สรุปข้อมูลและสถานการณ์ "เผาบ้านชาวประมงเกาะไผ่"

กรณีบุกเผาบ้านพักชาวประมงพื้นบ้าน บนเกาะไผ่
"อำนาจเถื่อนเมืองกระบี่ เผาบ้านชาวประมงพื้นบ้านที่เกาะไผ่ เพื่อชายหาดให้นักท่องเที่ยวอาบแดด"

เกาะไผ่ ที่พักพิงชาวประมงพื้นบ้านในเขตอุทยาน เกาะไผ่เป็นเกาะขนาดเล็ก ตั้งอยู่บริเวณกลางอ่าวพังงา อยู่ในเขต ต.อ่าวพระนาง อ.เมือง จ.กระบี่ ไม่มีประชาชนอาศัยอยู่ แต่มีการใช้ประโยชน์มายาวนานในลักษณะเป็นที่พักหลบลม หลบฝน และ พักค้างคืนใน ช่วงที่ออกทำการประมงของชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็กปี พ.ศ.2526 กรมป่าไม้เสนอรัฐบาล ให้ประกาศจัดตั้ง อุทยานแห่ง ชาติ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี กินเนื้อที่ประมาณ 243,725 ไร่ ครอบคลุมบริเวณ ที่ดินสุสานหอยเจ็ดสิบห้าล้านปี หาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี และเกาะใกล้เคียง ในท้องที่ตำบลหนองทะเล ตำบลอ่าวนาง ตำบลไสไทย และตำบล ปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ซึ่งทำให้เกาะไผ่ กลายเป็นส่วนหนึ่งในอาณาเขตอุทยานที่ขีดทับลงบนเกาะและทะเล

หลังจากนั้นเป็นต้นมา พื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพีได้ถูกพัฒนาเพื่อการ ใช้ประโยชน์จากการ ท่อง เที่ยวเป็นหลัก การใช้ประโยชน์จากพื้นที่แบบ ดั้งเดิม ถูกผลักดันขับไล่โดยเฉพาะการทำการประมง และการพักอาศัย บน เกาะของ ชาวประมงพื้นบ้าน ในพื้นที่เกาะไผ่ก็เช่นกัน ชาวประมงพื้นบ้านจากบ้านคลองเตาะ ,บ้านติงไหร ,บ้าน เกาะปู ,บ้าน เกาะจัม และ บ้านหลังเกาะ ต.เกาะศรีบอยา อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ซึ่งเป็นชาวประมงขนาดเล็ก ทำไซหมึก อวนปู อวนปลาในบริเวณอ่าวพังงา ท้องทะเลอันดามันมา ตั้งแต่บรรพบุรุษ เมื่อมีคลื่นลมได้อาศัยเกาะไผ่เป็นที่หลบภัย และได้ใช้เป็นที่พักพิงสำหรับทำประมงมาโดยตลอด กรณีขัดแย้งกับฝ่ายเจ้าหน้าที่อุทยานค่อยๆ เริ่มขึ้นเมื่อการ ท่องเที่ยว เกาะไผ่เริ่มมา ถึงช่วงแรกๆ ความขัดแย้ง ยังมีไม่มากนักยังสามารถตกลงกันได้จึงยังอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติแต่เดิมการพักอาศัยในเกาะไผ่ ชาวประมง พื้นบ้าน จะพักตาม หลืบถ้ำและ ทำเพิงชั่วคราวกันฝนกันแดด แต่เมื่อประมาณ 5 ปี ที่ผ่านมาหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาด นพรัตน์ธาราในช่วงนั้นได้ตกลงกับ ชาว ประมงพื้นบ้าน โดยให้ชาว ประมงจัด ทำกระท่อมขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 5 เมตร เพื่อเป็นที่พักอาศัยในการทำประมง ตลอดจน ตกลงกติกาในการรักษาความสะอาด การใช้พื้นที่ชายหาดร่วมกัน เพราะเกาะไผ่ เป็นเกาะที่นักท่อง เที่ยวชาวต่างชาติจากเกาะพีพี นิยมใช้เป็นที่อาบแดดและเล่นน้ำทะเล

