Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง

ซอกหาวิถีไทย "งานข้าวใหม่ ปลามัน"

2540 วิกฤติเศรษฐกิจทุนนิยมไทยได้แตกสลาย แรงสั่นสะเทือนสะท้อนให้สังคมไทยเข้าสู่สภาวะความเสื่อมโทรมทางสังคมอย่างรุนแรง สาเหตุหลักประการหนึ่งนั้น เป็นเพราะคนไทยรับเอาแนวความคิดและทฤษฎีการพัฒนาประเทศตาม "ภาวะความทันสมัย modernization "ซึ่งเป็นกระบวนการทางการค้าอีกรูปแบบหนึ่งของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี เพื่อมุ่งไปสู่โลกาภิวัฒน์ แต่การรับมาโดยไม่เฉลียวใจกลั่นกรอง คัดสรรและวางกลไกรักษาสิ่งที่มีอยู่ซึ่งดีงามอยู่แล้วไว้ให้ดี ความเสื่อมโทรมชนิดฉับพลันจึงบังเกิดขึ้นแก่สังคมไทยอย่างลีกเลี่ยงไม่ได้

ระบบเศรษฐกิจไทยอาศัยการเติบโตจากเป้าหมายการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นหลัก อีกทั้งวางน้ำหนักการพัฒนาอุตสาหกรรม ลืมชนบทอันเป็นรากฐานของสังคมไทย ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ กลับถูกปล่อยถูกรอนสิทธิอันพึงมีจนวิถีชีวิต คนชนบทล่มสลาย เนื่องจากการพึ่งตนเองไม่สามารถจะทำได้เช่นแต่เดิม เพราะพ่ายแพ้ให้กับกระแสวัฒนธรรมบริโภค ทิ้งชีวิตที่เรียบง่าย พึ่งพิงธรรมชาติและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน หันเข้าสู่ระบบการค้าระหว่างกันอย่างเต็มตัว

งานข้าวใหม่ปลามัน คือรูปแบบหนึ่งของขบวนการรุกสู้ ทางวัฒนธรรมของประชาสังคมสกลนคร ร่วมกับราชภัฏสกลนคร เพื่อสร้างสำนึกท้องถิ่น ให้เกิดขึ้น เพราะนี่คือ รากเหง้าของสำนึกแห่งคุณค่าทางสังคมไทยที่แท้จริงที่สืบทอดต่อๆ กันมาด้วยภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ที่ ดำรงวิถีชีวิตผ่านกาลเวลามายาวนานอย่างกลมกลืน ธรรมชาติอันเรียบง่ายและสันติสุข จึงบังเกิดมหกรรมภูมิปัญญาชาวบ้าน แอ่งสกลนคร ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 1-4 กุมภาพันธ์ 2545 ณ ลานใต้ร่มไม้ สถาบันราชภัฏสกลนคร

ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกเล็กๆ ที่ยืนหยัดเป็นพันธมิตรกับองค์กรภาคประชาชน ได้เข้าร่วมชมงานข้าวใหม่ ปลามันที่จัดขึ้นท่ามกลางความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องเครือข่ายประชาสังคมสกลนครภายในงานสนุกและตระการตากับมหกรรม ทางวัฒนธรรมและรูปแบบวิถีชีวิต อันหลากหลาย อาทิ ชนเผ่าผู้ไท ลาวโส่ ฯลฯ บนเวที มีการแสดง การเสวนา ในหัวข้อต่างๆ ที่ย้อนภาพไปสู่สังคมไทยแต่ดั้งเดิมและเพลินกับนิทรรศการภูมิปัญญาชาวบ้าน อาทิ งานหัตถกรรม เกษตรยั่งยืน เหล้าพื้นบ้าน เทคโนโลยีชาวบ้าน เป็นต้น โดยมี ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน ประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นประธานเปิดในพิธี

