มหกรรมฟื้นฟูป่าฯประชาชนทฤษฎีการจัดการป่าที่ไร้เสียง

คนอยู่กับป่าได้หรือไม่ได้ และคนมีกระบวนการอย่างไรในการพิทักษ์รักษาป่า หากต้องดำรงอยู่กับป่าอย่างเช่นในอดีต เหล่า
นี้เป็นประเด็นที่ยัง ตอบไม่กระจ่างหัวใจคนในสังคมไทยอยู่มาก หรือกระจ่างไปบ้างแล้ว แต่ ความไม่เชื่อยังคงมีอยู่อย่าง
เข้มแข็งในสังคมไทย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำหน้าที่รักษาป่า(จนหมด)โดยตรง

พระราชบัญญัติป่าชุมชน ที่อ้างสิทธิชุมชน ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน 2540 มาตรา 46,56,และ79 ที่ระบุถึงสิทธิชุมชน
บุคคลในการบำรุงรักษาและทำประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกำหนดให้รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุน
ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษา ด้วย ได้ผลักดันร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน จน ณ ปัจจุบันนี้ ร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน ดัง
กล่าว ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งอาจจะตกและถูกตีกลับ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันสังคมไทยได้ตื่นตัวตื่นและ
เข้าใจจากการเรียนร่วมกันมากขึ้นถึงพลังภาคประชาสังคม และภูมิปัญญาที่คนในแต่ละชุมชนถ่ายทอดสั่งสมกันมานมนาน
โดยเฉพาะระบบหรือรูปแบบการจัดการป่าชุมชน เพื่อให้รัฐและผู้มีอำนาจได้เข้าใจ"งานมหกรรมฟื้นป่าภาคประชาชน ครั้งที่ 2
ที่ บริเวณป่าชุมชนดงมะไฟอ.เมือง ยโสธร ในวันที่ 23-25 มกราคม 2545

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ได้บันทึกปากคำ นายวิพัฒนชัย พิมพ์หิน ผู้ประสานงานหลักในการจัดงานมหกรรมฟื้นป่าภาคประชา
ชน ครั้งที่ 2 นี้โดยนายวิพัฒนชัยกล่าวถึงสาเหตุในการจัดงานครั้งนี้ว่า มาจากความต่อเนื่องในครั้งที่ 1 ที่ นำเสนอสู่สาธารณชน ในประเด็นสิทธิชุมชนในการจัดการป่า แล้วเกิดผลสะท้อนที่ดีจากกระแสสังคม จนมีร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน ภาคประชาชนขึ้น ดังนั้นจึงมีการคิดร่วมกันต่อไปอีกว่า ทำยังไงจึงจะเผยแพร่ทั้งรูปแบบและกระบวนการจัดการป่าชุมชนในรูปแบบต่างๆ ของ
แต่ละท้องถิ่นออกมาได้ เพื่อให้สาธารณชนและรัฐ เชื่อมั่นในศักยภาพของชุมชนในการจัดการป่า

"มหกรรมฟื้นป่าภาคประชาชนครั้งที่ 2 นี้ งานเริ่มวันที่ 23-25
มกราคม 2545 โดยศูนย์ประสานงานองค์กรเครือข่ายชาวบ้าน
ชุมชนดงมะไฟ เป็นแกนนำร่วมจัด ส่วนวัตถุประสงค์ในการจัด
งาน ครั้งนี้ ก็เพื่อ 1. เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในกระบวนการ
จัดการฟื้นฟูป่าและการแก้ไขปัญหาป่าไม้ ที่ดินในเขตป่าของ
องค์กรเครือข่ายชาวบ้าน แล้วก็วิเคราะห์ปัญหาทิศทางนโยบาย

ที่เกี่ยวข้องหรือมีผลกระทบกับประชาชน ประการที่ 2. เพื่อการรณรงค์เผยแพร่ผลงาน ความสำเร็จในการจัดการทรัพยากร
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของชาวบ้านและองค์กรพัฒนาเอกชน ร่วมทั้ง โรงเรียนและองค์กรท้องถิ่นอื่นๆ ในรูปแบบต่างๆ
กัน ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย งานเอกสาร งานสาธิต ประการที่ 3. เพื่อกำหนดทิศทาง แผนงานและข้อเสนอต่อการทำงานของ
องค์กรชาวบ้าน ในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการสรุปบทเรียนที่ผ่านๆมา เพื่อมองว่า วันข้างหน้าแต่ละองค์กร
จะเดินไปในทิศทางไหนกัน และประการสุดท้าย ประการที่ 4.เป็นการสืบสานและผลักดันเจตนารมณ์ที่จะให้ประชาชนเข้า
มาจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเป็นที่ยอมรับ โดยภูมิปัญญาชาวบ้าน
"นายวิพัฒนชัยกล่าวชี้แจงและอธิบายเพิ่มเติม
อีกว่างานนี้เป็นการเปิดเวทีให้ประชาชนได้พูดกับตัวแทนของรัฐบาลและนักวิชาการ ว่าเขามีแนวคิดในการจัดการป่าชุมชน
อย่างไร โดยนำเสนอบทเรียนและประสบการณ์ที่ผ่านๆ มาเป็นหลัก

