 |
ร่างพระราชบัญญัติแร่
โปร่งใสจริงหรือ ? |
| โดย
โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ |
พ.ร.บ.แร่
ฉบับที่ผ่านการพิจารณาเป็นวาระสุดท้ายในที่ประชุมวุฒิสมาชิกเมื่อวันที่
28 กันยายนเรียบร้อยไปแล้วนั้น เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศได้คัดค้านมาโดยตลอดนับตั้งแต่มีการแก้
ไข พ.ร.บ.แร่ฉบับเดิม มีการตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวส่อนัยว่ามีความไม่โปร่งใส
และกระทำไป
เพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนข้ามชาติ ที่กำลังเตรียมการจะขุดแร่โปแตชในภาคอีสาน
อันเนื่องในรายละเอียดทุก
มาตราแก้ไขเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่การทำเหมืองโปแตชเพราะจะมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ขุดเจาะอุโมงค์
ใต้ดินลึกลงไปไม่มีการเปิดหน้าดินเหมือนเหมืองที่แล้วมา
เพื่อให้สังคมมีความเข้าใจมากขึ้น จึงขอทำความเข้าใจประเด็นรายละเอียดต่อร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวดังนี้
หลักการและเหตุผลของกฎหมายฉบับนี้ลวงและส่อไปในทางทุจริตหลักการและเหตุผลระบุว่า
โดยที่เทคโนโลยีเหมืองแร่ได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้สามารถขุดหาแร่ที่อยู่ในระดับลึกมากและมีสายแร่คลุมพื้นที่
กว้างมากได้ การทำเหมืองใต้ดินตามหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันจึงไม่สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทค
โนโลยีเหมืองแร่ และความจำเป็นในการพัฒนาอุตสาหกรรมแร่สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับ
การทำเหมืองให้มีหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับกับการทำเหมืองใต้ดินได้อย่างเหมาะสม
โดยกำหนดระดับความลึกของ
การทำเหมืองใต้ดิน และกำหนดประทานบัตรทำเหมืองใต้ดินคลุมพื้นที่กว้างขึ้นโดยไม่ต้องแสดงหลักฐานการมี
สิทธิทำเหมืองในพื้นที่ที่ขอประทานบัตร ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหมืองแร่
และเอื้อ
อำนวยต่อการลงทุนและพัฒนาแหล่งแร่ใต้ดิน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ข้อพิจารณา
1.ความเป็นจริงแล้วตัวตัดสินว่าจะเป็นเหมืองเปิดหน้าดิน หรือเจาะอุโมงค์เข้าไปหาสายแร่
ก็คือค่าลงทุนในการขุด
ดินทิ้งกับปริมาณแร่ที่จะได้ออกมา ถ้าค่าลงทุนในการขุดดินทิ้งสูงไป การทำเหมืองเปิดหน้าดินก็ทำไม่ได้
ฉะนั้น
ตัวตัดสินจึงไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เป็นเศรษฐศาสตร์ ความคุ้มทุน
2.เหตุผลของกฎหมายฉบับนี้ได้อ้างถึงเทคโนโลยีทันสมัยที่ล่วงละเมิดสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ
หมาย
ความว่าเมื่อมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าก็ไม่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานการมีสิทธิทำเหมืองในพื้นที่ที่ขอประทานบัตร
ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้อ้างเหตุผลลวงและทุจริต เป็นกฎหมายที่ผิดตั้งแต่ต้น
ขัดต่อมาตรา 29 48 และ 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนี้
มาตรา 29 การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้
เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตาม
บทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
และจะกระทบกระเทือน
สาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพนั้นมิได้
กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้บังคับใช้บังคับกรณีใดกรณีหนึ่ง
หรือ
แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตามกฎหมายนั้น