พ่อเล็ก กุดวงศ์แก้ว ปราชญ์ชาวบ้าน ได้กล่าวถึงงานข้าวใหม่ปลามัน อันเป็นรูปแบบหนึ่ง ของการนำเสนอกิจกรรมเพื่อการพึ่งตนเองว่า "ผมคือชาวบ้านจริงๆ และเรียนจบเพียงแค่ ป.4 เท่านั้น เป็นคนสกลนคร มาแต่กำเนิด และผมจะพูดเรื่องการ "ซอกหาวิถีชีวิต หรือค้นหาทั้งที่ชัดเจนอยู่และไม่ชัดเจน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติเมื่อเวลาผ่านไป สรรพสิ่งก็เปลี่ยนแปลง แต่ที่ผมเห็นวันนี้คือ การสาธิตการแกงปูนา การต้มการหมักเหล้ากินเอง การทอผ้าใส่เองและอีกหลายๆ อย่าง ซึ่งนี่แหละคือวิถีชีวิตไทบ้าน

ส่วนที่เปลี่ยนแปลงก็คือเราพากันทำพากันผลิตเพื่อที่จะขายเอาเงินจากคนอื่น แล้วซื้อของคนมาใช้ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาอะไร ถ้าเราไม่ได้เป็นหนี้เป็นสินใคร เรามีไม้ทำบ้าน มีหญ้ามุง มีปลา มีสมุนไพรต้มกิน เหล่านี้ เราก็พึ่งตนเองได้แล้ว นี่คือชีวิตไทบ้าน และผมไม่ได้ปฏิเสธการค้าขาย แต่เราต้องมีกินมีใช้อย่างเพียงพอพึ่งตนเองเป็นหลักก่อน แล้วค่อยมาแบ่ง ปันพัฒนาบ้านเราเมืองเรา" พ่อเล็กกล่าวและเน้นเสริมอีกว่า สังคมไทย มีความรู้ จากระบบการศึกษาก็จริง แต่สังคมไทยยังขาดปัญญากันอยู่มาก เพราะยังพึ่งตนเองไม่ได้ คิดเองไม่เป็น ที่สำคัญกระบวนการศึกษาในระบบการศึกษาไทย จะต้องปฏิรูปหันมามองภูมิปัญญาท้องถิ่นเรียนรู้การอยู่กันกับธรรมชาติอย่างสอดคล้องกลมกลืนให้ได้

"ปัญญาไม่จำเป็นต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัยก็ได้ ปัญญาเกิดขึ้นได้จากการฟัง การคิด การถามและการขีดเขียน หรือ สุ จิ ปุ ลิ แต่ก็มีคนเชื่อว่าปัญญาต้องไปเรียนสูงๆ ทั้งๆ ที่คนเรียนสูงๆ ไม่รู้จักแม้กระทั่งแผ่นดินยังมีเลย เดี๋ยวนี้มีอาจารย์หลายท่าน ในบ้านเรา ที่ออกมากล่าวกันมากว่าการปฏิรูปการศึกษาต้องเอาเด็กเป็นศูนย์กลาง ผมก็คิดใคร่ครวญว่า มันจริงหรือ เพราะเด็กน้อยๆ ของเราเข้าระบบการศึกษาตั้งแต่ชั้นอนุบาล 3 ขวบ ไปหัดกิน ขนมเค้ก ขนมฝรั่ง แล้วก็เล่นตุ๊กกะตาราคาแพงๆ ทิ้งข้าวเม่า ข้าวตัง เผือกมันต้ม ผลหมากรากไม้ในท้องถิ่นพื้นบ้านตัวเองไม่เคยได้ให้เด็กฝึกกินแล้วมันจะรู้สึกในความเป็นชุมชนได้จริงหรือ

ผมใครอยากจะเสนอ ตามความเข้าใจของผมว่า การปฏิรูปการศึกษา คือ การจัดการศึกษาให้คนคืนสู่ธรรมชาติ เอาสังคมเอาวัฒนธรรม เอาคุณค่าของท้องถิ่นนั้นๆ มาจัดการศึกษาให้กับลูกหลานของเรา ส่วนคนที่จบการศึกษามาไม่ว่าจะระดับไหนก็ตาม ต้องสร้างงานให้กับตัวเองได้ ดูแลครอบครัวได้ และกลับมาพัฒนาบ้านเกิดตนเอง นั่นคือเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษา ถ้าหากว่าปฏิรูปการศึกษาแล้ว แต่คนจบออกมาต้องไปเดินหางานทำ มันก็ยังเหมือนเดิม

