|
'ธรรมยาตรา' ยุทธวิธีกู้วิกฤติทะเลสาบสงขลา
26 มกราคม 2538 หลังจากกลุ่มพระนวกะได้เดินทางไปศึกษาเขตห้ามล่าสัตว์ป่าคูคด
อ.สทิงพระ จ.สงขลา ก็ทำให้เกิดการ รับรู้ถึง สภาพปัญหาของทะเลสาบสงขลา
จนมาสู่บทสรุปที่เห็นพ้องต้องกันกลางที่ประชุมว่า จะอย่างไรก็แล้วแต่
กลุ่มจักต้องดำเนินการอย่างใด อย่างหนึ่งเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูทะเลสาบ
อีกทั้งยังคิดหาหนทางพัฒนาศักยภาพ พระ ภิกษุในท้องถิ่นแถบนี้อีกด้วย
จึงกำเนิด แนวทาง "ธรรมยาตรา" ขึ้น ณ บัดนั้นเอง

ทะเลสาบสงขลาเป็นแหล่งน้ำ ธรรมชาติขนาดใหญ่เชื่อมติดกับอ่าวไทยจึงผสมผสานระหว่าง
น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม บนเนื้อที่ กว่า 9,109 ตร.กม. ครอบคลุม
3 จังหวัด 20 กว่า อำเภอ ซึ่งจากอดีตนั้น ทะเลสาบสงขลาเคยอุดมสมบูรณ์มากที่สุด
มีสัตว์น้ำกว่า 700 ชนิด โดยเฉพาะกุ้งมีมากและหลากหลายที่สุดในโลก
แต่ 40 กว่าปีที่ผ่านมา ทะเลสาบแห่งนี้ถูก ทำลาย และถูกทอดทิ้งอัน
เป็นผลจาก กระแสการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมทะเล สาบสงขลาจงเสื่อมโทรมลงอย่างมาก
ณ วันนี้ นับได้ว่าเข้าสู่ระยะวิกฤติ เสียแล้ว เนื่องจาก ตื้นเขินและเน่าเสีย
จนสัตว์น้ำลดลงและบางชนิดก็สูญพันธุ์ไป
ในอดีตวิถีไทย คือวิถีแห่งธรรม เพราะธรรม คือแนวทางที่สอนให้มนุษย์สร้างดุลยภาพแห่งชีวิตระหว่างตน
ชุมชนและธรรมชาติรอบ ตัวว่าควรจะดำเนินชีวิตให้สอดคล้องสมดุลอย่างไร
ตามความเชื่อ ตามวิถีทางพระศาสนาของตนอย่างไร แต่ ณ ปัจจุบันนี้ธรรม
นั้น ได้ผันแปร เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เมื่อมนุษย์หันหลังที่จะเข้าใจธรรมชาติ
อยู่กับธรรมชาติ อันเป็นแม่บทแห่งธรรมมากขึ้น แล้วมุ่ง หน้าตักตวงทำลาย
ธรรมชาติอย่างตะกละตะกลาม เมื่อมากเข้านานเข้าก็ยากที่ธรรมชาติจะทานทนได้หรือ
เพียงพอกับความโลภ อันไร้ขีดจำกัดของมนุษย์ และยิ่งเมื่อวิถีชีวิตมนุษย์
เดินทางห่างไปจากธรรมชาติ หลงใหลในเทคโนโลยีนำพาอุตสาหกรรมเข้ามา
ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายดุลยภาพที่เคยสอดประสานเป็นวิถีชีวิตที่กลมกลืนกับธรรมชาติภัยแห่งผลพวงนั้นก็เริ่มลุกลาม
ดุลยภาพแห่งชีวิตนั้นจะขาดวิถีแห่งธรรมเสียมิได้
เพราะธรรมคือกรอบคิดหลักที่วางกระบวนการดำเนินชีวิต วางความหมาย
แห่ง คุณค่าให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ อันสงบและเรียบง่าย
ดังนั้น ธรรมยาตราเพื่อทะเลสงขลาครั้ง ที่ 7 จึงบังเกิดขึ้น
อีก ครั้งเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2545 ถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2545
