| กระแสการเลี้ยงกุ้งกู้ชาติ
ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ที่รัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
โดดมาตอบการ
นำเสนอของข้าราชการ โดยกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งถูกสื่อมวลชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์
อย่างหนักจนกระแสการเลี้ยงกุ้งกู้ชาติเริ่มสร่างซาเงียบหายไป รัฐบาลก็ผลักโครงการปลูกยูคาลิปตัส
1 ล้านกว่าไร่
ขึ้นมาอีก แม้โครงการนี้จะไม่ได้รับการตีปีกจากสื่อมวลชน มากนัก แต่ก็มีองค์กรอื่นๆ
เคลื่อนไหวจับตามองโครง
การนี้ชนิดเกาะติดทุกฝีก้าว โดยเฉพาะจากกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม
และป่าไม้ที่ดิน เนื่อง
จากประชาชน เคยมีบทเรียนจากไม้มหันตภัยที่ชื่อยูคาลิปตัสมานาน และ
ผู้ที่มีบทเรียนจากการปลูกยูคาลิปตัส มาก
ที่สุดคือคนอีสาน มิใยต้องพูดถึง ว่าบทเรียนที่เคยปลูกมาก่อนนั้นได้รับอะไรมาบ้าง
จากไม้ที่ชื่อยูคาลิปตัสนี้
 |
รัฐบาลของพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ
ชินวัตร ประกาศออกมาเสมอ
ว่า"คิดใหม่ ทำใหม่ "แต่กับการนำเสนอโครงการต่างๆ
ของ
รัฐ เพื่อสร้างชีวิตที่ดีแก่ประชาชนแก่ส่วนรวมกลับมองเห็นแต่
เพียง การประเคนผลประโยชน์จำนวนมหาศาล |
ให้พวกพ้อง
บริวาร และนายทุนต่างชาติ มองจากโครงการเลี้ยงกุ้งกู้ชาติ มาสู่ยูคาลิปตัส
ใช้ความอุดมของผื่นดินดึง
การลงทุนจากต่างชาติ
เครือข่ายป่าไม้และที่ดินภาคอีสาน
โดยการประสานงานของ นาย วิพัฒนชัย พิมพ์หิน ได้ออกมาชี้แจงข้อ
เท็จจริงกับทีมงานไทยเอ็นจีโอ อย่างชัดเจนและเน้นย้ำว่า การที่รัฐบาลใช้ความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทยดึง
การลงทุนแบบนี้ เป็นการมองข้ามประชาชนมากเกินไป อีกทั้งบทเรียนของชาวบ้านภาคอีสานก็
เห็นชัดเจนแล้วว่า
ป่ายูคาลิปตัส นั้นมีผลกระทบสูงมาก จนทำให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลง
และนายวิพัฒนชัยยังสรุปเพิ่ม
อีกว่ารัฐบาลต้องชัดเจนต่อประเด็นนี้ก่อนนำจีนมาลงทุนปลูกยูคาลิปตัส
"ตอนนี้ในส่วนของสถานการณ์
หลังจากที่ ทางรัฐบาลคุณทักษิณ กลับจากการเยือนประเทศจีนมานั้นเคยมีการคุย
เรื่องนี้กันมาก่อนหน้าที่จะไปประชุมเรื่องนี้กับจีนแล้ว และก็มีประเด็นคุยกันมาตลอด
ก็คือว่าทางฝ่ายของนายทุน
ประเทศจีนร่วมกับนายทุนประเทศไทย ซึ่งก็มี บริษัทเกษตรรุ่งเรือง บริษัทสวนป่าจิตติ
และองค์การอุตสาหกรรม
ป่าไม้หรือ ออป. ร่วมกันลงทุน
ทีนี้เมื่อมามองเรื่องพื้นที่กัน
ทางผมและเครือข่ายก็ตรวจสอบจนชัดเจนแล้วว่า พื้นที่ที่จะปลูกทั้งหมด
ที่กลุ่มทุนเขา
ต้องการนั้น ประมาณ 1ล้านกว่าไร่ แต่ในขณะนี้ทางกลุ่มทุนไทยและ ออป.
