|
ภาวะสูญญกาศทางอำนาจ
ภาวะรากหญ้าถูกรังแก
หลัง คมช.รัฐประหาร (เมื่อ 19 กันยา
49) ก็ได้ประกาศแต่งตั้งรัฐบาล โดยมี พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์
เป็นนายกรัฐมนตรี นำการบริหารประเทศ และมี คณะรัฐมนตรี จำนวนหนึ่ง
ร่วมทีมงานบริหาร ซึ่งเพียงภาพที่ปรากฏ ก็ได้รับฉายาทันทีว่า
"ขิงแก่" และต่อมา
ก็ได้รับฉายาเพิ่มอีก ว่า
"ฤษีเลี้ยงเต่า" ในขณะที่
คมช. ก็เร่งผลักดัน สภาฯ ร่าง รัฐธรรมนูญ และ เร่งตรวจสอบผลประโยชน์และการคอร์รับชั่นในยุค
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะถ้าไม่รีบเร่งและไม่แสดงหลักฐาน
อันมาสู่การก่อเหตุรัฐประหาร แน่นอนว่า มีโอกาสที่ประชาชนจะลุกฮือ
ต่อต้าน
ถึงวันนี้
กว่า 5 เดือนผ่านพ้นไปแล้ว สถานการณ์ การเมืองก็ยังไม่สงบนิ่ง
แต่กลับยิ่งทวีความผันผวน และเขม็งเกลียว ปะทะกัน เนื่องจากมีหลายกลุ่มพลังทางการเมือง
เริ่มขยับตัวออกมาเคลื่อนไหว ต่อรอง และช่วงชิงอำนาจการเมือง
และกระแสสังคม ในขณะที่เรื่องร้อนๆ อย่าง สถานการณ์ความรุนแรงชายแดน
3 จังหวัดใต้ ก็ยังไม่ทุเลา ไม่นับเรื่องที่ย้อนมาสั่นคลอนศักยภาพทางการเมือง
ของ คมช.และรัฐบาล อาทิ ปัญหาไอทีวี ปัญหาพีทีวี ปัญหาเอเอสทีวี
ปัญหาเงาร่างท่ออำนาจในรัฐธรรมนูญ เรื่องนายกฯ คนนอก รวมไปถึง
สถานการณ์วิกฤติธรรมชาติ ฝนแล้ง ขาดแคลนน้ำ หมอกควันพิษฯลฯ
ปัญหา ทั้งหมด ล้วนแต่กำลังถาโถมเข้าใส่ รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ
และ คมช. ซึ่งถ้าไม่ปรับวิธีการทำงาน ไม่กระทุ้งลงไปที่กลไกราชการอย่างจริงจัง
ปัญหาจะไม่ทุเลา แน่นอน เมื่อประชาชนเดือดร้อน คำถามว่า "ยุครัฐบาลทักษิณ"
กับ "ยุค คมช.และรัฐบาลสุรยุทธ"
ยุคไหนกันจะเลวร้ายกว่ากัน และถึงตอนนั้น อะไรก็เกิดขึ้นได้
!!
ตัวชี้วัดเล็กๆ ว่า สถานการณ์กำลังวิกฤติ และได้ลุกลามไปตามพื้นที่ต่างๆ
ในสังคมไทยนั้น มองผ่านเว็บไทยเอ็นจีโอ (www.thaingo.org)
เว็บสื่อทางเลือกเล็กๆ ซึ่งเพียงครึ่งเดือนมีนาคม ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
ได้รับ ข้อมูลจากประชาชน ถึง 4 กรณีปัญหา ที่ค่อนหนักหน่วงรอแก้ไข
และแม้จะเป็นข้อมูล กึ่ง ร้องเรียน ถึงความเดือดร้อน กึ่ง ระบาย
ความอัดอั้นตันใจ ในความลำเอียง ถืออำนาจบาบทใหญ่ของนักการเมืองท้องถิ่น
ผู้มีอิทธิพล นายทุนและเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ตาม
ปัญหาที่ประชาชนตาดำๆ หาช่องทางพูดระบายนี้เอง ทำให้ประมาณพอเลาๆ
ได้ระดับหนึ่งว่า นอกจาก ข้าราชการในพื้นที่ (บางคน)
ไม่ทำงาน หรือใส่เกียร์ว่าง แล้ว บางคนยังอาศัยช่องว่างนี้ จากความไม่ยั่งยืนไม่ทั่วถึง
บนเก้าอี้อำนาจของรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร อาศัยช่องนี้หารายได้