โดยมุ่งเน้นที่ประเด็น "ป่าต้นน้ำ"ที่ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา
โดย ขบวน จะเริ่มเดินจากวัดทะเลน้อย อ.ควนขนุน เรื่อยไปถึง กิ่งอ.ศรีนครินทร์,
อ.ศรีบรรพต, อ.กงหรา, และอ.ตะโหมด จ.พัทลุง ซึ่ง เป็นเส้นสู่ทิวเขา
บรรทัดอันเป็นจุดกำเนิดของป่าต้นน้ำ และคลองหลายสายที่ไหลลงทะเลสาบสงขลา
เนื่องจากปัจจุบันป่าต้นน้ำ ถูกทำลาย ถูกบุกรุกแผ้วถางมากมาย
ซึ่งทั้งหมดล้วนมาจากผลกระทบของการพัฒนาอย่างไม่ยั่งยืน อันขัดกับหลัก
ปฏิบัติตามวิถี ชาวพุทธที่อยู่พอเพียงและเคารพธรรมชาติ
การเดินธรรมยาตราเป็นยุทธวิธีหนึ่งที่พยายามดึงเอาสถาบันพระศาสนา
ชุมชนและประชาคมเมือง ให้มาสนใจ รับรู้และศึกษา ปัญหาสิ่งแวดล้อม
ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับสังคม ทั้งในด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
จากการรับฟังปัญหาของชาวบ้าน อาทิ ชาวบ้านจากบ้านโล๊ะจังกระใหม่กล่าวว่า
"ที่นี่มีวังปลาโตนที่อยู่ติดกับป่าต้นน้ำซึ่งเมื่อสมัยพ่อแม่
เรา อยู่ที่นี่มานาน บอกเรา เสมอ วังปลาโตน บ้านโล๊ะจังกระ มีปลาชุกชุมมาก
หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นปลาหมู ปลาหลวน ปลาค้าว ปลาอีโบล๊ะ
ปลานังกั่นและ อีกหลายชนิดนั้นเยอะมาก ที่เรียกวังโตนนั้นเพราะว่ามีหินมีน้ำตกอยู่ตลอดลำธาร
ที่ขึ้นมาจากทะเลสาบและลงมาจากภูเขา มาผสม พันธุ์วางไข่ เมื่อก่อนน้ำไม่เคยแห้ง
เพราะป่าไม้อุดมสมบูรณ์มาก แต่พอความเจริญเข้ามา มีการตัดถนนทำแหล่งท่องเที่ยวเข้ามา
เศรษฐกิจแย่ ชาวบ้านยากจน ก็มีการบุกรุกแผ้วถางป่าจับปลากันมากขึ้น
ซึ่งเราก็ห้ามไม่ได้ เพราะทุกคนมีสิทธิ์ ตอนนี้ความอุดม สมบูรณ์บ้านโล๊ะจังกระเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
 |
ถ้าถามว่าเราจะรักษาป่าต้นน้ำนี้อย่างไร
เพื่อให้ถึงลูกถึงหลาน เราก็พยายามบอกพ่อแม่พี่น้องทั้ง
2-3 หมู่บ้านแถบนี้ ให้กลับมาช่วยกันเป็นหูเป็นตา และช่วยบอกกล่าวกันว่าที่นี่คือเขตอภัยทาน
เป็นสมบัติ ของทุกคน เราต้องช่วยกันเตือน เพื่อให้คนที่ทำลายที่นี่ได้ละอายแก่ใจกันบ้าง
เราต้องรวมแรงร่วมใจ กัน เพราะบ้านโล๊ะจังกระเคยได้รับธงพระราชทานของพระราชินี
ในการทำหน้าที่อาสาอนุรักษ์ดีเด่น ซึ่งก็มาวิธีการทำงานของพวกเรา
ที่ช่วยกันเฝ้าระวังป่าแถบนี้ หากมีเหตุการณ์การทำลาย
ป่าเราก็ พยายามถ่ายรูปไว้และแจ้งให้ทางราชการทราบ เพราะเราไม่มีหน้าที่จับกุม
อีกอย่างเราอยาก ผลักดัน ให้ที่นี่เป็นป่าชุมชน จึงอยากให้
คนทั้ง 2 หมู่บ้าน เข้าใจและร่วมอนุรักษ์ ไม่ต้องขัดแย้งกัน
อีกทั้งยัง สามารถใช่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน" แกนนำชาวบ้านโล๊ะจังกระกล่าว
