|
ท่าชนะระอุ...ใครทิ้งประชาชน
?
ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับรัฐท่ามกลางแนวคิดและการดำเนินนโยบายรัฐบาลที่เน้นหนัก
แต่เพียงการพัฒนา วัตถุและการใช้เศรษฐกิจเป็นศูนย์กลางของเป้าหมายในการพัฒนา
มาหลายยุคหลายสมัยนั้น บทสรุป ณ ปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับความจริงว่า สังคมไทยต้องผจญกับผลสะท้อนกลับตามมาอีกมาย
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องที่ทำกินที่ อยู่อาศัย ปัญหาการว่างงานต่อเนื่อง
ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติดและอื่นๆ อีกมาย รัฐ โดยการบริหารงานของรัฐบาลกลับค้นหาแนวทางที่ทำให้ประชาชนหลุดพ้นจากบ่วงสะท้อนกลับความทุกข์ยากนี้
ไม่ได้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนมาแล้วกี่รัฐบาลหรือ กี่สมัยก็ตาม ประชาชนตาดำๆ ก็ยังรับเคราะห์กรรมซ้ำๆ
โดยเฉพาะ ประชาชนผู้หาเช้ากินค่ำ ที่ต้องดิ้นรนเลี้ยงชีพให้อยู่รอดในยุคที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะพังพินาศโดยน้ำมือคนไม่กี่คนให้
ได้ เพราะคนไทยนับล้านๆ คน ต้องผจญสภาวะอดอยากฝืดเคืองและไร้ความหวัง ซึ่งหากมองหาภาษีงบประมาณแผ่น
ดินบ้าง หยาดเหงื่อก้อนสุดท้อน รัฐบาลกลับนำไปแจกจ่ายค้ำจุนคนร่ำรวย แต่ในเวลาเดียวกัน
ยามที่ ประชาชนลุกขึ้น มาเรียกร้องขอค่าจ้าง ขอค่าสวัสดิการเพิ่มบ้าง หรือออกกรรมสิทธิ์ที่ทำกินเพื่อนำมาแปลงเป็นทุนบ้าง....รัฐกลับ
ปฏิเสธชี้หน้าด่า ทุบตี ทำลายชีวิตและทรัพย์สินประชาชน
กรณีป่าท่าชนะก็เช่นกัน
ชาวบ้านซึ่งเคยอาศัยผืนดินทำมาหากิน ปลูกพืชผัก มานานกว่า 40-50 ปี วันหนึ่งมีข้าราช
การป่าไม้เอากฎหมายที่เคยประกาศทิ้งไว้เกือบร้อยปี มาอ้างสิทธิยึดคืนจากชาวบ้านสร้างความเดือดร้อน
ความ บาดหมางให้ชาวบ้านอย่างแสนสาหัส คนไทยที่เคยเป็นเกษตรกรต้องกลายมาเป็นกรรมกรรับจ้าง
จากใต้สู่เหนือ จาก เหนือสู่อีสานที่อต้องพยพครอบครัวออกจากพื้นที่ที่ประกาศเขตทับไปบนที่ทำกิน
ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ป่าสงวน, พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ.และพ.ร.บ.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ที่กรมป่าไม้ อ้างอำนาจประกาศทับที่ทำกินชาวบ้าน นี่เป็นเพียงหนึ่ง กรณีที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญมาตลอด
นี่คือความเป็นธรรมที่รัฐบาลมอบให้
เมษายน 2544 มติคณะรัฐมนตรี
ในรัฐบาลของ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีมติให้แต่งตั้งคณะ
กรรมาธิการแก้ไขปัญหาป่าไม้และที่ทำกิน ตามคำเรียก ร้องสมัชชาคนจน ที่เคลื่อนไหวอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล
นานหลายเดือน เมื่อมติ ครม.นี้ออกมา แต่ละจังหวัดจึงมี การแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาปัญหาพิสูจน์สิทธิทั้งใน
ระดับภาคและระดับจังหวัดขึ้นเพื่อพิสูจน์สิทธิการทำกิน บนที่ดินมาก่อนการประกาศกฎหมายหรือไม่
