| กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก
ใคร่ขอเรียนชี้แจงกรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้น ณ ชายหาดบ่อนอก เมื่อบ่ายวันที่
13 ตุลาคม
2544 เกี่ยวกับเหตุการณ์ชุลมุนระหว่างชาวบ้านบ่อนอกและเจ้าหน้าที่ของโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก
ตามที่เป็น
ข่าวทางสื่อมวลชนไปแล้วนั้น กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกขอเรียนชี้แจง ดังนี้
ประการที่ 1 ปัญหาความรุนแรงที่เกิดในตำบลบ่อนอกนั้น
มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและมิได้เป็นความรุนแรง
ที่ประชาชนเป็นฝ่ายกระทำก่อน ตรงกันข้ามความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2540 โดยครั้งแรกกลุ่ม
ชาวประมงชายฝั่งได้ขับเรือประมงเข้าสังเกตการณ์เรือของโรงไฟฟ้าที่มาลอยลำอยู่กลางทะเลบ่อนอกได้ถูกยิงด้วย
อาวุธปืนสงครามจนต้องขับเรือประมงหนี้ตายกันอย่างสุดชีวิต ต่อมาชาวบ้านผู้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อ
นอกได้ถูกลอบยิงบาดเจ็บสาหัสหลังการขึ้นเวทีอภิปรายคัดค้านโรงไฟฟ้า
บ้านเรือนประชาชนผู้คัดค้านโครงการ
โรงไฟฟ้าถูกลอบยิงในเวลากลางคืนนับสิบๆ ครั้ง บางครั้งเป็นอาวุธสงคราม
การทิ้งใบปลิวโจมตีชาวบ้านผู้คัดค้าน
ว่าเป็นนักเสพยาบ้า การเผาทำลายป้ายคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้า การขว้างปารถยนต์ที่ประชาชนเช่าเดินทางเข้า
กรุงเทพฯ การสลายการชุมนุมของประชาชนด้วยการใช้รถยนต์สิบล้อขับฝ่าฝูงชนและใช้กระบองทุบชาวบ้านที่มีแต่
มือเปล่า ขณะกำลังรับประทานอาหาร การโทรศัพท์ข่มขู่ว่าจะฆ่า การขับรถยนต์ชนรถชาวบ้านผู้คัดค้านในขณะ
กำลังเดินทางเข้ามายื่นหนังสือ คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อนายกรัฐมนตรี
ปัจจุบันนี้ก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งมีอาวุธปืนคอยพูดจาข่มขู่ประชาชนในตำบลบ่อนอกและตำบลใกล้เคียงอยู่เสมอ
มิให้
ออกมาคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก และ ในบางครั้งได้เข้าไปข่มขู่ถึงในบ้านของประชาชน
ซึ่งแต่ละครั้งกลุ่ม
บุคคลเหล่านี้มีอาวุธปืนติดตัวทุกคน เหตุการณ์ล่าสุดก็คือการบอกแก่ชาวบ้านผู้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าว่าจะทำ
ลายทะเลด้วยสารเคมีเพื่อให้ปลาอพยพ เพื่อปลาวาฬจะได้ออกไปจากทะเลบ่อนอก
หรือไม่ก็ฆ่าปลาวาฬเสีย เหตุ
การณ์ดังกล่าวแล้วนั้น ส่วนใหญ่ไม่มีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้าดำเนินการจับกุมหรือดำเนินคดี
ประชาชนผู้เป็นสุจริต
ชนต้องคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าอย่างหวาดผวากับภัยมืดของกลุ่มบุคคลดังกล่าว
และเก็บความรู้สึกเกลียดชังไว้
ในหัวใจอยู่ตลอดมาเป็นเวลานานตลอดระยะเวลา 7 ปี

ประการที่ 2 การที่รัฐบาลไม่ตัดสินใจยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้เสีย
ทั้งๆ ที่ประชาชน ไม่ยอมรับโครง
การนี้และได้พยายามคัดค้านโดยสงบโดยตลอดมา ทั้งการยื่นหนังสือคัดค้านต่อหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงาน
การเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชนในองค์การปกครองท้องถิ่นเพื่อใช้กฎหมายท้องถิ่นในการหยุดยั้งโครงการโรงไฟ
ฟ้าถ่านหิน การพิสูจน์ให้เห็นถึงเจตนาในการโกหก บิดเบือนข้อมูลในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
(EIA) การนำเสนอทางออกในปัญหาพลังงานของประเทศและการเสนอทางเลือกในการผลิตพลังงานไฟฟ้าไม่ได้
รับการยอมรับจากภาครัฐในทุกรณี เป็นแรงกดดันที่สะสมอยู่ในจิตใจประชาชนโดยตลอดระยะเวลา
7 ปี เต็ม เป็น
การเพิ่มแรงกดดันต่อประชาชนในพื้นที่และตำบลใกล้เคียงเป็นอย่างมาก
ประการที่ 3 ในขณะนี้มีกระแสข่าวในตำบลบ่อนอกและกลุ่มชาวประมงตำบลใกล้เคียง
เกี่ยวกับความต้องการฆ่า
ปลาวาฬของกลุ่มอิทธิพลมีอยู่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของชาวประมงถึงกับมีการจัดตั้งเวรยามเฝ้าระวัง
ปลาวาฬมิให้ถูกทำร้ายและจัดตั้งอาสาสมัครพิทักษ์ปลาวาฬขึ้น ประกอบกับก่อนหน้านี้มีกลุ่มคนของโรงไฟฟ้าที่เป็น
กลุ่มอิทธิพล ได้เข้ามาว่าจ้างเรือของชาวประมงในราคาสูงกว่าคนทั่วไป
อ้างว่าจะออกไปดูปลาวาฬ แต่ชาวประมง
ในตำบลบ่อนอกไม่รับจ้างกลุ่มคนของโรงไฟฟ้าเหล่านั้น
การปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก ในบริเวณที่อาศัยและหากินของปลาวาฬที่ทะเลหน้า
โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก จึงเป็นสิ่งที่ชาวบ้านไม่สามารถวางใจได้
ประกอบกับแรงกดดันที่ชาวบ้านถูกกด
ขี่ข่มเหงจากลุ่มบุคคลของโรงไฟฟ้ามาโดยตลอด การปล่อยปละละเลยการกระทำความผิดซ้ำซากของกลุ่มอิทธิพล
โรงไฟฟ้า การยื้อเวลาของรัฐบาลที่ไม่ตัดสินใจยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเจ้าปัญหานี้
ล้วนเป็นแรงกดดันจน
ประชาชนไม่อาจรีรอต่อการตัดสินใจของรัฐบาลได้อีกต่อไป
ประการที่ 4 การนำเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์บางฉบับซึ่งมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
เช่น การเสนอ
ข่าวว่ากล้องถ่ายรูปราคานับล้านบาทหายไป และการนำเสนอข่าวว่าประชาชนใช้ไม้หน้าสามตี
เจ้าหน้าที่ของโรงไฟ
ฟ้าไม่เป็นความจริง ทั้งนี้สื่อมวลชนบางฉบับไม่ได้เข้าไปทำข่าวในพื้นที่
แต่มีการนำเสนอข่าวโดยรับฟังข้อมูลฝ่าย
เดียวจากลุ่มคนของโรงไฟฟ้า ความเป็นจริงก็คือ ชาวบ้านไม่ได้แตะต้องทรัพย์สินของมีค่าของใครแม้แต่น้อย
ก่อน
ปล่อยให้เรือที่รับจ้างมาจากตำบลอื่นกลับไป มีชาวบ้านเห็นว่ากล้องถ่ายรูปยังอยู่ในเรือที่จ้างมา
ชาวบ้านมิได้ยึด
ทรัพย์สินใดๆ หากเกิดการสูญหายจริงก็ไม่ใช่สูญหายในเหตุการณ์ที่ชายหาดบ่อนอกอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ชาว
บ้านได้ป้องกันเด็กชายคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกของนายเดช เชื้อชาติ หนึ่งในกลุ่มคนของโรงไฟฟ้าที่อยู่ในเรือออกมา
จากกลุ่มชาวบ้าน โดยมิได้แตะต้องให้เจ็บตัวแม้แต่น้อยและยังให้เงิน
100 บาท เป็นค่ารถกลับบ้าน เนื่องจาก
นายเดช เชื้อชาติ รีบหลบหนีไปโดยมิได้นำลูกชายไปด้วย..
|