ค่ายชุมชนบำบัดยา'ทางสุดท้ายที่สังคมไทยต้องฟัง!
ปัญหายาเสพติดในสังคมปัจจุบันเป็นปัญหาที่สร้างความหวาดวิตกตระหนกกลัวให้แก่สังคมไทยได้อย่างมากมายและแพร่
ระบาดไปทุกชุมชน โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุดกรณีคนร้ายเมายาบ้าจับ นักศึกษาหญิงเป็นตัวประ กัน
แต่แล้วก็ขาดสติเอา
มีดจ้วงแทงนักศึกษาหญิงผู้เคราะห์ร้ายจนตายและอีกหลายๆ ข่าวที่สะเทือนขวัญสังคมตลอดมา
แต่กรณีนี้ทำให้สังคม
ไทยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งประเด็นชี้ว่าตำรวจควรจะวิสามัญได้ทันที หรือประเด็นการพูดถึงข้อบกพร่องของตำรวจ
ในการเจรจาต่อรองกับคนร้าย ซึ่งนั่นเป็นเพียงเหตุการณ์ในแต่ละวันและการนำเสนอทางแก้ปัญหา
ทั้งๆที่ทางแก้ทั้งหมด
คือปลายเหตุ ไม่ว่าตำรวจจะจับเป็นหรือจับตาย ตัวประกันรอดหรือดับดิ้นก็ไม่ได้ข้อสรุปว่ายาเสพติดจะหมดไปจาก
สังคมไทยหรือไม่ เพราะสังคมไทยขณะนี้จ้องมองแต่เพียงกระบวนการเพิ่มบทลงโทษเท่านั้น
ในอดีตพลังสามัคคีของชุมชน คือต้นธารการคิดแบบบูรณาการ โดยการพึ่งตนเองในการเรียนรู้ต่อสู้และเผชิญภัยปัญหา
เป็นหลัก การกลับมาผลักพลังของชุมชนให้สามารถขับเคลื่อนกลไกเพื่อการแก้ปัญหาในชุมชนตนเองจึงค่อนข้างสำคัญ
อีกครั้ง แต่ปัจจุบันชุมชนอันเป็นต้นกำเนิดของชีวิต ที่เคยผูกพันเอื้ออาทรและร่วมกันคิดร่วมกันแก้ปัญหาพลังเหล่านี้
กลับอ่อนแอลง และปล่อยให้เป็นภาระหน้าที่ของรัฐในการขจัดปัญหา ซึ่งถ้ากลไกรัฐทำงานตามหน้าที่อย่างตรงไปตรง
มาและเที่ยงธรรมจริงๆ หลายๆ ปัญหาก็อาจจะไม่เกิด
เมื่อสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหา ชุมชนเป็นปัญหา
เยาวชนคนรุ่นใหม่และสมาชิกใน
ชุมชนก็ติดบ่วงวิถีชีวิตแห่งปัญหาติดตามมาไม่ว่าจะเป็น ปัญหาโรคเอดส์
หรือ
ยาเสพติดส่วนการแก้ปัญหาที่ผ่านๆ มา คือการแยกคนที่มีปัญหาออกจากชุมชนเพื่อ
บำบัดรักษา เมื่อรักษาเสร็จก็กลับมาสู่ชุมชน มาสู่สิ่งแวดล้อมเดิมๆ ในชุมชนคนก็กลับ |
|
ไปมีปัญหาเช่นเดิมอีก ดังนั้นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขสภาพแวดในชุมชน
หมายถึงเปลี่ยนสิ่งดีๆให้กับคนรอบข้าง โดยเฉพาะครอบครัวอันเป็นหน่วยย่อยของสังคมที่เล็กและสำคัญที่สุด
ในการ
พัฒนาบุคคลและพัฒนาสังคม ให้รู้จักความรัก รู้จักคุณค่าในตัวเอง ความเชื่อมั่นในตัวเอง
และความไฝ่ฝันในชีวิต จึง
