทุนอุตสาหกรรม
ข้ามชาติ

สถานการณ์การเคลื่อนไหวพลิกฟื้นภูมิปัญญาอีสาน ต้านโลกาภิวัตน์ครั้งนี้ ด้านนายวีรพล โสภา ประธานเครือข่ายภูมิปัญญา
เหล้าพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยมุมมองถึงบทบาทการต่อสู้ภาคประชาชนที่ถูกยึดโยงความคิดด้วยระบบการศึกษาว่า

" เพราะระบบการศึกษาปัจจุบันนี้มันยัดเยียดให้ นี่คือสิ่งที่ประชาชนจะต้องแสดงความคิดเห็นออกมา
ให้ได้ เพื่อให้ ภาคประชาชน สามารถรับรู้ข้อมูล และเข้าใจ อำนาจได้ ว่าอำนาจมันเกิดได้หลายช่องทาง เช่น อำนาจของประชา ชน อำนาจของความรุนแรง ทั้งจากอาวุธระเบิด หรือความรุนแรงที่เกิดจาก
กฎหมายก็เป็นอำนาจเช่นกัน แต่สิ่ง ที่ผมอยากพูดก็คือ อำนาจประชาธิปไตยทางตรงที่ประชาชนใช้
ข้อมูลของตนเท่าที่มีอยู่ ใช้ประสบการณ์อันหลากหลาย ต่อสู้กับผู้บริหารประเทศของตน เพราะกลไก
ที่มีอยู่ นั้นมันอ่อนแอเกินไป ดังนั้นถ้าประชาชนต้องการต่อสู้กับรัฐบาลที่ถูกกระแส โลกาภิวัตน์ครอบงำประชาชนต้องมีข้อมูล เราต้องทำข้อมูลออกมาเอง จึงจะสู้กระแสได้"

ทางด้านเวที"ประสบการณ์ประชาชนอีสานในมุมมองสิทธิชุมชนอีสานกับทางรอดของสังคม" ประเด็นที่ถูกหยิบ
ขึ้นอภิปรายในวันที่ 24 พฤศจิกายน โดยมี นายบำรุง คะโยธา ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน ,ดร.บัญชร แก้วส่อง นักวิชาการอิสระ,
นายเดชา ศิริภัทร มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน แห่งประเทศไทย,และ อ.สน รูปสูง สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่ง
ชาติ ,ดำเนินรายการโดย ดร.บัณฑร อ่อนดำ นักวิชาการ อาวุโสนั้น มีบทวิเคราะห์สะท้อนปัญหาการละเมิดสิทธิชุมชนมาเป็น
เวลานานทั้งที่ชุมชนคือตอบที่แท้จริงในการพัฒนาภาคประชาสังคมให้เข้มแข็ง สามารถต่อสู้กับกระแสโลกาภิวัตน์ที่รุกราน
ครอบงำทั้งทรัพยากรธรรมชาติและผลึกภูมิปัญญาที่บรรพชนไทยแต่โบราณทิ้งไว้ ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ อันเป็นสื่อทางเลือก
เล็กๆ ที่ทำงานเพื่อองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรประชาสังคมได้สรุปเนื้อหาการเสวนามานำเสนอ ดังนี้
ดร.บัณฑร ผู้ดำเนินการเสวนากล่าวเปิดประเด็นว่า "ภูมิปัญญาอีสานเพื่อการพึ่งตนเองมีกระบวน
การเผยแพร่ เพื่อเป็นการขยับเข้าไปในเชิงนโยบาย มากขึ้นและเท่าที่วิเคราะห์กันเรื่องนี้ เราจะมี
การปรับปรุงให้ขบวนภาค ประชาชนมีพลังจริงๆ เพราะข้อมูล สถานการณ์ และข้อเสนอ ทั้งหมด จะ
ต้องทันสถานการณ์ ที่รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นั้นเห็นความสำคัญของชุมชน เช่น เรื่องสิทธิชุมชน เนื่อง
จากตลอดระยะ 20-30 ปี ที่ผ่านๆ มาเราเริ่มพบข้อเท็จจริง จากการทำงานร่วมกับชาวบ้านเห็น
พลังภูมิปัญญาของชาวบ้าน ดังนั้นโลกาภิวัตน์มันต้องเดินควบคู่กันไปกับภูมิปัญญา ชาวบ้านและ สิทธิชุมชน ที่เคยหายไปเป็น
สิทธิส่วนบุคคล วันนี้เราต้องมามองสิทธิชุมชนกันให้มากขึ้น เพราะสิทธิชุมชน คือส่วนหนึ่งที่จะให้ชุมชนที่ถูกทำลายมามาก
ได้กลับมาขบคิดฟื้นฟูร่วมกัน ว่าชุมชนจะอยู่รอดได้อย่างไร ในกระแสโลกา ภิวัตน์ อีกอย่างกระแสโลกาภิวัตน์ เน้นแต่สิทธิพล
เมือง สิทธิสังคม สิทธิวัฒนธรรม แต่พอมาถึงเรื่องสิทธิชุมชน กลับเข้าใจเป็นเรื่องอื่น ไป
" ดร.บัณฑร กล่าวเปิดประเด็น