ผมไม่โทษลูกหลานเราน่ะครับ แต่หลักสูตรที่เรามีมันเป็นหลักสูตรเพื่อนักลงทุนทั้งนั้น เพราะเรียนจบก็ไปเป็นลูกจ้างเขาทั้งนั้น แม้แต่รัฐบาลเองก็ยังจ้างเอาคนต่างชาติมาเป็นที่ปรึกษา ทั้งๆ ที่เขาไม่มีรากเหง้าเหมือนเราเลย " พ่อเล็กกล่าวและอธิบายต่อถึงประเด็นเรื่องทุนอีกว่า ทุนมิใช่หัวใจหลักในการพัฒนาสังคมไทย ซึ่งที่ผ่านๆ มารัฐบาลให้น้ำหนักในการพัฒนาประเทศผิดฝาผิดด้านมาตลอด

" 90% ของคน ในประเทศเราคิดตรงกันเลยว่า ทุนคือเงิน แต่ผมกำลังบอกให้คนทั่วประเทศฟังว่า คิดใหม่ได้ไหมเพราะผู้เฒ่าบ้านเราพูดกันอยู่เสมอว่า "เงินเต็มผ้า ไม่เท่าปัญญาเต็มพุง" นี่คือความคิดของผู้เฒ่าบ้านเราที่ไม่เคยร่ำเรียนหนังสือนะครับ ผมไม่ได้ปฏิเสธเงิน ถ้าเรามีปัญญาเงินก็คงจะไหลมาเอง ดังนั้นทุนอันยิ่งใหญ่ในบ้านเรา มี 4 ประการ 1.ภูมิปัญญา คือทุนอันยิ่งใหญ่ของชีวิต 2.ทรัพยากรธรรมชาติ 3. แรงงานของครอบครัวเราเอง ซึ่งที่ผ่านๆ มาลูกหลานเราไปทำงานในโรงงาน เจ้าหนึ่ง 2-3 พันคน อย่างนี้เขาไม่รวยได้อย่างไรและ 4.วัฒนธรรมอันดีงาม ที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันกัน นี่คือทุนทางสังคมที่เรามีอยู่แล้ว " พ่อเล็กกล่าวและทิ้งบทสรุปถึงการสร้างภูมิปัญญาให้เกิดขึ้นในสังคมไทยว่า

"ทำยังไงให้ลูกหลานเราเขารู้สึกมีสำนึกกันว่า สิ่งที่มีอยู่ในบ้านเรา มันมีคุณค่าสามารถเอาพัฒนาให้เกิดงานได้ ทำยังไงจะทำให้สิ่งเหล่านี้อยู่กับเรานานๆ ยั่งยืน ความคิดผมคือจัดหลักสูตรท้องถิ่น ของชุมชน เพราะคนที่มีปัญญาไม่จำเป็นต้องจบปริญญา คนสมัยแต่ก่อนอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้แต่เขาก็สามารถจัดการชีวิตตัวเขาเองให้อยู่ได้อย่างมีความสุข กลมกลืน สอดคล้องกับธรรชาติ นั่นเพราะเขามีปัญญา ปัญญามันอยู่กับการกรองความคิดพิจารณาหาเหตุ หาผล หาต้น หาปลายได้ ซึ่งผมเองก็เคยหลงทางไปปลูกปอ ปลูกมัน อยู่ 3 ปี ติดหนี้ ไป 4 หมื่นบาท จึงได้มี ปัญญา หาทางเดินกลับได้ แล้วเริ่มต้นเดินใหม่ ผมจบ ป.4 ส่วนแม่ของผมไม่ได้เรียนอะไรเลย อ่านไม่ออกด้วยซ้ำ แต่ในชีวิตแกไม่เคยเป็นหนี้เลย เลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน จนเติบโตได้อย่างมีความสุข นั่นเพราะแกมีปัญญามากกว่าผม ที่จบชั้น ป.4 ตรงนี้เองที่ผมกลับไปทบทวนคิด ว่าพ่อแม่ไม่ได้ฉีกธนบัตรคลุกข้าวให้ผมกินจนเติบโต แต่แกเก็บเกี่ยวเสาะหาเอาจากห้วยหนองคลองบึง ที่อุดมสมบูรณ์ในบ้านเรานี่เองมาพวกเรา บทสรุปตรงนี้เองที่ทำให้ผมหูตาสว่างเข้าใจวิถีชีวิตที่พึงพาและเพียงพอ กับธรรมชาติ