แต่ตั้งแต่ เดือนเมษายนจน ปัจจุบัน30
ตุลาคม 2544 ทุกอย่าง ก็ยังเงียบไม่มีความคืบหน้าใดๆ
ทั้งสิ้น
ทีมงาน
ไทยเอ็นจีโอ ซึ่งได้ติดตาม ผลงานของรัฐบาลตามมติ
ครม. เมื่อเมษายนนั้น แกนนำในการติดตามการ แก้ปัญหากรณีป่าท่าชนะได้ออกมากล่าวถึงกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิและ
รัฐบาล ที่ทำงานล่าช้าว่า
"ตอนแรกมีการคนเข้าใจว่า
NGO ทิ้งชาวบ้าน กรณีป่าท่าชนะนั้น ผมอยากท้าวความอธิบายให้เข้าใจก่อนว่า
เริ่ม ต้นมันเกิดอะไรขึ้น เพราะนี่ เป็นประเด็นข้อพิพาท ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้าน
เรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าท่าชนะ โดยเหตุการณ์มาบานปลาย เมื่อเจ้าหน้าที่สวนป่า
ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ หรือ ออป. ได้นำรถไถแทรกเตอร์ เข้ามาไถทำลายไร่นาและสวนของชาวบ้าน
โดยอ้างกฎหมาย ส่วนป่าและการประกาศ เขตสวนป่าที่มีมาก่อน การ เข้ามาของชุมชน
ส่วนเหตุผลของชาวบ้านที่เขายืนยันคือ ป่าท่าชนะเป็นที่ทำกินของชาวบ้านมานานหลายสิบปีแล้ว
และเขาก็เชื่อว่าเขามีสิทธิ์ทำกินบนเนื้อที่ตรงนี้ ส่วนทางสวนป่าก็อ้างกฎหมายสวนป่า
ที่เคยประกาศไว้นานแล้ว และ ข้อพิพาททั้งหมดมาเริ่มต้นรุนแรงเมื่อปีที่ผ่านมา
2543 เมื่อมีชาวบ้าน กว่า 129 หมู่บ้าน ถูกเจ้าหน้าที่สวนป่ากดดัน ผลักออกจากพื้นที่ทำกิน
ซึ่งเป็นเขตสวนป่าเก่าทำให้ชาวบ้าน เรียกร้องและยื่นข้อเสนอว่า ทำไมรัฐไม่ใช้การบูรณะ
ฟื้นฟูร่วมกันกับองค์กรชุมชน " แกนนำชาวบ้าน
กรณีป่าชนะกล่าวและอธิบายเพิ่มถึงการเข้ามาช่วยเหลือขององค์กร เอ็นจีโอว่า
"ชาวบ้านท่าชนะมีการสรุปปัญหาและร่วมกันจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อต่อสู้เรียกร้องเรื่องนี้นานแล้ว
แต่ขาดประสบ การณ์ในการสรุปรวบยอดและการนำเสนอปัญหาออกสู่สาธารณชนและรัฐบาล
จึงขอให้เอ็นจีโอ มาช่วยให้คำปรึกษา แก่กลุ่ม ซึ่งนั่นคือบทบาทของเอ็นจีโอในการเข้ามาช่วยเหลือต่อปัญหานี้
จากนั้นชาวบ้านได้นำปัญหานี้เข้าไปเรียกร้องร่วมกับพี่น้องสมัชชาคนจนที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
จนเมื่อเดือนเมษายน 2544 ที่ผ่าน คณะรัฐมนตรี ได้ประกาศตั้งคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาป่าไม้และที่ดินทำกินขึ้น
ซึ่งมีทั้งระดับชาติ ระดับภาคและระดับจังหวัด โดยมีนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ เป็นประธานระดับชาติ และก็มีกรรมการระดับภาคและระดับจังหวัดด้วยซึ่งตั้งแต่ระดับภาคลงมาจะต้องมีตัว
แทนชาวบ้านร่วมเป็นกรรมการด้วย "แกนนำชาวบ้านคนเดิมกล่าวและย้ำถึงสาเหตุว่าทำไมชาวบ้านจึงเชื่อว่าตน
มีสิทธิ์ในที่ทำกิน
"ต้องเข้าใจก่อนว่าข้อเท็จจริงดั้งเดิมก็คือ
ในช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์ไทย(พคท.) ยังเคลื่อนไหวอยู่ ในป่าทั่วประเทศ รวมทั้งป่าท่าชนะด้วย
