| เมื่อวันอังคารที่
25 กันยายน ที่ผ่านมา ชมรมศิษย์เก่าบูรณะชนบทและเพื่อน ได้เปิดเวทีเสวนาใหญ่
"สรุปบทเรียน
ธรรมชาติยาตราทั่วประเทศไทย" ขึ้น
 |
เพื่อหาจุดอ่อน-จุดแข็งและประสานแนวทางการจัดงานธรรม
ชาติยาตราในระดับประเทศขึ้นว่า ในอนาคตแต่ละกลุ่มแต่
ละระดับภูมิภาค มีแนวทางร่วมกันอย่างไร สามารถเชื่อม
ประสานร่วมมือกันได้หรือไม่....หากมีการจัดในระดับรวม
ทุกภูมิภาคหรือระดับประเทศ
ซึ่งธรรมชาติยาตรา
เป็นกิจกรรมการเดินเพื่อระลึกสติและ
ศึกษาสรรพสิ่งที่แวดล้อมอย่างเป็นปัจจัยสำคัญของมนุษย์
ในการประเทืองปัญญา อีกทั้งยังมีเวทีเสวนากับปราชญ์ |
ชาวบ้าน และผู้รู้แห่งท้องถิ่น
สลับระหว่างเสียงเพลงขับขานตำนานของชีวิตคนผืนป่า คนชนบทที่ดำเนินชีวิตท่ามกลาง
ธรรมชาติ นั้นก็เพื่อที่จะให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสชีวิตอันอบอุ่นในแบบ
วิถีชีวิต และวัฒนธรรมชุมชนที่งดงามจริงใจ เรียนรู้
ถึงการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย สอดคล้องกับธรรมชาติ ฟื้นฟูชีวิตจิตใจให้ดีขึ้น
สะอาดขึ้น สัมผัสความหลากหลายในทุก
สรรพสิ่งและสนุกกับกิจกรรมที่แตกต่างของแต่ชุมชน กับเรื่องราวของผู้เฒ่า
กับเสียงร้องเล่นของเด็กๆ ตลอดรายทาง
ของชุมชน
สรุปบทเรียนธรรมชาติยาตราทั่วประเทศครั้งที่
1 นี้ มีกลุ่มผู้เข้าร่วมมากทั้งจากส่วนกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาค
ใต้ และองค์กรพันธมิตรที่สนใจเข้าร่วมแลกเปลี่ยน ซึ่งมีบุคลากรสนใจเข้าร่วม
30 กว่าคน วัตถุประสงค์คือ เพื่อมา
แลกเปลี่ยนประสบการณ์และหาข้อสรุปร่วมกันในการพัฒนาแนวทางการทำงานธรรมชาติยาตราให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เป็น
รูปขบวนมากขึ้น ถึงอนาคตว่า ผลจากการเดินธรรมชาติยาตราเป็นอย่างไร
และจะพัฒนาไปสู่องค์กรระดับล่างหรือปรับ
ตัวเข้าสู่โครงสร้างขนาดใหญ่ขึ้นอย่างไร รวมทั้งการเคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาสังคมผ่านสื่อเพื่อให้เห็นคุณค่าเรื่องของลำ
น้ำและป่าลุ่มน้ำกันอย่างไรบ้าง
ส่วนที่มาจากองค์กรชาวบ้าน ก็เพื่อประสานและร่วมกันพัฒนารูปขบวนภาคประชาชนให้เป็นหนึ่งเดียวมากขึ้น
ในการ
ขับเคลื่อนการทำงานสะท้อนปัญหาสังคมและการเสนอแนวทางแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาป่าชุมชนและป่าลุ่มน้ำ
เนื่อง
จากสาธารณชนยังไม่เข้าใจประเด็นเรื่องคนกับธรรมชาติว่ามีวิถีชีวิตพึ่งพาอาศัยกันอย่างไร
สรุปประเด็นที่นำเสนอในการเดินธรรมชาติยาตราของแต่ละกลุ่มภูมิภาค
คือ
- ประเด็นเรื่อง ป่าชุมชน
ป่าลุ่มน้ำ ป่าต้นน้ำ และป่าอนุรักษ์อื่นๆ
- สายน้ำ แม่น้ำ และผืนน้ำที่ผูกพันวิถีชีวิตชุมชน
- ความหลากหลายทางชีวภาพและเกษตรทางเลือก