คนไทยปัจจุบันนี้ เป็นหนี้ให้ตัวเองยังไม่พอ ยังปันหนี้ทิ้งไว้ให้ลูกให้หลานเราอีก ฉะนั้น หลักสูตรท้องถิ่นคือหลักสูตรที่เราควรจะให้ลูกหลานเราเรียนไว้ ไม่ใช่กินขนมเค้ก แต่กินข้าวเม่าในฤดูข้าวใหม่ หรือข้าวต้ม หรือข้าวหลาม ข้าวลอดช่องที่มีอยู่เยอะแยะให้เด็กเรียนรู้

การ เป็นคนไทย อยู่เมืองไทย แต่กินของฝรั่งของนอก วิถีชีวิตแบบนี้เขาจะเห็นคุณค่าในตัวเขาเองได้อย่างไร ภูมิปัญญาท้องถิ่นก็ถูกมองข้ามไปหมด ดังนั้นผมอยากย้ำเตือนเป็นคำสุดท้ายในเชิงปรัชญาชาวบ้านว่า "ป่าคือบ้าน ลำธารคือชีวิตมวลมิตรคือพลัง พึ่งตนเองคือความหวัง ธรรมยั้งเกิดชีวิตของคน สัตว์ และอื่นๆ บนผื่นโลกใบนี้ " "กินอิ่ม นุ่งอุ่น ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเกื้อกูล ฮักแพงแข็งครอบกันเด้อ "พ่อเล็กกล่าวสรุป

ดร.เสรี พงษ์พิศ ประธานมูลนิธิหมู่บ้าน นักวิชาการอีกท่านหนึ่งที่ผลักดันให้สังคมไทยหันมาฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้กล่าวถึงงานมหกรรมข้าวใหม่ปลามัน แอ่งวัฒน ธรรมชาวสกลนคร ว่าดั้งเดิมแล้วชาวบ้านอยู่ได้อย่างพึงพาพอเพียงแต่นโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาล ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 ที่เน้นการพัฒนา อุตสาหกรรม เป็นต้นมา ทำให้สังคมไทยใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยจนหมดความอุดมสมบูรณ์แล้วพึงพาตนเองไม่ได้ จากก็กล่าวถึงระบบการศึกษาว่าเดี๋ยวนี้คนมีเพียงความรู้เป็นเรื่องๆ สาขาๆ แต่ขาดปัญญาในการนำมาปฏิบัติมาสร้างสรรค์สังคม

"แต่ก่อนนี้ชาวบ้านเราอยู่แบบพึ่งตนเองได้ หมายความว่า มีปัจจัย 4 มีความอุดมสมบูรณ์ อยากกินเห็ดเข้าป่า อยาก กินปลาลงหนอง ก็มีกินอิ่มแล้ว แต่ต่อมาชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป เพราะเราใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย เราเอาไปขายเพื่อจะ ได้เงิน แล้วเอาเงินมาซื้อทุกอย่าง เราก็เลยไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เหมือนอย่างแต่ก่อน

พึ่งตนเองที่เรารู้กันนี้ สามารถแปลได้ 2 ความหมาย 1.เราสามารถตัดสินใจได้ 2.เราสามารถจัดการทรัพยากรอย่างมี ประสิทธิภาพได้ เพราะเราต้องถามตัวเองว่าจริงๆ แล้ว เรามีอิสระแค่ไหน ที่จะเลือกทำ เลือกกิน เลือกอยู่ ได้หรือไม่ อย่าง ไร ถ้าเราไม่สามารถตัดสินใจเลือกวิถีชีวิตของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเลือกเรียนอะไร ทำงานอะไรและเลือกอยู่อย่างไร และถ้า เราไม่สามารถจัดการทรัพยากรของเราได้ เรามีเพียงทางเลือกเดียวก็คือทำนาแล้วก็ขายถูกๆ ไปปลูกมันสำปะหลังแล้ว ก็ขายถูกๆ พออยากจะได้ราคาขึ้นมาก็ไปเดินขบวน เขาก็เอาหมามาไล่กัด อย่างนี้เป็นต้น

