|
บ่อนอก-หินกรูดและพาวเวอร์พูล ค่าโง่แสนล้านที่ประชาชนต้องจ่าย
การจัดตั้งตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้า หรือที่เรียกกันโดยแพร่หลายว่า
พาวเวอร์พูล( Power Pool ) นั้น วันนี้เริ่มมีข้อเท็จจริงอัน
เป็น บทเรียนจากหลายๆ ประเทศแล้วว่า คือแนวทางที่ผิดพลาด เพราะว่า
ราคาไฟฟ้าจะไม่ลดลงจากการแข่งขันอย่างที่อ้าง แต่ กลับ จะสูงขึ้น
เพราะพาวเวอร์พูลทำให้อำนาจตลาด ถ่ายเทไปกระจุกตัวอยู่ที่ผู้ผลิตไฟฟ้า
จนสามารถทำให้การปั่น ตลาดและโก่ง ราคา ไฟฟ้า ได้ ตามอำเภอใจ
ดังที่ได้ประสพมาแล้วในหลายๆ ประเทศ นอกจากราคาไฟฟ้าจะสูงขึ้นแล้ว
ยังจะแกว่งตัวหวือหวาจนกลาย เป็น ความเสี่ยง สำคัญต่อทั้งผู้ผลิต
ผู้จำหน่าย และผู้บริโภคไฟฟ้าโดยทั่วหน้า สุดท้ายพาวเวอร์พูลก็เป็นเพียง
การย้ายอำนาจ ตลาด จากมือของรัฐ ไปสู่อุ้งมือของกลุ่มทุนทั้งไทยและข้ามชาติที่เป็นเจ้าของธุรกิจผลิตไฟฟ้า
ดังนั้นนโยบายการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในรูปแบบต่างๆ เพื่อก้าวไปสู่การจัดตั้งระบบตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้า
หรือ พาวเวอร์พูลนั้นยิ่ง จะเป็นการทอนความมั่งคงของระบบและยังสร้างปัญาในการวางแผนพัฒนาเพื่อขยายและปรับปรุงระบบไฟฟ้าในอนาคต
คำถามถึงรัฐบาล พ.ท.ต.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายักรัฐมนตรี ที่ต้องชี้ขาดสถานการณ์ทั้งแนวทางนโยบายพลังงาน
ของชาติ ทั้งแนว ทางลดทอนความขัดแย้งอันเกิดจากการละเมิดสิทธิชุมชน
จากโครงการของรัฐ ไม่จะว่าเป็น พลังงานจากเขื่อน หรือว่าถ่านหิน
อย่างที่บ่อนอก-หินกรูด ต่างรอคำตอบจากวิสัยทัศน์อันกล้าหาญของผู้นำรัฐบาล
ที่มาจากการปฏิรูปการเมือง

ระบบพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยนั้น มีกระบวนการ อยู่ 4 ขั้นตอนหลัก
คือ
1. การผลิตไฟฟ้า Generation หรือ G คือการปั่นกระแสไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานรูปแบบต่างๆ
เมื่อปี 2543 รวมแล้วผลิตกระแส ไฟฟ้าได้กว่า 22,742 เมกกะวัตต์
แต่ความต้องการใช้สูงสุดมีเพียง 14,918 เมกกะวัตต์ คิดเป็นกำลังที่ประเทศไทย
มีสูงถึง 52.4% มากกว่าระดับเป็นมาตรฐานต้องสำรองไว้คือ 15-25%
ถึง 27.4% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงและเกี่ยวเนื่องมสู่ราคาไฟฟ้าที่แพง
อัน เป็น ภาระของประชาชนผู้บริโภค ที่ต้องรับผิดชอบ
2. การจัดส่งไฟฟ้า ( Transmission หรือ T ) หมายถึง ระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าแรงสูงต่างๆ
