8 เอ็นจีโอและแกนนำ ปชช.ขีดเส้นตาย" 7 วัน" ทักษิณต้องแสดงความรับผิดชอบ

เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมชั้น 4 ที่ทำการอาคารมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) กลุ่มเอ็นจีโอ 8 คน นำโดย นาย บำรุง คะโยธา นายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์, นายแรมเล็ก นิลนวล, นายนันทโชติ ชัยรัตน์,นายชัยพันธ์ ประภาสะวัต ,นาย บรรจง นะแส, นาย บารมี ชัยรัตน์, นายเหลาไท นิลนวล ได้ร่วมกันประชุมหารือกำหนดท่าทีต่อการทำงานของคณะกรรมการป้อง กันและปราบปรามการฟ้องเงิน (ปปง.) ว่าเป็นการตรวจสอบทรัพย์สินที่ขาดความชอบธรรม และทำงานเป็นเพียง เครื่องมือทาง การเมืองเท่านั้น หลังประชุมอย่างเคร่งเครียดตลอดภาคเช้าจึงได้ข้อสรุปประกาศเป็นแถลงการณ์ ว่า จะขีดเส้นตายหาผู้รับผิด ชอบต่อกระบวนการใช้กฎหมายตรวจสอบทรัพย์สินและผู้สั่งการตรวจสอบทรัพย์สินโดยมิชอบนี้

จากกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟ้องเงิน (ปปง.) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทตรวจสอบธุรกรรมการเงินและมีนายกรัฐ
มนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้ารัฐบาล ผู้กำกับดูแลสูงสุด ในการสั่ง การให้หน่วยงานรัฐสนองนโยบายทางการเมือง

จากบทสรุปในการ ประชุมภาคเช้านั้นมีข้อคิดเห็นตรงกันชัดเจนว่า กระบวนการดำเนินงานของ ปปง. แม้จะทำตามตัวบทกฎหมาย ที่ให้อำนาจไว้จริง แต่ภาพที่ออกมาต่อสาธารณชน กลับเป็นการ

กระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย เลือกปฏิบัติและสนองรับต่อเป้าหมายทางการเมือง มากกว่าเป็นการ กำจัด คนเลวของ สังคมที่เข้าองค์ประกอบตามฐานความความผิดทั้ง 7 คือ (1) ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (2) ความผิดเกี่ยวกับเพศ (3) ความ ผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน (4) ความผิดเกี่ยวกับการ ยักยอก หรือฉ้อโกงทางการธนาคารพาณิชย์ (5) ความผิดต่อ ตำแหน่ง หน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ (6) ความผิดเกี่ยวกับการกรรโชกหรือรีดเอาทรัพย์ที่กระทำโดยอ้าง อำนาจ อั้งยี่ (7) การลักลอบหนี ศุลกากร แต่รายนามบุคคลที่กล่าวมาทั้งเอ็นจีโอและแกนนำชาวบ้านที่ถูกตรวจสอบมาทั้งหมด ปปง. ชี้แจง ไม่ สามารถจะชี้แจงอย่างมีเหตุผล หลักฐาน ที่เข้าข่ายมูลฐานทั้ง 7 ได้เลยว่า บุคคลเหล่านี้ผิดในมูลฐานใด