ปริมาณชาวประมงพื้นบ้านที่เข้าไปพักจะขึ้นอยู่กับฤดูกาลในการทำการประมง บางช่วงก็มีหลายครอบครัว-หลายลำเรือบางช่วงมี ไม่กี่ครอบครัวไม่กี่ลำ ขึ้นอยู่กับลม มรสุม ชนิดสัตว์น้ำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่มีการใช้มาตรการปิดอ่าวฤดูวางไข่ ของกรม ประมง บริเวณอ่าวพังงา ซึ่งจะมีการเฝ้าระวังการลักลอบทำประมงของเรืออวนลากและอวนรุนมากกว่าปกติ ชาวประมงพื้นบ้าน สามารถทำกินได้โดยไม่ถูกรบกวนมากนัก ด้วยข้อตกลงและการจัดระเบียบร่วมกัน ชาวประมงพื้นบ้าน นักท่องเที่ยว และอุทยานแห่ง ชาติสามารถ อยู่ร่วมกัน ได้อย่างสันติ กิจกรรม การท่องเที่ยวเพื่อหาเงินตราเข้าประเทศกับกิจกรรมการประมงเพื่อยังชีพของคน ท้องถิ่น สามารถอยู่ร่วมกันโดยไม่ทำลายซึ่งกันและกันช่วงปี พ.ศ.2544-45 เริ่มมีความขัดแย้งอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่อุทยาน ทำการ รุกไล่โดยแจ้งให้ชาวประมงพื้นบ้านที่พักอยู่ทำการรื้อถอน กระท่อมที่พักและห้ามเข้ามาพักอีกต่อไป โดยอ้างเหตุผล ความ สกปรกไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม จะทำให้นักท่อง เที่ยวชาว ต่างประเทศไม่ชอบและจะไม่มาอีกต่อไป มีการเจรจากันหลายรอบ ระหว่างชาวประมงพื้นบ้านที่ใช้กับ ทาง อุทยาน และฝ่ายปกครอง ได้แก่ นายอำเภอเมืองกระบี่ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ โดยทางชาว ประมงพื้นบ้านได้ยื่นข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาขัดแย้งดังกล่าว 2 ข้อ ต่อไปนี้

1. ในระยะสั้นชาวประมงพื้นบ้านยินดีออกจากเกาะไผ่ไปทันที หากทางหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถหาสถานที่พักหลบลมหลบคลื่น ที่เก็บเครื่องมือการประมง และค้าง คืนแห่ง ใหม่ให้ เนื่องจากชาวประมงขนาดเล็กมีความจำเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุผลดังนี้

1) หลบคลื่นลม เรือประมงพื้นบ้านขนาดเล็กเมื่อเจอคลื่นลมแรงระหว่างทำการประมงจำเป็นต้องเข้าฝั่งหาที่พัก จอดเรือที่ที่พายุ ไม่ซัด บ่อยครั้งมากที่ต้องค้างคืน
2) เก็บเครื่องมือทำการประมง เครื่องมือประมงพื้นบ้านมีความแตกต่างกันไปแล้วแต่ขนาดและชนิดของสัตว์น้ำที่ต้องการจับ ไม่ สามารถ พาไป-กลับได้ทุกวัน เมื่อต้อง เก็บเครื่องมือ ก็จำเป็นต้องมีคนช่วยเฝ้าอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งต้องพัก
3) การเดินทางไป-กลับของการออกทำการประมงแต่ละรอบ แม้ว่าจะไม่หลายวันหลายเดือนเหมือนประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่แต่ต้อง ใช้เวลานานหลายชั่วโมง( 6 ชั่วโมง/ครั้ง) และยิ่งไป-กลับมากก็ต้องใช้น้ำมันเรือในปริมาณมากขึ้นหลายเท่า
2. จังหวัดกระบี่ต้องหามาตรการป้องกันและปราบปรามเรืออวนลากที่ลักลอบรุกล้ำเข้ามาในเขตอ่าวพังงา และทำให้เกิดผลในทาง ปฏิบัติ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ.2541 ซึ่งห้ามทำการประมงอวนรุน อวนลากในเขตอ่าวพังงาอยู่แล้วเพียง แต่ปฏิบัติให้เกิดผลจริงเท่านั้น หากไม่มีเรืออวนลากเข้ามาทำลายล้าง กอบโกย ทรัพยากร สัตว์น้ำ และทำลายเครื่องมือประมง พื้นบ้าน ชาวประมงในอ่าวพังงาที่ทำการประมงอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็สามารถทำมาหากินได้โดยไม่ต้องออกไปไกลจาก บ้านมากนัก
แต่หลังจากมีการยื่นข้อเสนอนี้แล้วทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด จนกระทั่ง ในวันศุกร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 กระท่อม ที่พักของ ชาวประมงพื้นบ้านได้ถูกนายอำเภอเมืองกระบี่ และข้าราชการ เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องประมาณ 150 คน บุกเข้าเผาทำลายกระท่อมรวมทั้งอุปกรณ์ทำประมงที่อยู่ในที่พักทั้งหมด 42 หลัง ท่ามกลางผู้หญิงและเด็ก