จากประเด็นที่สนทนานั้นคาบเกี่ยวกับที่มาและรูปแบบของการเดินธรรมชาติยาตราว่า
แต่ละกลุ่มจะมีเป้าหมายมีอุดม
การณ์อย่างไร มีวิธีการจัดการอย่างไร มีกิจกรรมแบบไหน บรรลุหรือไม่
ซึ่งจากบทเรียนที่ผ่านๆ มานั้น ก็ทำเพื่อให้คน
ทั่วๆ ไป เข้าใจคนที่อยู่กับป่ากับธรรมชาติมากขึ้นว่าเขาดำเนินชีวิตอย่างไร
โดยระยะแรกๆจะนำเสนอกับนักการเมืองที่ผลประโยชน์
คนเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และสื่อมวลชนที่อยู่ห่างแต่ได้ประโยชน์
จากธรรมชาติ ให้ได้มาเดินชมธรรมชาติว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงมีการเปิดเวทีเพื่อประชุมร่วมกันทั้งหมดสักครั้ง
ซึ่งจุด
เริ่มต้นของแนวคิดจริงๆ นั้นมาจากเรื่องป่าชุมชน แต่เมื่อสรุปบทเรียนและปัญหากันแล้ว
ประเด็นเรื่องป่าชุมชนไม่พอ
ที่จะสื่อหรือแก้ไขปัญหาให้สังคมเข้าใจได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่กลุ่มทำงานเดินธรรมชาติยาตราจากส่วนต่างๆทั่วภูมิภาค
ต้องเปิดเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อเปิดภาพกิจกรรมทั้งหมดให้สังคมภายนอกได้รับรู้และเข้าใจคนที่ต้องอยู่และพึ่งพิง
ธรรมชาติ
ในการมาร่วมประชุมครั้งนี้ตัวแทนธรรมชาติยาตราจากภาคใต้
ได้กล่าวสรุปต่อการทำงานเดินธรรมชาติยาตราว่า
"ฐานคิดธรรมชาติยาตรากับงานที่ทำอยู่
นั้น เริ่มเมื่อปี 2539 หลังงานธรรมชาติยาตราเพื่อสันติภาพ รำลึกเหตุการณ์
ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ญี่ปุ่นเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้แนวคิดจากกิจกรรมครั้งนั้นมาดำเนินงานอย่างต่อเนื่องโดย
ชูประเด็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา ซึ่งมีพระไพศาล วิสาโล
เป็นแกนนำ ริเริ่ม แล้วก็มีกลุ่มองค์กรชาวบ้าน
เข้าร่วมผลจากการเดินแล้วพบข้อเท็จจริงว่า เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมขึ้นในทะเลสาบสงขลา
ทำให้เกิดกระบวนการ
ทำงานต่อมาอีกอย่างต่อเนื่องทุกปี และก็จัดมาแล้ว 6 ครั้ง
บทเรียนธรรมชาติยาตราทางภาคใต้นั้น
มีพระเป็นแกนนำหลักในการประสานงานระยะแรกๆ ซึ่งเป้าหมายคือจัดและ
ประสานองค์กรสงฆ์ให้สามารถกลับมามีบทบาทฟื้นฟูสังคมได้ โดยเชื่อมโยงชาวพุทธและผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆมาร่วม
กันแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทะเลสาบสงขลา"
ตัวแทนคณะจัดงานทางภาคใต้กล่าว

วัตถุประสงค์ของธรรมชาติยาตราทางภาคใต้
คือ
1.ทำให้ธรรมะกลับคืนสังคม
2. ใช้ธรรมะเชื่อมโยงชุมชน
3. สร้างเครือข่ายพระสงฆ์
4. กระตุ้นจิตสำนึกคนในลุ่มน้ำทะเลสาบ
บทสรุปทางด้านปัญหาของธรรมชาติยาตราทางภาคใต้คือคนร่วมเดินส่วนใหญ่มาจากที่อื่นเป็นหลัก
