ป่าสาคู - มาตรการแก้จนชุมชนนาข้าวเสีย

จังหวัดตรัง เป็นพื้นที่ลาดชันจากเทือกเขาบรรทัด ทางทิศตะวันออกสู่ชายฝั่งทะเลอันดามัน เป็นผื่นป่าที่อุดมสมบูรณ์ผื่นหนึ่งในภาค ใต้ ที่มีอิทธิพลต่อสภาพอากาศและฤดูกาล เป็นป่าต้น้ำของแม่น้ำลำคลองหลายสาย เช่น แม่น้ำปะเหลียน แม่น้ำตรังจึงเป็นทั้งเส้น เลือดให้กับอาชีพการเกษตรของคนชนบทและเป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้ชาวเมืองตรัง

ตลอดสองสายน้ำตั้งแต่ป่าต้นน้ำลงมาจนถึงปากทะเล มีชุมชนการเกษตรดำเนินวิถีชีวิตพึ่งพาสายน้ำนี้มานมนาน แต่กระแสการ พัฒนาเศรษฐกิจในหลายสิบปีที่ผ่านมาทำให้การรุกรานป่าที่อุ้มน้ำทุกๆ สาย เกิดขึ้นอย่างหนัก ป่าถูกโค่น สัตว์ป่าสูญพันธุ์หายไป แม่น้ำหลายสายเปลี่ยนแปลง สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมพร้อมกับสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นคือ อ่างเก็บน้ำ โครงการเขื่อนและโครงการ รูปแบบอื่นๆ ของรัฐโดยการสัมปทานของกลุ่มนายทุน

ต้นสาคูเป็นพืชตระกูลปาร์มเกิดในที่ชุ่มน้ำจืดสามารถพบทั่วไป บริเวณริม ห้วย หนอง คลอง บึง หรือตามสายคลองต่างๆ เกือบ ทั่วภาคใต้ ต้นสาคูคือ อีกเคราะห์กรรม หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอย่างปิดหูปิดตาโดย เฉพาะที่บ้านใสชมภู่ บ้านทุ่งแกเจ้ย และอีกหลายๆ หมู่บ้านในตำบล นา ข้าวเสียและตำบลใกล้เคียง ในอำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ที่ได้รับผลกระทบ
สูญเสียป่าสาคู จนมีการรวมกลุ่มชาวบ้าน ทั้งกลุ่มคนเฒ่าคนแก่ กลุ่มแม่ บ้าน และกลุ่มเยาวชน ได้รวมตัวกัน ฟื้นฟู อนุรักษ์ป่าสาคู โดยร่วมกันศึกษา พัฒนาผลิตภัณฑ์แป้งสาคู ผลิตหลักสูตร ท้องถิ่นเรื่องประโยชน์ของแป้ง สาคูและพยายามผลักดันป่าสาคูในพื้นที่ ต่างๆ ของชุมชนให้เป็นป่าชุมชน ตาม พระราชบัญญัติป่าชุมชน เพื่อให้ ชุมชนได้ร่วมกันดูแลรักษาป่าสาคู

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์นายพิศิษฐ์ ชาญเสนาะ ผู้จัด การสมาคมหยาดฝนและ นางดวงใจ ชาญเสนาะ เจ้าหน้าที่โครงการ

สระดับอาวุโส ที่บุกเบิกเรื่องการอนุรักษ์ในจังหวัดตรัง พร้อมทั้งปราชญ์ท้องถิ่นและแกนนำชาวบ้าน ถึงประโยชน์และการ พึ่งพา ป่าสาคูของ ชาวตำบลนาข้าวเสีย อ.นาโยง จ.ตรัง ว่า มีบทบาทอย่างไรต่อชุมชน ต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมทั้งระบบ

นางดวงใจ ชาญเสนาะ จากสมาคมหยาดฝน กล่าวถึงประโยชน์ของป่าสาคู และการผลักดัน ชุมชนจนมีกระบวนการที่เติบโตขึ้นของชุมชนเพื่อรักษา คุณค่าป่าสาคู ว่า " แรกๆ ก็มีกลุ่มผู้หญิง ซึ่งเขาจะมีกิจกรรมดูแล พื้นที่ป่า กับ กิจกรรมรายได้เสริมให้ครอบครัวและชุมชน คือการแปรรูป วัตถุดิบในท้องถิ่น อาทิ จากแป้งสาคู และผลิตภัณฑ์ของอื่นๆ ด้วย

ส่วนพื้นที่ป่าสาคู ก็มีที่ อ.นาโยง มี อยู่ 2 ตำบล คือ 2 ตำบล ที่เราทำทำกิจกรรมร่วมกัน คือ ต.นา ข้าวเสีย และต.โคกสะบ้า เพราะลักษณะสาคูเป็นพืชที่อยู่บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ ริมคลอง เป็นพืช ตระกูลเดียวกับปาล์มลักษณะพิเศษ คือสาคูเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่ง อาหาร ยาและวัสดุก่อสร้างบ้านเรือนของชุมชน คือมีประโยชน์ ทั้งทางตรงและทางอ้อมเพราะสาคู