รัฐบาลสมัยนั้นก็ได้วางนโยบายแก้ปัญหาโดยการเปิดให้เอกชนสัมปทานป่าไม้แถบนี้
แล้วจาก นั้นก็เปิดให้ชาวบ้านเข้าแผ้วถางทำกินต่อ เพื่อเป็นกันชนให้รัฐ ในการต่อสู้กับ
พคท. หลายสิบปีต่อมาจากชุมชนเล็กๆ ก็กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ทำมาหากิน สืบกันเรื่อยมา
" แกนนำชาวบ้านท่าชนะกล่าวก่อนจะอ้างถึงงานวิจัยของ
อ.ยศ สันตสมบัติ นักวิชาการและนักเขียนเชิงนิเวศวิทยาการเมืองชื่อดังว่า
ประชาชนลำบากแน่ถ้าหากรัฐโดยกรม ป่าไม้ ดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายป่าไม้เหล่านี้กับเกษตรกรที่ถูกประกาศทับที่จริงๆ
"อ.ยศ สันตสมบัติ
เคยทำงานวิจัยเรื่องนี้มาชัดเจนมาก ว่าถ้ากฎหมายป่าไม้ ดำเนินมาตรการตามกฎหมายทั้งหมด
นี้จริงๆ จะมีชาวบ้านถูกอพยพออกจากพื้นที่ถึง หนึ่งหมื่น กว่าหมู่บ้าน หรือเก้าแสนกว่าครอบครัว
ดังนั้นถ้ามีการ อพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ตามกฎหมายจริงๆ จะเอาชาวบ้านเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหนหมด
ที่สำคัญทำไมไม่แก้ปัญหา โดยให้ชาวบ้านที่เขาอยู่กับป่าอยู่แล้ว ร่วมกันพิทักษ์ป่า
เพราะชาวบ้านที่พิพาทกับเจ้าหน้าที่สวนป่าท่าชนะนี้
อาศัยทำกินที่นี่มา เกือบ 30-40 ปีแล้ว จู่ๆ รัฐ ก็มอบเนื้อที่ให้ ออป.ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ
เข้ามาจัดการปลูกป่า" แกนนำคนเดิมกล่าวก่อนจะสรุป
ถึงความล่าช้าในการทำงานของ คณะกรรมการฯจังหวัด ที่กำลังพิสูจน์สิทธิบนที่ดินทำกินว่า
"ปัจจุบันนี้ ถึงแม้ว่าจะมีคณะกรรธิการแก้ไขปัญหาแล้ว
ตามมติ ครม.และปัญหาก็ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของ กรรมการระดับจังหวัดแล้ว
แต่เจ้าหน้าที่จากสวนป่า ก็ยังไม่ยอมหยุดบุกรุกไถที่ทำกินของชาวบ้าน เพื่อรอฟังกรรม
การสรุปข้อเท็จจริงในเรื่องกรรมสิทธิในที่ทำกิน และประเด็นนี้เองที่ผมคิดว่า
คงจะมีชาวบ้านที่เดือดร้อนบางคน อดทนไม่ไหว ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตรงนี้เองทำให้ชาวบ้านปัจจุบันจนสถานการณ์ค่อนข้างขัดแย้งกันรุนแรงมาก
ดังนั้นเหตุการณ์ที่พร้อมจะปะทะเดือดก็ยิ่งมีโอกาสเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้าน
หรือชาวบ้าน กับชาวบ้าน เพราะระยะหลังๆ นี้มีเจ้าหน้าที่จากสวนป่า ได้เข้าไปว่าจ้างรถไถเอกชนในพื้นที่ไถปรับ
จึงเป็นเหตุให้ ชาวบ้านกับชาวบ้านทะเลาะกันมากยิ่งขึ้นอีก
อีกปัญหาหนึ่งก็คือกระบวนการหรือกลไกของคณะกรรมการฯ
จังหวัดที่ทำหน้าศึกษาปัญหาและหาข้อยุติ โดย การพิสูจน์สิทธิ์นั้น ทำงานค่อนข้างล่าช้า
จึงเป็นไปได้ที่มีชาวบ้าน หรือใครต่อใคร มองว่า เอ็นจีโอทอดทิ้งชาวบ้าน ไม่ยอมเคลื่อนไหวช่วยเหลือต่อ
ส่วนชาวบ้านเองที่ได้คุยกันไปบ้างบางส่วน ก็ยังสรุปอยู่เช่นเดิมนะครับว่าต้องรอ
ให้คณะกรรมการฯ ที่ตั้งขึ้นมาทำงานไปสักระยะหนึ่งก่อน หากไม่ดีอย่างไร ก็ค่อยสรุปหาทางอีกครั้ง"แกนนำ
ชาวบ้านกล่าว...
ทีมงาน
ไทยเอ็นจีโอ
webmaster@thaingo.org
|