ที่ส่งออกไปเป็นกิโลโวลต์ kilovolt หรือ KV ไปยังผู้จำหน่ายไฟฟ้าขั้นตอนที่
3
3. การจัดจำหน่ายไฟฟ้า ( distribution หรือ d ) หมายถึงการนำไฟฟ้าจากขั้นตอนที่
2 ไปสู่ผู้บริโภค
4. การให้บริการ ( Service / Supply หรือ s ) หมายถึงการบริการทางธุรกิจ
ครวบคลุมการติดตั้งมิเตอร์ แจ้งหนี้ เก็บเงินและ บริการลูกค้าอื่นๆ
ซึ่งกิจการไฟฟ้าปัจจุบันดำเนินการจาก 3 หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ
คือ หน่วยงานแรก การไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือ กฟผ. Electricity Generating
Authority of Thailand หรือ EGAT ) ผู้รับผิดชอบขั้นตอนที่ 1
และ 2 แต่มีบางส่วนที่ซื้อจากภาค เอกชนและซื้อจากลาว รวมประมาณ
23% หน่วยงานที่ 2 การไฟฟ้านครหลวง กฟน. (กรุงเทพฯและปริมณทล)
และหน่วยงานที่ 3 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กฟภ. ซึ่งรับผิดชอบในขั้นตอนที่
3 และ 4
( อ้างอิงจาก : พาวเวอร์พูล : ยุทธการปล้นค่าไฟฟ้าประชาชน .-
กรุงเทพฯ : สถาบันสหสวรรษ, 2544 )
หลังจากรอการการตัดสินใจถึงอนาคตพลังงานของไทยครั้งนี้ของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ
พ.ท.ต.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายก รัฐมนตรี ที่ผลกระทบนอกจากจะเกี่ยวข้องทั้งในเรื่องของราคาก่อสร้าง
หรือมูลค่าเสียหายและความมั่นคงทาง พลังงานในอนาคต ของสังคม
แล้ว ยังกระทบต่อสิทธิอันพึงมีตามวิถีชีวิตอันสงบสุขของตนและของชุมชนที่เคยมี
อย่างมั่นคงมาช้านานด้วยและจะส่ง ผล ไป ถึงความสัมพันธ์ และภาพพจน์ของ
ประเทศไทย ที่ทั่วโลกกำลังจับตามองชนิดจับติดถึง พฤติกรรมการตัดสินใจของผู้นำ
รัฐบาล ไทย ภายใต้กรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมนั้น
ว่าจะพิจารณา และตัดสินปัญหาอย่างไร บนพื้นฐานของ อะไร ของใคร
และแค่ไหน ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะนำมาสู่แนวทางการปฏิรูปกระบวนคิด
การก่อสร้างโครงการใหญ่ๆ อื่นๆ ตาม มาอีก ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน
และกระบวนการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วม
ของ ประชาชน
ระหว่างที่รอคำตอบจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อาทิ กรณีท่อก๊าซไทย-มาเลย์
กรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ้านบ่อนอก-บ้านหินกรูด ที่ซื้อเวลาเลื่อนมาหลายครั้งในหลายๆ
ปีนั้น แม้วันนี้ คำตอบที่เคยกล่าวว่าจะให้ประชาชนและรอฟังข่าวดีได้