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกของประชาชน
ได้เข้าร่วมเดินธรรมยาตราสู่ทะเลสาบสงขลาครั้ง
ที่ 7 นี้ และได้รับการกรุณาจากพระอาจารย์สันติกโร
ภิกขุ จาก Sravasti Abbey at Liberation |
Park ซึ่งเป็นหนึ่งแกนนำพระที่สร้างแนวคิดธรรมยาตราได้กล่าวถึงที่มาและจุดกำเนิดการเดินธรรมยาตรา
ให้กับทีมงานไทยเอ็น จีโอ ว่า
"ที่พวกเราร่วมโครงการนี้มาหลายๆ ครั้งก็เพื่อฟื้นฟูธรรม
และตัวธรรมเองนี้ก็มีหลายแง่หลายมุม จึงอยากจะขอพูดเพียงแค่บาง
ส่วน เพราะชาวปักษ์ใต้หัวใจขึ้นอยู่กับพระศาสนา ชาวพุทธขึ้นอยู่กับพระธรรม
ชาวมุสลิมขึ้นอยู่กับอัลเลาะฮ์ (พระผู้เป็นเจ้า)เกี่ยวพัน กับศาสนามาตลอด
แต่พอมาถึงยุคนี้ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเข้าเมืองหางานทำ คนหนุ่มสาวเข้าไปแสวงหาโอกาสในเมือง
คนสมัย นี้จึงหลงใหลในศาสนาเงินมาก หรือภาษาราชการเรียกว่าบริโภคนิยม
ซึ่งไม่ว่าคนไทยหรือฝรั่งก็เป็นกันมาก จึงทำยังไงให้คนไทย หันมาสนใจธรรมน้อยลง
ตรงนี้เองที่ทำ ให้คิดเดินธรรมยาตราขึ้นมา ก็เพื่อเตือนสติเพื่อนมนุษย์ว่า
นอกจากเรื่องการค้า เรื่องสนุก สนานเรื่องอร่อยแล้ว ยังมีสิ่งที่สำคัญกว่า
นั่นคือธรรม เราจึงพยายามเดินเพื่อทำให้ทุกคนหันมาสนใจ
และธรรมอีกอย่างหนึ่งที่อยากพูดถึงนั่นคือธรรมชาติ ธรรมยาตราก็เลยรณรงค์การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขึ้นเพราะธรรม
มีหลายลักษณะ การเดินธรรมยาตราทำให้เราได้มาสัมผัสธรรมชาติ ชุมชน
ในหลายๆ พื้นที่ หลายๆ ลักษณะ ทั้งป่าไม้ ป่าพรุ ทะเล สาบ ลำคลอง
ที่มีมากมายในแต่ละพื้นที่ ทำให้ได้รับรู้รับฟังเรื่องราวว่าชาวบ้านเขาเดือดร้อนอย่างไรบ้าง
ซึ่งก่อให้เกิดปัญญา อัน เป็นหนทางมาสู่ธรรม
อีกทั้งการเดินยังได้พัฒนาตัวเราเองให้มีความอดทน เพราะที่นอนลำบาก
การกินลำบาก แต่การได้ไปพบเห็น อะไรมากมายตลอด เส้นทางก็อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกอย่างแรงกล้าได้
ซึ่งอย่างน้อยธรรมยาตราก็น่าจะได้ตรงนี้ ทำให้เราที่มาร่วมเดิน
ไม่ได้รู้สึกว่า อยู่ตัวคนเดียว เพราะเราได้มารู้สึกสำนึกร่วมกันว่า
สังคมยังมีเรื่องราวที่ต้องรับรู้อีกมาก " พระอาจารย์สันติกโรกล่าว
อธิบายและ ชี้แจงต่ออีกว่าการเดินธรรมยาตราเริ่มต้นเมื่อใดและด้วยวัตถุประสงค์ใด
"ในสมัยนั้นธรรมยาตรายังไม่มีใครรู้จัก ยังไม่กำเนิดขึ้นในเมืองไทย
เพราะในประเทศไทยเรามีแต่การเดินประท้วง ซึ่งตรงนี้เอง ที่เราคิดนำรูปแบบธรรมยาตรามาใช้
และอยากจะเน้นว่าธรรมยาตราเป็นเพียงยุทธศาสตร์ อาจจะไม่ใช่ยุทธศาสตร์หลัก
ในการ แก้ไขปัญหาต่างๆ ของสังคม เพราะงานธรรมยาตราของเราเดินทางเพื่อมาเยี่ยมชุมชน