นายบำรุง คะโยธา ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน กล่าวเพิ่มอีกว่า" สิทธิชุมชน สิทธิในการทำมาหาเลี้ยงชีพ มันยังมีอยู่จริงหรือไม่ ในปัจจุบันนี้ เหมือน ครั้งหนึ่งเราเคยคัดค้านสภาการเกษตร ซึ่งในขณะนั้นมีพี่น้อง เอ็นจีโอ เข้าร่วมมากมาย แต่ในวันนี้มีกลุ่ม
นักการเมืองพยายามผลักดันกฎหมาย นั้นออกมา คือสภาการเกษตรแห่งชาติ ที่มีกฎหมายทำลายสิทธิการเกษตรเป็นตัวรองรับ สาระของกฎหมายก็คือสามารถกำหนดการตลาด ได้ โดยมีคณะกรรมการเป็นผู้กำหนดรูปแบบการเกษตร หรือการทำโซนนิ่ง
พื้นที่การเกษตร อย่างที่เราเข้าใจ

สิทธิที่สำคัญที่สุดก็คือสิทธิที่จะปกป้องภูมิปัญญาของท้องถิ่น และหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องข้าวหอมมะลิ ที่เข้าทราบ กันอยู่ ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ มีพี่น้องภาคเหนือ ภาคอีสานตื่นตัวกันมาก จะมีเพียงภาคกลาง
ที่ไม่ค่อยตื่นตัวกันนัก ส่วนทางภาคใต้ ก็ตื่นตัวบ้าง ทั้งๆ ที่มันไม่มีประเทศไหนในโลกที่ประชาชน
ไม่มีสิทธิในการ ประกอบอาหาร ประกอบเครื่องดื่มทำเหล้าพื้นบ้าน เมื่อสิทธิถูกลิดรอนไป พี่น้อง
ประชาชนต้องกล้าสู้ เพราะเราตกเป็นเบี้ยล่าง คนอื่นมาโดยตลอด ตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านๆ มาแล้ว ซึ่ง
เราไม่เคยกล้าต่อสู้เลย
" นายบำรุง กล่าวและกล่าวเพิ่มอีกว่า
"ผมหยุดแล้วครับโลกาภิวัตน์หรือโลกไร้พรมแดน ที่มีแต่การขูดรีดอย่างไร้พรมแดน และการค้าเสรีภายใต้กติกาองค์การ
การค้าโลก ที่เพิ่ง ประชุมเสร็จไปเมื่อ วันที่ 11-12 พ.ย.2544 ที่ประเทศการ์ตาผมเคยเป็นอดีตกรรมการบริหารองค์กร
ชาวนาโลกขณะนี้องค์กรชาวนามีการ ประท้วงดับบลิวทีโอ ไปทั่วโลก เพราะดับบลิวทีโอ สร้างเงื่อนไขทำลายวิถีชีวิตชาวนา ทำลายประชาชนจำนวนมาก จึงเกิดการปะทุประท้วง ไปทั่วโลกเพื่อจะล้มการประชุม ครั้งนี้ให้ได้

