เกษตรกรไชยปราการ"ชี้ทางออกต้องปลดอย่างเดียว"


เกษตรกรไชยปราการประกาศล้มโครงการพักชำระหนี้....ชี้ทางออกต้องปลดอย่างเดียว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2544 สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ได้เปิดเวทีอภิปรายชำแหละ"โครงการพัก
ชำระหนี้เกษตรกร" ณ อาคารศูนย์สารนิเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งในวงอภิปรายวันวันนั้นก็มี ชาวบ้าน นักวิชา
การและเอ็นจีโอ ได้มาแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงกันจนมีสรุปฟันธง ณ ที่นั้นเลยว่า หากรัฐบาลยืนยันจะเคียงข้างเกษตรกร
"รัฐบาลต้องประกาศนโยบายใหม่ปลดหนี้เกษตรกร"

โดยงานสัมมนาครั้งนี้ มีทั้งตัวแทนชาวบ้าน
จากอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่
ตัวแทนจากองค์กรพัฒนาเอกชน ตัวแทน
จากนักวิชาการจากพรรคการเมือง และตัว
แทนจากสื่อมวลชน

ซึ่งจากการศึกษาวิจัยของนายพฤกษ์ เถาถวิล จาก สกน. ก็พบข้อสรุปที่ชัดเจนว่าโครงการพักหนี้เกษตรกร นั้นล้มเหลว
ในการบรรเทาปัญหาเกษตรกรโดยสิ้นเชิง ตามข้อสรุปที่สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ได้สรุปไว้นั้นก็คือ

1.ปัญหาในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับการช่วยเหลือ โดยกำหนดว่าผู้จะได้รับการช่วยเหลือ คือ กลุ่มเกษตร
กรที่เป็นหนี้กับ ธ.ก.ส. ไม่เกินหนึ่งแสนบาท ทั้งๆ ที่การกำหนดอย่างนี้เป็นการกีดกัน เกษตรกรจำนวนมากไม่ให้ได้รับ
การช่วยเหลือ และจากการวิจัยในหมู่เกษตรกรหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งมีชาวบ้านมีหนี้ประมาณ 80% แต่มีผู้ทีได้รับการช่วย
เหลือจากฌครงการชำระหนี้ของรัฐบาลเพียง 30%

2.ปัญหาในการกำหนดมาตรการในการแก้ปัญหา ซึ่งหากเปิดโอกาสให้เกษตรกรพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
ภายในระยะเวลา 3 ปี ก็จะทำให้เกษตรกรหลุดพ้นหนี้ได้นั้น เป็นกำหนดมาตรการที่ตื้นเขินต่อรากฐานสภาพปัญหา
ที่แท้จริงของเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบเชิงลึกจากนโยบายของรัฐบาลมานาน

3.ความล้มเหลวของโครงการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร ซึ่งอ้างว่าสามารถปรับระบบการผลิตให้มั่นคงและหลุดพ้นบ่วงหนี้
ได้อย่างถาวร แต่ความจริงแล้วกลับล้มเหลว ทั้งในระดับปฏิบัติและในระดับนโยบาย อันเนื่องมาจากความไร้ประสิทธิ
ภาพของหน่วยงานภาครัฐนั้นเอง

ย้อนมองนโยบายรัฐบาลในการผลักดันโครงการปรับโครงสร้างระบบการผลิตการเกษตร (คปร.) อันเป็นนโยบายที่
สะท้อนความจริงออกมาแล้วว่า"ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง" จึงเป็นเหตุให้เกษตรกรไทยต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลรับ
ผิดชอบกันอยู่ในขณะนี้

ปัญหาที่ต้องออกมาเรียกร้อง สาเหตุหนึ่งก็เกิดมาจากโครงการพักชำระหนี้ นั่นเองที่สร้างความไม่พึงพอใจให้แก่
เกษตรกรไทยเป็นจำนวนมากที่ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรฯ ออกเงื่อนไขแบ่งแยกแล้วเลือกปฏิบัติ ต่อเกษตรกรที่ต้อง
การพักชำระหนี้จนทำให้เกษตรกรที่ไม่เข้าข่ายได้รับการพักชำระหนี้ กำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจภายในครัวเรือน
อย่างหนัก และนั่นคือแรงผลักให้เกษตรกรยิ่งต้องออกไปกู้เงินนอกระบบมากขึ้น เพื่อนำมาจ้างและซื้อปัจจัยการผลิต
พร้อมทั้งจุนเจือครอบครัวแล้วก็กลายเป็นวงจรหนี้อุบาทว์ขึ้นกับคนจน