โดยเฉพาะชุมชนที่มีเรื่องราว มีปัญหา ต่างๆ ถึงแม้ความจริงเราจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ไม่มากนัก
เพราะการแก้ปัญหาเราต้องอาศัยคนในชุมชน อาศัย NGOs อาศัย หน่วยงานภาครัฐช่วยกัน
แต่เรามาเพียงชั่วคราวมารับฟังปัญหาช่วยคิด ช่วยวิเคราะห์และให้กำลังใจชุมชน
เราจึงเป็นเพียงปัจจัย หนุนเสริมในการแก้ปัญหาร่วมกับชุมชนมากกว่า
อีกทั้งเราพยายามทำให้พระศาสนามีส่วนสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสังคม
ซึ่งปีก่อนๆ ที่ผ่านๆมา นั้น จะมีการศึกษาปัญหา ล่วงหน้า ของแต่ละชุมชน
เราจึงมีโอกาสได้วิเคราะห์และโยงธรรมมะกับการแก้ปัญหาชุมชน แม้ว่าบางปัญหาคง
ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่บ้าน เมืองในการเข้ามาแก้ไข หรืออาศัยทุน
แต่ถึงอย่างไรเราเชื่อว่า หัวใจของการแก้ไขปัญหาคือความสามัคคีของชุมชนและแรงจูงใจ
ก็เป็นเรื่องสำคัญที่บทบาทพระศาสนา สามารถเข้ามาช่วยได้มาก เพราะฉะนั้นเราจึงเข้ามาเสริมความเข้าใจ
ในการแก้ปัญหาและ พยายามเสริมแรงจูงใจเป็นสิ่งที่เราช่วยได้
" พระอาจารย์สันติกโรกล่าวก่อนที่จะมองถึงผลสะท้อนกลับว่า
เมื่อธรรมยาตรา เดินมา แล้วการแก้ไขปัญหาชุมชนดีขึ้นหรือไม่
" จะดีขึ้นไหม หลังจากธรรมยาตราได้เดินผ่านพ้นมาแล้วถึง
7 ปี ตรงนี้ อาตมาไม่ใช่คนตอบ หรือตอบได้ไม่ชัดเจนนัก เพราะผู้ที่
ตอบได้ดีคือเจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการธรรมยาตราคือคุณอิสรา
เจียมวิทยานุกูล หรือถามชุมชนที่ธรรมยาตราเดินผ่าน เพราะ ตัวอาตมาเองก็ถามกันทุกปีเช่นกันว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
เขาก็ยืนยันว่าอาจจะไม่มีผลโดยตรง แต่ก็มีส่วนเสริมโครงการ NGOs
บางโครงการด้วย และจากการรวมกลุ่มของชาวบ้าน อย่างน้อยก็ทำให้คนในเมืองสงสัยหรือสนใจ
ปัญหาบางอย่างมากขึ้น เขาก็ยืนยันว่ายังมีประโยชน์ เราจึงเดินมาเรื่อยๆ
แม้ว่าเรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าดีขึ้นหรือไม่แค่ไหน
ส่วนหัวใจของธรรมยาตราที่นี่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากปีแรกๆ ไปมาก
เพราะปีแรกๆ ฝ่ายต้นคิดคือพระ และเป้าหมายหลักใน ตอนนั้นเราต้องการเดินรณรงค์เพื่อให้พระหันมาใส่ใจช่วยแก้ไขปัญหาทะเลสาบสงขลา
แต่เป้าหมายนี้กลับไม่ค่อย บรรลุเท่าไหร่ นักเนื่องเพราะว่า
พระที่จะช่วยแก้ไขปัญหาทะเลสาบนั้นปกติเขาช่วยอยู่แล้ว เพียงแต่ยังมีน้อยมาก
อีกทั้งพระเองก็มีข้อจำกัดเยอะ มาก ที่เห็นชัดๆ ก็คือ พระไม่กล้าคิดกล้าทำหลายๆ
อย่างยกเว้นชาวบ้านทำก่อน ซึ่งในความเห็นของอาตมา น่าจะทำได้
