จากบ้านป่าสู่เมืองปาย ชีวิตเด็กสาวชาติพันธุ์ในเมืองแห่งการท่องเที่ยว

“น้องเข้าไปทำงานในปายมา เพิ่งปิ๊กมาได้บ่กี่อาทิตย์ ปิ๊กมาปลูกไฮ่ เดี๋ยวหน้าไฮ (High season) ค่อยไปใหม่ ทำงานก็สนุกดีนะพี่ น้องอยู่ในครัว เปิดร้าน 7 โมง ปิดก็ 4 ทุ่ม บางวันก็เที่ยงคืน แล้วแต่แขก เงินเดือน 1800 ตอนไปใหม่ๆได้ 1500 แต่แม่ (เจ้าของร้าน) เขาเห็นว่าทำงานนานแล้วก็เลยขึ้นเงินเดือนหื้อ”
ป็อด เด็กสาวไทยใหญ่ บอกเล่าประสบการณ์การทำงานในเมืองปายให้เราฟังอย่างฉะฉาน

หลังจบ ป.6 จากโรงเรียนในหมู่บ้าน เธอไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ ทั้งพ่อป่วย แม่พิการ ภาระการหาเลี้ยงครอบครัวจึงตกอยู่ที่เธอและพี่ชาย ข้าวไร่เป็นสิ่งสำคัญของครอบครัว หากปีใดปลูกข้าวได้ไม่พอกินตลอดปีนั่นหมายความว่าเธอต้องออกไปทำงานรับจ้างนอกหมู่บ้าน หาเงินส่งให้ครอบครัวซื้อข้าว กว่า 20 ปีที่ครอบครัวเธอพยายามหนีสงครามจากพม่า พ่อแม่ไม่มีบัตรประชาชน แต่เธอผู้ซึ่งเกิดบนแผ่นดินไทย กลับถูกยอมรับให้ยืมแผ่นดินอาศัยผ่านทางบัตรเขียวขอบแดง

2 ปีแล้วที่เธอเดินทางออกไปรับจ้าง ผ่านการชักชวนจากเพื่อนรุ่นพี่ในหมู่บ้านที่กลับมาบอกเล่าถึงวิธีการหาเงินที่ง่ายกว่าการเข้าไร่ ตากแดด ตัวดำ เด็กสาวตัดสินใจเก็บของออกจากบ้าน โดยที่ไม่รู้เลยว่าเธอจะได้ทำงานอะไร

เจ้าของร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งในปาย รับเธอไว้ให้ทำงานในครัว ทำอาหารฝรั่งที่ไม่ยากเกินกว่า ปิ้ง ทอด ย่าง ร้านเปิด 7 โมงเช้า ปิด 4 ทุ่ม หากวันนั้นแขกเยอะ เธอต้องทอดมันฝรั่ง หั่นผักสลัดไปจนถึงเที่ยงคืน เงินเดือน 1,800 บาท และกับการทำงานอย่างไม่มีวันหยุด ตลอดเวลากว่า 5 เดือนของฤดูการท่องเที่ยว

พวกเรานั่งฟังเธอเล่าพร้อมอารมณ์ที่ยากจะบรรยาย น้ำเสียงและสีหน้าที่ภาคภูมิ ทำให้เราแน่ใจว่า เธอไม่รู้ตัวเลยถึงการขูดรีดที่ตัวเองถูกกระทำอยู่ เงินเดือนเพียงน้อยนิดที่เธอได้รับ เป็นเพียงเศษเงินจากกำไรมหาศาลที่ร้านได้รับในฤดูท่องเที่ยว ความห่วงใยจากเจ้าของร้านที่ไม่อนุญาตให้เธอและเพื่อน ออกไปเที่ยวนอกร้านด้วยเกรงว่าจะหลงทาง (ในเมืองปายอันกะจิดริด) หรือถูกทำร้าย มันกลับแฝงนัยของความห่วง (ตัวเอง) ของเจ้าของร้าน จากข้อหาการรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าทำงาน ขาดประกันสังคม ภายใต้ค่าแรงที่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ไม่มีบัตร

มีหรือที่เขาจะไม่รู้กฎหมายเหล่านี้ ในเมื่อเขาเป็นถึงข้าราชการตำแหนงใหญ่ ของอำเภอปาย


เด็กๆ ไทยใหญ่ในโรงเรียนชายแดนพม่า


เด็กสาวชาวไทยใหญ่ กลับมาเยี่ยมบ้านก่อนไปทำงาน ในเมืองปายในฤดูหนาว

“พี่ไม่ชอบพวกนี้เลยว่ะ มันมากับฝรั่ง ชูคอใส่เราเลยนะ เวลาสั่งอาหารมันก็ชี้ๆ เอา บางทีก็ให้ผัวสั่งให้ แล้วเวลามันนั่งกับผัวมันนะ สีกันจนไฟแทบจะลุกท่วมร้าน พี่ไม่ได้อคตินะ แต่พี่เห็นแล้วหมั่นไส้ว่ะ” สาวเจ้าของร้านอาหารอิตาเลี่ยน ระบายให้ฟังพร้อมเผยิดหน้าให้ดูสาวลีซอกับคู่ควงฝรั่งที่เพิ่งเดินออกจากร้าน