ในช่วงสงกรานต์ แต่ จนแล้วจนรอดก็ยังมิกล้าตอบออกมาให้ประชาชนรับฟัง
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ จึง ได้นำข้อเท็จจริงจากความคิด เห็นของนักวิชาการ
ผู้คร่ำหวอด กับข้อมูลด้านพลังงาน คือ ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์
ผู้อำนวยการสถาบันสหสวรรษ ที่กล่าวผ่านเวทีพลเมือง ถกพลัง
งาน เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา ณ หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ท่าพระจันทร์ มาให้พี่น้องสมาชิกข่าวไทย
เอ็นจีโอ รับรู้อีกครั้งว่า ทิศทางพลังงานไทยมีอะไรและจะไปทางไหนกัน
โรงไฟฟ้าบ่อนอก- หินกรูด คุ้มหรือไม่คุ้ม และใครได้ใคร เสีย
บน เส้นทางเกมการเมืองที่ยืดเยื้อเรื้อรังมายาวนาน
ดร.วุฒิพงษ์ กล่าวให้ทีมงานไทยเอ็นรับฟังว่า
การพยายามผลักดันโรงไฟฟ้าบ่อนอก- หินกรูด นั้น เพื่อไปให้ถึงนโยบายการ
จัดตั้ง ตลาดกลางซื้อขายพลังงาน หรือพาวเวอร์พูล นั้นผิดทิศทางประชา
ชนมีแต่เสียกับเสีย และเหตุผลที่พยายามอ้างกันมาตลอด เรื่อง
อนาคตพลังงานไทย และระบบ การสำรองไฟฟ้านั้น ดร.วุฒิพงษ์
ชี้แจงว่า "ทิศทางพลังงานเราจะต้องจัดการอย่างไร
ผมจะพูดสั้นๆ ว่า ถ้าเรามองไปข้างหน้าเราจะเห็น ว่า ประเทศไทยมีหลุมพลังงานใหญ่ๆ
ถึง 3 หลุม หลุมแรก ที่บ่อนอก หลุมที่สอง คือที่หินกรูด
ซึ่ง เหล่านี้จะคำนวณ IPP เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมหาศาล หลุมที่สาม
คือการจัด โครงสร้างตลาดพลังงาน ใหม่ นั่นก็คือ power pool
นี่คือหลุมดำหลุมใหญ่มาก ทางภาครัฐก็พยายามผลักดัน ที่จะสร้าง
โรงไฟฟ้า ที่บ่อนอกและหินกรูดขึ้นให้ได้ |
ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ |
และตามข้อมูลของโครงการอ้างว่า ถ้าไม่สร้างโรงไฟฟ้าภายในปี
2007 ประเทศไทยจะขาดแคลนไฟฟ้า ไฟฟ้าจะดับ ซึ่งตรงนี้ผม อยากให้ข้อมูลแก่พ่อแม่พี่น้องเพิ่มสักนิดว่า
ปัจจุบันนี้เราใช้ไฟฟ้าประมาณ 12,000 เมกกะวัตต์ ช่วงที่เราใช้น้อยที่สุด
คือตี 3 ตี 4 นั้น ใช้ประมาณ 8,000 เมกกะวัตต์ ซึ่งน้อยมาก ส่วนช่วงหน้าร้อนโดยเฉพาะ
กลางวัน เราใช้ไฟฟ้ากันมาก มากถึง 15,000 - 16,000 เมกกะวัตต์
ดังนั้น ถ้าเราจะสร้างโรงไฟฟ้า เราจะสร้างเพียงแค่ 12,000 เมกกะวัตต์
ไม่ได้ เรา ต้องสร้าง 16,000 หรือ เกือบประมาณ นี้ขึ้นไปเพื่อ
สำรองเอาไว้ แต่ส่วนใหญ่เราจะใช้ประมาณ 16-18% ของไฟฟ้า ที่เป็นอย่างนี้นั้น
คือถ้าเรามีเหลือเผื่อ ไว้น้อยเกินไป ก็จะทำ ให้เกิดความหวาดเสียว
กลัวว่าไฟฟ้าจะไม่พอหรือไฟดับ แต่ปัญหาก็คือประเทศไทยเราไม่เคย