ส่วนนการต่อสู้กับโลกาภิวัตน์นั้นผมคิดว่างานมหกรรมภูมิปัญญาแบบนี้แหละครับที่เราจะสามารถต่อสู้กับโลกาภิวัตน์ได้ แต่
จะสู้ในรูปแบบ นี้อย่างเดียวไม่ได้ มันต้องร่วมมือกับเครือข่ายต่างๆ ทั้งในระดับเครือข่าย ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และ
ระดับโลกด้วย ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตา ทำมาหากิน โดยไม่มองโลกว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว แบบนั้นอันตรายเพราะคนทำงาน
พัฒนาจะต้องไม่มีข้อจำกัดให้กับตัวเองมากนักและ พี่น้องประชาชนจะอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร ในเมื่อวันนี้ ที่นาที่ไร่ของพี่น้อง
ที่จำนองอยู่ในธนาคาร ถูกฝรั่งต่างชาติซื้อธนาคารไป

กฎหมายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 11 ฉบับ เป็นตัวเปิดทางให้ทุนต่างชาติมาซื้อแผ่นดินของพี่น้องประชาชนไป มาเอาพันธุ์ข้าว
หอมมะลิไป แล้วเอา พืชจีเอ็มโอ เข้ามาให้ส่วนองค์การการค้าโลกก็เป็นแค่เวทีพ่อค้าที่มานั่งกำหนดสิทธิขูดรีดประเทศที่อ่อน
แอกว่าเท่านั้นเอง
" นายบำรุงกล่าวสรุป

ดร.บัณฑร ซึ่งดำเนินรายกล่าวสรุปเสริมอีกครั้งว่า " ปัญหาตอนนี้คือ ชาติทำให้ชุมชนเป็นทาส และโลกทำให้ชาติเป็นทาส ทั้งที่สิทธิชุมชนคือ สิทธิขั้นพื้นฐานที่ชุมชนต้องมี ดังนั้น ชุมชนมีสิทธิที่จะพิทักษ์ชุมชนตนเองได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญแล้ว เรามีสิทธิที่จะปกป้องชุมชนเรา และ ขณะนี้เราก็ทำอยู่แล้ว เมื่อโลกเข้าสู่โลกาภิวัตน์แล้วเราก็ต้องต่อสู้ในลักษณะอย่างนี้มาก
ขึ้น เราต้องกลับมาฟื้นฟูเอง เพราะไม่มีใครทำให้เรา แล้วในสถานการณ์แบบนี้ อีกอย่าง เราต้องเดินเข้าไปต่อรองกับทาง
นโยบายทุกระยะ เพราะกว่าประชาชนจะได้อะไรมาแต่ละอย่างจาก รัฐบาลนั้นยากมาก และขบวนการต่อสู้ ณ ปัจจุบันนี้ จะจำกัด
กันแค่ระดับประเทศไม่เพียงพอแล้ว เราต้องต่อสู้กันในระดับโลกด้วย เพราะตอน นี้มีบรรษัทข้ามชาติไม่กี่บรรษัทที่ครองโลก
อยู่ ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ ชาวไทบ้านจะต้องรับรู้ข้อเท็จจริง ว่าสิทธิชุมชนเป็นยังไร และเรา จะฟื้นฟูกันอย่างไร หาก
ทำงานระดับชุมชนไม่ได้ก็ทำงานกันเป็นเครือข่าย และจัดกิจกรรมแบบนี้ไปเรื่อยๆ รวมทั้งจะต้องต่อสู้ในเชิงนโยบาย เป็น
ระยะด้วย
" ดร.บัณฑร กล่าวสรุป