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดึงสถาบันครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมเกือบทุกๆ ปัญหา
อีกทั้งการแก้ปัญหาทั้งหลายในชุมชน จักต้องไม่แก้เฉพาะชุมชนใดชุมชนหนึ่ง
โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด เพราะชุมชน
ทุกชุมชนเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน จึงเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะกระทำโดยลำพัง เพียงชุมชนใดชุมชนหนึ่งเท่านั้น
การแก้ปัญหา
ชุมชนต้องแก้ปัญหาให้มันรายรอบเป็นเครือข่ายและดึงทุกคนทุกชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม
โครงการเครือข่ายชุมชนไม่ติดยา ต.แม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงมีทั้งหมด
13 ชุมชน เกือบ 600 หลังคาเรือน เปิด
โครงการค่ายชุมชนบำบัดยาเสพติดขึ้น ตั้งแต่ วันที่ 9 กันยายน 2544 ที่ผ่านมาโดยแบ่งเป็นครั้ง
ประมาณ 5 ครั้ง ครั้งละ
20 วัน ซึ่งมีผู้เข้ารับการบำบัดยาในค่ายชุมชนบำบัดยาครั้งนี้ทั้งชายและหญิง
อายุตั้งแต่ 15 ปี จนถึง 84 ปี ยาเสพติด
ที่เสพก็มี ฝิ่น ผงขาว และยาบ้า ซึ่งทีมงานไทยเอ็นจีโอเกาะติดกระแสข่าวทางเลือกนำเสนอข่าวการแก้ไขปัญหายาเสพ
ติดในชุมชนเชิงบวก ในโครงการเครือข่ายชุมชนไม่ติดยา(ค่ายชุมชนบำบัดยา) ของกลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงา
จากการสัมภาษณ์ น.ส.ปริสุทธา สุทธมงคล
เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการเครือข่ายชุมชนไม่ติด
ยา เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2544 เกี่ยวกับจุดประกายความคิดเรื่องค่ายชุมชนบำบัดยาเสพติด
นั้น เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งน.ส.ปริสุทธา ก็ได้กล่าวชี้แจงอย่างละเอียดกับทีมงานทีมงานไทย
เอ็นจีโอว่า "ระยะแรกๆ เราจะทำหน้าที่เพียงนำผู้ติดยาไปบำบัดเลิกยา
ที่อำเภอแม่ริม แล้วก็เคยส่งไปแล้ว 300 คน ต่อมากลุ่มกระจกเงาเริ่มมีข้อสรุปตรงกันว่า
การนำผู้ติดยาไปบำบัดวิธีนี้เป็นการผลักภาระให้คน
อื่นหรือสถาบันอื่น และแม้กระทั่งทีมงานกลุ่มกระจกเงาด้วย |
|
เมื่อบทสรุปเริ่มมองเห็นได้ชัดเจนแล้ว ว่าการแก้ปัญหาที่ผ่านๆ มามันไม่ตรงจุด
เพราะปัญหามันเริ่มที่ตัวคนและชุมชน
เป็นอันดับแรก แต่การแก้ปัญหาเรากลับเน้นแต่ตัวคน แล้วจับแยกออกไปบำบัด เมื่อ
บำบัดเสร็จก็นำกลับมาไว้ ในชุมชน
เดิม สิ่งแวดล้อมเดิม ธรรมชาติเดิมและสิ่งเร้าเดิม ผู้บำบัดยาก็กลับไปเสพยาไปหาสิ่งแวดล้อมเก่าๆ