ใช้อำนาจที่มิชอบ บุกรุกป่า และรังแกประชาชน
กรณีแรก
เรื่องการปลดชาวบ้าน ที่เคยมีส่วนร่วมในการ
เฝ้าระวังและดับไฟป่า ใน อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน อ.ท่าปลา อุตรดิตถ์
จำนวนหลายสิบชีวิตตกงาน ซึ่งชาวบ้านเคยเหน็ดเหนื่อยดูแลป่ามาร่วม
10 ปี จนผูกพันและรักป่า แต่เมื่อถูกยึดคืนกลับ แล้วอุทยานฯ
ดูแลไม่ทั่วถึงปล่อยให้ไฟไหม้ป่า ทุกวี่วัน ชาวบ้านดูแล้วก็เศร้าใจเดือดร้อน
หมดความหวัง อีกทั้งยังขาดอาชีพ ขาดรายได้และป่าก็ถูกทำลาย พังพินาศ
ร้องเรียนยังไงก็ไม่มีใครลงมาดูแล
กรณีที่สอง
เรื่องกลุ่มนายทุน กำนัน อบต.และข้าราชการ ต.เขกน้อย อ.เขาค้อ
เพชรบูรณ์ พากันบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญ
มากของชาวบ้าน 12 หมู่บ้าน และชาวม้งลาวอพยพอีก 8,000 คน ที่อาศัยห้วยน้ำขาว
และการบุกรุกนี้ ก็เพียงเพื่อเอามาทำรีสอร์ทตากอากาศ แม้ตอนนี้จะยังไม่ลงมือก่อสร้าง
แต่มีกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ไปเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านพยายามร้องเรียน
แจ้งเรื่องยังไง แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเบื้องบนจะลงมา จัดการปัญหา
กรณีที่สาม เรื่องขบวนการแอบตัดไม้
ที่ซึ่งทำอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐทำได้ ชาวบ้านก็เอาด้วย
ที่ กิ่ง อ.ภูซาง พะเยา ใช้ทั้งเลื่อยยนต์ เลื่อยไฟฟ้าปั่นกันในป่าและตัดสนุกมือสนั่นป่า
แล้วก็ช่วยกันขนลำเลียงกันอึกทึก ทุกวัน ทั้งรถยนต์ รถอีแต๊ก
รถอีแต๋น ซึ่งถ้าไปตระเวนตอนนี้ตามหมู่บ้านต่างๆ ตามบ้านของชาวบ้าน
ที่หันมารับจ้างนายทุน พากันเก็บปีกไม้ ไว้เต็มบ้านไปหมด แต่ก็มีชาวบ้านส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย
แต่ก็ไม่กล้าทำอะไร ได้แต่เฝ้าดูและนอนปวดใจ รอข้าราชการดีๆ
ใจกล้า ลงไปกวาดล้างสักที ก่อนที่ไม้จะหมดป่า เพราะถ้าขืนรอข้าราชการในพื้นที่
ซึ่งไม่ใช่ใส่เกียร์ว่าง แต่เดินหน้า "เดินหน้าตักตวงในภาวะการเมือง
ที่เล่นแร่แปรธาตุเฉพาะในกรุงเทพฯ" ไม่นานป่าหมดแน่ๆ
กรณีที่สี่
ล่าสุด เพิ่งรับทราบ ว่า ในตอนนี้เกิดขบวนการใหม่ในบริเวณพื้นที่รายรอบป่าเทือกเขาหลวง
แถบ ต.กรุงชิง อ.พระพรหม อ.พรหมคีรี ไปจนถึง อ.สิชล นครศรีธรรมราช
ว่า มีขบวนการลักลอบตัดเก็บกล้วยไม้ป่า ไม้หายาก ว่านหายาก อาทิ
ว่านเพชรหึง ซึ่งเป็นสมุนไพรหายากและมีอยู่ที่เดียว ในบริเวณเทือกเขาหลวง
ไปขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ซึ่งปัจจุบันกระแสกล้วยไม้มาแรง
หลังจากได้รับอิทธิพลความนิยมจาก "งานพืชสวนโลก"
ที่เพิ่งผ่านพ้นไป โดยมีพ่อค้าจากภายนอก มารับขนและบรรทุกนำออกสู่ตลาด
เกือบทุกวัน โดยไม่มีการออกตรวจตราจับกุมจากเจ้าหน้าที่รัฐแต่อย่างใด
...