ถ้าเรามีป่าแต่ป่าหมด เราจะจัดการอะไร ถ้ามีน้ำแต่ปลาหมดเราจะจัดการอะไร เราก็พึ่งตนเองไม่ได้อยู่ดี และถ้าเราพึ่งตน เองไม่ได้ เราก็ไม่สามารถที่จะมีชีวิต ในชนบทแบบนี้ได้อีกต่อไป และเราคงต้องอพยพเข้าไปในป่าบุกรุกป่าที่กำลังเกิด ขึ้นทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นภูมิปัญญาเก่าๆ ของชุมชน ที่อิงอยู่กับธรรมชาติ มันใช้ไม่ได้แล้วในอนาคต เราต้องเอามาปรับ ใช้ใหม่ หาวิธีใหม่ เพื่อให้เราอยู่ในสังคมได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นเราต้องซอกหาหรือค้นหาวิถีชีวิตไทบ้าน และไม่ใช่ การซอกหารูปแบบว่าจะต้มเหล้ายังไง ทอผ้ายังไง เพราะมันไม่ใช่เรื่องของเทคนิควิธีการ เพราะเทคนิควิธีการสมัยใหม่ ที่มีอยู่มันดีกว่าเยอะ แต่มันอยู่ที่วิธีคิดมากกว่า ที่เราถูกล้างสมองมาตั้ง 40 ปี เราถูกล้างสมองตั้งแต่ 2504 เราถูกทำให้ เชื่อว่า ถ้าเรามีเงินเราจะทำทุกอย่างได้ นโยบายการพัฒนาที่ผ่านมา เป็นการใช้เงินนำหน้า ปัญญาตามหลังมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นถ้าเราจะพูดเรื่องภูมิปัญญาเราต้องกลับมาคิดใหม่

เราต้องคิดโดยใช้ปัญญา ปัญญาไม่ใช่ความรู้ เพราะปัญญาเป็นอะไรที่มากกว่าความรู้ ที่สามารถเอาความรู้มาใช้ให้เกิด คุณค่ากับชีวิต ให้ชีวิตเรานี้ดำเนินไปอย่างมีคุณค่า มีคุณธรรม เรียบง่ายและพอเพียง รู้จักใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่อย่างมี ประสิทธิภาพ นั่นแหละจึงเรียกว่าเรามีภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาดั้งเดิม ที่เอามาประยุกต์ใช้ในปัจจุบันได้อย่างมีคุณค่า นั่นแหละคือปัญญา" ดร.เสรีอธิบายและกล่าวถึง

พี่น้องเกษตรกรไทยว่าค่อนข้างมีประสิทธิภาพในการผลิตสูงมาก แต่ปัญหาของพี่น้องก็คือเมื่อผลิตออกมาแล้ว กลับจำหน่าย ไม่ค่อยได้ เมื่อประชาชนทำแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ ก็ถามกลับมาว่า ภูมิปัญญาเหล่านี้จะแก้ปัญหาเขาได้จริงๆหรือ ในขณะ ที่ยุคนี้เป็นยุคที่คนแสวงหาความรื่นรมย์เพื่อที่จะให้อยู่ได้

" 40 กว่าปี ที่ผ่านๆ มานโยบายการพัฒนาประเทศของเราผิดพลาดมาโดยตลอด เราเน้นแต่เรื่องการส่งออก การพัฒนา อุตสาหกรรม และไม่เคยสนใจเรื่องเกษตรกรรมเลย คิดแต่เพียงว่าทำอย่างไรจะให้ชาวบ้านปลูกปอ ปลูกมัน ได้เยอะๆ แล้วส่งออกให้ได้มากที่สุด เพื่อเอาเงินเข้ามา แต่คนที่รวยกลับไม่ใช่ชาวบ้านแต่เป็นพ่อค้า เป็นใครไม่รู้