แม้ว่าโครงการพักชำระหนี้ จะไม่ใช่หัวใจหลักในการแก้ไขปัญหาเกษตรกร แต่ก็สร้างปัญหาให้แก่เกษตรกรซับซ้อน
มากยิ่งขึ้น ทั้งๆ ที่ปัญหาเกษตรกรสามารถมองเห็นแล้วสรุปให้เข้าใจนั้นง่ายนิดเดียว แต่รัฐบาลก็ขาดความกล้า ซึ่ง
มีหนทางเดียวในสภาวการณ์อย่างนี้นั่นก็คือ"การปลดหนี้ให้แก่เกษตรกรไทยทั้งหมด"เพราะการปลดหนี้เท่านั้น จึงจะ
แก้วิกฤติชีวิตของเกษตรกรไทยให้หลุดพ้นจากบ่วงอุบาทว์" โง่-จน-เจ็บ" นี้ได้อย่างถาวร" แต่กระนั้นรัฐบาลจะต้อง
ไม่ลืมโครงการส่งเสริมทักษะการผลิตและการจัดการด้านการตลาดด้วย เกษตรกรไทยจึงจะเดินก้าวไปข้างหน้าอีก
ครั้งได้

ขณะที่ข้อสรุปของอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ได้สรุปไว้อย่างชัดเจนว่า ลักษณะหนี้ของเกษตรกรภาค
เหนือสามารถจำแนกได้ได้เป็น 4 ประเภท คือ

1.หนี้จากการผลิตตามปกติ (โดยไม่มีโครงการของรัฐมาส่งเสริม) กรณีนี้มีขึ้นทั่วไป

2.หนี้จากโครงการส่งเสริมของรัฐ ซึ่งในภาคเหนือที่พบได้แก่ โครงการปรับระบบโครงสร้างการผลิต (คปร.)

3.หนี้จากโครงการส่งเสริมของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

4.หนี้จากโครงการพัฒนาของรัฐกระทบต่อการทำกิน เช่น การประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติหรืออุทยานแห่งชาติทับ
ที่ทำกิน

ส่วนสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ในฐานะองค์กรศึกษาปัญหา
และรณรงค์ ให้มีการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
ได้เป็นแกนหลักในการจัดงานสัมมนาครั้งนี้ขึ้น

เพื่อนำชาวบ้าน ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพักชำระหนี้และผลกระทบจากการไม่ได้รับการพักชำระหนี้ของรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร

มากล่าวชี้แจงข้อเท็จจริงบางประการให้สาธารณชน องค์กรภาคประชาชนและตัวแทนรัฐบาลได้รับทราบว่าปัญหา
หนี้สินเกษตรกรต้องออกเป็นนโยบายอย่างเดียว จึงจะแก้ปัญหาได้ นั่นก็คือ "ปลดหนี้เกษตรกรไทยทั้งหมด" และ
ชดใช้หนี้สินเกษตรกรที่มีอยู่นอกระบบให้หมดเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรและสังคมส่วนรวม

โดยรัฐบาลต้องกลับไปทบทวนแนวนโยบายการพัฒนาประเทศที่อยู่บนฐานการเอารัดเอาเปรียบภาคเกษตรกรให้
เกษตรกรเป็นศูนย์กลางและเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาหรือโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เป็นต้น

ส่วนสาเหตุของการเป็นหนี้สินของเกษตรกรนั้นสามารถสรุปได้ว่าเกิดจากนโยบาย 2 ระดับ คือ

ระดับแรกนั้น เป็นปัญหาด้านนโยบายการเกษตรกร ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ เช่น ปัญหา
การนำเกษตรกรเข้าสู่การค้าเสรีในขณะที่เกษตรกรไม่มีความพร้อม และปัญหาการบริหารสถาบันการเงินเพื่อการ
เกษตร ที่มุ่งแต่กำไรโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร

ระดับสอง เกิดจากนโยบายการพัฒนาประเทศ ที่มีโครงสร้างขูดรีดมูลค่าส่วนเกินภาคเกษตรกรรม เช่น นโยบายภาษี
และนโยบายใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่เป็นธรรมแก่เกษตรกร รวมทั้งนโยบายให้สิทธิพิเศษแก่ภาคอุตสาหกรรมและภาค
บริการ

และข้อสรุปต่อโครงการพักหนี้เกษตรกรนั้นมีข้อสรุปถึงผลสำเร็จว่า ไม่เป็นที่น่าพอใจมากนัก เพราะไม่สามารถบรร
เทาปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้จริง

จากวงสัมมนาที่อาคารศูนย์สารนิเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีนักวิชาการ ตัวแทนรัฐบาล องค์กรพัฒนาเอกชน
และแกนนำชาวบ้านหลายคนเข้าร่วมต่างก็มองปัญหานี้ คล้ายๆ กัน โดยศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก กล่าวว่า