มีปัญหาเรื่อง ความหวาดเสียวเลย
เรามีแต่ปัญหาเรื่องของความฟุ่มเฟือย และที่สำคัญเราใช้ไฟฟ้าสูงที่สุด
นั้น ก็เพียงแค่ 16,000 เมกกะวัตต์ แต่เราสามารถผลิต ไฟฟ้าได้
ในขณะนี้ถึง 24,000 เมกกะวัตต์ เท่ากับเรามีพลังงานไฟฟ้าสำรองเกือบ
50 % ตรงนี้เองที่พ่อแม่พี่น้อง ประชาชนมั่นใจ ได้เลยว่า ไฟฟ้าในประเทศไทยยังไม่ทำให้เกิดความหวาดเสียวได้
แต่สิ่งที่น่ากังวลตอนนี้คือทำให้เกิดความฟุ่มเฟือย นี่คือ สาเหตุ
สำคัญของปัญหาไฟฟ้าเมืองไทย และสิ่งที่ประชาชนต้องเจอคือการถอนทุนที่ออกมาในรูปค่าเอฟที
หรืออะไรต่อมิอะไร นั้นแหละ ครับ ก็เหมือนกับที่เรามีรถอยู่
24 คัน ก็ต้องจ่ายอะไรไปเยอะแยะ ทั้งค่าจอดรถ ค่าดาวน์ ค่าผ่อน
ค่าน้ำมัน ค่าประกัน ฯลฯ แต่ว่าเรา ใช้ประโยชน์จากรถจริงๆ แค่
16 คัน เท่านั้น ฉะนั้นโดยปกติทั่วไปแต่ละวัน เราจะมีรถจอดนิ่งๆ
เฉยๆ ถึง 8 คัน
แต่ทางสำนักงานปฏิรูปนโยบายและพลังงานแห่งชาติ ( สพช.) กล่าวว่า
ประเทศมีความจำเป็นที่จะต้องสร้าง ตามที่เศรษฐกิจที่กำลัง เติบโต
ก่อนปี 2007 ถ้าเราไม่มีไฟฟ้าสำรองเพียงพอตามมาตรฐาน เราพังแน่
ดังนั้นเราจึงต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกที่ บ่อนอก
และหินกรูด " ดร.วุฒิพงษ์ กล่าวอธิบาย และยืนยันว่า จากเหตุผลในพยายมผลักดันสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานต่างๆ
ขึ้นมา ด้วยเหตุการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น ดร.วุฒิพงษ์ยืนยันว่า
ตัวเลขเหล่านั้น เป็นเพียงตัวเลขที่เก่าและประเมิณไว้ในยุคที่เศรษฐิจ
ยังเฟื่องฟูอยู่ ปัจจุบันหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น ตัวเลขพลังงานได้ปรับตัวการใช้ลดลง
เศรษฐกิจก็เติบโตฟื้นตัวช้ามาก ดังนั้น การเร่งสร้างโรงไฟฟ้าในเวลานี้
นอกจากผิดที่ ผิดเวลา และน่าสงสัยในพฤติกรรมแล้ว ยังไม่ผ่านกระบวนที่เคารพสิทธิของชุมชน
ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้คุ้มครองไว้ จากนั้น ดร.วุฒิพงษ์จึงสรุปประเด็นว่า
การอ้างพลังงานสำรองและอ้างผล ประโยชน์อื่นๆ เพื่อที่จะสร้างโรงไฟฟ้าที่บ่อนอกและหินกรูด
ของบริษัทกัลฟ์และบริษัทยูเนี่ยนพาวเวอร์ นั้น ไม่คุ้มทุน ว่า"
"ผมจึงอยากสรุปสั้นๆ ว่า โรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด ไม่ควรสร้างด้วยเหตุผล
6 ประการด้วยกัน คือ ประการแรกคือ 2,100 เมกกะ วัตต์ ที่บ่อนอก
บวกหินกรูด 2,400 เมกกะวัตต์ ไม่มีความจำเป็น เพราะคนที่บอกว่าจำเป็นนั้น