คืนหนึ่งในบาร์ชื่อดังของอำเภอปาย ฉันถามรุ่นพี่คนปายถึงสาวสายเดี่ยวที่เต้นส่ายโชว์เรือนร่างอยู่หน้าเวที “อ่อ เขาเป็นคนในพื้นที่” สาวลีซอหน้าใสใส่เสื้อผ้าน้อยนิดที่พยายามเอนเอียงปิดส่วนสงวนของร่างกายตามจังหวะการส่ายตัวที่ยั่วยวน พวกเธอกำลังส่งสายตากับฝรั่งหนุ่มกลุ่มใหญ่ “สาวลีซอ” อีกแล้ว ฉันพยายามถามถึงที่มาที่ไปของแม่สาวใจถึงเหล่านี้ กว่า 2 ปีในอำเภอปาย ไม่เคยมีครั้งไหนที่ฉันเข้ามาเจอปรากฏการณ์ลีซอฟีเวอร์ขนาดนี้

“มันเป็นค่านิยมใหม่ของฝรั่ง” เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฉันฟังถึงปรากฏการณ์นี้ว่า ฝรั่งที่เข้ามาในปาย บางส่วนชอบหาสาวพื้นบ้านมาควง จากเดิมที่นิยมเพียง Non-white woman แต่ตอนนี้ความนิยมเปลี่ยนแนวเป็นสาวชาติพันธุ์ บ้างว่าเพราะเธอเหล่านั้นอ่อนหวาน เชื่อฟัง ช่างเอาใจ แต่บ้างก็เพียงต้องการได้ชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับผู้หญิงที่แปลกกว่าเพียงผู้หญิงไทย เช่นเดียวกับในหมู่บ้าน ค่านิยมการมีสามีฝรั่ง ถูกสั่งสอนให้เด็กหญิง ภาพของบ้านใหญ่โต เงินทองที่เหลือกินเหลือใช้ของผู้หญิงที่แต่งงานกับฝรั่ง กลายเป็นความคาดหวังที่ถูกสั่งสอนให้กับเด็กผู้หญิง เมื่อความต้องการของทั้งสองฝ่ายมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับการตอบสนอง ปรากฏการณ์สาวลีซอระบาดจึงเกิดขึ้น

แต่หากมองในมุมกลับกัน ภายใต้สังคมการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชเศรษฐกิจ ที่รัฐสนับสนุนให้ปลูกแต่ไม่มีการตรึงราคา ภาระการเลี้ยงดูครอบครัวที่ถูกผลักให้กับลูกสาว การไม่มีบัตรซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเข้าเรียนในระดับชั้นที่สูงกว่าป.6 และการหางาน แรงงานไม่มีบัตรมักถูกกดค่าแรงจนต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่เสมอ หากมองจากมุมนี้ภาพของการจับฝรั่งของสาวชาติพันธุ์อาจสะท้อนให้เห็นการพยายามปรับเปลี่ยนสถานะของตน ผ่านการแต่งงานกับชาวต่างชาติรวย

โปสเตอร์แผ่นหนึ่งสะกิดใจฉันให้ฉุกคิด ภาพของการรณรงค์ป้องกันการค้ามนุษย์ หนึ่งในนั้นคือภาพหญิงสาวแต่งงานกับชาวต่างชาติ แต่ในภาพข้างๆ คือภาพแสดงการหลอกผู้หญิงไปขาย และใช้แรงงานเยี่ยงทาส เด็กสาวลีซอที่กำลังเริงร่าไขว่คว้าฝรั่งในเมืองปาย ฉันไม่รู้ว่าพวกเธอจะเคยเห็นภาพเหล่านี้ไหม


สาวชาติพันธุ์นั่งดื่มเหล้า กับกลุ่มนักท่องเที่ยว ในบาร์ริมทาง


ทุกคืนในเมืองปาย มักพบสาวชาติพันธุ์ นั่งดื่มกับนักท่องเที่ยวในบาร์เสมอ

จากเด็กไทยใหญ่บนดอยสูง ถึงสาวลีซอในเมืองปาย สิ่งหนึ่งที่ฉันมองเห็นคือความเสี่ยง เสี่ยงจากการไม่รู้ และการถูกกีดกันไม่ให้มีโอกาสได้รู้ จะมีสาวลีซอสักกี่คนที่ได้แต่งงาน มีความสุขกับหนุ่มฝรั่งที่เธอ จับ ได้ หากแต่สาวลีซออีกกี่คนที่ต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวให้ผู้ชายที่เธอหวังจะพึ่งพา แต่กลับไม่ได้ดั่งใจคิด เด็กสาวลีซออีกกี่คนที่ต้องลงมาใช้แรงงาน ภายใต้การขูดเนื้อขูดกระดูกของเจ้าของกิจการ และอีกกี่คนที่อาจถูกหลอกไปขายในเมืองใหญ่

ถ้าเพียงแต่พวกเธอได้รู้ - เรียน - ถือบัตร


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

7 สิงหาคม 2550