สามารถกักเก็บน้ำ อุดมไปด้วยพืชผักสมุนไพร โดยเฉพาะตัวต้นสาคูนี่ให้ประโยชน์ทางตรงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแป้งสาคูที่เอา มาจากลำต้นที่แตกเขากวางอ่อนหรือใบสาคูมาเย็บทำจากมุงหลังคา ก้านสาคูก็่นำมาจักสานทำเป็นเสื่อ รากสาคูเป็นยา และมีอีก มากมายที่ภูมิปัญญาชาวบ้านจะคิดเอามาใช้กัน ส่วนสรรพคุณของอาหารจากแป้ง สาคูนี้เป็นยาแก้ร้อนใน ได้ด้วยซึ่งชาวบ้านชอบ ทำรับประทานในหน้าร้อนกันมาก อีกทั้งยังมีเส้นใยอาหารสูง ด้วย ยิ่งกว่านั้นในป่าสาคูเป็นแหล่งอนุบาล สัตว์น้ำ จำพวกสัตว์เล็ก สัตว์น้อย ที่อาศัยในพื้นที่น้ำจืด " นางดวงใจกล่าวอธิบายและเพิ่มเติมอีกว่า

"เดี๋ยวนี้ป่าสาคูถูกบุกรุก ขุดลอก ปลูกยางพารากันมาก พอหน้าแล้งเมื่อยางพาราผลัดใบหมดต้นจะทำให้อากาศร้อนมากและแห้ง แล้ง เพราะการขุดลอกทำลายป่าสาคูทำให้สูญเสียความชุ่มชื้นของผิวดินไป กลับกันมุมมองของภาครัฐ กลับมีแนวคิดพัฒนาโดย มองว่าป่าสาคูทำให้น้ำในลำคลองไหลช้า ทำให้เกิดน้ำท่วม นาข้าวที่ติดกับป่าสาคูก็ไม่สวยเนื่องจากมีวัชพืชมากทำให้ข้าว มีผล ผลิตน้อย จากแนวคิดเหล่านี้จึงก่อให้เกิดโครงการของรัฐเข้ามาทำการขุดลอกป่าสาคูออกไป จากลำคลองและที่ชุ่มน้ำ ผลที่เห็น หลังจากขุดลอกคลองก็คือน้ำไหลเร็วขึ้นจริง แต่ไม่ดันน้ำเข้าที่นากลับไหลลงทะเลหมด และไม่กักน้ำไว้ใช้หน้าแล้ง

ทั้งๆ ที่ ป่าสาคูนั้นช่วยอุ้มน้ำให้อยู่ได้นาน ให้ชุมชนได้กินได้ใช้ แถมยังช่วยดันระดับน้ำให้สูงขึ้นไหลเข้าที่นา กุ้ง หอย ปูปลา ที่ อาศัยในป่าสาคูในช่วงฤดูแล้งก็ได้ออกมามีชีวิตอีก เหล่านี้เป็นระบบนิเวศทางธรรมชาติที่ดีอยู่แล้ว แค่เฉพาะผักที่ขึ้นในป่าสาคูนั้น มีอยู่ถึง 70-80 ชนิด สมุนไพร มี 40-50 ชนิด สามารถนำมารักษาโรคพื้นบ้านได้ สัตว์อื่นๆ ก็มีให้จับให้ล่ากินได้อีก ดังนั้นป่าสาคูนี้ มันมีค่ามหาศาลที่ชุมชนอาศัยพึ่งพามาแต่ปู่ย่าตายาย เพิ่งมาถึงคนรุ่นหลังนี้เองที่ไม่ใส่ใจ ปล่อยให้มีการทำลายจนเกือบ หมด" นางดวงใจกล่าวย้ำ

"มีหลายพื้นที่ลอกป่าสาคูมาเลี้ยงกุ้งจนทำให้ดินเค็ม ไม่สามารถนำน้ำมาอุปโภคบริโภคได้ ซึ่งถ้าไม่มีชาวบ้านออกมารวมตัวปก ป้องไว้บ้าง อาจจะไม่เหลือป่าสาคูไว้เลยก็ได้ เพราะมันรุกเข้ามาเร็วมาก ตรงนี้เกิดจากเม็ดเงินตัวเดียวเท่านั้น ส่วนการจะผลัก ดันนากุ้งออกไปนั้นคงยากเพราะรัฐบาลสนับสนุนมาตลอด ทั้งๆ ที่ปีนี้เป็นปีที่ภาคใต้แล้งมาก แล้งที่สุดใน 3 ปี ไม่มีฝนตกลงมาเลย ตั้งแต่เดือนมกราคม นี่เป็นวิกฤติทางธรรมชาติที่กระทบไปถึงชั้นบรรยากาศ ซึ่งเดือดร้อนกันทุกคน