มิใช่คนในพื้นที่
ทะเลสาบสงขลา ซึ่งถ้าเดินในแถบลุ่มน้ำก็จะมีนักศึกษาเข้ามาร่วม ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ยังเข้าร่วมด้วยน้อยมาก
ส่วน
ใหญ่ผู้ที่เข้าร่วมจะเป็นคนจากในเมือง
ส่วนเรื่องทุนจัดกิจกรรมทางภาคใต้จะมีการระดมทุนมาก่อน เริ่มงาน และในแต่ปีก็จะมีการปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์
ใหม่เรื่อยๆเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อม พื้นที่และสถานการณ์ปัจจุบัน
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือพระสงฆ์มีข้อจำกัดมาก
ในการทำกิจกรรมทางสังคม จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาการประสานงานมาสู่การเป็นเครือข่ายแล้วให้ฆราวาสเป็นผู้
ประสานงานแทนพระ
รูปแบบกิจกรรมก็มี 2
ช่วง คือ เตรียมงานประมาณ 5-7 เดือน โดยกำหนดเส้นทางเดินประมาณ 100
กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาเดิน 15 วันแต่ปีแรกและปีที่ 2 นั้นเดิน 1 เดือน
รวมระยะทางก็ประมาณ 300 กว่ากิโลเมตร รอบทะเลสาบแต่
ละวันก็จะเริ่มต้นเดินประมาณ 06.00-16.00 น. มีพักรับประทานอาหารและพักย่อย
ผลจากการเดินเพียงอย่างเดียว ทำให้ขบวนตัดขาดจากชุมชนรายทาง ดังนั้นในปีต่อมาก็มีการปรับเปลี่ยนจากเดินเต็ม
วันหรือเดินอย่างเดียว มาเดินเพียงครึ่งวัน แล้วก็เพิ่มการทำกิจกรรมระหว่างทางกับชุมชนมากขึ้น
ส่วนหลักการเดินคือ
ต้องสอดคล้องกับ 3 ปัจจัย คือ ปลอดภัย ธรรมชาติ และสัมผัสชุมชน
เงื่อนไขในการเข้าร่วมเดินธรรมชาติยาตรานั้น
ทางคณะจัดธรรมชาติยาตราภาคใต้ได้กำหนดไว้อย่างยืดหยุ่น คือไม่
บังคับการเข้าออก ปริมาณคนเข้าร่วมจึงแล้วแต่ช่วง เฉลี่ยแล้วประมาณ
40-50 คน ต่ำสุด 30 คนและสูงสุด 100 กว่า
คน ส่วนประเด็นในการนำเสนอจะกำหนดกันตามสถานการณ์ในแต่ละปี เพราะจะผูกโยงเกี่ยวชุมชน
เส้นทางและสถาน
การณ์บ้านเมืองด้วย เช่น ประเด็นปีที่ผ่านมาคือเรื่องน้ำท่วมที่หาดใหญ่
แต่การเดินธรรมชาติยาตราของภาคใต้จะมีการกำหนดระเบียบวินัยที่ต้องปฏิบัติร่วมกันด้วย
เพื่อลดปัญหาหลายๆอย่าง ในการร่วมขบวน และถ้าใครทำผิดระเบียบก็จะมีการขอร้องให้ออกจากขบวนเดินทันที
ภาคเหนือ
โดยตัวแทนจากเสมสิกขาลัย
เป็นผู้นำเสนอบทเรียนและประสบการณ์ กล่าวว่า
"ระยะแรกๆ
เสมฯ จะทำเรื่องฝึกอบรมเป็นหลัก เรายังไม่เข้าไปจับเรื่องชุมชนมากนัก
เป็นเพียงการเดินป่าเพื่อแสดง
ดุลยภาพ ซึ่งก็มีพระเข้ามาเกี่ยวข้องในกิจกรรมการเดินธรรมชาติยาตราด้วย
จึงเป็นเพียงการนำพาคนกลุ่มหนึ่งไป
เยียวยาตัวเอง ที่จิตใจได้รับผลกระทบทางสังคม จากนั้นก็เริ่มมีพัฒนาการมาเรื่อยๆ
เมื่อคณะธรรมชาติยาตราได้เข้า
ไปในชุมชน เห็นสภาพชุมชน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ที่คนอาศัยป่าถูกไล่ที่นั้น