ชาว บ้านไม่เคยได้รับการพัฒนาในสิ่งที่ตัวเองปลูก ตัวเองเลี้ยง เพื่อให้มูลค่าแก่ตัวเอง นอกจากนั้นเราก็ยังถูกหลอกถูก สอนให้ไปเรียนสูงๆ ถึงจะเก่งและรู้ทุกอย่าง แต่จริงๆ แล้ว การเรียนรู้ ที่แท้จริงไม่ใช่การไปโรงเรียน หรือว่ามีใบประกาศ นียบัตรหรือปริญญา แต่มันหมายถึงการใช้ความรู้เพื่อให้พึ่งตนเองได้ มีพอกิน พอใช้ได้ มีอาชีพมีครอบครัวที่มีความสุข แต่ที่ผ่านๆ มาเรากลับถูกทำให้เชื่อว่า เราจะต้องมีปริญญาเราจึงจะมีงานเยอะๆ งานดีๆ งานสบายๆ ได้เงินเยอะๆ แล้ว เราก็จะมีความสุข เราเข้าใจผิดมาโดยตลอดด้วยเหตุนี้ถ้าเราจะใช้ภูมิปัญญาเราต้องมานั่งคิดใหม่ว่า การเรียนรู้อะไร ที่เรียนแล้ว มีอยู่ มีกิน และมีความสุข นี้คือคำถามถึงการปฏิรูปการศึกษาด้วย" ดร.เสรีกล่าวและเสริมถึงเรื่องเยาวชนกับ การศึกษาจากนั้นก็สรุปถึงข้อเท็จจริงว่าสังคมมีทุนแฝงอยู่มากมายแต่ไม่เคยมีใครมองเห็นแล้วพัฒนาทุนเหล่านั้นให้เติบโต ได้ว่า

"เด็กๆ ที่เหลืออยุ่ในหมู่บ้าน มีความต้องการอย่างเดียวคือจะทำยังไงที่จะออกไปจากหมู่บ้านได้เร็วที่สุด เพราะชีวิตใน หมู่บ้านนั้นไม่น่าภูมิใจนักในการที่จะอยู่ เขาถูกสอนให้ดูถูกบ้านของตัวเอง พ่อแม่ของตัวเอง เขาจะต้องเรียนสูงกว่าพ่อแม่ ของเขา เขาไม่อยากไถนา ไม่อยากทำงานหนัก ผมคิดว่าตรงนี้ เราถูกสังคมหล่อหลอมให้เข้าใจผิดมาโดยตลอด แล้ว ทำให้เรามองเห็นอย่างที่พูดว่าสิ่งเดียวที่คนต้องการในชีวิต คือ เงิน แล้วทำให้ลูกหลานของเราและชาวบ้านทั้งหมด มอง ไม่เห็นทุนที่แท้จริงของท้องถิ่นของชุมชน และเรามักเข้าใจว่าทุนคือเงินอย่างเดียว เราไม่เคยคิดถึงว่าทุนที่เป็นธรรมชาติ ทุนที่เป็นทรัพยากร ทุนที่เป็นความรู้ภูมิปัญญา

ทุนที่เป็นทุนทางสังคมที่เราพูดถึงทุกวันนี้นั้น หมายถึง ความสัมพันธ์ที่บุคคลมีอยู่ อาทิ ความเป็นพี่เป็นน้อง ความไว้ใจกัน ของผู้คน ความสัมพันธ์อันดีต่อกัน บางทีผมเชื่อเสมอว่า ทุนทางสังคมที่แท้จริงคือผีครับ เพราะผีคือสัญลักษณ์ของความ สัมพันธ์ของผู้คน กับธรรมชาติ กับผู้ที่ตายไปแล้ว นั่นก็คือกฎระเบียบทางสังคม ที่เป็นทุนทางสังคม และปัจจุบันนี้โลกทั้ง โลกกำลังพูดคุยกันเรื่องทุนทางสังคมนะครับ

อย่างกลุ่มคลองเปี๊ยะ ที่ภาคใต้นั่นนะครับ เขาบอกเลยว่าทุนที่ใหญ่ที่สุดของเขาไม่ใช่เงินร้อยล้าน แต่เป็นทุนจากสังคมที่ทำ ให้เขาเป็นพี่เป็นน้องร่วมมือกัน เพราะนั่นเขาจะทำอะไรได้อีกที่มีมูลค่าเป็นพันเป็นหมื่นล้านได้ แต่เรากลับมองข้ามเสมอ เพราะเราเชื่อว่าเงินคือทุนอย่างเดียว