เป็นเพราะว่าเขาได้พยายาม พยากรณ์ว่า เศรษฐกิจจะโตพรวดพราด 4.7-5
% ดังนั้นพลังงานไฟฟ้าจะต้องเติบโตขยายไปอีก 6-7 % จึงจะเพียงพอกับความ
ต้องการ ซึ่งถ้าอย่างนั้นจริงเรามีปัญหาแน่นอนครับ แต่ความจริงที่ผ่านๆ
มา เศรษฐกิจเมื่อปีกลายเราโต ไม่ถึง 1.3% ปี 2544 คิดว่าโตเพียง
1.8 -2 % และปี 2545 ถ้าโตได้สัก 2.5 % ผมว่าก็หืดขึ้นคอแล้วครับ
ซึ่งถ้าเศรษฐกิจเติบโตแบบนี้ไม่เหมือนอย่าง ที่มีการพยากรณ์ไว้
เราไม่จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่มอีกไปจนถึงปี 2008-2010 เลยครับ
และตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจนั้น มาจากการประเมิณไว้ของสถาบันทีดีอาร์ไอ
เมื่อปี 1999 จนถึงวันนี้ยังไม่มีการปรับตัวเลขใหม่ให้ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงเลย
ครับ แนน่อนครับการพยากรณ์อาจผิดถูกกันได้ เราไม่ว่ากัน แต่ถ้าคิดผิด
มันคิดใหม่ได้ ตรงนี้สำคัญครับ
ประการที่สอง ที่มีการกล่าวว่าเราใช้ไฟฟ้า 16,000 เมกกะวัตต์
ผมอยากจะบอกความจริงๆ ว่า ปริมาณนั้นเรา ใช้ปีหนึ่ง ไม่ถึง 15
ชม. ด้วยซ้ำ คือช่วงเดือน เมษายนที่อากาศร้อนมากๆ แต่ถ้ามีวิธีบริหารจัดการดีๆ
เราสามารถที่จะประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 700-800 เมกกะวัตต์ เท่ากับกำลังผลิตโรงไฟฟ้าบ่อนอก
1 โรง เชียวนะครับ อันนี้สามารถที่จะทำได้ และปัจจุบันนี้ มีกลุ่มธุรกิจมากมายที่มี
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองใช้ของตัวเอง เพียงแต่รัฐบาลบอกว่า การที่คุณต้องมาซื้อไฟฟ้า
ในช่วงวันจันทร์ถึงศุกร์ ช่วงบ่ายๆ คุณ สามารถปั่นใช้เองได้
ถ้าต้นทุนในการจัดตั้งมันมากรัฐก็ช่วยส่วนหนึ่งไป เท่านั้นเอกชนก็หันมาใช้แล้ว
ดีกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าอีก 1 โรง เพื่อใช้ไฟฟ้าเพียงแค่ 15 ชม.ต่อปี
นั้น มันใช้จ่ายมากกว่าสิ่งที่ได้ทดแทนกลับ จึงอยากเสนอให้เอกชนปั่นไฟฟ้าใช้เอง
ในช่วง เวลาที่วิกฤติเฉพาะหน้าร้อนวันละไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งรัฐใช้เงินไม่กี่บาท
ดีกว่าต้องใช้เงินเป็นหมื่นๆ แสนๆ ล้านบาท สำหรับโครงการใน อนาคต
อย่างที่บ่อนอกและหินกรูด
และจำเป็นตรงไหนที่ต้องใช้ 2,000 กว่า เมกกะวัตต์ คำถามของผมคือ
ถึงแม้ต้องการ 2,000 เมกกะวัตต์ ก็แพงเกินไป ถ้าเราเอา ค่าเงินที่รัฐบาลต้องจ่ายให้เขาเพื่อสร้างโรงไฟฟ้า
ของ 2 โรง มารวมกัน ที่จะต้องจ่ายไปอีก 25 ปี ลองเอา 25 ปี มารวมกัน
จะเป็น เงินทั้งสิ้นเกือบ 3 แสนล้านบาท ยังคงเหลือเป็นเงินเกือบ