สามารถระดมพื้นที่ว่างๆ และพื้นที่ป่า
ยูคาฯ ที่มีอยู่เดิมได้แล้ว ประมาณ 700,000 ไร่ ซึ่งใจจำนวน นี้ เป็นของส่วนป่าจิตติ
ที่มีอยู่แล้วตอนนี้ ประมาณ
200,000 ไร่ และของ ออป. อีกประมาณ 8,000 ไร่ ในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา
ส่วนที่เหลือก็มีการตกลงกันว่าจะปลูก
ในบริเวณ 3 จังหวัดเหล่านี้ คือ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว
"
นายวิพัฒนชัย กล่าว ก่อนจะเน้นย้ำประกาศเตือนรัฐบาล ที่เสนอการลงทุนครั้งนี้ว่า
คนอีสานมีบทเรียนมากแล้ว
ดังนั้น น่าจะมาศึกษาดูก่อนว่า ยูคาลิปตัสส่งผลกระทบอะไรบ้าง
"ประเด็นที่ทางเครือข่ายป่าไม้ที่ดินภาคอีสานต้องการเสนอเพื่อให้สาธารณชนได้รับรู้
นั้นเกิดจากประสบการณ์ของ
ทางเครือข่ายและชาวบ้านเอง ซึ่งทำงานด้านนี้มาตั้งแต่ ปี 2528 โดยปัญหาหลักๆ
ที่ศึกษาพบจากการปลูกยูคา
ลิปตัสคือ
1. มีผลกระทบต่อระบบนิเวศสูงมาก
โดยเฉพาะเรื่องดิน น้ำและสัตว์ ซึ่งสัตว์นี่รวมแม้กระทั่งหมดแดงหรือแมลงต่างๆ
ด้วยนะครับ สัตว์เหล่านี้แทบไม่มีอาศัยเลยในป่ายูคาลิปตัส เพราะป่ายูคาลิปตัสจะไม่เอื้อเลยต่อระบบนิเวศทางธรรม
ชาติ
2. ผลกระทบที่เกิดต่อโครงสร้างของดิน
ซึ่งถ้าเราศึกษาดูจากพื้นที่ ที่เขาต้องการนั้น ส่วนมากแล้วพื้นที่เหล่านี้จะ
เป็นดินปนทราย คล้ายภาคอีสาน และเมื่อผ่านการปลูกไปสัก 4-5 ปี ก็จะพบว่าดินแห้งมาก
อันเนื่องมาจากว่า ป่ายูคา
ลิปตัสนี้ไม่มีพืชต่างๆ เกิดแซมขึ้นมาได้เลย ดังนั้นเมื่อฝนตกลงมาก็จะเกิดการชะล้างหน้าดินสูง
เมื่อเกิดการชะล้าง
หน้าดินสูงน้ำก็เซาะโคนต้นยูคาลิปตัส ทำให้โคนต้นโผล่ เมื่ออายุประมาณ
4-5 ปี ก็จะเกิดอาการลักษณะที่ภาษา
ชาวบ้านเรียกกันคือ ต้นขึ้นโคน นั่นก็คือ การที่น้ำเซาะรากจนโผล่ช่วงโคนและรากออกมาเหนือดิน
นั่นเพราะว่าการ
เกาะหน้าดินของยูคาลิปตัสมันไม่ได้ผลเลย อีกอย่างคือ ยูคาลิปตัสเป็นพืชที่โตเร็วมาก