แต่บางที พระ กลัว นั่นเพราะพระปัจจุบันไม่ค่อยอิสระ ไม่เหมือนตามหลักพระพุทธศาสนาที่สอนไว้
ที่ไม่อิสระเพราะพระอยู่ภายใต้ข้อกำหนด หรือเจตจำนงของชาวบ้าน
ชาวบ้านเชื่อยังไง ให้พระควรทำยังไงก็ทำตามนั้น ทำให้พระขาดความเป็นผู้นำในตนเอง
อีกอย่างรัฐ เข้ามาแทรกแซงคณะสงฆ์นับร้อยปี ทำให้คณะสงฆ์อ่อนแอมาก
อย่างที่เป็นข่าวอยู่ทุกวันนี้ จึงทำให้พระขาดความกล้าไปมาก
ซึ่ง อาจจะมีบ้างที่กล้าทำ ก็มีในระดับท้องถิ่นที่พระลุกขึ้นมามีบทบาทในการพัฒนาชุมชน
ส่วนปัญหาที่เราแก้ไม่ตก นั่นก็คือเรื่องกิจ นิมนต์ ตามประเพณี
ทั้งๆ ที่ปัจจุบันพระมีน้อย พระไม่พอ เพราะฉะนั้นพระจะยุ่งอยู่กับเรื่องกิจนิมนต์มาก
ระยะแรกๆเคยพยายาม ดึงพระเข้ามาร่วมปรากฏว่าเดินไม่ได้มากนักเพราะมีกิจนิมนต์ตลอดเวลา
ทั้งๆ ที่กิจนิมนต์ใช้เวลาวันหนึ่งไม่กี่ชั่วโมงแต่ทำให้พระ
ไม่สามารถจะไปไหนได้ ในขณะที่สังคมปัจจุบันเข้าใจบทบาทพระเพียงเท่านี้เอง
แม้แต่พระผู้ใหญ่เองก็เข้าใจเพียงเท่านี้ ซึ่งไม่ได้ ส่งเสริมให้พระมีการศึกษา
มีการปฏิบัติที่ถูกที่ควร พระพุทธศาสนาจึงเหลือแค่เพียงเรื่องกิจนิมนต์
" พระอาจารย์สันติกโร กล่าว
และสรุปทิ้งท้ายอีกว่า
"สรุปคือทำยังไงจะให้พระสงฆ์ เข้ามามีบทบาทในการช่วยแก้ปัญหาสังคม
เพราะว่าธรรมยาตราเองตอนนี้คนที่ลุกขึ้นมาทำงาน
ก็มี ทั้ง ชาวบ้าน NGOs ข้าราชการ แต่พระกลับไม่มีพระเลย และคนที่เข้าร่วมเดินในแต่ละครั้ง
แทนที่จะได้พระเข้ามามากๆ กลับได้เฉพาะญาติโยมมากกว่า ที่มาร่วม
| การที่เราทำอะไรแปลกๆ ในสายตาของคนบางคน
แต่กับชาวบ้านเขารับได้เพราะสิ่งที่ชาวบ้านต้อง การคือความจริงใจ
นั่นเพราะ เรารู้ว่า รัฐไม่จริงใจกับชาวบ้านมาหลายชั่วอายุคนแล้ว
และต่อมา พระผู้ใหญ่ไปเกี่ยวพันกับรัฐ ทำให้พระผู้ใหญ่เอง
ก็ไม่ค่อยจริงใจกับชาวบ้านด้วย ทั้งๆ ชาวบ้าน ต้องการคนจริงใจ
แม้แต่ NGOs เองบางคนก็ไม่จริงใจกับชาวบ้านเหมือนกัน ที่ใช้ชาวบ้านเป็น
เครื่องมือ ซึ่งจากประสบการณ์ทำงานในชุมชนของอาตมาพบว่าถ้าเราจริงใจ
ชาวบ้านก็จะ ให้การ ยอมรับ และให้ความร่วมมือ เพราะฉะนั้นเราจึงอาศัยอย่างตรงนี้
สร้างความสำเร็จในการเดินธรรม ยาตราสู่ทะเลสาบสงขลา และหลังจากที่นี่เดินไปได้
2-3 ปี ก็มีที่อื่นๆ เริ่มนำแนวความคิดนี้ไปใช้ ซึ่งก็มีบางที่ที่เรียกได้เลยว่าขโมยชื่อไป
เพราะทำไม่ถูกหลักของธรรมยาตรา เช่น นั่งรถ แล้วเรียก
ว่าธรรมยาตรา นั่นถือว่าไม่ถูกต้อง แต่ส่วนใหญ่ที่นำไปใช้นั้นถือว่าถูกต้อง
และเราก็ยินดีเพราะเรา ไม่ลิขสิทธิ์อะไร เพียงแต่อยากขอร้องให้ทำให้ถูกต้อง
ปีหลังๆ เมื่อได้ข้อสรุปตรงกันมากขึ้นว่าคง ไม่ได้พระเข้ามาร่วมอย่างที่หวังแล้ว
แต่เราก็เห็นประโยชน์อีกแง่มุมหนึ่ง นั่นคือเห็นคนหนุ่มสาว