อีก " น.ส.ปริสุทธา
กล่าวลำดับและกล่าวว่าค่ายชุมชนบำบัดยา จะเริ่มต้นได้อย่างไร
"จุดเริ่มต้นงานชุมชนบำบัดยาเกิดมาจาก คนในชุมชนเขาเรียกร้องออกมาเอง
ว่าเขาอยากจะทำงานให้ชุมชนของเขา
ให้ลูกหลาน จากนั้นก็เก็บรายชื่อออกมาให้กลุ่มช่วยเหลือ ทางกลุ่มก็ประสานงานไปทางสถานที่บำบัดยา
อ.แม่ริม พื้นที่
ที่โครงการรับผิดชอบคือทั้ง ตำบลแม่ยาวก็ประมาณ 13 หมู่บ้านหรือประมาณ 57
ป๊อกบ้านแบบชุมชนชาวเขา แต่ที่เราลง
ทำงานอย่างจริงจังในพื้นที่มีประมาณ 13-14 ชุมชน เท่านั้นเอง
ปัญหาเรื่องยาเสพติดที่กลุ่มเข้ามาทำค่ายใหม่ๆ อย่างบ้านหลี่ผ่า ที่มี 52
หลังคาเรือน มีเพียง 5 หลังคาเรือนเท่านั้นที่
ไม่ยุ่งกับยาเสพติดหรือบ้านอาดุ ค่ายชุมชนบำบัดยาฯ ที่ผ่านมาล่าสุด มี 28
หลังคาเรือนแต่มีคนเข้าค่ายบำบัดยาเสพติด
ถึง 30 กว่าคน เฉลี่ยแล้วทุกครอบครัวจะต้องมีคนติดยาอย่างน้อยหนึ่งคน
ที่ชาวบ้านติดกันมากมายและเป็นเรื่องปกติก็เพราะว่าพื้นที่แถบนี้เคยได้รับการส่งเสริมให้มีการปลูกฝิ่น
อย่างดอยบ่อนี้ก็
ปลูกทั้งดอย เมื่อมีการปลูกมากๆ ก็มีการใช้ผลิตผลตามมาด้วย เพราะหาง่ายราคาถูก
ซึ่งคนเฒ่าคนแก่เองก็เชื่อด้วยว่ายา
ฝิ่นเป็นรักษาโรค ดังนั้นระยะแรกๆ จึงติดกันค่อนข้างเยอะ มากแต่ในระยะหลังๆ
เมื่อมีการสั่งห้ามและจับกุมจากรัฐบาล
มากขึ้นยาก็เริ่มแพงมากขึ้น ขณะที่ชาวบ้านเองก็เริ่มเสพฝิ่นเป็นยาเสพติดมากขึ้น
ไม่เสพเป็นยาสมุนไพรเหมือนเมื่อก่อน
อีกแล้วพอฝิ่นและผงขาวเริ่มขาดแคลนราคาแพงชาวบ้านก็เริ่มหันไปเสพยาบ้ากันแทน
จนระบาดเร็วมากอีกทั้งราคาก็ราคา
ก็ถูกกว่าและหาซื้อง่าย" น.ส.ปริสุทธากล่าวชี้แจงต่อพร้อมกับอธิบายเพิ่มว่าชุมชนบำบัดยามีแนวคิดและกระบวนการทำงาน
อย่างไร
"ที่ต้องให้ชุมชนเข้ามาแก้ปัญหาตนเองนั้นเพราะ สถานบำบัดยาอย่างโรงพยาบาลหรือสถานบำบัดอื่นๆ
รับได้จำนวนจำกัด
ไม่กี่คนก็เต็ม หรือบำบัดเสร็จกลับมาก็เสพอีก ขณะที่คนติดยาในชุมชนมีทั้งหมู่บ้าน
ทั้งอำเภอ แล้วจะให้ทำยังไร ข้อสรุป
ของกลุ่มที่มองตรงกันคือชุมชน ชุมชนคือจุดแข็งในการทำงานนี้ เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาของชุมชน
ดังนั้นต้องให้ชุมชน
เข้ามาแก้ไข
 |
บทบาทของชุมชนที่ต้องการจะเปิดค่ายบำบัดยาให้สมาชิกในชุมชน
ก็เริ่มตั้งแต่เตรียมพื้นที่ ติดต่อกับคนที่ค้ายาและคนที่เสพยาในชุมชน
ของตนทราบ ดังนั้นค่ายแรกของกลุ่มผลสะท้อนออกมาจะดีมากทำ