มองถึงชุมชนเขาก็เริ่มมองเห็นปัญหามากในขณะนี้ ทุกคนเริ่มตระหนัก แต่มันยังติดปัญหาเรื่องจะรวมตัวกันได้อย่างไร เพราะ ตลอดเวลาที่ผ่านๆ มา ไม่จะเป็นป่าต้นน้ำ ป่าสาคู ป่าจาก ป่าชายเลน จนถึงหญ้าทะเล ปะการัง ทุกอย่างเป็นของรัฐหมด ชาวบ้าน ไม่มีสิทธิ์ ซึ่งชาวบ้านก็คิดอย่างนั้นมาตลอด ดังนั้นการที่จะให้ชาวบ้านเขามาปกป้อง จึงจำเป็นจะต้องมีกระบวน การรวมตัวกัน ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการวิจัยเชิงวิชาการแบบให้ ประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อให้เขาได้เห็นคุณค่าเห็นปัญหาของการมีและ การหายไปของป่าสาคู เมื่อทำให้เขามองเห็นร่วมกันได้ ก็มาสู่การดูแลรวมกันได้


ต้นสาคูช่วงแตกเขากวาง

หลังคาบ้านที่ทำจากใบสาคู
เฉพาะแป้งสาคูที่เอามาจากลำต้น ในช่วงแตกเขากวางอ่อนน่ะ สมัยสงครามโลกที่อาหารอด อยากก็ได้แป้งสาคูนี่แหละกินทดแทนข้าว ซึ่งตอนนี้มีกลุ่มแม่บ้านได้รวมตัวกัน คิดค้นการแปร รูปสาคูออกมาเป็นอาหารอย่างหลากหลายมากมาย ทั้งอาหารไทย อาหารฝรั่ง เพราะ คุณภาพ แป้งสาคูที่ทำจากสาคูจริงๆ นั้น มีคุณค่าทางอาหารมากกว่าการใช้มันสำปะหลัง ซึ่งค่อนข้าง ทำลายธาตุอาหารในดิน อีกทั้งป่าสาคูช่วยเป็นพืชกำบังลม winbreak ก็ได้ มากกว่านั้นยังเกี่ยว เนื่องกับพิธีกรรมต่างๆ ในชุมชนด้วย เช่น พิธิแก้บนรำมโนราห์ นั่นเพราะว่าป่าสาคูมันเกี่ยว
ข้อง กับชีวิตประจำวันของชาวบ้านทั้งหมด
ขบวนการของภาคประชาชนใน ตอนนี้ก็มีกลุ่มผู้หญิงที่รวมกลุ่มกันได้ 2 ปีมาแล้ว เข้ามาร่วม เรียน รู้แปรรูปค้นหาภูมิปัญญาท้องถิ่นเก่าๆ ที่เคยสืบทอดกันมา เพราะแป้งสาคูเป็นแป้งเพื่อ สุขภาพอย่างแท้จริง "นางดวงใจอธิบายย้ำก่อนจะกล่าวถึง จุดกำเนิดของการเข้ามาทำงาน อนุรักษ์ ในพื้นที่นี้ว่า
"โครงการของสมาคมหยาดฝนเราทำตั้งแต่ป่าต้นน้ำลงมาถึงป่าสาคู ป่าจาก ป่าชายเลน หญ้า ทะเล ปะการังและปลาพะยูน เพราะทั้งหมดนี้เป็นระบบนิเวศที่เกี่ยวเนื่องสัพันธ์กัน ทำหน้าที่

ตามบทบาททางธรรมชาติที่แตกต่างกัน ตามช่วง มีทั้งช่วงเขตต้นน้ำลำห้วย ช่วงน้ำจืด ช่วงน้ำ กร่อยและช่วงน้ำเค็ม สมาคมหยาด ฝนทำงานเพื่อที่จะให้ประชาชนสามารถดูแล เฝ้าระวังตลอด ทั้งสายน้ำ มีการดูแลจัดการร่วมกัน watertripment จากโรงงาน ที่จะทิ้ง ลงไปในแม่น้ำ เป็นกระบวนการรวมคนที่ใช้ประโยชน์จากน้ำ โดยเริ่มตั้งแต่จากต้นน้ำลงมาถึงทะเล