ทำให้คณะธรรมชาติยาตราเกิด
คำถามขึ้นมากมาย ต่อมาเมื่อสถานการณ์เรื่องพ.ร.บ. ป่าชุมชนเริ่มระอุร้อนขึ้น
คณะเดินธรรมชาติยาตราโดยมีเสมสิก
ขาลัยก็ได้จัดให้คณะที่เดินฯ ได้เข้าไปนอน คลุกคลีแลกเปลี่ยนกับชุมชนที่อยู่กับป่ามีวิถีชีวิตพึ่งพาป่า
จนเกิดคำถามกับ
คณะเดินฯ ว่า ทำไมคนจึงอยู่กับป่าไม่ได้ ? นั่นคือจุดเริ่มต้นมาสู่การการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้คณะเดินธรรมชาติยา
ตราเข้ามาจับประเด็นปัญหาของชุมชนมากขึ้น โดยนำพระสงฆ์เข้ามามีบทบาทในการร่วมแก้ไขปัญหาชุมชน
" ตัว
แทนคนเดิมกล่าว
แนวคิดจุดเริ่มต้นสำหรับธรรมชาติยาตราของคณะจัดงานคือ
รื้อฟื้นความเป็นมนุษย์กับธรรมชาติรวมถึงแนวคิดในการ
ดำรงอยู่ของพุทธและคริสต์ที่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ ทำให้คนและชุมชนเชื่อมโยงระหว่างความเชื่อหลายๆ
ความ
เชื่อมาสู่แนวคิดดั้งเดิมของชาวบ้าน
แต่ข้อแตกต่างของธรรมชาติยาตราภาคเหนือ
คือมีการเก็บค่าลงทะเบียนกับผู้ที่มาร่วมเดิน เพื่อนำมาสมทบทุนค่าใช้
จ่ายด้านต่างๆ ของคณะเดินทางด้วย ซึ่งก็จัดมาได้ 7 ปี แล้ว จนเกิดโรงเรียนธรรมชาติสบลานที่สอนให้คนเข้าใจธรรม
ชาติและชุมชนมากขึ้น
และผลจากการทำงานคือทำให้ชุมชนสามารถจัดการปัญหาของตัวเองได้มากขึ้น
ซึ่งทำให้ขยายแนวคิดในเรื่องเหล่านี้
ไปสู่ชุมชนอื่นๆ มากขึ้น และแต่ละชุมชนก็มีพัฒนาการดีขึ้น จนบางชุมชนรู้จักเสนอโครงการการทำกิจกรรมร่วมกันได้
ผู้นำประสานงาน แบ่งเป็น
3 ส่วน คือ
1.ผู้นำส่วนศาสนา
2.ผู้นำส่วนรูปขบวน
3.ผู้นำส่วนชาวบ้าน
ขณะที่ตัวแทนชาวบ้านจากเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือที่สนใจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนในครั้งนี้กล่าวว่า
"เรื่องการเดิน
ธรรมชาติยาตรา ทางเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือสนใจมากและอยากจะจัดร่วม
แต่ก็ติดที่เครือข่ายชาวบ้านจำเป็น
ต้องมีพี่เลี้ยงมาคอยแนะแนวส่งเสริมก่อน โดยเฉพาะในระยะแรกๆ ซึ่งชาวบ้านเริ่มงานเองไม่ได้มากนัก
เนื่องจาก
พี่น้องชนเผ่าเรายังมีปัญหาอยู่มากในการสื่อสารกับโลกภายนอก"
ภาคอีสาน
ทางด้านภาคอีสานก็มีข้อสรุปบทเรียนว่า
รูปแบบกิจกรรมการเดินธรรมชาติยาตราที่ผ่านๆ มามีการนั่งเรือ นั่งช้างและ
นั่งรถยนต์เข้ามาผสมผสานบ้างเล็กน้อย แต่จะเดินเป็นหลักส่วนกิจกรรมอื่นๆ
ในระหว่างทางการเดินจะหลากหลาย
มากเพราะมาจากหลายวิธีคิด มาเรียนรู้มาร่วมสร้างสรรค์กัน จนหล่อหลอมเรื่องราวมาเป็นธรรมชาติยาตราเพื่อแม่
น้ำมูลกระบวนการทำงานนั้น ระยะแรกๆ จะมีการเดินบอกข่าวที่เรียกว่าการบอกบุญก่อน
เพื่อประสานกับชาวบ้าน
ตลอดสายแม่น้ำมูลไหลผ่าน รวมทั้งสิ้น 6 จังหวัด