ให้ชุมชนเขาตื่นตัวร่วมกันทำงานสามัคคีกันมากขึ้น ทำให้พลวัตร
ของชุมชนเกิดความเข้มแข็งและขยับเดินไปแก้ปัญหาของตัวเองใน
ชุมชนมากขึ้น ที่สำคัญทำให้เด็กๆ ซึ่งเป็นหัวใจของทุกๆ ชุมชนและ
เป็นหัวใจในการทำงานของกลุ่มได้เห็นภาพ ได้สัมผัสอาการเสี้ยนยา
ของผู้ใหญ่ พ่อแม่ พี่น้อง หรือคนในหมู่บ้าน ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งทำให้
จิตใจเด็กๆ เข้มแข็งขึ้นมาก งานค่ายชุมชนบำบัดยาของที่นี่ ไม่ต้อง
ใช้วิทยากรมาบรรยาย ไม่ต้องพาเด็กไปเข้าคอร์สอบรมเรื่องยาเสพ
ติด เพราะที่นี่เด็กๆได้เห็นเลยว่าลักษณะอาการคนติดยาเป็นอย่างไร |
ส่วนกระบวนการทำงานของค่ายชุมชนบำบัดยานี้ นอกจากจะมีชุมชนเป็นกลไกหลักในการทำงานแล้ว
ยังต้องมีกลไกรัฐ
เข้ามาหนุนเสริมอีกด้วย แต่เริ่มแรกชุมชนต้องมาจัดประชุมกันว่าจะทำอะไร และต้องเตรียมบ้างนอกจากนั้นก็มามอง
ว่า ยังต้องใช้กลไกรัฐตัวไหน มาช่วยหนุนเสริมกระบวนการทำงานของชุมชน เช่น
ด้านรักษาความปลอดภัยจับกุมคุมขัง
ก็ขอจาก ทหารหรือ อส. ด้านยารักษาพยาบาล ก็ขอจากโรงพยาบาล เป็นต้น แต่ถ้ากลไกรัฐตัวไหนสนองการทำงานของ
ชุมชนได้น้อย ชุมชนก็จะต้องช่วยเหลือตัวเอง
แก้ปัญหากันเอง ชุมชนจะต้องไม่รอคอยให้กลไกรัฐเป็นผู้ขับเคลื่อนอย่างเดียว
ตรงนี้ทางกลุ่มเองก็พยายามบอกกล่าวให้
ชุมชนเข้าใจ เพราะรูปแบบชุมชนบำบัดยาเสพติดนี้ไม่ใช่การส่งผู้ติดยาเข้าสถานกักกันเหมือนแต่ก่อน
แต่เราเอาความ
ไว้วางใจต่อกันของคนในชุมชน มาสร้างบ้านพักร่วมกันในชุมชนเขาเองและให้คนในชุมชนนั้น
เป็นผู้เตรียมอาคารที่พัก
เตรียมอาหารหรือเป็นอาสาสมัครเวรยาม เพราะค่ายชุมชนบำบัดผู้ที่เข้ามาบำบัดต้องอยู่เขตบริเวณ
แต่การอยู่ในเขต
บริเวณนี้เราต้องอธิบายให้เขาเข้าใจก่อนว่า เพื่อให้ทุกคนได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ให้กำลังใจกันและร่วมทำกิจกรรม
ในแต่ละวันด้วยกัน หากเปรียบเทียบก็เหมือนการไปออกค่าย เพราะจะมีการพูดคุยหาข้อตกลงกันก่อนมีค่ายชุมชนบำบัด
ยา ดังนั้นบรรยากาศค่ายบำบัดยาจึงเหมือนอยู่ในบ้านปกติ เพราะเราจะใช้คน ใช้ทรัพยากรในชุมชนเป็นตัวจัดการผลัก
กลไกการทำงานภายในค่าย" น.ส.ปริสุทธา กล่าวย้ำก่อนชี้แจงถึงข้อเท็จจริงว่าทางกลุ่มกระจกเงาริเริ่มทำงานค่ายชุมชน
บำบัดยาครั้งนี้โดยที่ไม่มีงบประมาณสนับสนุนมากนัก
"กลุ่มไม่มีงบประมาณเลยสำหรับโครงการชุมชนบำบัดยาครั้งนี้ เพราะ หน่วยงานป้องกันและปราบยาเสพติด(ป.ป.ส.)