ลำดับเหตุการณ์


วันที่ 3 พฤษภาคม 2545
เวลา 11.30 น. มีกลุ่มคนประมาณ 150 คน นำโดยนายผ่องศักดิ์ สุกุพรรณ นายอำเภอเมืองจังหวัดกระบี่ พร้อมกับกองกำลังตำรวจ

ตำรวจน้ำ อส. และเจ้าหน้าที่อุทยานหาดนพรัตน์ธารา (เกาะไม้ไผ่) มีทั้งที่แต่งเครื่องแบบและไม่ได้แต่งเครื่องแบบ บางคนใส่ชุดวอร์ม ของหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งช่วงเวลานั้นบนเกาะไผ่มีชาวบ้านอยู่จำนวน 16 คน ผู้ชาย 8 คนที่เหลือเป็นผู้หญิงกับเด็กเล็กๆ ตาม ปกติจะมี ชาวประมงพื้นบ้านมาอาศัยพักพิงเพื่อทำการประมงตลอดปี ทั้งที่อยู่ประจำตามที่อุทยานอนุญาติให้มีการยกบ้าน (กระท่อม) อยู่เป็น ชุมชนที่ชัดเจน และขาจร ที่แวะเวียนมาพักพิงเป็นครั้งคราว รวมแล้วประมาณ 120-130 คน ชาวประมงทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม และในวันนั้นเองก็เป็นวันศุกร์ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องกลับบ้าน เพื่อประกอบพิธีกรรมทาง ศาสนา "ทำละหมาดวันศุกร์" นายผ่องศักดิ์ สุกุพรรณ เรียกชาวบ้านออกมานั่งรวมกัน และสั่งให้ชาวบ้านขนของออกมาทั้งหมด เพราะได้เตรียมกำลังมาพร้อมแล้วเพื่อจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งชาวบ้านกลุ่มผู้ชายได้พยายามเข้ามาพูดคุยเจรจากับนายอำเภอเพื่อต่อรองให้หยุดการรื้อถอน รอให้ชาวบ้านกลับมาให้ครบก่อน นายอำเภอตะ คอกใส่บอก "ไม่ อนุญาติ" ให้ขน ของออกมาให้หมดภายในเที่ยงครึ่ง จะกลับมาเพื่อรื้อบ้าน ชาวบ้านบางคนบอกว่า "ถ้าเผาขนำก็เอาผมไปด้วย" มี ตชด.ประมาณ 10 คนลุกขึ้นตะโกนใส่ว่า "ได้ เดี๋ยวจับไปเข้าร๊าง(ตาราง)เสียเลย" ชาวบ้าน จึงเงียบไป นายอำเภอพูดข่มขู่ต่อไป ว่าถ้า ไม่ยอมก็จะจับชาวบ้านเข้าคุก พร้อมทั้งริบเครื่องมือเป็นของกลาง ชาวบ้านที่เหลือพยายามติดต่อ กลับมาบอกเพื่อนที่กระจายอยู่ตาม เกาะต่างๆ และส่วนหนึ่งพยายามกลับเข้าไปต่อรองกับนายผ่องศักดิ์ สุกุพรรณ เรื่องการขนย้ายของ ซึ่งต้องใช้เวลามาก แต่ปลัดอำเภอ ได้ทัดทานไว้ ไม่ให้นายอำเภอยินยอม เพราะกลัวว่าชาวบ้านกลับมาครบจะยุ่งยากต่อการจัดการ จึงให้เวลาแค่ 13.30 น.