2 แสนล้านบาท ในราคาท้องตลาด 35 ล้านบาทต่อ 1 เมกกะวัตต์ ท่านเอา
35 ล้านบาท คูณ 2,100 เมกกะวัตต์ จะเป็นเงิน 75,000 ล้านบาท
พูดง่ายๆ คือรัฐบาลจ่ายเงินให้ ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ หรือ IPP (Independent
Power Producer ) เกือบ 2 แสนล้านบาท เพื่อให้เขาไปสร้างโรงไฟฟ้ามูลค่า
75,000 ล้านบาท นี่ไม่ใช่อุบัติ เหตุ แต่เป็นเจตนาครับ
ประการที่สาม ถึงต้องการ 2,100 เมกกะวัตต์ก็ไม่ควรใช้ ถ่านหินท่านลองเอา
IPP หรือ PPA ( Power Purchase Agreement : ระะบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว
) มากางดู ถ่านหินกับแก๊ส ถ่านหินถูกกว่าจริงในด้านเชื้อเพลิง
ถูกกว่า 22 % แต่โรงไฟฟ้า ถ่านหินแพงกว่าโรงไฟฟ้าแก๊สถึง 61%
เมื่อท่านเอาค่าเชื่อเชื้อเพลิง 25 ปี เฉลี่ยกับค่าโรงไฟฟ้าเบ็ดเสร็จแล้วไฟฟ้าจากถ่านหิน
แพงกว่าไฟฟ้าแก๊ส 2.8 % ต่อเมกกะวัตต์ เพราะฉะนั้น บทสรุปคือ
ถ่านหินถูกกว่าแก๊สนั้นไม่จริง
ตรงนี้ยังไม่กล่าวรวมต้นทุนในเชิงนิเวศวิทยา ไม่พูดถึงปลาวาฬ
ปลาโลมา แพลงตอน หรือ อื่นๆ พูดกันเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็ไม่ควรคิดที่จะสร้างแล้ว
และนี่ยังไม่รวมต้นทุนทางสังคม หรือชุมชน เลยด้วยซ้ำครับ "ดร.วุฒิพงษ์กล่าวอธิบายและกล่าวต่ออีกว่า
"เพราะแนวทางนี้มันกระจายความเสี่ยงทางเชื้อเพลิง ถ้าไม่เช่นนั้น
ทำให้เราพึ่งพิงแต่แก๊ส อันนี้กำลังบอกเราว่า อยากจะกระจาย ความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง
แล้วท่านรู้ไหมครับว่า รัฐบาลไปสั่งซื้อแก๊สจากยาดานา ที่พม่า
เป็นเงินเรียบร้อยไปแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้แก๊ส เลย มีมูลค่าถึง
4 หมื่นล้านบาท ซึ่งแก๊สจำนวนนี้สามารถใช้ไปได้ถึง ปี 2004 เลยด้วยซ้ำ
ตรงนี้จึงอยากบอกว่า ถ้าห่วงเรื่องเชื้อ เพลิงจริงก็ไม่ควรจะไปเซ็นสัญญาเสียเปรียบแบบนี้
และอยากกระจายความเสี่ยงทำไมถึงทำสัญญา take or pay ที่จ่ายไปแล้ว
ถึง 4 หมื่นล้านบาท และวันนี้ก็ยังไม่มีเหตุผล อะไรที่ ต้องกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิงเพราะว่าเชื้อเพลิงจำพวกแก๊ส
มีอยู่มากมาย จนสามารถใช้ไปได้ถึงปี 2004 ดังนั้นเหตุผล ตรงๆ
ที่ซ่อนแฝงไว้ก็คือ กัลฟ์ต้องการจำหน่ายเชื้อเพลิงคือถ่านหิน
ที่บริษัทกัลฟ์เป็นเจ้าของอยู่ สรุปคือกัลฟ์ต้องการใช้สินค้าจาก
บริษัทแม่เพื่อจระบายสินค้าเท่านั้น
ประการที่สี่ ถึงแม้ต้องการ 2,100 เมกกะวัตต์ ก็ยังมีทางเลือกอีกมากมาย