รากของมันจึงค่อนข้างดูด
ซับปุ๋ยและธาตุอาหารต่างๆ ได้ดีมาก มากผิดปกติกับพืชชนิดอื่นๆ ทำให้แร่ธาตุต่างๆ
ในดินถูกดูดซับจนหมด โดย
ที่พืชชนิดอื่นไม่สามารถจะแย่งแร่ธาตุสู้กับต้นยูคาลิปตัสได้ ดังนั้นการปลูกยูคาลิปตัส
เพื่อให้เป็นสวนป่านั้น ผมคิดว่า
มันเป็นไปไม่ได้
3.ระบบน้ำ
เรื่องระบบน้ำนี้ โดยปกติ ถ้าเป็นต้นไม้ตามธรรมชาติในท้องถิ่นบ้านเรา
ไม่ว่าจะเป็นสะเดา สัก กะถิน
เหล่านี้ มันยังมีพืชชนิดอื่นงอกแซมขึ้นมาได้ และเมื่อมีพืชชนิดอื่นงอกแซมขึ้นมาได้
เวลาฝนตกลงมาการชะล้าง
ของน้ำฝนที่ไหลผ่านไป ก็ไหลได้ไม่เร็วนัก เมื่อไหลผ่านได้ไม่เร็วนัก
ก็ทำให้พืชสามารถดูดซึมน้ำลงสู่ดินได้มากขึ้น
นั่นแสดงว่ามีความชุ่มชื้นในบริเวณนั้นสูงมาก ส่วนบริเวณที่ปลูกป่ายูคาลิปตัส
จะมีข้อแตกต่างกันมากเพราะบริเวณ
ที่ปลูกยูคาลิปตัสจะไม่คงสภาพความชุ่มชื้น เพราะระบบรากของยูคาลิปตัสไม่สามารถอุ้มน้ำลงสู่ชั้นใต้ดินได้
ซึ่งต่าง
จากพืชที่เกิดเองตามธรรมชาติของแต่ละพื้นที่
ปัญหาเหล่านี้ทางเครือข่ายได้จากการศึกษาป่ายูคาลิปตัส
ที่ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ที่ออกมาชัดเจนมาก บนเนื้อ
ที่ประมาณ 500-600 ไร่ ซึ่งปลูกในแปลงสวนป่าสาธารณประโยชน์ จนชาวบ้านมีการเคลื่อนไหวให้กำจัดออกไปจาก
พื้นที่สวนป่าสาธารณประโยชน์ของชาวบ้าน หรือกรณีศึกษาที่บ้านหนองเยาะ
จ.สุรินทร์ ที่ปลูกไว้จำนวนมาก แล้วก็มี
การเคลื่อนไหวเจรจาต่อรองกันในสมัยรัฐบาลของ พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ
ให้ยุติโครงการปลูกป่ายูคาลิปตัสในพื้น
ที่บ้านหนองเยาะ ครั้งนั้นชาวบ้านเคลื่อนไหวกดดันจนกรมป่าไม้และรัฐบาลต้องออกมายอมรับมติ
ให้มีการยกเลิก
โครงการปลูกยูคาลิปตัส และยังสนับสนุนงบประมาณให้มีการถอนยูคาลิปตัสออกไป
ตามมติ คณะรัฐมนตรี (ครม.)