ดังนั้น บทสรุปก่อนเปิดเวทีแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนจึงออกมาพ้องกันว่า ปปง. ทำงานเพื่อสนองภาค การเมืองหรือสนองใบสั่งทาง การเมือง ที่ต้องการรวบอำนาจและขจัดคู่ขัดแย้งมากกว่าจะตรวจผู้กระทำผิดตามมูลฐานทั้ง 7 ซึ่งจากปรากฏการณ์นี้ถือว่า เป็น กระบวนการรวบอำนาจอย่างอย่างเบ็ดเสร็จ จากนั้นวงประชุมยังชี้ออกมาตรงกันอีกว่า นี่คือภาวะที่อันตรายอย่างยิ่งของสังคม ไทย ในการพัฒนาประชาธิปไตยเพื่อไปสู่การปฏิรูปการเมือง เพราะถ้ารัฐบาลยังมัวเมาเหลิงอำนาจขาดสติแบบนี้ กฎหมายที่มี ไว้เพื่อ อภิบาลคนดีขจัดคนชั่วย่อมถูกใช้ไปอย่างขัดกับเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญไทยที่ร่างออกมาจากประชาชนและขัดกับหลักสิทธิ มนุษยชน ที่ให้เกียรติและศักดิ์ศรีในสิทธิและเสรีภาพของความเป็นมนุษย์

จากการประชุมอย่างเคร่งเครียดวันนั้น ได้ข้อสรุปและข้อเรียกร้องของนักพัฒนาเอกชนและแกนนำประชาชนร่วมกันว่า จะให้เวลา รัฐบาล 7 วัน ต้องออกมาชี้แจง เปิดเผย ผลการตรวจสอบทรัพย์สินและต้องเปิดให้สาธารณชนรับรู้ และหาตัวผู้ตัดสินใจ สั่งการตรวจ สอบ ทรัพย์สินกับเจ้า หน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนครั้งนี้ ด้วยเพื่อรับผิดชอบถึงผลการตัดสินใจทั้งหมด ต้องมีการปลดออกหรือลา ออกด้วย เพื่อมิให้มีการใช้กฎหมาย ในทางคุกคามต่อประชาชนเช่นนี้อีก และประการสุดท้ายรัฐบาลต้องปรับปรุง กระบวนการ ทำงานใหม่ของ ปปง. เพื่อสร้างเป็นบรรทัดฐาน ให้แก่องค์กร ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิรูปการเมือง

ทีมงานไทยเอ็นจีโอสื่อทางเลือกเล็กๆ ที่กล้ายืนหยัดเคียงข้างประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนทั่วประเทศได้รับเกียรติ ให้เข้า ร่วม รับฟังการประชุมครั้งนี้ เพื่อทำหน้าที่สื่อนำข้อเท็จจริงออกเผยแพร่สู่สาธารณชน โดยได้สัมภาษณ์


นายบรรจง นะแส
นายบรรจง นะแส หนึ่งในผู้ถูกตรวจสอบจาก ปปง. ว่าคิดเห็นอย่างไรกับกรณีที่ ปปง. เข้าตรวจสอบ บัญชีทรัพย์สิน นายบรรจง กล่าวว่า " ผมค่อนข้างมั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้มีระบบ คิดค่อน ข้างเบ็ดเสร็จมาก วันนี้ผมถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรม เพราะหากมองจากฐานความผิดที่ตั้งไว้เพื่อตรวจสอบทรัพย์สิน นั้นรุนแรงจนทำให้ครอบครัว ผมสะเทือน ใจกันมากและการ ที่ ปปง.ตรวจสอบโดยที่ไม่แจ้งฐานความผิด พร้อมหลักฐานอันเชื่อได้ว่า เข้าข่าย น่าสงสัยว่า มีความผิดแบบนี้มันไม่ยุติธรรมกับผมเลย ดังนั้นผมกล้าฟันธงตรงนี้เลยว่ารัฐบาลต้องออก มา ชี้แจงและเปิดเผยการตรวจสอบทรัพย์สินเราเร็วๆ นี้"นายบรรจงกล่าวและกล่าวเพิ่ม ถึงประเด็น ที่รัฐบาลเล่นตนครั้งนี้ ตนและครอบครัวรับไม่ได้เลย