เวลา 13.30 น. นายผ่องศักดิ์ สุกุพรรณและพรรคพวก กลับมาอีกครั้ง พร้อมคำสั่งเริ่มรื้อถอน แต่ก่อนรื้อถอนมีการ ติดเบอร์ บ้านทุกหลัง จำนวน 42 หลัง พร้อมกับถ่ายภาพ (ซึ่งไม่รู้ว่าทำไปทำไม) หลังจากนั้นก็เริ่มรื้อ ชาวบ้านที่อยู่ทั้งเด็กและผู้หญิงก็กลัว เศร้า เสียใจต่อ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ชาวบ้านถามกับนายอำเภอว่าจะเผาหรือเปล่า นายอำเภอก็บอกว่าไม่เผาหรอกรื้อออกมาเฉย ๆ

เวลา 14.00 น. ขณะที่กำลังรื้อมาถึงเรือนหลังที่ 11 บังถึก (กาน กุลแดง) ซึ่งเป็นเจ้าของเรือนหลังที่ 12 ก็พยายามถามอีกครั้งว่าจะ เผาหรือไม่ เพราะเสียดายไม้ของเรือน ซึ่งเป็นไม้ดีร่วมทั้งของเพื่อน ๆ ในเรือนหลังอื่นด้วย ทางเจ้าหน้าที่ร้องบอกไม่เผาหรอก แต ่ขณะนั้น ก็เริ่มมีควันไฟออกมาจากเรือนหลังแรก ๆ ที่ถูกรื้อถอน สุดท้ายทุกอย่างก็อยู่ใต้กองเพลิงที่ลามลุกไหม้ แม้แต่ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่รอบๆ บริเวณนั้น ก็ไหม้หมด

เวลา 20.00 น. ชาวบ้านจำนวน 30 คน เข้าแจ้งความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นหลักฐาน กับตำรวจ สภ.อ.คลองขนาน (บ้านแหลมกรวด ) ทางตำรวจไม่รับแจ้งความ โดยแจ้งว่าอยู่นอกเขตความรับผิดชอบ ต้องไปแจ้งความที่อำเภอเมือง วันนั้นชาวบ้านกลับ มาพร้อม กับนัดหมายที่จะไปแจ้งความในวันพรุ่งนี้ที่อำเภอเมือง

4 พฤษภาคม 2545
เวลา 12.00 น. ชาวบ้านจำนวน 32 คน เข้าแจ้งความที่ สภอ.เมือง จังหวัดกระบี่ นายตำรวจร้อยเวรได้แจ้งแก่ชาวบ้านว่า ถ้าจะแจ้งความ ก็ให้เขียนสำนวนแจ้งความเอาเองและให้ไปทำแผนประกอบมาเอง ชาวบ้านจึงช่วยกันเขียนสำนวนเล่าถึงเหตการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งเซ็นชื่อไว้ประกอบ ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจร้อยเวร ทางตำรวจได้ถ่ายสำเนาเอกสารไว้หนึ่งชุด ชาวบ้านเดินทางกลับโดยไม่ทราบว่า ได้มีการลงบันทึกประจำวัน แจ้งความไว้แล้วหรือไม่

5 - 6 พฤษภาคม 2545
ชาวประมงพื้นบ้านที่เดือดร้อนเสียหาย และกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านอื่นๆ รวมทั้งชาวบ้านในตำบลเกาะศรีบอยา ได้ประชุมปรึกษาหา รือหาแนวทาง ในการแก้ไข ปัญหาสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คลองเตาะ

7 พฤษภาคม 2545
ชาวประมงพื้นบ้าน ต.เกาะศรีบอยา ได้เดินทางไปเข้าพบกับนายสุรศักดิ์ ไมยวงษ์ นายอำเภอเหนือคลอง จ.กระบี่ เพื่อขอให้ช่วยเหลือ แต่ นายสุรศักดิ์ ไมยวงษ์ ปฎิเสธว่าไม่ สามารถ ช่วยเหลือได้ จึงเดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัด ยืนหนังสือข้อเรียกร้องขอเข้าไปพักเกาะ ไผ่ตาม เดิม ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด แต่รองผู้ว่าฯ เป็นผู้รับหนังสือแทน จากนั้นได้เดิน ทางไปยัง สมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ เข้าพบนายมานิต ดำกุล นายกสมาคมฯเพื่อขอความช่วยเหลือแต่ทางสมาคมได้บ่ายเบี่ยงไม่ดำเนินการใดๆ