สุดท้ายสิ่งที่ผมพยายามทำขณะนี้ คือทำอย่างไรถึงจะชวนชาวบ้านให้กลับมา วิจัยทุนที่แท้จริงของตนเอง เราเรียกว่าการทำ แผนแม่บทชุมชน ที่ทำให้ชาวบ้านได้วิเคราะห์ถึงทุนที่แท้จริงที่เขามี รวมไปถึงสภาพทางสถานะของเขารวมรายรับรายจ่าย ชีวิตความเป็นอยู่ รวมไปถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมา ของเขา

ตอนนี้ผมกำลังทำงานกับสถาบันราชภัฏทั่วประเทศว่า ทำอย่างไรเราจึงจะให้อาจารย์เข้าไปร่วมกับชาวบ้านในการหาต้นทุน เหล่านี้ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องแบมือขอเงินจากรัฐบาลอย่างเดียว เราจะได้กลับมาเห็นต้นทุนที่แท้จริงซึ่งมันยังมีอยู่ไม่น้อย ทุนที่รัฐจะให้หรือใครจะให้มาจากข้างนอกมันจะเป็นเพียงตัวเสริมเติมเต็มให้กับชุมชนเท่านั้น ทำให้เยาวชนของเขาเห็น คุณค่าในสิ่งเหล่านี้ได้ เขาก็จะเห็นมูลค่าในสิ่งต่างๆ และไม่คิดจะออกไปหาความสำคัญจากข้างนอก

เมื่อไม่นานมานี้ มีคนสำคัญคนหนึ่งของโลก ประกาศว่า" เงินแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ ตัวที่แก้ปัญหาความยากจนได้ คือปัญญา " เงินเป็นเพียงเครื่องมือ นั่นคือ เจมส์ ออลฟุสโซ ประธานธนาคารโลก หรือ World Bank นี่เอง กลุ่มออมทรัพย์ หรือธนาคาร ที่เข้มแข็งมาแต่อดีตนั้นเงินสร้างไม่ได้ คน ชุมชน ทุนทางสังคมเหล่านี้มากกว่าที่สร้างสังคม เอาแค่ตั้งแต่ พ.ศ.2504 ทุกๆ ปี รัฐบาลใช้เงินไปเท่าไหร่แล้ว เพื่อแก้ปัญหาความยากจน กี่แสนล้าน กี่ล้านล้าน ที่ทำในนามของการ พัฒนาชนบท แล้ววันนี้บ้านเราเป็นอย่างไร มีหนี้สินเท่าไหร่เพราะในแต่ละหมู่บ้านมีหนี้สินไม่ต่ำกว่า 5-6 ล้านบาทถึง ร้อย ล้าน แล้วทั่วประเทศเท่าไหร่ นี่ไม่ถึงปัญหายาบ้า โรคเอดส์และปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่เราเรียกว่าการพัฒนา " ดร.เสรีกล่าวสรุป


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

สนใจ ลงโฆษณา กับ ThaiNGO.org
ดูรายละเอียดที่นี่...
ThaiNGO Columnists
มุมมอง ของ..อุสตาซ (อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์)
ห้องส้วมความคิด (วรภัทร วีรพัฒนคุปต์)
ลูกลิง...แสนซน (วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล)
มุมเล็กๆ (ZingarO - ธิดามนต์ พิมพาชัย)
6 Board
ประชาสัมพันธ์ งานกิจกรรม (Activities Board)
สมัครงาน หางาน (Jobs Board)
ร่วมปันน้ำใจ ให้สังคม (Charity Board)
ซื้อขาย แลกเปลี่ยน (Classifieds Board)
แหล่งทุน หาทุน (Grant Board)
กระดานสนทนา (ThaiNGO Webboard)






Thai Fund Foundation (TFF)
2044/23 New Phetburi Road, Bangkapi, Huaykwang, Bangkok 10310,Thailand
Tel: 66 (0) 2318 3959 , 66 (0) 2314 4112 , 66 (0) 2314 4113 Fax: 66 (0) 2718 1850
Website: www.TFF.or.th - E-mail: webmaster@thaingo.org