นาย เดชา ซึ่งเคยเป็นทั้งเกษตรกรและทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเกษตรยั่งยืนมานาน กล่าวถึงปัญหาสิทธิชุมชนกับ
การละเมิดพันธุ์ข้าวหอมมะลิว่า "ปัญหามันเกิดขึ้นก็เพราะมหาวิทยาลัยในเมืองไทยทั้งหมดที่สอนวิชาการเกษตรนั้น มาจาก
การผลักดันของอเมริกา ดังนั้นแนวความคิดการเกษตรก็ต้องมาจากอเมริกาด้วย ฉะนั้นนโยบายการเกษตรที่รัฐบาลไทยกำหนด
กันเรื่อยมาก็มาจากแนวความคิดของอเมริกา

เกือบทั้งหมด โดยดูได้เลยจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ ตั้งแต่แผนแรก ปี 2504 จนถึงปัจจุบันซึ่งอยู่ในแผนฯ 9 ที่เปลี่ยนประเทศ เกษตรกรรมยากจน มาเป็นประเทศอุตสาหกรรม
ร่ำรวย ทิศทางเหล่านี้ อมเริกากับธนาคารโลกชี้ทิศทางให้ ทั้งสิ้น เพื่อเปลี่ยนเกษตรกรเป็น กรรมกรซึ่งปัจจุบันนี้มีเกษตรกร 80% ต้องมาเป็นกรรมกรแล้ว

จากนั้นการเกษตรก็มีนโยบายเพื่อส่งออกโดยเฉพาะ ข้าว ปอ และ
อื่นๆ
อีกมาก ชาวบ้านแห่ปลูกกันจนป่าแตก เตียนหมด ยิ่งกว่านั้น มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เขื่อน ถนน ไฟฟ้า ประปา กัน
มากมาย รองรับวัฒนธรรมการบริโภคแบบตะวันตกที่กรูกันเข้ามา ทั้ง รถ ทีวี ตู้เย็น เครื่องไฟฟ้า จนปัจจุบันนี้ชาวนาภาคกลาง
ซื้อคอมพิวเตอร์ให้ลูกๆ ไว้เล่นเกมส์กัน แล้ว แบบนี้เกษตรกรไทยจะรอดท่ามกลางโลกาภิวัตน์ได้อย่างไรครับ

จริง ๆแล้วเมืองไทยเป็นเมืองขึ้นเขามานานแล้ว เพราะจิตใจเราเป็นเมืองขึ้นเขามานานแล้ว เวลาอเมริกาขีดเส้นให้ยังไง เราก็เดินตามนั้นตลอด พออเมริกาเข้ามาส่งเสริมพันธุ์ข้าว กรมส่งเสริมการเกษตรก็ไปรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นบ้านมาให้ แล้ว
อเมริกาก็ได้พันธุ์ข้าวพื้นบ้านไทย ไป 199,000 ตัวอย่าง อเมริกาก็คัดพันธุ์ข้าวดีๆ ไป ตอนนี้ข้าวพันธุ์ปิ่นแก้วของเราหายไป
แล้ว ในขณะที่มีการวิจัยครั้งนั้น แม้แต่หม่อมหลวงตุ้ย ชุมสายฯ ก็ยังเคยออกมากล่าวเช่นกันว่าระวัง ฝรั่งเข้ามาขโมยพันธุ์ข้าว
ไทย ปัจจุบันนี้ไม่มีพันธุ์ข้าวพื้นเมืองเหลือ แม้จะมีข้าราชการออกไป เก็บรวบรวมมาอีกก็ได้ไม่มากแล้ว

ประเทศที่อดอยากยากจนทั้งหลายทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะคนเยอะ ล้นประเทศของครับ แต่เป็นเพราะโดนอเมริกาแซกแซง แม้กระทั่งเรื่องการ คุมกำเนิด ซึ่งมีการวิจัย ของสำนักงานส่งเสริมการวิจัย (สกว.) ว่า สังคมไทยล่มสลายเพราะการคุมกำเนิด เพราะปัจจุบันนี้คนแก่ เยอะมาก แต่คนหนุ่มสาววัยแรงงานมีน้อยมาก ลดลงทุกปี จึงทำให้สังคมไทยขาดแคลนแรงงานใน
ภาคการผลิตระดับล่าง
" นายเดชากล่าว