10 พฤษภาคม 2545
ชาวบ้าน ต.เกาะศรีบอยา อบต., กำนัน ,ผู้ใหญ่บ้าน ได้ประชุมชี้แจงและปรึกษาหารือร่วมกัน ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะ ศรีบอยา เรื่องการติดตาม ข้อเสนอตามหนังสือ ที่ยื่น ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 ที่ผ่านมา มีข้อสรุปตกลงกันว่าจะเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ครั้ง โดยจะยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ

1. ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการให้อุทยานฯ อนุญาตให้ชาวประมงพื้นบ้านสามารถเข้าไปพักอาศัยที่เกาะไผ่ เพื่อทำมาหากินได้เหมือนเดิม และให้ดำเนินการภายใน 3 วัน
2. ต้องดำเนินการสวบสวนพฤติกรรมและลงโทษนายอำเภอเมืองจังหวัดกระบี่ โดยให้ออกจากราชการและชด ใช้ค่าเสียหายแก่พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านที่ประสบชะตากรรมในครั้งนี้ทั้งหมด
3. ผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องมีมาตรการที่ชัดเจนในการป้องกันและปราบปรามการทำประมงอวนลากที่ฝ่าฝืนกฎหมายในเขตอ่าวพังงา ซึ่งฝ่าฝืน กฎหมายโดยที่ทางราชการไม่เคยดำเนินการใด ๆ

11 พฤษภาคม 2545
มีการกระจายข่าวเรื่องที่เกิดขึ้นในวงกว้างมากขึ้น และส่งตัวแทนยื่นหนังสือด่วนถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยให้นายร่อหมาน บังนิติ เป็นตัวแทนยื่น
เวลา 08.00 น. นายกาน กุลแดง และอาสาสมัคร อีกจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางไปเกาะไผ่ หลังจากที่ถูกเผาไปแล้ว เพื่อทำการถ่ายภาพและเก็บข้าวของในขณะที่มีชาวบ้านบางส่วน กลับมาเก็บอุปกรณ์ทำประมงที่ยังพอใช้ได้นำกลับบ้าน


12 พฤษภาคม 2545
เวลา 11.00-15.00 น. อาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ บ้านคลองเตาะ หมู่ 1 ตำบลเกาะ ศรีบอยา อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เพื่อฟังข้อมูลข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดขึ้น โดยได้ประชุมร่วมกับชาวประมงพื้นบ้านตำบลเกาะศรีบอยา ที่มาร่วมให้ข้อมูลกว่า 50 คน
อาจารย์จรัล กล่าวกับชาวบ้านว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ ตนในฐานะกรรมการสิทธิฯ ได้รับการร้องเรียนจาก สมาพันธ์ชาวประมง พื้นบ้าน ภาคใต้ให้ ตรวจสอบ ว่ามีการ ละเมิดสิทธิ์หรือไม่ วันนี้จึงได้ลงพื้นที่มาเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ซึ่งการ กระทำของหน่วยงานราชการในครั้งนี้เท่าที่ฟังการชี้แจง เห็นว่ามีมูลเข้าข่าย การละเมิดสิทธิ ของ ประชาชนตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งให้การคุ้มครองสิทธิในชีวิตและทรัพย์สินของบุคคล แม้ว่า กระท่อมที่พักของชาวประมงพื้นบ้าน เพื่อหลบลมมรสุมจะผิดกฎหมาย อุทยานหรือ ไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การบุกเข้าไปรื้อถอนทำลายเผา สมบัติทรัพย์สินของบุคคลอื่นๆ ควรจะคำนึงถึงเรื่องสิทธิของเขาด้วย ทางคณะกรรมการสิทธิฯ จะรับเรื่องนี้เพื่อตรวจสอบ โดย ดำเนินการตามกระบวนการ คือ การเรียกฝ่ายผู้เสียหาย ผู้กล่าวหาและฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาเข้าชี้แจงพร้อม หลักฐานต่างๆ ต่อไป ส่วนในเบื้องต้นคงจะไปพบกับทางฝ่ายราชการ อำเภอ และจังหวัด เพื่อสอบถามเรื่อง นี้และจัดทำหนังสือแสดงข้อคิดเห็นเสนอแนะมายังนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ให้สอบสวนกรณีที่เกิดขึ้น และควรผ่อนผันให้ชาวประมงผู้เสียหายได้เข้าไปพักทำมาหากินต่อไป