"ที่ผมกล่าวมาทั้งหมด ประเด็นหลักๆ ก็คือ ประชาชนคนไทยในปัจจุบันนี้ ได้ตระหนักถึงสิทธิของตนเองและเรียกร้องหรือ
เข้ามามีบทบาทในการจัดการทรัพยากรของตนเองมากขึ้น ตามแนวทางที่รัฐพึงเปิดโอกาสให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็น
เรื่องการจัดการป่าในเขตอนุรักษ์ หรือการจัดการนอกเขตป่าอนุรักษ์หรือป่าชุมชน ก็ตาม ตรงนี้คือเรื่องของป่า

ส่วนอีกประเด็นคือเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อทำกิน โดยเฉพาะที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์หรือป่าชุมชน บางกลุ่มเขามีการ
จัดการในรูปแบบจำกัดเขตที่ดินของสมาชิกในชุมชน เพื่อให้มีส่วนที่เหลือไว้เป็นป่าชุมชน เหล่านี้คือแนวคิดในการจัดการ
ของชาวบ้านทั้งหมด ซึ่งตอนนี้กระแสนโยบายของรัฐเองก็กำลังที่จะมีมาตรการหลายอย่างเพื่อที่จะทำการผลักดันให้คน
สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ ส่วนจะมีมาตรการอย่างไรบ้างนั้น วันที่ 24 มกราคม นี้ จะมี ฯพณฯ ท่านประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนและรับฟังชาวบ้าน โดยประเด็นหลักๆ ก็มีเรื่อง
นโยบายของรัฐในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งการเสวนานี้ ชาวบ้านก็คงจะมีคำถามถึงนโยบายการจัดการทรัพยากร
ธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วม เนื่องจากที่ผ่านๆ มาเป็นอย่างไร มีรูปแบบการจัดการอย่างไร และมีการเปิดโอกาสให้ประชาชน
เข้ามามีส่วนร่วม ตามที่เคยแถลงไว้ในนโยบายอย่างไร
"นายวิพัฒนชัยกล่าวอีกทั้งยังเปิดภาพงานครั้งนี้ว่า

"งานนี้เป็นงานที่ชาวบ้านพยายามที่จะนำเสนอประสบการณ์ แนวคิดและรูปแบบการจัดการป่าของเขา เพื่อให้หน่วยงานของ
รัฐและนักวิชาการได้รับรู้ร่วมกัน อันเป็นแนวทางที่จะทำให้เกิดการสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน ฉบับประชาชนร่วมกัน
ร่าง ที่กำลังเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภา

และการจัดงานครั้งนี้ เราได้มาจากบทสรุปในการจัดงานครั้งที่ 1 ที่บ้านหนองเยาะ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ปี 2543 ซึ่ง
ประเด็นในการจัดงานครั้งนั้น เกิดจากการที่ประชาชนเขาเริ่มตระหนักถึงสิทธิของตัวเอง ในการเข้าไปมีส่วนร่วม ในการ
จัดการทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์ฟื้นฟูภูมิปัญญาพื้นบ้านของตัวเองไว
้"นายวิพัฒนชัยกล่าวอีกก่อนจะสรุปทิ้งท้าย
ถึงมุมมองของภาครัฐต่องานมหกรรมฟื้นป่าภาคประชาชน ครั้งนี้ว่า

"งานนี้ทางภาครัฐเองก็ค่อนข้างมองในเชิงบวกมากขึ้น คือไม่มีปฏิกิริยาอะไร ตรงนี้หมายถึงเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานนะ
ครับพอร่วมมือกันได้ ยกเว้นเรื่องแนวความคิดเท่านั้นที่ทั้ง 2 ฝ่าย ยังคิดกันไปคนละทางอยู่ ผมหมายถึงกรมป่าไม้นะครับ
แต่ถ้าเป็นองค์กรอื่นๆ ในพื้นที่ ไม่ว่า อ.บ.ต.หรือหน่วยรัฐอื่นๆ ในพื้นที่ ก็สามารถประสานความร่วมมือกันได้ทั้งหมดซึ่ง
ตรงนี้ผมว่าในระดับนโยบาย น่าจะหันมาสนใจให้มากขึ้น เพราะมีผลเยอะมากที่จะทำให้คนในระดับปฏิบัติงานตามพื้นที่
ต่างๆ จะให้ความสนใจร่วมมือหรือไม่

แต่งานมหกรรมฟื้นป่าภาคประชาชน ครั้งที่ 2 นี้ เป็นงานที่มีรูปธรรมชัดเจนมาก เพราะสามารถประสานงานกับหลายๆ ส่วน ให้เข้ามาร่วมงานกันได้ เพื่อที่จะผลักดัน รณรงค์นโยบายการจัดการป่าโดยภาคประชาชน ตรงนี้ให้บรรลุความสำเร็จให้ได้
งานนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่น่าจะเป็นเวทีของประชาชนอย่างแท้จริง
" นายวิพัฒนชัยกล่าวสรุป


ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ รายงาน
webmaster@thaingo.org,nile@thaingo.org