เราเริ่มทำงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมาตั้งแต่ 2527 โดยเริ่มจากชายฝั่งขึ้นมายังป่าต้นน้ำ ซึ่งเราเองก็มีข้อจำกัดคือ ไม่สา มารถ จะทำได้ตลอดสายน้ำและทุกๆ สายน้ำ ในบริเวณนี้ทั้งหมด ดังนั้นเราจึงเลือกทำเป็นจุดๆ ในแต่ละช่วงนิเวศ เพื่อเป็นต้น
แบบ หรือ model ในการศึกษาเพื่ออนุรักษ์และเพื่อการร่วมกันจัดการป่าอนุรักษ์ สำหรับใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและ มีสำนึกในรับ ผิดชอบ ต่อ ธรรมชาติ ต่อชุมชน ว่าธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างไร จากข้อสรุปตรงนี้เองที่ทำ ให้ชุมชนที่กล่าวถึง แต่ต้น ปฏิเสธการสร้างอ่างเก็บน้ำ และกระบวนการเรียบนรู้ร่วมกันในเชิงวิจัยกับชุมชน แบบนี้เราสามารถ นำมาปรับใช้กับการอนุรักษ์ ป่าชายเลน ป่าจาก และอื่นๆ ได้อีก โดยการเริ่มตั้งคำถามว่า ใครเคยใช้ประโยชน์จาก ป่าเหล่านี้และ มีอะไรบ้าง จากนั้นความรู้สึกมอง เห็นคุณค่า ของสิ่งที่ใกล้ตัวก็จะมีขึ้นมาเอง ซึ่งรากเหง้าของปัญหาจริงๆ แล้วมาจากฐานความ คิดที่ว่า ป่าเป็นของหลวงทรัพยากร ธรรมชาติเป็นของหลวง ดังนั้น ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐ กรมป่าไม้ ปฏิบัติตามกฎหมายถูกต้องปัญหา ก็คงไม่ลุกลาม การบุกรุกถากถางปลูก พืชเศรษฐกิจคงมีไม่มาก แต่ที่ผ่านๆ มามันหยุดยั้งไม่ได้ดังนั้นการตระหนักถึงคุณค่าป่า เจ้าหน้าที่ราชการ ต้องเข้ามาวิจัยร่วมกับ ประชาชน เพื่อที่จะให้เขาตระหนักถึงคุณค่า ว่าเขานั่นแหละคือเจ้าของป่า ไม่ใช่รัฐอีก แล้ว และต้องให้ประชาชนเข้ามาร่วมจัดการป่า ด้วย ถึงจะมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน ได้

จากการทำงานที่ผ่านๆ มา เราทำให้รัฐและประชาชนเข้าใจกันมากขึ้น ทำงานร่วมกันได้มากขึ้น ทำให้ลักษณะงาน ออกมาใน รูปแบบ พหุภาคีหรือเบญจภาคีมากขึ้น ที่สำคัญเมื่อข้าราชการได้ไปเห็นศักยภาพของชาวบ้านในการจัดการดูแลรักษาป่า รัฐก็เกิด การยอมรับ มากขึ้น" นางดวงใจกล่าวสรุป

นายพิศิษฐ์ ชาญเสนาะ นักพัฒนาอาชีพ จากสมาคมหยาดฝน ซึ่งทำงานกับธรรมชาติป่าร้อนชื้นมานานนับสิบปีกล่าวถึงป่าสาคู

ว่า "ช่วงที่ต้นสาคูออกดอกเขากวาง อายุประมาณ 9 ปี และ กว่าลูกจะร่วงหมดก็ประมาณ 4-5
ปี จากนั้นต้นสาคูก็จะตาย เป็นวัฏจักรของมันแต่แม้ว่าสาคูจะ มีสรรพคุณทั้งทางยา อาหารและ ประโยชน์ใช้สอยอื่นๆ มากมายแค่ไหน แต่ต้นสาคูกลับไม่มี การส่งเสริมให้มี การปลูกให้เป็น อาชีพอย่างจริงๆ จังๆ เลย ซึ่งเราก็ได้เข้าไปสำรวจ จัดเก็บ ข้อมูลรายละเอียดมาเปรียบเทียบ ดูว่า ป่าสาคู 1 ไร่จะมีต้นสาคูประมาณ 80 ต้น ถ้านำ 80 ต้น มาสกัดเอาแป้ง แล้วขายจะทำ รายได้นับ แสนบาทเลยทีเดียว ตรงนี้ไม่นับส่วนอื่นๆของแป้งสาคู ไม่นับกุ้ง กอย ปู ปลา พืชผัก ในป่าสาคู ตรงนี้ในแง่เศรษฐกิจ

เนื่องจากภาคใต้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีพืชธรรมชาติมีความหลากหลายทางนิเวศวิทยามาก อย่างป่าสาคูเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์กับ ชาวบ้านมาก ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ดังนั้นเมื่อมีการทำลายขุดลอกพื้นที่ชุ่มน้ำในเขตนี้นั้น มันคือการทำลาย อนา คคต ของคนยากคนจน และของประชาชนในพื้นที่ชุ่มน้ำโดยรวมด้วย ทั้งๆ ที่พื้นที่ชุ่มน้ำคือหัวใจของชุมชน มาตั้งแต่ ประวัติ ศาสตร์การ ก่อตั้งเมือง