" ฐานความผิดนี้เรารับไม่ได้เลย เพราะมันร้ายแรงกับเรามาก ไม่ว่าจะเป็น อั้งยี่ ซ่องโจร หรือว่าค้ายาเสพติด เพราะแค่ ปปง. ออกมาตรวจสอบ ประชาชนก็รู้กันแล้วว่า ฐานความผิดที่ต้องโดนตรวจสอบนั้นคืออะไรร้ายแรงแค่ไหน ซึ่งนี่คือโจทย์ที่ใหญ่หลวง สำหรับชีวิตผมและครอบครัวมาก ฉะนั้น ถึงเวลานี้ไม่ว่า ปปง. จะสอบในทางลับหรือไม่ลับ ผมคิดว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญแล้ว เพราะ ประเด็นสำคัญตอนนี้นั้น คือ คนในสังคมไทยต้องการปฏิรูปการเมือง เพราะว่ามันมีปัญหาที่กฎหมายไม่สามารถ เข้าไปแตะต้อง คนที่โกงชาติบ้านเมืองได้ จึงเกิดกฎหมายให้อำนาจ ปปง.ฉบับนี้ขึ้นมา " นายบรรจงกล่าวชี้แจงก่อนจะสรุปทิ้งท้ายว่า ถึงอย่างไร การมีองค์กรตรวจสอบทรัพย์ตนยังเห็นด้วยแต่กระบวนการทำงานต้องปรับปรุงให้เป็นธรรมกว่านี้

" องค์กรพัฒนาเอกชนและประชาชนทั่วไปเห็นด้วยกับการมี องค์กร อย่าง ปปง.อยู่ในสังคมเพราะนั่นคือสิ่ง ที่เราเองก็ไฝ่ฝันอยาก ให้มีเพื่อทำให้บ้านเมืองสะอาดหลังจากที่สังคมมันเน่ามานาน จนมาสู่ยุคปฏิรูปการเมือง มีรัฐธรรมนูญและมี ปปง. อันเป็นเครื่อง เครื่องมือหนึ่งที่จะนำความไฝ่ฝันเราไปสู่การปฏิรูปการเมืองให้โปร่งใสสะอาดได้ อย่างแท้จริง โดยกำจัดคนที่ทำหรือเคย ทำให้บ้าน เมืองเสียหาย เพราะฉะนั้นพวกผมซึ่งเป็นเอ็นจีโอหรือคนที่ทำงานเพื่อสังคม ต่างก็พร้อมที่จะถูกตรวจสอบ แต่ปัญหาคือว่า รัฐบาล กำลังใช้กลไกเหล่านี้ทำงานให้ตัวเองแบบเบ็ดเสร็จ นั่นผมคิดว่ามันอันตรายสำหรับบ้านเมือง เพราะเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งมาจาก รัฐสภา ทั้งการใช้กฎหมาย ซึ่งผมคิดว่าประชาชนชาวไทยได้ต่อสู้กับเรื่องแบบนี้มานานแล้ว รัฐบาลไม่น่าจะนำสภาวะแบบนี้มา สู่ ประชาชนอีก ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการกระทำแล้วออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำครั้งนี้ด้วย" นายบรรจง กล่าวย้ำอีก


นายบำรุง คะโยธา
นายบำรุง คะโยธา ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน หนึ่งในผู้ที่ถูก ปปง. สั่งตรวจสอบทรัพย์สิน ออกมาแถลงเช่นกันว่า
รัฐบาลนี้ต้องการสร้างอำนาจในการบริหารประเทศแบบเบ็ดเสร็จเหมือนที่สิงคโปร์ทำ ซึ่งนั่นตนเห็นว่ามัน เป็น ไปไม่ได้ และไม่เหมาะกับสังคมไทย แต่ตนรู้ว่าสัญญาณการรวบอำนาจมันเริ่มมานานแล้ว ว่า รัฐบาล ต้อง การควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในมือให้หมด จากนายบำรุงยังกล่าวถึงกระบวนการทำงานของ ปปง. และ ข้อเสนอที่ประชุมเรียกร้องให้นายักรัฐมนตรีออกมาชี้แจงว่า "อยากแรกผมเชื่อว่า การทำงาน ของ ปปง.ครั้ง นี้ เพื่อเอาใจหรือได้รับคำสั่งจากรัฐบาล 2.การกระทำครั้งนี้เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน 3.เรา ยินดีให้มีการตรวจสอบเสมอแต่การตรวจสอบนั้นจะต้องโปร่งใส ทำตามอำนาจกฎหมาย ดังนั้นเราจึงมีข้อ เรียกร้อง ต่อนายกรัฐมนตรีว่าใครคือคนสั่งการให้มีการตรวจสอบการทำธุรกรรมทรัพย์สินในครั้งนี้ ว่าใช้