อ. สน รูปสูง ซึ่งกล่าวปิดท้ายถึงประเด็นนี้ว่า ปัญหาปัจจุบันของยุคโลกาภิวัตน์ คือกำลังถูกล้างสมองมากไป ดังนั้นท่าจะแก้
หรือหาทาง ออกปัญหานี้ให้ได้นั้น เราต้องหาทางออกโดยการกลับไปเริ่มต้นคิดกันใหม่ ให้ชัดเจนให้มาก โดยภาคการเกษตร เพราะสิทธิชุมชน หรือการ พัฒนาชุมชน น่าจะเป็นทางรอดของสังคมไทยในขณะนี้ "ปัจจุบันนี้ ผมเองก็เริ่มไม่ทราบแล้วว่า
เราคือใครกันแน่ เป็นคนชั้นกลาง เป็นคนจน หรือเป็นคนรวย แล้วเรามาจากไหนกันแน่ ซึ่งแต่ก่อนผมเอง ไม่เคยคิดเลย แต่วันนี้ผมเริ่มคิดมากขึ้น ยิ่งกว่านั้นยังคิดอีกว่าเราจะไปไหนกันแน่ มีทางเลือกให้กับชีวิตไหม ที่ผมถามแบบนี้ เพราะผมมอง เห็นเสมอว่า เราเหมือนหนูที่วิ่งอยู่ในกรงที่ถูกหมุนตลอดเวลา

ถามว่าเราออกไปนอกกรงได้ไหม เราวิ่งเองได้ไหม ผมอยากถามแบบนี้ แต่ก็ไม่กล้าหาคำตอบ นั่นเพราะว่าทางเลือกแบบนี้เรา
เลือกไม่ได้ ท เลือกไม่ได้เพราะสิทธิเราถูกจำกัดมาตลอด เหมือนเมื่อปี 2517 ชาวบ้านที่อยู่ติดเขาพนมดงรักทำมาหากินกัน
มา 200 กว่าปี อยู่ๆ มีประกาศ ลงมาบนที่ทำกินชาวบ้านเลยว่า บริเวณนี้คือเขตป่าสงวนแห่งชาติ จากนั้นก็เอาที่ชาวบ้านไป
ปลูกเป็นป่าปลูกยูคาร์ลิปตัส อย่างนี้ผมถามว่า เป็นการจำกัดสิทธิชาวบ้านหรือไม่ ในการทำมาหากินของชาวบ้าน ไม้ที่เคยตัด
ทำบ้านเรือนได้แต่ปู่ย่าตายายก็ตัดไม่ได้ ต้องไปซื้อเอาจาก โรงเลื่อย ที่นายทุนสัมปทานไป ซึ่งก็ได้จากป่าในพื้นที่ทำกินของ
ชาวบ้าน นั่นเอง เห็นหรือไม่ว่าสิทธิของชาวบ้านมันถูกจำกัดโดยกฎหมายของ รัฐ และยิ่งกว่านั้นมีการนำสิทธิของชาวบ้าน
ไปขายให้นายทุนด้วย

เมื่อสมัยที่ผมเป็นครูบ้านนอกใหม่ๆ ที่เหล้าต้มสัมปทานยังไม่มี ชาวบ้านทำเหล้ากินและขายกันเอง ถามว่าชาวบ้านร่ำรวยไหม ไม่มีครับ ทำ ขายกินกันเองทั้งนั้น ขวดหล่ะ 5 บาท ในสมัยนั้น ขายแค่พอมีเงินซื้อกับข้าวกินกัน แต่พอมาให้เอกชนสัมปทาน
ไปแล้วเป็นอย่างไรบ้าง นายทุน รวยชาวบ้านจนหนักกว่าเดิม อย่างนี้ถ้าชาวบ้านทำเองแล้วซื้อแสตมป์มาปิดขายบ้างจะได้ไหม ให้ชาวบ้านทำมาหากินกันเล็กๆ น้อยๆ พอได้เงินมาประทังชีวิตกันบ้าง