ก็
ให้งบสนับสนุนมาเพียง 40,000 บาทต่อปี แต่ค่ายชุมชนบำบัดนี้ ใช้เวลาถึง 20
วัน ใช้งบประมาณอย่างน้อย 140,000 บาทต่อค่ายอาหาร เสื้อผ้าผู้บำบัด เสื้ออาสาสมัครเวรยามเราแจกฟรี
ค่ายคิดเฉพาะค่ายาผู้บำบัดละ 100 บาท
แต่ที่ทำงานนี้กันเพราะกลุ่มจะไม่ถามกันว่ามีงบประมาณไหม ? แค่ไหน? แต่ทุกครั้งกลุ่มจะถามกันเสมอว่าเราน่าจะทำ
อะไรในสภาพการณ์ขณะนี้และเมื่อได้คำตอบเราจะทำทันที สำหรับโครงการนี้เรากำหนดทดลองกันก่อน
สัก 4 ค่าย ซึ่งค่าย
นี้ก็ค่ายที่ 3 แล้ว ทำอีกหนึ่งครั้งก็เสร็จ จากนั้นเราคงต้องมานั่งสรุปกันแล้วว่าได้ผลมากน้อยแค่ไหน
และถ้าอยากจะทำ
กันต่อไปเราจะหาทรัพยากรมาจากไหนเพราะเจ้าหน้าที่กลุ่มเองก็ไม่ได้เงินเดือนมาหลายเดือนแล้ว"
น.ส.ปริสุทธากล่าว
และยืนยันว่าการทำงานค่ายชุมชนนี้ไม่ใช่จบแค่เสร็จค่ายแต่ต้องมีกระบวนต่อเนื่องตามมาเพื่อเบี่ยงเบนผู้บำบัดออก
จากยาและนั่นคือตัวชี้วัดการประเมิณผลการทำงาน
"กระบวนการติดตามประเมินผลการทำงานนั้นกลุ่มต้องมี อย่างแรกเลยก็คือเรามีการตรวจฉี่
ทุกระยะ ตลอดเวลา 3 เดือน
หลังเสร็จค่าย และบทสรุปของค่ายที่ผ่านๆ มา ทั้ง 2 ค่าย มีคนไม่ผ่านการตรวจฉี่
ใน รอบ 3 เดือนคือ ค่ายแรก 5 คน
และค่าย ที่สองมีแค่ 1 คน เท่านั้น ที่ไม่ผ่าน
นอกจากกระบวนการติดตามประเมินผลแล้วสิ่งที่สำคัญมากที่ต้องทำกันอย่างต่อเนื่องอีกคือกระบวนการเบี่ยงเบนพฤติ
กรรมเดิมของผู้บำบัดยา โดยนำกิจกรรมเข้าไปในชุมชน เช่น จัดการประชุมในชุมชนบ่อยๆ
การส่งเสริมอาชีพ สำหรับหัว
หน้าครอบครัว หรือกิจกรรมกีฬา ดนตรี ฝึกอบรมต่างๆ และศิลปหัตถกรรมหรือการแสดงให้สำหรับเยาชนและเด็กๆ
หรือ
จะเป็นกิจกรรมอะไรก็ได้ ที่ดึงเขาออกมาจากวงจรที่ต้องกลับไปเสพยา
เราต้องเข้าใจก่อนว่าชุมชนบำบัดไม่ใช่แค่การบำบัดยาให้กับผู้ติดยา แต่เป็นการผลักพลังพลวัตรภายในชุมชนให้ออกมา
แก้ไขปัญหาตนเองในชุมชนฉะนั้น ภาพที่เห็นคือจะมีกลุ่มแม่บ้านคอยทำอาหาร คนหนุ่มสาวทำหน้าที่เวรยาม
เล่นดนตรี ให้ผู้บำบัดฟัง เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในค่าย เหล่านี้เป็นหน้าที่ชุมชนทั้งสิ้น