อะไรเป็นองค์ประกอบตัดสินใจหรือมีการใช้ดุลยพินิจอย่างไรและถ้าหากมีการสั่งการโดยมิชอบต้องมีการดำเนินการลงโทษผู้สั่งการ อีกทั้งรัฐบาลต้องดำเนินการปรับปรุงองค์กรและการปฏิบัติหน้าที่ของ ปปง. เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีการ ใช้อำนาจเถื่อน คุก คามสิทธิเสรีภาพของประชาชนและเรียกร้องให้มีการเปิดผลการตรวจสอบในครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ ภายใน 7 วันหากรัฐบาล ปฏิเสธความ รับผิดชอบ เราจะมีการประชุมเพื่อเคลื่อนไหวอีกครั้งพร้อมองค์กรพันธมิตรทั่วประเทศ" นายบำรุงกล่าวและสรุปทิ้งท้ายอีกว่า "ยังไง ก็ต้องมีการ ปรับปรุงกระบวนการทำงานของ ปปง. เพราะการเชื่อบัตรสนเท่ห์ มากมายขนาดนี้ผมว่ามันตลกเกินไปแล้ว เพราะนี่ เป็น เรื่องของการคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนนะครับ เรื่องนี้ยังไงๆ ก็ต้องมีการลาออก รัฐบาลจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ ไม่งั้นเดี๋ยวมีคนร่อนบัตรสนเท่ห์ให้ตรวจสอบกันเต็มไปหมด ไม่ยุ่งหรอครับ " นายบำรุงกล่าวย้ำ

ทางด้านนายชัยพันธ์ ประภาสะวัต หนึ่งในผู้ที่ถูก ปปง.ตรวจสอบการทำธุรกรรมทรัพย์สิน ก็ประกาศ ชัดเจนว่า เรื่องนี้อาจต้องมีการฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและทางอาญา เพื่อเอาเรื่องการกระทำ ที่เหลิง อำนาจคุกคามต่อประชาชนอย่างถึงที่สุด "เราปรึกษาหารือกันไว้แล้ว ซึ่งก็มีสมาคมสิทธิเสรีภาพของ ประชาชน(สสส.) ก็ออกมารับเรื่องจะช่วยดูแล ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการหารือกันทางกฎหมายอยู่ทั้ง นี้เราคงต้องดำเนินการทุกช่องทางที่เราพอจะทำได้ เพื่อให้คนที่รับรองการ สั่งการและคนที่เป็น ผู้ บังคับบัญชาควบคุมดูแล ปปง.หรือคนที่เกี่ยวข้อง ต้องออกมารับผิดชอบเรื่องนี้ ดังนั้น ทั้งพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูลฯ คนเหล่า นี้ต้องรับผิดชอบ