เข้ามาร่วมมากขึ้น ที่สำคัญส่วนใหญ่เป็นคนจากในเมืองก็เลยทำให้
คนกลุ่มนี้ได้ประโยชน์จากการ เข้ามาเดินสำผัสชีวิตชนบท
ทำให้ได้แรงจูงใจที่จะทำงานเพื่อสังคมมากขึ้น อีกทั้งยังได้เข้ามา
ฝึกอบรมธรรม ทำให้ต่อมากลายเป็นวัตถุประสงค์อีกอย่างหนึ่งไป
|
สันติกโร ภิกขุ |
สุดท้ายอยากฝากถึง NGOs และผู้ที่เชียร์ NGOs
เพราะอาตมาก็เป็นคนหนึ่งที่เชียร์การทำงานของ NGOs แต่ก็อดเป็นห่วง
NGOs ไม่ได้ เพราะยังทำงานน้อยไป ทุกวันนี้ถ้า NGOs ไม่ระวัง
เดี๋ยวจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ ซึ่งพอมีรถ
มีมือถือ มีเงินเดือนมากๆ กลัวว่าจะลืมชาวบ้าน ฉะนั้นจึงอยากให้
NGOs มีสนใจธรรมบ้าง" พระจารย์สันติกโรกล่าวย้ำ
อิสรา เจียมวิทยานุกูล |
ทางด้านนางสาวอิสรา เจียมวิทยานุกูล
เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการธรรมยาตราสู่ทะเลสาบ
สงขลา ได้กล่าวถึงบทบาทธรรมยาตรากับการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนว่า
" การเดินธรรมยาตราถือ ว่าเป็นเหตุปัจจัยเท่านั้นเอง
ในการเข้ามาช่วยฟื้นฟูทะเลสาบ แต่ว่าการฟื้นฟูทะเลสาบ
นี้นั้น ก็จะ มีทั้งบทบาทของ NGOs บทบาทของชาวบ้าน ส่วนธรรมยาตราเป็นเพียงตัวช่วยที่เข้ามาหนุนเสริม
เท่านั้นเอง ดังนั้นธรรมยาตราจะไม่เข้าไปทำงานในพื้นที่
แต่เราเป็นเพียงตัวเข้ามาหนุนเสริม องค์กรที่ทำงานในพื้นที่
ตรงนี้คือวัตถุประสงค์หลักของการเดินธรรมยาตรา
ส่วนบทบาทธรรมยาตราด้านอื่น ก็คงจะไม่ชัดเจนนักเนื่องจากว่าเราเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่เล็กๆ
เท่า นั้นในหลายๆ ปัจจัยที่บอกมา แต่ธรรมยาตราอาจจะมีข้อพิเศษก็ตรงที่เป็นกิจกรรมที่เราพยายาม
ประยุกต์ตัวธรรมให้เข้ามาทำงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งองค์กรอื่นๆ
ยังไม่มี อีกทั้งกิจกรรมยัง เกี่ยวพันในเรื่องวัฒนธรรมด้วยที่องค์กรอื่นๆ
ยังไม่มีเช่นเดียวกัน ธรรมยาตราจึงเป็นการทำงาน |
ในลักษณะที่แตกต่างจากองค์กรอื่นๆ
ส่วนผลสะท้อนที่เราพยายามประเมินกันนั้น คือธรรมยาตรามีผลต่อสังคมหลายๆ
ส่วน ทั้งต่อสังคมวงกว้าง ต่อสาธารณะ ที่มีการเอา ธรรมมาประยุกต์ใช้กับสังคม
ทำให้ธรรมไม่ได้อยู่แค่ในวัด หรือแค่การสวดมนต์ การทำบุญแต่อย่างเดียว
แต่ธรรมสามารถนำมา ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน สามารถประยุกต์ใช้กับเรื่องสิ่งแวดล้อม
กับปัญหาต่างๆ ของชุมชน ได้ ดังนั้นธรรมไม่ใช่แค่ตัวธรรม เฉยๆ
แต่ธรรมสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ นั่นคือสิ่งที่เราพยายามบอกกับสังคม
และหลังจากที่เราพยายามจัดธรรมยาตรา