วันนี้เมื่อเรามีกลุ่มองค์กรอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำจืดป่าสาคู องค์กร อนุรักษ์เฝ้าระวังในพื้นที่ชุ่มน้ำกร่อย ป่าจาก ป่าชายเลนและ องค์กร อนุรักษ์ ทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งเกาะแก่ง งานทั้งหมดนี้ถ้าเราจัดรูปขบวนให้ดี ภาคประชาชนจะมีพลังในการอนุรักษ์ทรัพยากร มาก จึงมาสู่ข้อสรุปหน้าที่และบทบาทสมาคมหยาดฝน นั่นคือเสริมศักยภาพชุมชนให้เขามีองค์กร โดยใช้พื้นที่ชุ่มน้ำ และพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่มีความสำคัญและมีความหมายสำหรับประชาชนและ พืชหรือสัตว์พิเศษนี้เองที่จะเป็นเแรง เกาะเกี่ยวความรู้สึก ของ ชุมชนให้หันมา ร่วมมือร่วมแรงใจกันในการรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งที่ผ่านๆ มานั้น เราเข้ามาช่วยหนุนเขาเรื่องปกป้องป่าต้นน้ำ ป่าชายเลย ป่าสาคู ฯลฯ หรือแม้กระทั่งสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานชีวภาพที่ลำภูรา และอีกหลายๆ อย่างที่เรามีส่วนหนุนช่วยองค์กร ชาวบ้านโดยเฉพาะส่วนที่เขา ขาดหายไปมาก เช่น ข้อมูลการวิจัย หรืองานวิชาการ ที่เราทำงานร่วมกับองค์กรพันธมิตรอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เขามีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ สิทธิที่เขาพึงมีพึงมีได้บ้างเพราะถ้าองค์กรชาวบ้านที่รวมตัวกันเหนียวแน่นมีสำนึก ที่จะพัฒนา ชุมชนอย่างยั่งยืนร่วมกัน สังคมก็จะ อยู่รอด ดังนั้นเราจึงพยายามเสริมกระบวนการเรียนรู้ให้เขาให้มาก ขึ้น" นายพิศิษฐ์ชี้แจงและ วิเคราะห์ถึงคุณค่าและการส่งเสริมจาก องค์กรอื่นๆ ว่า

"ถ้ามองให้ลึกลงไปแล้วสาคูทำรายได้ดีกว่ายางพารา เราจึงลุกขึ้นมาทำงานอนุรักษ์ป่าสาคู แล้วเลยไปสู่ป่าชุมชน ป่าต้นน้ำ เพื่อ รักษา ระบบนิเวศที่เกี่ยวพันธุ์กันทั้งสายน้ำ ดังนั้นคิดว่าเราสามารถที่จะจับภาพให้เป็นรูปธรรมได้ เราจะเสริมให้เกิดเครือข่าย อนุรักษ์ป่า สาคูเริ่มในจังหวัดตรังแล้วก็พยายามที่จะขยับขยายไปในระดับภาค คือทั้งภาคใต้ ทั้งนี้ ทางศูนย์ไบโอเทคที่สนใจ ความ หลากหลายทางชีวภาพเขาก็สนับสนุน แต่ว่าเรื่องความเข้าใจของสาธารณชนนั้นเรายังคงต้องรณรงค์ กระจายความรู้ไปสู่ชุมชน บทบาทประชาชน ชัดเจนแล้วก็เกาะเกี่ยวทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายเหมือนเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน

เรื่องป่าสาคูนั้นยังไม่มีคนทำ เราเพิ่งเริ่มลงมือกันทำงานกับชุมชนมาเมื่อปี 2544 นี้เอง โดยเรามีการประชุมข้อสรุปว่า 2 ปีข้าง หน้าเรา จะมีเครือข่ายอนุรักษ์ป่าสาคูระดับภาคใต้ขึ้น จะมีองค์กรต่างๆ เข้าร่วมเป็นพันธมิตร

พิสูจน์ให้เห็นในเรื่องคุณค่า ที่สาคูให้อะไรกับชาวบ้านเพื่อทำให้ประชาชนมีความมั่นใจสาคู เป็นระบบนิเวศที่มีคุณค่าเขาต้องรักษา และยินยอมพร้อมใจช่วยกันทำเป็นแผนที่ ซึ่งมีการตื่นตัวกันทุกๆ ส่วนของชุมชนแล้ว ทั้ง วัดและโรงเรียน ชาวบ้าน บางแห่งเป็น พื้นที่ ใหญ่ก็จะทำเป็นป่าชุมชน เพื่อให้ง่ายในการจัดการอย่างถูกกฎหมาย คุณค่าเหล่านี้แหละที่จะทำให้เขาได้สืบสาน ภูมิความรู้ ของ ชุมชน ตกทอดมานาน ดังนั้นเราหรือรัฐไม่ให้คุณค่าให้กำลังใจเขา ความจนที่เขาต้องดิ้นรนย่อมทำให้เขาทอดทิ้งป่าสาคูได้

ดังนั้น รัฐต้องเข้ามาสนับสนุนโดยตรงสำหรับเรื่องอย่างนี้ และรัฐจะมีนโยบายเปิดทางให้มีการทำลายอีกไม่ได้ รัฐต้องช่วยทำนุ บำรุง จัดสรรพื้นที่จัดสรรงบประมาณ จัดสรรสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ให้โอกาสเขาได้ดูแล ถ้ามีการพัฒนา เข้าไปสู่ชุมชน เพื่อ ไม่ให้ ขวางทางน้ำ ก็ต้องใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งในอดีตน้ำไม่เคยท่วม และประชาชนเขาจะลุกขึ้นปกป้องหรือเรียกร้องให้ทำ และเรียก ร้องไม่ให้ทำ ด้วยตัวเขาเอง เรียกร้องให้ทำคือทำในสิ่งที่ยั่งยืน สัตว์อยู่ได้ คนอยู่ได้ น้ำอยู่ได้ และสองเรียกร้องไม่ให้ทำ คือคัดค้าน ถ้ารัฐทำในสิ่ง ที่มันไม่ยั่งยืน ประชาชนไม่ยอม พระสงฆ์องค์เจ้าไม่ยอม เพราะนี่คือชีวิต นี่คือรายได้ที่ต้องพึ่งพาต้องรักษาไว้ " นายพิศิษฐ์ กล่าวเน้น