และส่วนระยะที่ 2 เป็นบทบาทของทีมก่อการหรือทีมดำเนินงาน
ซึ่งจะเตรียมคิดรูปแบบการประสานและจัดงาน ผู้ที่
เข้ามาร่วมจัดงานแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ
1.ส่วนท้องถิ่น โดยมีชุมชนเป็นผู้เตรียมงาน เตรียมกิจกรรมและอื่นๆ
ไว้คอยนำเสนอคณะเดินฯ ดังนั้นรายละเอียด
ก็่จะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
2.ส่วนทีมกิจกรรม ทำหน้าที่คอยประสานแต่ละชุมชน แต่ละกิจกรรม
ให้สอดคล้องต่อเนื่องกันตามตารางเวลา
โดยแบ่งกิจกรรมออกได้เป็น
2 ภาค คือ ภาคชาวบ้าน และ ภาคศาสนา ภาคชาวบ้านก็มีรูปแบบกิจกรรมที่นำเสนอ
หลากหลาย ทั้งเวทีวิชาการ เวทีแสดงและอื่นๆ วิชาการก็จะมีประเด็น พ.ร.บ.การจัดการน้ำ
พ.ร.บ.ป่าชุมชน เป็นต้น
ภาคศาสนาก็วัตรปฏิบัติปกติของสงฆ์ ซึ่งคณะเดินฯ ต้องร่วมทำกิจกรรมด้วย
จุดมุ่งหมายอีกอย่างในการเดินธรรมชาติยาตราเพื่อแม่น้ำมูลก็คือ
การแลกเปลี่ยนความรู้ภูมิปัญญาในแต่ละท้องถิ่น
ทางด้านปริมาณคนที่เข้าร่วมเดินนั้น ก็แล้วแต่ช่วง บางช่วงที่มากที่สุดก็นับพันคน
ซึ่งรูปแบบการต้อนรับนั้น ก็แล้วแต่
ชุมชนนั้นจะคิดนำเสนอ ซึ่งจะแตกต่างกับรูปแบบการต้อนรับจากหน่วยงานของรัฐที่มีงบประมาณและรูปแบบการจัด
การที่ชัดเจน กระบวนการจัดในระยะต่อมา จึงมีหน่วยงานของรัฐเข้ามาร่วม
มีงบประมาณสนับสนุน มีการประสาน
งานอย่างมีแบบแผนมากขึ้น
ข้อสรุปทางด้านผลสะท้อน
หนึ่งในคณะจัดงานธรรมชาติยาตราเพื่อแม่น้ำมูลกล่าวว่า
"ขบวนการนี้ทำให้คนทำงานคิด
อะไรหลายๆ อย่าง ออกมาอย่างต่อเนื่องไปอีกเยอะมาก มากจนเกิดกระบวนการระดมทุน
เพื่อแม่น้ำมูลขึ้นและตัว
ขบวนการเดินธรรมชาติยาตรากลายเป็นตัวกระตุ้นให้ชุมชนหันมามองปัญหาของตนเองและร่วมกันแก้ไขปัญหาตน
เองมากขึ้น มีการประสานงานกันระหว่างเครือข่ายชาวบ้าน เพื่อร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อม
ฟื้นฟูลุ่มน้ำ จนมาสู่ป่าลุ่มน้ำ"
นักสืบสายน้ำ ( ชัยภูมิ
)
ทางด้านตัวแทนทีมงานนักสืบสายน้ำ
กล่าวสรุปถึงจุดเริ่มต้นในการจัดกิจกรรมของกลุ่ม เรื่องนักสืบสายน้ำครั้งนี้ว่า
" เป็นการริเริ่มโดย พระไพศาล วิสาโล
ผู้มีบทบาทริเริ่มจัดขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในการค้นหารูปแบบว่าจะเอากันอย่างไรดี
มีอะไรบ้าง โดยเรามองว่าน่าจะเริ่มจากเยาวชน แล้วพัฒนามาสู่ชุมชนให้มากขึ้น
แนวความคิดระยะแรกๆ ตั้งใจเพียง
อยากทำให้วิถีชีวิตของชุมชนเดินออกไปจากชีวิตที่ดื่มกินสารเคมี และดำเนินชีวิตอยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ
ซึ่ง
ทีมงานก็ได้นำเอาแนวคิดนักสืบสายน้ำมาจากมูลนิธิโลกสีเขียว ที่เป็นผู้จุดประกายรูปแบบการทำงานให้แก่ทีมงาน