มา 7 ปี แล้วนั้น กระแสสังคมก็เริ่มมีการพูดถึงมากขึ้น บทบาทอีกอันหนึ่งของธรรมยาตราคือ
ทำให้เรื่องทะเลสาบสงขลา มีการพูดถึง กันมากขึ้นในเวทีสาธารณะ
ว่ามีคนกลุ่มเล็กๆ พยายามที่ฟื้นฟูอนุรักษ์ทะเลสาบสงขลาและเขาพยายามเดิน
ไปในที่ต่างๆ ซึ่งทุกๆ ปี ก็มีการกระตุ้นเรื่องนี้มากขึ้น ทำให้มีผลต่อสาธารณะและต่อองค์กรอื่นๆ
อีกทั้งยังมีการเอาเนื้อหาและรูปแบบธรรมยาตรานี้ไปใช้ ในที่อื่นๆ
เช่น ที่สุรินทร์ ชัยภูมิ เชียงใหม่ ฯ แม้ว่าบางที่ไม่ได้เอาเนื้อหา
ไปทั้งหมด แต่ก็เอารูปแบบไป เพราะธรรมยาตราเป็นเรื่องที่เน้นหนักเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ซึ่งคล้ายๆ กันจากจุดเริ่มต้น ของแนวความคิดนี้
ส่วนผลสะท้อนต่อชุมชนนั้น เราคาดหวังยากมาก เพราะเราเดินเพียงปีละครั้ง
แต่เราเชื่อว่านี่เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยที่เรา พยายามจะทำ
เพื่อหนุนเสริมซึ่งกันและกันให้กับชุมชน จึงประเมินเฉพาะงานตัวใดตัวหนึ่งของเราให้ออกมาว่าเป็นอย่างไรนั้นคงยาก
โดยเฉพาะในบางประเด็นบางด้าน แต่ถ้าให้มองถึงตัวคนเข้าร่วมเดินนั้น
เท่าที่ประเมิณผลกัน คนเดินจะได้อะไรกลับไปมากที่สุด ซึ่ง ถ้าหากผู้เข้าร่วมมีระยะเวลาในการเดินสักนิดหนึ่งหรือสามารถเดินไปจนตลอดเส้นทาง
ผู้เข้าร่วมเดินจะได้อะไรไปมากมาย โดย เฉพาะผลทางด้านจิตใจ หรือจิตวิญญาณ
ถ้าถามว่ามากแค่ไหน ตรงนั้นต้องลองไปถามผู้ที่มีประสบการณ์การเดินดูนะคะ
จะรู้ว่านอก จากการได้สัมผัสภายในตัวเองแล้วยังได้สัมผัสกับปัญหาต่างๆ
ของแต่ละชุมชน เพราะคนที่เคยชื่นชมกับภาพทะเลสาบสงขลา ก็จะ รับรู้แต่ในด้านที่สวยงาม
แต่ไม่เคยรับรู้ด้านที่ไม่สวยงาม จึงไม่เห็นปัญหา แต่พอได้มาเดินสัมผัสก็จะรู้ว่า
ไม่ได้สวยงามอย่างที่เห็น
อย่างปีนี้เรามาเดินในเรื่องป่าต้นน้ำ ก็ไม่ได้มาเดินมองแต่ภาพป่าสวยๆ
แต่มาเห็นชีวิต เห็นชุมชน เห็นสภาพปัญหา สภาพป่าที่แท้ จริงๆ
มากขึ้น ซึ่งถ้าเขาได้มาเดินในระยะเวลาที่มากพอสมควร เราเชื่อว่ามันจะเข้าไปในจิตใจของเขาและจะไม่จางหายไปง่ายๆ
เพราะเขาได้สัมผัสตามอายตนะทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
จึงเป็นประสบการณ์ที่แนบแน่นและจดจำไว้นาน" นางสาว อิสรา
กล่าวอธิบาย
เทด เมเยอร์ |
เทด เมเยอร์ ( Ted Mayer
: Profesor Anthropology , Webster Univer sity Thailand
) นักการศึกษาที่สนใจบทบาทศาสนาพุทธกับพัฒนาสังคม
ซึ่งนำคณะ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเว็บสเตอร์เข้าร่วมศึกษาและร่วมเดินธรรมยาตราได้แสดงมุม
มองต่อขบวนการธรรมยาตรานี้ว่า "ผมคิดว่าพระส่วนใหญ่ที่มาเดินนั้นเป็นผู้แสวงหาจากวิธีการอื่นแล้วก็ไม่ค่อยมีคำตอบ