นั่นคือภาพสิทธิชุมชนที่ผมเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ จนถึงปัจจุบันนี้ อีกอย่าง คือเรื่อง หมอตำแยทำคลอดแบบโบราณ ที่ เมื่อปี 2503 มีการตั้งสถานี
อนามัยและ ผดุงครรภ์ขึ้น จากนั้นก็ มีการห้ามหมอตำแยทำคลอด โดย
ออกกฎหมายบังคับ ให้ไปทำคลอดที่สถานีอนามัยเท่านั้น เห็นไหมครับ
ว่าสิทธิในการรักษาตน เอง สิทธิในการรักษาการเจ็บไข้ได้ป่วยของ
ชุมชนก็ถูกลิดรอนไปจากชุมชน โดยกฎหมายของรัฐ ถูกกระทำโดย
ระบบสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข
คือระบบแรกสุดที่เข้ามาทำลายชุมชน ทำลายภูมิปัญญาประชาชนระบบต่อมาก็คือระบบการศึกษาที่รัฐบังคับ ซึ่งได้ทำลาย
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ของไทยไปจนหมดสิ้น หันมาเชื่อฟังและพึ่งพิงตำราฝรั่งกันหมด โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย " นายสนกล่าว
สรุปท้าย


สรุปข้อมูล : ทำไมต้องต้านโลกาภิวัตน์

ธนาคารโลก (World Bank )
และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( International Monetary Fund : IMF ) ได้ร่วมกับอเมริกาและประเทศ อุตสาหกรรมออกกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ใช้ชื่อว่า "ข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากร
และการค้า ( General Agreement on Tradeand Tariff :GATT)" หรือข้อตกลง "แกต" มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 1
มกราคม 2491 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ เพื่อสรา้งเงื่อนไขผลประโยชน์ทาง การค้า คือ ผลักดันให้มีการเปิดประตูการค้า และ
การลงทุนระหว่างประเทศ ในโลกให้มากที่สุดเป็นกุศโลบายให้ประเทศสมาชิกอุตสาหกรรม ระบายสินค้าของตนต่อมาแกต
กลายเป็นสถาบันดูแลลงโทษและออกกฎระเบียบทางการค้า อีกทั้งเป็นเวทีประชุมเจรจาต่อรองผลประโยชน์ ด้วย ซึ่งทำงาน
ประสานกับธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

1 มกราคม 2538 แกตได้พัฒนาบทบาทตนเองมากขึ้นจนตั้งเป็นองค์กรการค้าโลก ( World Trade Oganization : WTO ) ณ เดือนกันยายน 2544 มีสมาชิก 142 ประเทศ ในการเจรจารอบที่ 8 ที่ประเทศอุรุกวัย ได้มีข้อตกลงทางการค้าที่สำคัญ 6 ฉบับ และ 2 ใน 6 ฉบับนั้น มี

1.ข้อตกลงทางการค้าประเภทสินค้าเกษตร ( AOA) ร่วมอยู่ด้วย โดยมีเนื้อหาดังนี้
1.)
ต้องเปิดตลาดนำเข้าสินค้าเกษตรเสรี
2.)
ลดภาษีนำเข้าและกำหนดโควตานำเข้าภายใต้ระบบภาษีพิเศษ(ต่ำมาก)
3.)
ลดงบประมาณการอุดหนุนภาคเกษตรกรรม และ
4.)
ลดงบประมาณการส่งออกสินค้าเกษตร

ทำให้สินค้าเกษตรกรรมไทยต้องเผชิญกับการรุกตลาดอย่างหนักถึง 23 รายการ อันสินค้าเกษตรหลักๆ ของคนไทย ซึ่งแต่เดิม
รัฐบาลไทย ให้การคุ้มครองสนับสนุนเกษตรกรมาโดยตลอด ด้วยการจำกัดการนำเข้าสินค้าเกษตรที่ตรงกับ 23 รายการ อีก
ทั้งภาคการเกษตรไทยยังต้อง พึ่งพิงรัฐบาลในการช่วยเหลือภาวะความผันผวนทางด้านราคาทุกระยะ ดังนั้น ข้อบังคับทั้ง 4 ข้อ
นี้ คือการฆาตกรรมเกษตรกรไทย ทั้งเป็น