"อยากให้รัฐบาลชุดนี้มีน้ำใจที่กว้าง ต่อการแก้ปัญหาเกษตรกรบ้าง ไม่ใช่เป็นเพียงการแก้ปัญหาไปให้ผ่านๆ เท่านั้น
เพราะการแก้ปัญหานั้นมีนัยะสำคัญมากต่อการพัฒนาประเทศ โดยรวม อีกทั้งปัญหาความยากจนนั้นต้นเหตุมาจาก
การพัฒนาประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องทำงานที่ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาให้หมดๆ ไป เพื่อให้ประชาชนไม่ต้อง
มาเดินขบวน แต่รัฐบาลต้องเข้าใจด้วยว่าเกษตรกรไทย มีศักยภาพสูงในการมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาประเทศ"
ศ.เสน่ห์ จามริก กล่าวและชี้แจงเพิ่มอีกว่า

"แต่ภาระกิจเหล่านี้ไม่ได้สิ้นสุดแค่นี้ ผมอยากให้งานวิชาการพัฒนา
ไปในเชิงรุกมากกว่านี้ ตามนัยะที่ผมได้เรียนให้ทราบมาตลอดว่า
ให้เราคำนึงถึงทรัพยากรในเขตร้อนของเรา คำนึงถึงภูมิปัญญา

ท้องถิ่นของเรา ที่จะฟื้นฟูเพื่อนำมาสร้างพลังในการพัฒนาประเทศรัฐบาลต้องหาทางพัฒนานโยบายเพื่อให้พี่น้อง
เกษตรกร อยู่ดี กินดี ให้ได้" ศ. เสน่ห์ กล่าวสรุป

ส่วนนายพฤกษ์ เถาถวิล เลขานุการคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ผู้ศึกษาและทำวิจัย เรื่อง
ปัญหาหนี้สินเกษตรกร กล่าวย้ำชัดเจนว่า


"คนที่พักหนี้ เมื่อเราได้พูดคุยด้วยเขาก็บอกเลยว่า กำลังแย่ สาเหตุที่แย่เพราะว่า ไม่สามารถกู้เงินได้เลย เมื่อไม่มี
เงินในกระเป๋า กระบวนการผลิตก็มีปัญหา แทบทุกขั้นตอน

ขณะที่กลุ่มที่ได้ลดภาระหนี้สินก็ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะว่า ปัญหาด้านอื่นๆ ก็ยังเหมือนเดิม ต้นทุนยังสูง ผลผลิต
ไม่ได้ราคา แต่ก็ต้องแบกรับภาระภายในครอบครัว ซึ่งในที่สุดก็ไปไม่รอดอยู่ดี เมื่อเป็นอย่างนี้ สังคมไทยต้องกลับมา
คิดค้นหาทางแก้ไขปัญหากัน ว่าอุปสรรคที่กั้นความล้มเหลวมีอะไรบ้าง และจากผลการวิจัยในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของ
ผมก็พบว่า ยังมีเกษตรกร หลายราย ที่ไม่ได้รับโอกาสในการพักชำระหนี้และก็มีสภาพปัญหารุมล้อมไปอีกแบบหนึ่ง

รัฐบาลต้องเข้าใจด้วยว่า ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ที่ซับซ้อนเกี่ยว
เนื่องกัน คือเกิดจากนโยบายของรัฐที่เปลี่ยนวิถีการผลิตจากเพื่อยังชีพมาเป็นการผลิตเพื่อพา
-ณิชย์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในเชิงอำนาจการจัดการการผลิตเพราะทั้งทรัพยากร