13 พฤษภาคม 2545
11.00 น. ตัวแทนกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านและชาวบ้านในตำบลเกาะศรีบอยา จำนวนประมาณ 50 คน เดินทางถึงตัวเมืองกระบี่ กระจายกัน ไปแจกจดหมายเปิดผนึก ถึงชาวจังหวัดกระบี่ เพื่อสร้างความเข้าใจ
13.30 น. ตัวแทนกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านและชาวบ้านในตำบลเกาะศรีบอยาได้เข้าพบเจรจากับนายไมตรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ปฏิบัติ หน้าที่แทนผู้ว่าราชการจังหวัดการพบปะ ระหว่างประชาชนกับข้าราชการในครั้งนี้บรรยากาศค่อนข้างตึงเครียด นอกห้องประชุมมีกองกำลังตำรวจในชุดสนาม กองกำลัง อาสาสมัครพิทักษ์ฯ(อส.) ในชุดพรางเฝ้าอารักขา หน้า ประตูและรอบๆห้องประชุมกว่า 20 นาย ในการเจรจารองผู้ว่าราชการจังหวัด กระบี่ ได้ไล่ผู้สื่อข่าวและ นักพัฒนาเอกชนที่มากับกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านออกจากห้องประชุม ผู้สื่อข่าว ถามว่าการปิดกั้นเช่นนี้ถือว่า ผิดรัฐธรรมนูญ หรือไม่ นายไมตรี ฯ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ตอบว่า "ผมไม่สนใจรัฐธรรมนูญ ถ้าจะทำข่าวจะให้สัมภาษณ์เองข้างนอก " การเจรจา ระหว่างชาวประมงพื้นบ้าน กับตัวแทนภาครัฐซึ่งประกอบด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัด ,หัวหน้าอุทยานหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี,ปลัดจังหวัด, นายอำเภอเมืองกระบี่, เจ้าหน้าที่ ประมงจังหวัดและข้าราชการอื่นๆ ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ผลการเจรจาสร้างความไม่พอใจแก่ตัวแทนกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านเป็นอย่างมาก ผลตามข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ดังนี้

1. ขอให้ผ่อนผันให้ชาวประมงพื้นบ้านกลับไปใช้เกาะไผ่เป็นที่พักเพื่อทำการประมงได้เหมือนเดิม ทุกหน่วยราชการได้พากันบ่ายเบี่ยง ไปมา เช่น พยายามเสนอแนวทางว่าไป-กลับ ไม่ต้องหลบพักได้หรือไม่ , ไปหาที่พักเช่าได้หรือไม่, ชาวประมงพื้นบ้านไปพักเกาะไผ่ทำให้หาดสกปรก-ปะการังเสียหาย ชาวต่างชาติไม่มาเที่ยว, และถ้า จะขอพักให้ทำหนังสือขออนุญาติตามขั้นตอนมาใหม่

2. การสอบสวนนายอำเภอเมืองกระบี่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้ยืนยันว่า กระท่อมชาวบ้านที่นายอำเภอเผา คือการเผาเล้าไก่ นายอำเภอไม่ได้ทำผิดกฎหมาย

3. มาตการป้องกันและปราบปรามการทำประมงอวนลากฝ่าฝืนกฎหมายในเขตอ่าวพังงา โดยการใช้วิธีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดแบบเดียว กับช่วงปิดอ่าวฤดูวางไข่ รองผู้ว่าๆตอบว่า จะปิดอ่าวห้ามอวนลาก เข้ามาโดยถาวรไม่ได้เพราะประมงพาณิชย์ (อวนลาก) จะเดือดร้อน

นอกจากนั้นยังมีอีกหลายประเด็นที่ฝ่ายข้าราชการจังหวัดกระบี่กล่าวแก่ชาวประมงพื้นบ้านซึ่งสร้างความไม่พอใจมาก เช่น นายไมตรี ฯ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า "ชาว ประมงพื้นบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิม และยากจนเนื่องจากมีลูกมากเกินไป เพราะชาวมุสลิมไม่มีการคุมกำเนิดจึงควรกลับไปแก้ปัญหาตรงนี้" , นายไมตรีฯ รองผู้ว่า ราชการ จังหวัด กระบี่ ท้าชกต่อยกับตัวแทนชาวบ้านคนหนึ่งเนื่องจากตัวแทนชาวบ้านคนนั้นขอให้นายอำเภอเมืองกระบี่ถอนคำพูดดูถูกชาวบ้าน

ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ
webmaster@thaingo.org