แต่ทีมงานก็เลือกรูปแบบการทำงานร่วมกับทางศาสนาหรือพระสงฆ์ เนื่องจากศาสนาจะเคร่งธรรมะ
แต่ก็ไม่เน้นทุกข
เวทนา เพราะเราได้นำต้นแบบความคิดเหล่านี้มาจากการเดินธรรมชาติยาตราที่จ.สงขลา
ด้วยเหตุผลว่าสามารถลด
ต้นทุนการทำงานได้สูงและได้รับความร่วมมือดีมากจากชุมชน"
ลักษณะกิจกรรมเป็นกิจกรรมพาเยาวชนในพื้นที่เดินสำรวจและประเมิณคุณภาพน้ำ
ในสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชุมชนเขา
เองว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง โดยการพาชาวบ้านไปสำรวจดูน้ำที่ใช้อยู่ในแต่ละวัน
ว่ายังสะอาดดีอยู่หรือไม่ มีสิ่งมีชีวิตอะไร
บ้างอีกทั้งเป็นการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมในชุมชนที่ชาวบ้านอาศัยเพื่อการดำรงอยู่ในบริเวณลำน้ำตะเภา
ตลอดสายรวม
เวลา 7 วัน 32 หมู่บ้าน
เนื่องสภาพน้ำในพื้นที่มีปัญหาจึงมีการคิดจัดกิจกรรมแก้ไขปัญหาน้ำ
จุดเริ่มต้นจากการคิดอะไรแบบง่ายๆ เข้าใจและ
ทำได้เลยแต่พอได้ทำงานจริงๆ ความเข้าใจก็เริ่มมากขึ้น แล้วก็พบต้นเหตุของปัญหาว่า
มันไม่ใช่แค่น้ำ แต่มันรวมทั้ง
ป่า ทั้งการปลูกพืช ทั้งความเคยชินของชุมชนในระยะแรกๆ ที่กล่าวว่า
สภาพแวดล้อมชุมชนมีปัญหา ทางชุมชนเองก็
ถามกลับมาคืนถึงแนวทางการแก้ไข ว่าควรจะดำเนินการอย่างไร เนื่องจากที่กล่าวมาทุกคนนั้นทราบอยู่แล้ว
แต่ที่ไม่
ทราบเลยคือวิธีการแก้ไขว่าจะให้ชุมชนทำอย่างไรบ้าง จึงทำให้ความร่วมมือจากชาวบ้านในระยะแรกๆ
ไม่ค่อยดีนัก
เนื่องจากยังไม่ได้รับความเชื่อถือ จนทีมงานต้องประสานไปทางโรงเรียน
ทางองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จึงทำให้
ชุมชนเริ่มให้ความร่วมมือมากขึ้น
เนื่องจากแนวความคิดของงานนักสืบสายน้ำจะเน้นการแก้ปัญหาที่ชุมชนก่อน
เพราะชุมชนสามารถทำได้เลยต่อมาจึง
ขยายภาพของปัญหามาสู่เมืองให้ได้รับรู้ว่าสายน้ำตะเภามีปัญหา และก็เกี่ยวข้องกับคนเมืองด้วย
เพื่อให้คนทุกคนปรับ
เปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติที่ดีในการใช้น้ำ ดังนั้น" น้ำ"คือตัวโยงประเด็นมาสู่เรื่องอื่นๆ
ในการทำงาน
ส่วนข้อคิดเห็นการเดินธรรมชาติยาตราจากทั่วประเทศ
1. การเดินธรรมชาติยาตราเป็นตัวเชื่อมชุมชน
เชื่อมมนุษย์กับสรรพสิ่งต่างๆ ให้มีสติรับรับรู้และมอง
เห็นสิ่งรอบตัว
2. การเดินคือศูนย์กลางทำให้เรามองเห็นรายละเอียด
ปลีกย่อยระหว่างทาง ทำให้เรามีสติคิดไตร่ตรอง
3. เทคโนโลยีปัจจุบันทำให้มนุษย์ตัดขาดจากความสัมพันธ์กับสรรพสิ่งระหว่างทางที่ตนเคลื่อนไป
เนื่อง
จากมนุษย์อยู่กับความเร็วมากเกินไป
4. ชาวบ้านมีพัฒนาการการทำงานเป็นรูปขบวนมากขึ้น
สามารถตั้งองค์กรชาวบ้านสื่อกับหน่วยงานรัฐ
ได้ เข้าใจและสามารถเรียนรู้ต่อยอดภูมิปัญญา ในการแก้ไขปัญหาระหว่างกันมากขึ้น