"ผมอยากให้สังคมไทย รู้จักคุณค่า หน้าตาป่าสาคู และต้นสาคูว่ามีลักษณะอย่างไร เกี่ยวพันกับคนกับชุมชนในพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างไร เกี่ยวพันกับคนจนอย่างไร เหมือนอย่างเช่นที่อีสานเมื่อก่อนสงครามโลกนั้นอุดมสมบูรณ์มาก แต่พอทรัพยากรเขาถูกใช้หมดความ ยากจน ความแห้งแล้ง อดอยากก็เข้ามา ดังนั้น การจะฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในภาคอีสานให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง คงต้องใช้เวลา อีกนานมาก แต่ที่ภาคใต้ทรัพยากรธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ดีอยู่มาก แล้วทำไมเราไม่รีบรักษาไว้แต่ตอนนี้ และอย่าเพลิดเพลินกับ
การ ใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย "นายพิศิษย์ กล่าวย้ำก่อนสรุปว่า อะไรคือหัวใจการพัฒนาที่แท้จริง

"การพัฒนาที่ดีนั้น ธรรมชาติมันต้องอยู่ได้ สังคมต้องอยู่รอด เศรษฐกิจ วัฒนธรรม จิตใจ ศาสนา มันต้องรุ่งเรือง เป้าหมายเราต้อง มองที่ความอุดมสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ แต่การพัฒนาที่ผ่านมองแต่ความร่ำรวยใจคอคนโหดเหี้ยมอย่างไรไม่สนใจ อีกอย่าง วิธีการเราก็ทำผิดกัน บางคนกล่าวหานักอนุรักษ์ขัดขวางความเจริญ นั่นเพราะเขาตีความหมายความเจริญในลักษณะนั้น อย่าง เดียว โดยไม่คิดถึงสิ่งแวดล้อม ไม่คิดถึงสิทธิมนุษยชน ไม่คิดถึงจิตวิญาณในความเป็นมนุษย์ อย่างนี้สังคมเราจะศิวิไลซ์ได้อย่างไร และการ อนุรักษ์ที่เราพูดมาตลอดนั้น จะไม่เหมือนป่าอนุรักษ์ของรัฐบาลที่ทำอยู่กันอยู่ ดูแลรักษาไว้แต่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ใครใช้ ประโยชน์ โดนจับโดนขัง แต่เราอนุรักษ์ไว้ใช้อย่างทนุถนอมเพื่อให้มันยั่งยืน ถึงลูกถึงหลาน เป็นการับผิดชอบต่อน้ำ ต่อดินและต่อ ตัวเองดังนั้น การ จะมากล่าวว่าเอ็นจีโอขัดขวางการพัฒนานั้นไม่ถูก"นายพิศิษฐ์กล่าว

อาจารย์ สมนึก โออินทร์ ปราชญ์ท้องถิ่นที่ลุกขึ้นปลุกชุมชนให้หันมาใส่ใจป่าชุมชน ได้กล่าวถึง ความสัมพันธ์ของ ป่าสาคูกับ วิถีชีวิตชุมชนว่า " สาคูมีประโยชน์กับชาวบ้านอย่างเราเยอะมาก เริ่มจากใบเราเอามาทำเพิงพัก ได้ แต่ดั้งเดิมนั้นบ้านชาวบ้านจะปลูกอยู่ตลอดแนวลำคลองเพราะ ทำมาหากินง่าย น้ำสะดวก ปูปลาเยอะ อาหารอุดมสมบูรณ์มาก สมัยก่อนแม่บ้านหุงข้าวเสร็จเดิน ลง คลองในป่าสาคูมือเปล่าๆ ก็ได้ปลามาทำกับข้าวกิน แล้ว อีกทั้งในฤดูน้ำหลาก ปลาก็ออกมา จากป่าสาคู จากวังปลาสู่ท้องนาอีกชาวบ้านแต่ดั้งเดิมจึงมีวิถีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ พึ่งพิง ธรรมชาติ อย่างกลมกลืน

อีกทั้งต้นสาคูมีประโยชน์โดยตรงและโดยอ้อม โดยตรงคือเราใช้ใบเย็บจากมุงหลังคาบ้าน เอาต้นที่แก่แตกเขากวาง มาทำเป็น แป้งสาคู ประกอบเป็นอาหาร หรือเอาทั้งต้นมาเลี้ยงสัตว์ เพราะมีแป้งสูงมาก ส่วนทางอ้อมก็มีเยอะเหมือนกัน เช่น เป็นกำบังลม พายุ สำหรับ บ้านเรือนที่อยู่ใกล้ทะเล ในหน้าลมมรสุม เป็นที่หลบร้อนในฤดูแล้ง ทั้งคนและสัตว์