หลังรัฐประหาร การรวมศูนย์อำนาจ ไปอยู่ส่วนกลาง ในกำมือเผด็จการ
คมช.กับรัฐบาลแต่งตั้ง ในขณะที่โครงสร้างอำนาจแบบอุปถัมภ์เดิมๆ
ยังตรึงอยู่ในพื้นที่ ดังนั้น เมื่อขาดข้อต่อก็ต้องหาเอง นายทุนผู้มีอิทธิพล
นักการเมืองท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่รัฐ ก็จับมือตั้งตนเป็นใหญ่
หาผลประโยชน์จากภาวะ "สุญญกาศทางอำนาจ"
บ้างก็รังแก หรือเบียดบังเอาเปรียบประชาชน ซึ่งปัญหานี้ยังไม่เห็น
คมช. หรือ รัฐบาลสุรยุทธ กล่าวถึง
ภาพการเมืองปัจจุบันจึงเป็นการเมืองของยอดปิรามิด ที่สถาบันและโครงสร้างอำนาจเดิมกับอำนาจเดิมกว่า
กำลังยื้อแย่งแบ่งขั้วกัน รวมทั้งกลุ่มผลประโยชน์ใหม่ๆ ก็โถมไปยื้อแย่งด้วย
เล่นการเมืองบนพื้นที่สื่อ และบนกระแสแย่งชิงมวลชน เล่นไปวันๆ
จนปั่นป่วน และเป็นการเมืองระดับรัฐชาติ ที่เล่นอยู่แค่ในกรุงเทพฯ
ส่วนในพื้นที่ห่างไกล อาทิ พื้นที่ชนบท ต่างจังหวัด ในขณะนี้
ชาวบ้านได้แต่ยืนชม อย่างสับสน พร้อมๆ กับภาวะเผชิญหน้า กับกลุ่มอิทธิพลที่เข้ามารังแก
ละเมิดสิทธิชุมชน โดยไม่มีฝ่ายใดสนใจ แม้ขบวน NGOs !!
ปัญหาอันเนื่องมาจากเมื่อ หัวไม่กระดิก หางก็ไม่ขยับ
ทำให้อิทธิพลท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่น ทุนท้องถิ่น
และเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ เหลิงและต่อมอำนาจเติบโตขึ้นทุกวัน
เช่นปัญหาที่ยกตัวอย่างมา คือ ปัญหาขบวนการ ลักขโมยทรัพยากรของชาติและของประชาชน
กันโจ่งครึ่ม
เรื่องราวร้องเรียนนี้ ถือว่าท้าทาย "น้ำยา คมช.และรัฐบาลสุรยุทธ
อีกหนึ่งปัญหา" ไม่นับรวม ประเด็นปัญหาก่อนหน้านี้
อาทิ การปลุกอภิมหาโครงการเซ้าเทิร์นซีบอร์ด ท่าเรือน้ำลึกตลอดชายฝั่งอันดามัน
และนิคมอุตสาหกรรมชายฝั่งอ่าวไทย ที่ขนอม สิชล นครศรีธรรมราช
และที่ ต.ทุ่งค่าย อ.ย่านตาขาว ตรัง โดยไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมหรือทำประชาพิจารณ์
กับประชาชน
มองไปที่ "หัวขบวนการเมืองภาคประชาชนก็ตายแล้ว !! "
อันเนื่องมาจากความแตกแยกในจุดยืนทางการเมือง ตั้งแต่ยุคขับไล่รัฐบาลทักษิณ
มาจนถึงยุค รัฐบาลทายาทเผด็จการ หัวขบวนการเมืองภาคประชาชน ในสถานการณ์ปัจจุบัน
เกือบทั้งหมด ผันตนเองไปเล่นการเมืองกระแสหลัก บนหน้าสื่อมวลชน
แม้ว่า จะอ้างว่าอยู่ฝ่ายตรงข้าม คมช. เช่น "ไม่เอา
ไม่รับ ไม่ปลื้ม" หรือ ตรงข้ามกับทักษิณ แต่ก็ยังเป็นการเมืองที่ทอดทิ้ง
"รากหญ้า" ในขณะที่
อีกส่วนหนึ่ง หันไปเทใจไปปลื้ม แล้วหนุน คมช.และรัฐบาลแต่งตั้ง
คอยเป็นโฆษกตอบโต้ อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์ ปกป้อง คมช. จากฝ่ายตรงข้าม
หรือ ฝ่ายพลพรรคอดีตนายกฯ ทักษิณ อีก ทั้งบางกลุ่มก็ผัน ไปเป็นกลไกอำนาจ
ฝ่ายบริหาร และฝ่ายไล่บี้ตรวจสอบ(คตส.)