นายชัยพันธ์ ประภาสะวัต

แม้ว่าก่อนหน้านี้ในความเป็นจริง รัฐบาลได้ทำการตรวจสอบเอ็นจีโอหรือคนที่รัฐบาลสงสัยมาโดยตลอดแทบทุกรัฐบาล แต่ทั้งหมด ที่กล่าวมานั้นเป็นการตรวจสอบในทางลับ ซึ่งมันสามารถตรวจสอบกันได้ และเราก็รู้มาตลอด แต่ไม่มีหลักฐานชัดแจ้ง เหมือน รัฐบาล ชุดนี้ ส่วนตัวกฎหมายจริงๆ แล้วไม่ได้ให้อำนาจมากมายนักแต่การตีความตามกฎหมาย ค่อนข้างจะตีความเข้าข้างตัวเอง เพื่อให้บรรลุประโยชน์ที่แอบแฝง หรือให้สิ่งที่ตัวเองคิดนั้นถูกต้อง ดังนั้นแค่บัตรสนเท่ห์ก็มาสู่กระบวนตรวจสอบแล้ว ถ้าอย่างงั้น ประชาชน 60 ล้านคน ที่เข้าข่ายน่าสงสัย ปปง.จะตรวจสอบไหวหรือ ทั้งๆ ที่ตามกระบวนการทางกฎหมายมันต้องมีข้อสงสัย มีมูล ความผิด มีการแจ้งความ พร้อมหลักฐานแล้วดำเนินการ จากนั้น ปปง. ถึงจะเข้าไปตรวจสอบได้ ไม่ใช่นำหน้าเดินตรวจประชาชน เต็มไปหมด ตามที่ตัวเองสังสัย อย่างนี้ไม่ได้และที่มีการตรวจสอบลับนี่ก็น่าเป็นห่วง ไม่รู้มีการเพิ่มอะไร เข้าไปในบัญชีของเราหรือ ไม่ เราไม่สามารถทราบได้เลย ทั้งๆ ที่เจตนารมณ์ การสร้างองค์กร ปปง. ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบองค์กรของรัฐ นักการเมืองและ กลุ่ม ผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ เพราะคนเหล่านี้มีอำนาจ มีอิทธิพล เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณของรัฐที่มีจำนวนมหาศาล นี่แหละคือ เป้าหมายการมี ปปง. ขึ้นมา "นายชัยพันธ์กล่าวย้ำ


นายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์
ขณะนี้นายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ หนึ่งในผู้ที่โดน ปปง. ตรวจสอบทรัพย์สิน ได้กล่าวเป็น คนสุดท้าย ในที่ ประชุมครั้งนี้ว่า " จาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เห็นว่า ทั้งตัวกฎหมาย ทั้งตัวองงค์กร ปปง. มี ความ บกพร่องมาก ถูกรัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือกำจัดศัตรูทางการเมืองและกำจัดสื่อ ดังนั้นวันนี้เราจะ ทำยังไงถึง จะทำให้ตัวองค์กร ปปง. มีความโปร่งใส จะทำยังไงจึงจะทำให้กฎหมายมีหลักประกัน ว่า ภายภาค หน้าจะ ไม่มี การใช้องค์กร ปปง. เป็นเครื่องมือในลักษณะอย่างนี้อีก ซึ่งขณะนี้คำสั่ง ที่จะให้ ตรวจ สอบบัญชีของ พวก เราก็ยังมีอยู่ แต่เราก็เฉยๆ ส่วนที่ออกมาพูดในวันนี้นั้น เพราะว่ามันเป็น การ ใช้อำนาจ เถื่อนที่เข้าไป ทำร้าย สิทธิส่วนบุคคล โดยเฉพาะคนที่รัฐบาลมองว่าเป็น บุคคลที่มีผลต่อ ความ มั่นคงของรัฐบาลการกระทำอย่างนี้มันมีผลต่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาประชาธิปไตยของเรา เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ ผมไม่ได้กลัวการตรวจสอบจาก ปปง.แต่ผมหวงความเป็นส่วนตัวของผม ห่วงการเมืองที่ต้องการการปฏิรูป" นายภาคภูมิกล่าวสรุป

 

- จดหมายเปิดผนึก จาก กป.อพช. -
- แถลงการณ์ อั้งยี่ ซ่องโจร กรรโชกทรัพย์ -

 

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
webmaster@thaingo.org, cheeriver@hotmail.com