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ป่าสาคูหมดค่าและหมดไปก็มาจากความเจริญของเทคโนโลยี ที่เข้ามาแทนที่บทบาทป่าสาคู ทำให้คนรุ่นใหม่ๆ ในชุมชนต่างๆ ไม่เห็นคุณค่า ปล่อยปละละเลย จนพอมีนายทุน มีโครงการรัฐเข้ามาหรือมีไฟไหม้ในฤดูแล้งก็ไม่ค่อย ใส่ใจ รักษา กัน ไว้ก็เลย หมดเร็วมาก

แต่ปัจจุบันนี้หลังจากที่เศรษฐกิจตกต่ำ ชาวบ้านเริ่มเห็นความสำคัญในการพึ่งตนเองมากขึ้น และยังมีสมาคมหยาดฝน เข้ามาแนะ นำส่งเสริมร่วมด้วย มาให้ข้อมูลชาวบ้านถึงประโยชน์ของสาคูก็เลยทำให้ชาวบ้านมองเห็นคุณค่ากันมากขึ้น มีการรวมกลุ่ม กันชอง ชาว บ้าน ทั้งกลุ่ม แม่บ้าน ผู้สูงอายุ มาคุยถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ ถึงป่าสาคูแล้วก็หาแนวทางฟื้นฟูร่วม กันมากขึ้น" นายสมนึกกล่าวย้ำ


พ่อเยียม ขันจาง แกนนำกลุ่มคนเฒ่าคนแก่ บ้านใสชมภู่ ต.นาข้าวเสีย ผู้บุกเบิกและหวงแหนป่า สาคู ผื่นสุดท้าย กล่าวถึงความสำคัญและบทบาทผู้สูงอายุว่า "การอนุรักษ์ ป่าสาคูของเรามาจากการ คุยกัน ของผู้สูงอายุ ที่อยากให้คนรุ่นใหม่ๆ ให้ลูกหลานได้เห็น ได้ใช้ป่าสาคู เพราะผืนป่าสาคูตรง หน้าเล็กๆ ที่เห็น นี้ถ้าไม่ขอทางราชการไว้ เมื่อหลายปีก่อนก็คงหมดไปแล้ว แต่ป่าสาคูเราเคยใช้ เคยเห็นมา ตั้งแต่เล็กๆ ผูกพันมาก จึงไม่อยากให้มันหมดไป ดังนั้นเราจึงรวมกลุ่มผู้สูงอายุขึ้น เพราะว่า คนรุ่น หลังๆ ใช้ประโยชน์ไม่เป็นแล้ว ไม่รู้วิธีใช้และตอนนี้ป่าสาคูเราเริ่มขยายโตมากขึ้น ที่เห็นมาก ขึ้นนี้ เพราะเราปลูกเพิ่ม โดยมีนักศึกษาเข้ามาช่วยกันปลูกก็เลยเพิ่มอีกเกือบ 70 ไร่ ซึ่งแถวนี้เป็นที่ของ ผมเกือบทั้งหมด แต่ผมอยากเก็บเอาไว้ ให้ลูกหลานได้ใช้ ผมไม่หวงนะ แต่คน ที่มาเอา มาตัดต้อง มาเอามาใช้อย่างเหมาะสม " นายเยียมกล่าวและเล่าถึงวิถีคนแต่ดั้งเดิมนั้นใช้ ป่าสาคูอย่างไรว่า

"เมื่อก่อนแต่ปู่ย่าตายายเรา ก็ได้แต่สาคูนี่แหละประทังชีวิตกันมา ถ้ามีมากก็เอาไปขาย แลกซื้อของกินของใช้อื่นๆ เหล่านี้คือผล ที่ได้ รับจากแป้งสาคู ที่สำคัญสมุนไพรมันมากในมากป่าสาคู หลากชนิด ซึ่งคนสมัยก่อนเขาต้องนำมาใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บ

เดี๋ยวนี้คนหาแต่เงิน ได้เงินมาก็ซื้อเอา ทั้ง หลังคา ทั้งของกินของใช้ ไม่มีใครสนใจของพื้นบ้านตัวเอง ขาดอะไรกไปหาเงินซื้อ แต่ คน ที่ยากจนหล่ะ ซึ่งยังมีอยู่เยอะแยะ ไม่มีที่อยู่ ไม่มีเงินทองก็ได้ป่าสาคูนี่แหละ ทำเพิง ทำกระท่อมพัก ทำหลังคาบ้านอยู่กัน นี่ แหละ ที่ ทำให้ เรารู้สึกเสียดาย ก็พยายามบอกลูกๆ หลานๆ ว่าให้ช่วยกันพิทักษ์รักป่าสาคูเหล่านี้เอาไว้และที่เห็นนี่เราพยายามยก ที่แปลงนี้ ของเราให้เป็นป่าชุมชน ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน รักษาร่วมกัน แต่ที่ผ่านๆ มาก็มีผมเท่านั้นที่เฝ้าระวังรักษา ซึ่งก็แก่มาก แล้วดูแล ไม่ไหวแล้ว อยากให้คนรุ่นหลังๆ มาทำหน้าที่แทนบ้าง " นายเยียมกล่าว