ศัตรูทางการเมือง
ไม่มีแล้ว
การเมืองภาคประชาชนในความหมาย ที่เน้นแนวคิดหนุนเสริมบทบาท พลังองค์กรชุมชน
ขบวนประชาชนรากหญ้า ในการเคลื่อนไหว ยกระดับสิทธิประชาชน ในการกำหนดอนาคตตนเองทางการเมือง
โดยเฉพาะอำนาจสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร เพราะ ภารกิจทั้งหมดนี้
ดูเหมือนถูกยกเลิกไปแล้ว เมื่อหัวขบวนภาคประชาชนผันไปนั่งบัลลังก์อำนาจเสียเอง
!!
ข้อเสนอ ต่อภาคประชาชนที่ยังพอเหลืออยู่ คือ ต้องหันหลังกลับมาจัดทัพ
ปรับขบวนการประชาชนกันใหม่ เดินลงไปสู่ชุมชน จัดขบวน ประสานกำลัง
และยกระดับปัญหา มาสู่นโยบาย และกฎหมายอีกครั้ง เพื่อปกป้องและสร้างการมีส่วนร่วมให้กับประชาชนระดับรากหญ้า
ในการแก้ไขปัญหาและกำหนดทิศทางการเมือง เพราะถ้า กลไกรัฐใส่เกียร์ว่าง
ไม่ทำงาน สื่อมวลชน ปิดหูปิดตาปิดปากประชาชน และเปิดพื้นที่ให้คนไม่กี่คนเล่นการเมือง
อนาคตข้างหน้า ปัญหาเหล่านี้จะลุกลาม และซับซ้อนขึ้น จนยากต่อการแก้ไขเยียวยาให้ได้รับความเป็นธรรม
ถึงคราวนั้น ต่อให้รัฐธรรมนูญเขียนดีแค่ไหน นายกฯ จะเลือกตั้งหรือแต่งตั้งก็ตาม
แม้การเมืองไทยจะเป็นประชาธิปไตย โปร่งใส ตรวจได้ หรือ ไม่ได้
ก็ไม่ใช่การเมือง "ของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน"
เพราะไม่ใช่การเมืองที่เยียวยาปากท้อง ปกป้องสิทธิ สร้างความเป็นธรรม
และให้อำนาจประชาชน ตามคำขวัญ แต่เป็นการเมืองที่ย่ำอยู่กับที่
การเมืองของกลุ่มอำนาจไม่กี่คน เพราะถ้าชาวบ้านตาดำๆ ผู้ซึ่งได้เล่นการเมือง
4 ปีครั้ง คือตอนเข้าคูหากาคะแนน เท่านั้นเอง
นับว่าเป็นสัญญาณเตือน ถึง "แกนนำขบวนประชาชน"
ว่า ในภาวะสุญญกาศเช่นนี้ อย่าพากันแห่ไปเล่นบทการเมืองกระแสหลักนัก
อย่าเร่าร้อนเพื่อ "จะเป็นวีรชนกู้ประชาธิปไตย"
แต่ให้หันหลังกลับมา ที่หมู่บ้าน มาที่ชุมชน มายืนเคียงข้างคน
"รากหญ้า" แล้วขับเคลื่อนไปพร้อมๆ
กัน และเป็นสัญญาณเตือนภัยถึง คมช.และรัฐบาลแต่งตั้ง ว่า ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า
แท้จริง การรัฐประหารนั้นเพื่อประชาชนทั้งประเทศ หรือ เพื่อตัวเอง
หรือ แค่ล้มล้าง คนบ้าอำนาจคนเดียว แล้วปล่อยให้ประเทศเกิด "ภาวะสุญญกาศทางอำนาจ"
จนเดือดร้อนกันทั้งประเทศ ซึ่งวันข้างหน้า (อีกไม่นาน)
ทุกอย่างจะกระจ่างแจ้ง
ถึงวันนั้น ลูกหลาน ประชาชน จะออกมามาราวีและตราหน้า
"ใครกันแน่คือ ทรราชย์"
สร้างความวิบัติให้สังคมไทย ดังนั้น ปัญหาบางปัญหา เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
จงรีบลงมือแก้ไข โดยพลัน !!
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
21 มีนาคม 2550
|