แรงงาน และปัจจัยการผลิตอื่นๆ เปลี่ยนไปหมด" นายพฤกษ์ กล่าว และย้ำเพิ่มอีกว่า

"กลุ่มทุนของเกษตรกรไทยนั้นจะอยู่ในลักษณะทุนนิยมค่าเช่าเสียมากกว่า ดังนั้นประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องของนโยบาย
การพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะปัญหาใหญ่ของเกษตรกรคือ ไม่มีตลาดจำหน่ายผลผลิต และผลผลิตไม่ได้ราคาคุ้มต้นทุน
เกษตรกรไทยจึงวนเวียนอยู่ในวัฏจักรอุบาทว์ที่จมอยู่กับความยากจน และนั่นคือสาเหตุการเป็นหนี้ ที่มาจากปัญหาเชิง
โครงสร้าง แต่ว่ารัฐบาลก็ควรออกมาตรการให้ชัดเจนด้วย ชัดเจนแม้กระทั่งการนิยาม การกำหนดกลุ่มเป้าหมายและ
มาตรการ ที่รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือนั้น รัฐบาลต้องเข้าใจให้รายละเอียดให้ได้ว่า ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรเกิดจาก
สาเหตุใด เพราะโครงการพักชำระหนี้แบบนี้ มันสะท้อนว่ารัฐบาลไม่ได้เข้าใจปัญหาที่มันหลากหลายของกลุ่มเกษตร
กรภาคเหนือเลย "รัฐบาลไร้กึ๋น" ซึ่งผมกล้าสรุปได้เลยว่า ปัญหาเกษตรกรมาจากต้นตอเดียวกันคือนโยบายของรัฐ
" นายพฤกษ์ กล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่นายสวัสดิ์ คำกุย เกษตรกรรายหนึ่ง มาจาก อ.ไชยปราการ เชียงใหม่ ที่ประสบกับปัญหาหนี้สิน ได้ลุกขึ้นกล่าว
ถึงสภาพชีวิตของตนหลังจากโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรนี้ของรัฐบาลผ่านไประยะหนึ่งแล้วว่า ตนเองก็ยังคงจมอยู่
สภาพที่ยากจนขัดสนดั่งเดิม โครงการของรัฐบาลไม่มีผลกระทบที่ดีขึ้นแต่อย่างใด

" ผมอยากให้ทางรัฐบาลลงมาดูข้อเท็จจริงบ้างว่า โครงการที่รัฐส่งเสริมเข้ามา มันใช้ไม่ได้ผล ชาวบ้านยังประสบชะตา
กรรมเดิมๆ ไม่สามารถจะหลุดพ้นความทุกข์ยากเหล่านี้ได้ที่สำคัญสหกรณ์การเกษตรฯ มีแต่จะเอาผลกำไรตามเป้า

หมาย ไม่เคยฟังเสียงทุกข์ร้อนของชาวบ้านเลยว่าต้องการอะไรจริงๆ แถมโครงการ
นี้ยังมีการจัดเกรดให้เครดิตแก่เกษตรกรอีก ว่าใครเชื่อง ใครทำตามคำสั่ง ก็จะได้
เค ( credit ) เยอะ ก็ยิ่งทำให้ชาวบ้านดิ้นรนมากขึ้น ไม่มีก็ไปกู้นอกระบบมากขึ้น"
นายสวัสดิ์ คำกุย เกษตรกร อ.ไชยปราการ กล่าวสรุป
 

ส่วนทางด้านมุมมองนักวิชาการ ผู้อำนวยการคลังสมองคนจน ซึ่งทำงานในแนวร่วมภาคประชาชนมานานก็กล่าวเช่น
กันกันว่า รัฐบาลคิดโครงการมาเพื่อปกปิดประชาชน โดยที่ประชาชนไม่รู้เลยว่าถูกรัฐบาลดึงมาติดกับดักหนี้กันถ้วน
หน้าแล้ว และยังสรุปทิ้งท้ายว่า"สำหรับโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรนี้ อย่างไรก็ล้มเหลว"

"มันมีบทสรุปสำหรับผู้บริหารอยู่นะครับ คือว่า โครงการพักชำระหนี้ เกษตรกรไม่ได้ส่งผลกระทบที่ดีขึ้นแต่อย่างใดแก่
เกษตรกร เป็นเพียงการบิดเบือนว่าสาเหตุการแก้ปัญหาการชำระหนี้เท่านั้นเอง โครงการแบบนี้ในสมัยรัฐบาลชวน
ก็เคยมีขึ้นแล้ว และก็ล้มเหลวไปแล้ว เพราะรัฐบาลมักออกแบบโครงการให้สังคมอุปถัมภ์ยิ่งเติบโตมากขึ้นและโครง
การพักชำระหนี้เกษตรกร เป็นเพียงโครงการย้ายเงินจำนวนมหาศาลไปสู่ชนบทเพื่อยึดกุมฐานเสียงและยังทำให้ชาว
บ้านเป็นบริวารของนักการเมืองและของพรรคการเมืองตลอดไป โดยมีธนาคารเพื่อเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร
(ธ.ก.ส.)เป็นองค์กรกลางผูกขาดชีวิตเกษตรกรชนบท

ซึ่งเป็นการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่ลงทุนน้อยที่สุดได้กำไรดีที่สุด เพราะชาวบ้าน
ปล่อยกู้เอง ติดตามหนี้เองสหกรณ์การเกษตรคอยเก็บเกี่ยวแต่ดอกผลกำไรเท่านั้น " อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นักวิชาการและผู้อำนวยการคลังสมองคนจน กล่าวสรุป......

 


ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ
cheeriver@hotmail.com, webmaster@thaingo.org