" 2.ข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญา ชื่อย่อว่า ทริปส์ ( Trade relation Agreement on Intellectual Property Rights : TRIPs) ซึ่งครอบคลุมการ ผูดขาดทางปัญญาไว้แทบทุกประเภท ด้วยกฎหมายสิทธิบัตรและกฎหมายนักปรับปรุงพันธุ์ " ที่ยึด
มาตรฐานทางปัญญาของประเทศอุตสาห กรรมเป็นหลัก โดยเฉพาะข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญามาตรา 27 ได้กำหนดสิ่งที่
อาจขอรับสิทธิบัตรได้ดังนี้
"มาตรา 27 (1) ประเทศสมาชิกต้องคุ้มครอง หรือให้สิทธิบัตร ผลิตภัณฑ์และกรรมวิธีการผลิตในทุกสาขาเทคโนโลยี ใน
เงื่อนไข 3 ประการ 1.) ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ 2.) มีขั้นตอนประดิษฐ์ที่สูงขึ้น และ 3.) สามารถนำไปใช้ในทางอุตสาหกรรม
การค้าได้

มาตรา 27 (2) ประเทศสมาชิกอาจไม่ไห้ความคุ้มครองหรือสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ ที่ทำลาย ชีวิต สัตว์ พืช ความสงบและศีล
ธรรมอันดีของ ประชาชน
มาตรา 27 (3) ประเทศสมาชิกอาจไม่ไห้ความคุ้มครองหรือสิทธิบัตร เรื่องดังต่อไปนี้
(a) วิธีวินิจฉัย อารยุกรรม และศัลยกรรมสำหรับการรักษามนุษย์และสัตว์
(b) พืชและสัตว์ ที่มิใช่จุลชีพ กรรมวิธีทางชีววิทยาที่จำเป็นสำหรับการผลิตพืชสัตว์ ที่มิใช่กรรมวิธีทางชีววิทยาและจุลชีววิทยา"

นี่คือช่องว่างที่ข้อตกลง องค์กรการค้าโลกเปิดช่องทางไว้เพื่อให้ประเทศสมาชิกปฏิเสธระบบสิทธิบัตรโจรสลัดที่กำลังแอบการเข้ามาทำการผูกขาด
พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์หรือสิ่งมีชีวิต ประเทศยากจน ดังนั้นอเมริกาและประเทศอุตสาหกรรม จึงพยายามอย่างยิ่งยวดที่ล้มข้อตกลง โดยเฉพาะ มาตรา 27 (3) (b) อีกทั้งยังกดดันให้ประเทศสมาชิกออกสิทธิบัตรหรือให้อำนาจผูกขาดพันธุ์พืช สัตว์และสิ่งมีชีวิต ที่ประเทศตนเองผลิตขึ้นมา

หลักการของสิทธิบัตร คือให้การยอมรับเฉพาะพันธุ์พืชใหม่ และสิ่งใหม่ที่ได้รับการคิดค้นขึ้น แต่ภูมิปัญญาพื้นบ้านไม่ได้รับการ
คุ้มครองสิทธิบัตร ฉะนั้นสิทธิบัตรจึงเป็นเครื่องมือของบริษัทธุรกิจและบรรษัทข้ามชาติเท่านั้น การให้สิทธิบัตรในพันธุกรรม ในยีนของชนพื้นเมืองที่อยู่ในประเทศ กำลังพัฒนาก็เท่ากับยอมรับการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชนและละเมิดอธิปไตย
ของประเทศกำลังพัฒนา

ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ รายงาน
13 ธันวาคม 2544

webmaster@thaingo.org, nile@thaingo.org