ในสมัยนั้นโดยการเรียกร้องของสมัชชาคนจน " นายวิพัฒนชัย
กล่าวอีก และยังกล่าวเตือนเพิ่มเติมอีกว่า
"กับกระแสของประเด็นนี้
แม้ว่าจะมีผลกระทบมากมาย แต่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังผลักดันออก
มานั้น ผมคิดว่า รัฐบาลทักษิณ พยายามหาเหตุจูงใจให้มีการลงทุน จากประเทศต่างๆ
โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่ง
ผมอยากถามรัฐบาลนี้ว่า ประเทศจีน เขามีพื้นที่มากกว่าเรา ทำไมเขาไม่ปลูกในประเทศของเขา
ทำไมต้องมาปลูก
ในประเทศของเรา และถ้ารัฐบาลจงใจใช้พื้นที่เหล่านี้ปลูกยูคาลิปตัสจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นป่าสงวนแห่งชาติ หรือป่า
เสื่อมโทรม ก็แล้วแต่ โดยอนุญาตให้นายทุนเข้ามาเช่าปลูก แล้วทำไมเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่
ที่ทำมาหากินในพื้นที่
เหล่านี้มานาน จึงมักถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายป่าไม้ ทั้งๆ ที่รัฐบาลน่าจะดูแลเกษตรกรด้วยซ้ำ
ผมจึงอยากถามว่า
ทำไมรัฐบาลไม่มองเรื่องนี้บ้าง ส่วนเรื่องการเข้ามาลงทุนนั้น ตามความจริงแล้วนายทุนต่างชาติเหล่านี้ควรจะเข้ามา
ซื้อที่ดิน มากกว่ามาเช่าเอาความอุดมสมบูรณ์แล้วก็กลับไป เพราะนักลงทุนต่างชาติเหล่านี้แทบไม่ได้ออกทุนอะไร
เลย เพียงเสียค่าเช่าที่ดินในอัตราที่น้อยมาก"นายวิพัฒนชัย
กล่าวหนักแน่น
ต่อกรณีมีชาวบ้านเสียชีวิตเพราะได้รับสารพิษ
จากการดื่มน้ำในแปลงปลูกป่ายูคาลิปตัส ซึ่งเกิดขึ้น ที่ อ.ปะคำนั้น
นายวิพัฒนชัยได้กล่าวกับทางทีมงาน ไทยเอ็นจีโอว่า ตนยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนมากนักว่าสาเหตุการตายที่แท้จริง
เกิดจากอะไรบ้าง แต่จากประสบการณ์ของชาวบ้านที่เขาค้นพบ จากป่ายูคาลิปตัสนั้นมีเยอะมาก
"กรณีชาวบ้าน
จาก อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ คนหนึ่งที่ล้มป่วยและเสียชีวิต โดยก่อนตายได้กล่าวกับญาติว่า
ได้ไปดื่มน้ำ
จากร่องแปลงในสวนยูคาลิปตัส แล้วปวดหน้าอกนั้น
เรื่องนี้เป็นเพียง
กรณีเดียวที่เครือข่ายฯ พบ ซึ่งก็ยังสรุปชี้ชัดไม่ได้ชัดเจนมากนัก
ว่าสาเหตุการตายเกิดจากอะไร
หรือกรณีมีสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านดื่มกินน้ำจากร่องแปลงยูคาลิปตัส แล้ว
ล้มป่วยตายก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ชัดเจนอีก"
ขณะเดียวกัน
นายเดช คงทะราช ชาวบ้านจาก อ.แกดำ จ.มหาสารคาม ได้กล่าวยืนยันกับทางทีมงานไทยเอ็นจีโอ
เช่นกันว่า ผลกระทบของป่ายูคาลิปตัสมีมากกว่านั้น และแตกต่างกันออกไป
ซึ่งในส่วนที่ตนประสบมากับตัวเองนั้น
ก็เป็นเรื่องของต้นข้าวที่แคะแกร็นไม่ติดเมล็ดกับเรื่องปลาเลี้ยงในนาข้าวไม่ยอมโตหรือโตช้ามาก
"เป็นเรื่องจริงครับ
ในแปลงนาของผมที่ปลูกยูคาลิปตัสตามคันนาทิ้งไว้ นั้น เมื่อเราปลูกข้าวลงแปลงนาข้าวก็ตาย
หมดครับ ถ้าไม่ตายก็เหลืองแกร็น ไม่ติดเมล็ด ส่วนในบ่อพักปลาที่เลี้ยงไว้ก็ไม่ยอมโต