มาตรา 48 สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับการคุ้มครองขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ย่อมเป็น
ไปตามที่กฎหมายบัญญัติการสืบมรดกย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิของบุคคลในการสืบมรดกย่อมเป็นไปตามที่
กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 50 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการ หรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อ
ประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค
การรักษาความสงบเรียบร้ออย ศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบ การประกอบอาชีพ
การคุ้มครองผู้บริ
โภคการผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน
หรือเพื่อป้องกันการ
ผู้ขาดหรือขจัดความไม่ธรรมในการแข่งขัน
ข้อพิจารณา
สาระสำคัญของทั้ง 3 มาตราถูกล่วงละเมิดโดยพระราชบัญญิตแร่ฉบับนี้ทั้งสิ้น
เพราะ
1.กฎหมายฉบับนี้มีความเป็นไปได้สูงในการปรับปรุงแก้ไขสาระสำคัญของกฎหมายที่เกี่ยวกับการทำเหมืองใต้ดิน
เพื่อ
อำนวยประโยชน์ให้เกิดการทำเหมืองแร่โปแตชที่จ.ชัยภูมิ และอุดรธานี ซึ่งขัดแย้งกับสาระสำคัญของมาตรา29
ที่การ
ออกกฎหมายต้องมีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับกรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่กลุ่มบุคคลใดบุคคล
หนึ่งเป็นการเจาะจง
2.มีการละเมิดขอบเขตแห่งสิทธิ และการจำกัดสิทธิในมาตรา 48 โดยใช้หลักการและเหตุผลที่ใช้ความก้าวหน้า
ทางเทคโนโลยีการทำเหมืองใต้ดิน โดยที่ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ต้องแสดงหลักฐานการมีสิทธิทำเหมืองในพื้นที่
ขอประทานบัตร
3.ไม่มีสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ที่กระทำเพื่อประโยชน์ในการรักษาคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูป
โภคการจัดระเบียบ การประกอบอาอชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง
การรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาด หรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันตาม
มาตรา 50
ไม่ตอบสนองเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ มาตรา 46 , 56
มาตรา 46 บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์
หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะวัฒนธรรมอันดีของประเทศชาติ
และมีส่วนร่วมจัดการ การบำรุงรักษา การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรม
ชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลย์และยั่งยืน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติมาตรา
56 สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วม
กับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
เพื่อให้ดำรงชีพได้อย่างปกติและต่อเนื่อง ในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ
อนามัย สวัสดิภาพ
หรือคุณภาพชีวิต
ข้อพิจารณา
การแก้ไขพ.ร.บแร่ดังกล่าวทุกมาตราที่ขอให้แก้ไขเป็นการแก้ไขที่ยิ่งทำการรวบอำนาจในการจัดการทรัพยากร
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตกอยู่ที่คนเพียงหยิบมือเดียว โดยละเลยสิทธิอำนาจท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ
ทำไมต้อง 50 เมตรในมาตรา 3 ตาม พ.ร.บ.แร่ ได้มีการให้เพิ่มบทนิยามคำว่า
ทำเหมืองใต้ดิน ระหว่างคำว่า
ทำเหมือง และคำว่า ขุดเจาะน้ำเกลือใต้ดิน ในมาตรา 4 แห่งพ.ร.บ.แร่