อาทิ การ repowering ซึ่งหมายถึง การเอาเครื่องเก่า ออกแล้วเอาเครื่องใหม่มาเปลี่ยน
หรือจะใส่เครื่องใหม่ ที่สมรรถนะสูงกว่าเดิม ส่วนเครื่องเก่าก็ไม่ต้องทิ้งก็ได้
เอาไปขายต่อ กับ ประเทศเพื่อนบ้าน หรือเอาพื้นที่จากที่เรามีอยู่แล้ว
อย่างเช่นที่บางปะกงซึ่งมีอยู่ 7 โรง เราก็สร้างเพิ่มอีก สักโรง
สองโรงก็น่าจะพอ ใช้ ไม่ต้องไปรบกวนชาวบ้านชาวช่องที่อื่นๆ และไม่ต้องไปลากสายเพิ่ม
ประการที่ห้า ถึงแม้ว่าต้องการ 2,100 เมกกะวัตต์ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อจากกัลฟ์และยูเนี่ยนพาวเวอร์
เหตุผลเพราะว่า ถ้าเราต้อง จ่ายค่าโรงไฟฟ้าให้เขา 75,000 ล้านบาท
แล้วทำไมเราไม่สร้าง 75,000 ล้านบาทนั้นเอง
หากไม่มีทุนก็มีวิธีทำง่ายๆ กฟผ.ไม่ต้องใช้เงินแม้แต่สตางค์แดงเดียว
ถ้า กฟผ.ต้องการ 75,000 ล้านบาท นั้นทำง่ายๆ ครับ ก็แค่ ตั้งบริษัท
ออกหุ้น 75,000 ล้านบาท เงินจะไหลมาทันทีทันใดครับ ไม่เชื่อลองดูหุ้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี
ใช้เวลา 15 นาที 33 วินาที ส่วน ปตท.ใช้เวลา 1 นาที 7 วินาที
เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น เราก็สร้างได้แทนที่จะต้องจ่ายให้เอกชน
2 แสนล้านบาท ให้ กฟผ. 75,000 ล้านบาท ก็แค่ตั้งบริษัทขึ้นมา
แล้วดำเนินการไปเลย
 |
ประการที่สุดท้าย ค่าโง่ไม่แพงอย่างที่คิด
สมมุติว่าถ้าค่อโง่มันแพงจริงๆ ถึงหมื่น ล้านบาทอย่างที่กล่าว
ผมก็คิดว่ายังไม่แพง เท่า ที่จะเสียไปเป็นแสนล้านบาท อีก
ทั้งยังให้ชีวิตชาวบ้านบ่อนอก-หินกรูดเขาได้อยู่อย่างที่เขาอยากอยู่อีกต่อไป
แต่ผม เชื่อว่าไม่ถึงหมื่น ล้านบาทหรอกครับ เพราะถ้าถึงหมื่นล้านบาท
บริษัทกัลฟ์และ ยูเนี่ยนพาวเวอร์ต้องมาค้าความกับรัฐบาล
ซึ่งในข้อเท็จจริงไม่มีใคร อยากทะเลาะ กับรัฐบาลหรอกครับ
เพราะกระบวนการศาลมันช้ามาก บางทีเราอาจจะ ไม่เสียค่า โง่เลยก็ได้
เพราะเราไม่ได้ไปฉีก สัญญาดื้อๆ บางทีเราอาจจะคุยหาช่องทางกับ
กัลฟ์และยูเนี่ยนพาวเวอร์ได้ ถึงช่องทางที่เสนอไป เช่น การ
repowering โรงไฟฟ้า |
เก่า หรือสร้างโรงใหม่ในที่เดิม ก็ได้ ซึ่งต้นทุนก็ต่ำกว่า
ถูกก็ถูกกว่า ใช้ได้ก็เร็วกว่า ความเสี่ยงก็น้อยกว่าที่สำคัญไม่ต้องไปทะเลาะ
กับชาวบ้านชาวช่องที่บ่อนอกและหินกรูด ดังนั้นเรื่องนี้ชาวบ้านก็แฮปปี้
ประชาชนก็แฮปปี้ ผมจึงขอฟันธงเลยว่า" ไม่ต้องโรงไฟฟ้า บ่อนอก-หินกรูดด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้ง
6 ประการด้วยกันครับ" ดร.วุฒิพงษ์ กล่าวสรุป....
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
|