พวกปลาธรรมชาติก็ไม่ค่อย
เข้ามาหากินใกล้ๆ ผมไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่ใช่ต้นยูคาลิปตัส
"
นายเดช กล่าวเสริม จากนั้นได้รับการยืนยันจากนายวิพัฒนชัย เพิ่มอีกว่า
หากรัฐบาลยังดึงดันที่จะดำเนินโครงการ
นี้ต่อไป ทางเครือข่ายป่าไม้และที่ดินภาคอีสาน อาจจะมีการวางแผนเคลื่อนไหวแน่นอน
"เรื่องการเคลื่อนไหวที่เราได้คุยกันระดับหนึ่งนั้น
เราต้องการให้รัฐบาลตอบคำถามให้ประชาชนเข้าใจให้ได้ก่อนว่า
1.ในเรื่องของการปลูกยูคาลิปตัส
มันทำลายระบบนิเวศโดยรวมอย่างไร เพราะในเมื่อชาวบ้านอีสานเขามีประสบ
การณ์จากการปลูกมาแล้ว
2.เรื่องการลงทุน
หากมีผลกระทบจริง ใครรับผิดชอบ และจะรับผิดชอบอย่างไรบ้าง เพราะการที่รัฐบาลเอาค่าเช่า
ที่ดินราคาถูกมาเป็นแรงจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนอย่างเดียวไม่ได้
3.หากจะดำเนินโครงการนี้จริงๆ
รัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาชุดหนึ่ง หรืออาจจะทำเหมือน อีไอเอ
ว่า
การปลูกยูคาลิปตัสในปริมาณมากๆ นั้น มีผลกระทบอย่างไร และก่อนที่จะมีการลงทุนต้องเอาเรื่องนี้มาทำประชา
พิจารณ์ก่อน เพื่อให้ประชาชนหรือชาวบ้านทราบและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ในนามเครือข่ายป่าไม้และที่ดินภาคอีสาน
ซึ่งมีประสบการณ์ต่อเรื่องนี้มาก่อน มากแล้ว เราก็อยากจะนำปัญหาผล
กระทบของการปลูกป่ายูคาลิปตัสออกเผยแพร่ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบด้วยเช่นกัน
เพื่อให้ประชาชนได้รับ
ข้อมูลทั้ง 2 ด้าน
เพื่อให้รัฐบาลตัดสินใจต่อเรื่องนี้อย่างรอบคอบ
เพราะยูคาลิปตัสนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับกุ้งกู้ชาติในขณะนี้ ดังนั้นรัฐบาล
จึงต้องรอบคอบและให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะกระบวนการการตัดสินใจร่วมกัน
เรื่องสุดท้าย
คือเรื่องจัดตั้งโรงงานทำเยื่อกระดาษ เพราะจากข้อมูลที่ได้รับมา มีการกำหนดว่าจะตั้งโรงงานผลิต
กระดาษในเขต อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา โดยใช้แหล่งน้ำในพื้นที่ ซึ่งตอนนี้โรงงานทำกระดาษอย่างฟินิกซ์
ที่ตั้งอยู่ริมลำน้ำพอง จ.ขอนแก่น กำลังก่อให้เกิดมลภาวะสูง คือน้ำพองเสียทั้งลำน้ำ
ถึงตอนนี้ก็ยังแก้ไขอะไรไม่ได้ แม้ว่าจะมีกฎหมาย มีระเบียบ ข้อปฏิบัติ
ครบก็ตาม แต่ก็ยังทำให้น้ำพองที่เน่าเสียกลับมาใสสะอาดคืนไม่ได้ ปัญหา
ตรงนี้ ถ้าหากรัฐบาลไม่คิดให้รอบคอบ ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากๆ
ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมา
อย่างแน่นอน ดังนั้นเรื่องนี้สื่อมวลชนต้องตีแผ่ออกมาให้มากๆ ให้ประชาชนได้รับรู้ด้วย
เพราะปัจจุบันนี้ประเทศไทย
ถูกระบบทุนทะลุทะลวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจนเสื่อมโทรมและใกล้จะหมดลงแล้ว
"นายวิพัฒนชัย
กล่าวย้ำสรุปท้าย |