พ.ศ. 2510 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พ.ร.บ.แร่พ.ศ. 2534 ดังต่อไปนี้ทำเหมืองใต้ดิน หมายความว่าการทำเหมืองด้วยวิธีการเจาะเป็นปล่อง
หรือ
อุโมงค์ลึกลงไปใต้ผิวดิน เพื่อให้ได้มาซึ่งแร่ที่มีแหล่งแร่อยู่ใต้ผิวดินเกินกว่าห้าสิบเมตร
ข้อพิจารณา
ไม่มีเหตุผลใด ๆ อธิบายได้ว่าทำไมต้อง 50 เมตรตามความเป็นจริงแล้วในการพิจารณาให้ประทานบัตรการทำ
เหมืองใต้ดินไม่ได้เกี่ยวกับระดับความลึกเลย แร่เกิดตั้งแต่ผิวดินลงไป
ปัจจุบันนี้เหมืองใต้ดินก็มีการทำกันอยู่แล้ว
เช่น การขุดน้ำเกลือบ่อบาดาล เป็นต้น ปัญหาคือคนร่างกฎหมายคิดแต่เพียงแร่ชนิดเดียว
ไม่ได้คิดถึงแร่ชนิดอื่นๆ
เลย กฎหมายนี้จึงถือว่ารอนสิทธิของคนอื่น และแร่ตัวอื่น ๆ ไปด้วยหรืออาจะเป็นการคิดง่าย
ๆ ของนักกฎหมาย
ที่เป็นผู้ยกร่าง หลังการฟังสรุปย่อยของนักธรณีเหมืองแร่แล้ว แต่น่าสังเกตว่าลักษณะการทำเหมืองเช่นนี้
มีเพียง
เหมืองโปแตช เพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่สอดคล้องกับกฎหมายแร่ดังกล่าว
ไม่มีมาตราใด ๆ ที่บ่งบอกว่ารับผิดชอบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมมีแต่บทบัญญัติความสำคัญของกำหนดหลัก
เกณฑ์ และวิธีการทำเหมืองใต้ดิน การขออาชญาบัตรพิเศษ การขอประทานบัตร
และการออกประทานบัตรสำหรับ
การทำเหมืองใต้ดินเท่านั้น นอกนั้นไม่ได้ระบุถึงความรับผิดชอบใด ทั้งในระหว่างที่การทำเหมิองดำเนินการอยู่
และหลังเลิกกิจการไปแล้ว การขุดเจาะทำเหมืองใต้ดินในพื้นที่ของเอกชน
พื้นที่ที่ถูกทำลายไปจากการทำเหมือง
จะส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนที่ตั้งอยู่บนผิวดิน แต่กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร
นอกจากนี้ระบบตรวจสอบพ.ร.บ.แร่ดังกล่าวก็อ่อนด้อยมาก เช่น
มาตรา 14 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 71 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติแร่
2510
มาตรา 71 ทวิ ผู้ถือประทานบัตรทำเหมืองใต้ดินต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย
หรือความเดือดร้อนใด ๆ ที่เกิด
ขึ้นแก่บุคคล ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในพื้นที่ภายในเขตเหมืองแร่
เว้นแต่ผู้ถือประทานบัตรทำเหมืองใต้ดิน
จะพิสูจน์ได้ว่าความเสียหาย หรือความเดือดร้อนรำคาญนั้นมิได้เป็นผลมาจากการทำเหมืองใต้ดินดังกล่าวผู้ถือ
ประทานบัตรทำเหมืองต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับบุคลล
ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่
นอกเขตของเหมืองแร่ หากผู้ได้รับความเสียหายหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าความเสีย
หายนั้นเกิดขึ้นจากผลการทำเหมือง หรือการทำเหมืองใต้ดิน
ในบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการขออาชญาบัตรพิเศษ การขอประทานบัตร จะมีประชาชน
ชุมชนท้องถิ่น องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นจะเข้าไปมีส่วนร่วม มีผลประโยชน์ หรือตรวจสอบได้อย่างไร
ตามมาตรา 6 ,7,8,9,10,11,12
,13 ในร่างพ.ร.บ.แร่ ดังกล่าว
ทำไมอาชญาบัตรพิเศษต้องมีอายุ 5 ปี ตามมาตรา 6 วรรค 5 ในร่างพ.ร.บ.แร่ถ้าหากนายทุนตรวจสอบแร่ในพื้นที่
10,000 ไร่ ไม่สามารถสำรวจเสร็จทันภายใน 3 ปี ตามกฎหมายแร่ ปัจจุบันที่บังคับใช้ในปัจจุบัน
ฉะนั้นจึงมีการ
ปรับแก้ขยายเวลาออกไป แต่มีคำถามว่าทำไมต้องตรวจสอบพื้นที่ทำเหมืองแร่เป็นหมื่น
ๆ ไร่.
...........................................
สำนักข่าวประชาธรรม Prachadarma news net (PNN)
77/1ม.5 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
Email : newspnn@hotmail.com
โทร.01-568-5670
|
|