นางละเมียด รัตนะ บ้านทุ่งแกเจ้ย ต.นาข้าวเสีย ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแม่บ้าน ได้กล่าวชี้แจงว่า กลุ่มแม่บ้าน มีบทบาทอย่างในร่วมอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าสาคู " เมื่อก่อนนี้บ้านเรามีป่าสาคูรอบหมู่บ้านเยอะมาก แต่พอ เศรษฐกิจดีขึ้น เมื่อช่วงหลายที่ผ่านมานั้น คนบ้านเราก็หันมาใช้กระเบื้องกันหมด ทำให้ป่าสาคูถูกทอด
ทิ้ง ไม่ได้ใช้ประโยชน์คนก็เลย ไม่สนใจที่จะมารักษาป่าสาคูและก็มีโครงการ รัฐเข้ามาขุดคลอง ลอกป่า สาคู ทิ้ง จึงทำให้ป่าสาคูถูกทำลายเกือบหมด จนมาปีนี้แล้งมาก น้ำในคลองแห้งความอุดมสมบูรณ์หาย
ไปไม่ได้ทำนา ทำให้ชาวบ้านได้ข้อสรุปว่า ถ้ามีป่าสาคูจะทำให้ปัญหาแบบนี้ลดลงแน่นอน อีกอย่างก็อยาก พูดถึงการขุดลอกคลองเอาป่าสาคูออกนั้นทำให้พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์หลายชนิด ที่อยู่ในป่าสาคูสูญหายไปด้วย บางตัวอาจจะสูญพันธุ์ไปเลยก็ได้ เพราะไม่เคยพบเลยตอนนี้ "นางละเมียดกล่าวและอธิบาย ถึงบทบาท แม่บ้านว่า

"ตอนนี้กลุ่มผู้หญิงเราเริ่มรวมตัวกันได้ หาเวลาเสร็จจากงานมาช่วยกันคิดหาวิธีการผลิตขนมต่างๆ จากแป้งสาคู เพื่อส่งเสริม รายได้ และทำให้คนอื่นๆ หันมาเห็นคุณค่าจากแป้งสาคู ตอนนี้ก็มีพวกขนมข้าวเกรียบ หลอดช่อง ซาลาเปา มันโถ่ว เส้นก่วยเตี๋ยว แต่เส้น ก่วยเตี๋ยวนี่ยังมีข้อจำกัดคือต้องนำไปปรุงทันที ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน เพราะมันเป็นเส้นสดที่ทำมาจากแป้งของต้นสด อีกอย่าง กลุ่มแม่บ้านยังไม่สามารถทำจำหน่ายได้เป็นล่ำเป็นสันเนื่องจาก ขั้นตอนการผลิตยุ่งยากและเรา ไม่มีเทคโนโลยuเข้ามา ส่งเสริม ให้ สะดวกและรวดเร็วขึ้น กลุ่มแม่บ้านจึงยังไม่มีรายได้มากนักจากผลิตภัณฑ์แป้งสาคู แต่อะไรที่พอทำได้ทันก็มีคน สั่ง เข้ามาเยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังเป็นคนในละแวกใกล้เคียงชุมชนนี้อยู่

แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มแม่บ้านเราก็ยังทำเป็นกิจกรรมเสริมอยู่ ส่วนในอนาคตถ้าเรารวมกลุ่มกันได้ชัดเจน มีมีเทคโนโลยี มีที่ ทำการ ของกลุ่มไว้เก็บของ ไว้ขาย ไว้ทำงานร่วมกัน มีการส่งเสริมลงมาจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เราเชื่อว่ากลุ่ม แม่บ้านของเรา สามารถพัฒนาไปได้ จนเป็นรายได้หลักช่วยเหลือครอบครัว

จึงอยากให้ภาครัฐมองเห็นคุณค่าของป่าสาคูให้มากหน่อย รวมทั้งนักวิชาการด้วย ซึ่ง ตอนนี้มีนักวิชาการอย่างไบโอเทค ก็ได้ลงมา ดูและรับปากจะช่วยเหลือแล้ว ส่วนการช่วยเหลือจริงๆ ตอนนี้ก็มีเพียงสมาคมหยาดฝนที่เข้ามาช่วยอย่างเต็มที่ ทำให้เราได้ทำงาน อยู่กับบ้านไม่ไปไหนไกลๆ ลูกหลานก็ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของพ่อแม่ ได้ช่วยเหลือ พ่อแม่ของเขาเอง " นางละเมียดกล่าวเน้น


ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ รายงาน
webmaster@thaingo.org, cheeriver@hotmail.com