ซึ่ง ฆารวาสก็เหมือนกันถ้าเป็นภาษาอังกฤษเรียกว่า Socailly
Engaged Buddhists คือแวด วงชาวพุทธที่สังเกตนั้นจะพบว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว
และก็อยากเอาหลักธรรมมาประยุกต์ ใช้ กับตัวเองและกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนี้
ซึ่งกับภาวะตรงนี้ ถ้าเราพูดความ จริง กับตัวเราเอง เราจะไม่มีคำตอบ
ดังนั้นเหตุที่ผมชื่นชมกับบทบาทพระกลุ่มนี้ ซึ่งท่าน กำลัง
ปฏิบัติอยู่ใน ขณะนี้นั้นคือ ท่าน ไม่ได้เสแสร้งว่ามีคำตอบให้กับสังคมและท่านก็พร้อมที่
|
จะหาคำตอบ นั่นหมายรวมถึงท่านยังมีความคิดมีคำวิพากษ์วิจารณ์ที่น่าสนใจมากด้วย
อย่างเช่น ท่านกล้าที่จะวิจารณ์โครง สร้าง อำนาจในสังคไทย ท่านกล้าที่จะวิจารณ์โครงสร้างอำนาจในคณะสงฆ์
ท่านกล้าตั้งคำถามเหล่านี้กับวัดที่มีเจ้าอาวาสผูกขาดอำนาจ ซึ่งผมโดยส่วนตัวผมคิดว่าน่าจะมีการใช้ระบบสภา
และผมคิดว่า ธรรมยาตราน่าจะมีผลต่อคนที่เข้าร่วมเดินเยอะมาก
เพราะเป็น กระบวนการที่กลุ่มได้ร่วมแสวงหาคำตอบด้วยกัน
ขณะเดียวกันการเดินธรรมยาตราเป็นการฝึกสมาธิ ปฏิบัติธรรมที่อยู่ท่ามกลางโลกของความจริง
ซึ่งตามความเข้าใจของผม ผมเข้า ใจว่า ท่านจะใช้ภาษาที่พูดถึงการปฏิบัติธรรม
อย่างเช่น การสัมผัสความจริงของตัวเอง ธรรมชาติ คนรอบข้าง เหล่านี้ท่านจะใช้ภาษา
อย่างเรียบง่าย โดยเฉพาะการสื่อกับชาวบ้าน ซึ่งดูเหมือนง่ายแต่ความจริงแล้วไม่ใช่"
เทด เมเยอร์ กล่าวและสรุปความเข้าใจของตน ว่าธรรมยาตรานั้นบอกอะไรแก่ผู้เข้าร่วมเดินบ้าง
"ธรรมยาตราทำให้เราค้นพบความจริงในหลายๆ ระดับมาก ทั้งความจริงของตัวเอง
ความจริงของการใช้ชีวิตร่วมกัน ซึ่งมีมากมาย หลายอารมณ์หลายปัญหา
ซึ่งทำให้ได้คิดว่าทำอย่างไรเราจึงจะอยู่ร่วมกันได้ อยู่ร่วมกับชาวบ้านได้
ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะการเปิดเวทีให้ชาวบ้านได้มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน
และเวทีของธรรมยาตราเป็นเวทีกลางที่ทุกๆ ฝ่ายมานั่งคุยกันได้
จึงทำให้เป็นเวทีที่ชาวบ้านรู้สึกปลอดภัยและกล้าที่จะพูด เช่น
เรื่องโรงงานอาหารที่ปล่อยน้ำเสียทำให้เขาเดือดร้อน แม้ว่าเวทีนี้จะ
ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโดยตรง แต่ก็ทำให้เขาได้ออกมาพูด ซึ่งผมเชื่อว่าวิธีแบบนี้นั้นสามารถทำให้ได้ผลดีบ้าง
แม้จะเล็กๆ น้อย ก็ตาม แต่กับคนที่เข้าร่วมเดินผมเชื่อว่า เขารู้สึกมากว่าตัวเขาได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านด้วย"
เทด เมเยอร์กล่าว
| ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ
รายงาน
webmaster@thaingo.org, cheeriver@hotmail.com |
|