5. ในมิติทางศาสนา
ทางวัฒนธรรม หรือทางจิตวิญญาณนั้น ทำให้จิตใจคนมันไม่ปะทะกัน เหมือนแต่
ก่อน บางครั้ง NGOs ทำงานมักจะเน้นเรื่องการเมือง ซึ่งก่อให้เกิดการปะทะกันทางความคิด
แต่การ
เดินธรรมชาติยาตราทำให้ชาวบ้านนิ่ง ตั้งสติ และซึมซับแนวคิดซึ่งกันและกันง่ายมากขึ้น
ดังนั้นการลด
การปะทะกันทางความคิด จึงค่อนข้างได้ผลมากในการประสานงานกันแก้ไขปัญหาชุมชน
6. ทุกกลุ่มจะต้องประสานมิติทางจุดยืนของแต่ละกลุ่มให้ชัดเจน
เพื่อการทำงานร่วมกัน
สรุปปัญหาจากทุกฝ่าย
- ประเด็นเรื่องคนนอก
ค่อนข้างล่อแหลมมากในบางพื้นที่ โดยเฉพาะมีโครงการต่างๆ เข้ามาลงทุนให้สังคมมาก
เช่น
กองทุนชุมชน(SIF) เป็นต้น ทำให้ NGOs คือคนนอก และมักจะถูกกล่าวหาว่า
หาเรื่องหาเงินทุนมาใช้จ่าย
- ปัญหาเรื่องการแย่งชิงทรัพยากร
ถูกตีความบนบริบทการเอาประโยชน์ว่าเป็นสิทธิของใครในการใช้ประโยชน์
- มิติการตื่นตัวของภาคประชาชนต้องขยายวงให้กว้าง
และไม่ควรจำกัดแคบๆ เฉพาะกลุ่ม ดังนั้นถ้าเรามองเห็นคุณค่า
ในสิ่งเดียวกัน เราต้องหาทางประสานความร่วมมือกัน
- ส่งเสริมการจัดกิจกรรมเพื่อให้เกิดการหลั่งไหลมารับรู้ระหว่างกันของคน
2 กลุ่ม 2 วิถี ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะทำ
ให้เกิดการปรับทัศนคติ
แนวทางความร่วมมือกัน
สุดท้าย การเดินธรรมชาติยาตรานั้น
ทุกฝ่ายต่างเห็นพร้อมกันว่า ควรจะมีการประสานงานกันในระดับที่กว้างขึ้น
นั่นก็
คือระดับรวมทุกภูมิภาคหรือระดับประเทศ แต่รูปแบบที่จะจัดนั้นคงต้องมีการประชุมกันอีกครั้ง
โดยยังคงรักษาจุดยืน
ในเป้าหมายของแต่ละกลุ่มไว้ คือ
 |
1.
ในเรื่องความมั่นคงของอาหาร
2. ในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพและเกษตร
ทางเลือก
3. เรื่องป่าต้นน้ำ ป่าชุมชน
4. เรื่องสายน้ำ- ลุ่มน้ำ |
สรุปงานประชุมครั้งนี้ว่า
ทำอย่างไรจะให้เกิดพลังทางสังคมเพื่อให้คนอื่นได้เรียนรู้
เนื่องจากการเดินธรรมชาติยาตราคือยุทธวิธีหนึ่งที่ดีมาก แต่
อาจจะต้องปรับประยุกต์รูปแบบ เพิ่มความหลากหลายให้มากขึ้น เนื่องจากเป็นการเปิดภาพร่วมกันของทุกเครือข่ายใน
การจัดกิจกรรมการเดินธรรมชาติยาตรา
สำหรับเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือนั้น
ก็เห็นด้วยกับการเดินธรรมชาติยาตราเพื่อเชื่อมประสานชุมชนต่อชุมชน
ให้เข้า
ใจกัน เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ของชาวบ้านมาสู่การร่วมมือกันทำงานให้เป็นเครือข่ายมากขึ้น
เพื่อสะท้อนปัญหาของ
ชุมชน ให้รัฐ ให้คนเมืองได้เข้าใจชาวบ้าน เข้าใจชุมชน ดังนั้นธรรมชาติยาตราคือ
การเดินที่ชอบธรรมที่สุดของชาว
บ้าน เพราะเป็นสื่อสะท้อนปัญหาที่ไม่ชอบธรรม แต่เป็นเรื่องจริงของชาวบ้านมาให้คนเมืองได้เข้าใจ..... |