งานของกลุ่ม คือผลักดันกลไกเหล่านี้
ในชุมชนให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำงานจนเขารู้สึกว่า ถ้ามีใครกลับไปเสพอีก
ชุมชนจะรู้สึกทันทีว่าเขายอมไม่ได้

จากภาพ
1.ครูอาสาฯนำชาวบ้านออกกำลังกายสู้ลมหนาวยามเช้า
2.กลุ่มแม่บ้าน นำอาหารมาส่ง
3.อาสาสมัครเวรยามคนหนุ่มสาวในชุมชน |
ภาพโดยรวมของค่ายชุมชนบำบัดยาที่ผ่านมา อย่างบ้านจะแล
แต่ก่อนถือได้เลยว่าเป็นทั้งแหล่ง
เสพยาและแหล่งค้า ยา ชาวบ้านที่นี่ขายสูบกัน
แบบโจ่งครึ่มกลางลานบ้านเลยแต่วันนี้ยาเสพติด
หายไปจากชุมชนเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ เลยก็ว่า
ได้เพราะชาวบ้านเขาตื่นตัวมาก โดยเฉพาะคน
หนุ่มสาวเขาไม่ยอมให้มีคนเสพคนค้าในหมู่บ้าน
เลย ชนิดว่าถ้าเจอใครเสพใครค้านี่มีเรื่องแน่นอน
เมื่อชาวบ้านเขารู้สึกมากแบบนี้ ทำให้คนที่สูบ
หรือขายต้องหลบๆ ซ่อนๆ
ขณะเดียวกัน กลไกภายนอกอย่างพวกเราหรือเจ้า
หน้าที่รัฐ ก็ต้องทำงานต่อเนื่องด้วย เข้าไปตอกย้ำ
ตักเตือน เข้าไปพูดคุยให้กำลังใจเพื่อให้การปฏิ
เสธยาเสพติดถูกฝังรากลึกในความคิดชาวบ้าน"
น.ส.ปริสุทธากล่าวและสรุปทิ้งท้ายถึงอุปสรรคการ
ทำงานให้ฟังว่า |
"ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานค่ายชุมชนบำบัดยาเสพติดที่มีและอยากบอกกล่าวผ่านทีมงานไทยเอ็นจีโอก็คือ
กลไก
รัฐบางกลไกที่สำคัญๆ มันอ่อนแอและเฉื่อยเกินไป โดยเฉพาะกลไกป้องกันและปราบปรามการเสพการค้ายาในพื้นที่แถบนี้
มันอ่อนแอจนขบวนการค้ายามันเติบโตได้ เมื่อโตการที่ชุมชนจะไปจัดการก็ทำไม่ได้
ดังนั้นรัฐจะต้องเข้ามาทำงานตรง
นี้อย่างจริงๆจังๆ เพราะตอนนี้พลังชุมชนมันยังแข็งแกร่งไม่พอ โดยเฉพาะปัญหาการจับกุมคุมขัง
ต้องเป็นหน้าที่รัฐเท่านั้น
ทำ เพราะผู้ค้ายาเขามีอิทธิพลมีอาวุธ ศักยภาพของชุมชนจึงยังทำไม่ได้ กลไกรัฐจึงต้องเข้ามาทำงาน
และต้องรวดเร็วด้วย
จึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ " น.ส.ปริสุทธากล่าว
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
21 พฤศจิกายน 2544
|