นาเขียวแห่งสุดท้าย...ในไร่เกสเฮาส์

"ปาย"
ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ในด้านความสวยงามของธรรมชาติ และความรื่นเริงจากเสียงเพลงที่หลากหลายในยามค่ำคืน ทุกปีในช่วงฤดูการท่องเที่ยว เดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ เมืองปายจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ช่วงเวลานี้เองที่ทำให้เศรษฐกิจเมืองปายมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น

กว่า 6 ปีที่มีโอกาสได้เดินเข้าออกเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ภาพของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วแสดงให้เห็นทุกครั้งที่ลงรถ เมืองปายไม่เคยตาย แต่กำลังเป็นสาว เปรียบได้กับสาวสะพรั่ง ที่งามแบบมีเอกลักษณ์ทั้งด้วยธรรมชาติและการแต่งแต้มที่เกือบจะลงตัว

หลายคนได้สัมผัสวันที่ขับรถผ่านทุ่งนาบนยอดดอย กลางไอหมอกของฤดูหนาว ยอดข้าวชอุ่มด้วยน้ำค้างพรม ผืนนาหน้าหนาวที่หลายคนประทับใจ คงไม่หลุดไปจากนาสองข้างทางของหมู่บ้านแม่เย็น นาเขียว หมอกขาว อากาศหนาว จอดรถข้างถนน เดินบนคันนาแคบๆเพื่อถ่ายรูป หลายคนถือโอกาสแบกเฟรม สี พู่กัน นั่งวาดรูป ประทับความสวยงามบนกระดาษขาว และรอรับแดดอุ่น

ว่ากันว่าสีเขียวอมเหลืองทองที่ตัดกับเส้นขอบฟ้า และระดะด้วยภูเขียวเข้มไม่เคยทำให้ใครไม่หยุดมอง หยุดถ่ายรูป หรือแม้แต่บันทึกภาพอันสวยงามใส่ในพื้นที่ของความจำที่ยากจะเลือนลบ

ปลายปี 2549 ที่นาฝั่งซ้ายถูกปรับเปลี่ยนกลายเป็นที่ราบ ภาพของนาที่โอบรับกับถนนถูกปรับกลายเป็นพื้นที่ว่าง เพื่อเตรียมรับการก่อสร้างสิ่งสร้างใหม่ที่หลายคนทั้งนักท่องเที่ยว ชาวบ้าน และคนผ่านมาผ่านไปได้แต่คาดหวังให้เป็นสิ่งสร้างที่ไม่ทำลาย (ร้าย) นาเขียวฝั่งที่เหลือ

รีสอร์ทแอนด์สปา ขนาด 30 ห้องพักถูกจัดวางบนพื้นที่ว่างนั้น รั้วไม้สีเข้ม ถนนปูนขนาดใหญ่ บ้านไม้สัก เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายคนได้แต่ถอนใจ นาเขียวหายไปกลายเป็นธุรกิจหลายสิบล้าน

ความเสียดายก็คือความเสียดายไม่สามารถกลั่นกรองให้ออกมาเป็นคำพูดที่สื่ออารมณ์ แต่ในฐานะคนนอกที่บังเอิญต้องเข้ามาเป็นคนใน เมื่อผ่านนาผืนนั้นครั้งใดก็ได้แต่นึกย้อนไปถึงวันที่นาเขียวยังคงเป็นนาเขียว หมอกขาวยังได้ลูบไล้ใบข้าว ที่ยังคงหล่อเลี้ยงด้วยน้ำจากลำเหมืองใส ไม่ใช่ท่อพีวีซีสีฟ้าที่ยื่นมายังลำเหมืองเพื่อลำเลียงน้ำที่ถูกอ้างว่าสะอาดลงสู่นาฝั่งตรงข้าม ยอดข้าวดำไหม้ น้ำใสกลายเป็นสีเหลืองจาง และถูกปนเปื้อนด้วยฟองที่เกิดจากสารเคมี

ไม่มีอะไรที่สามารถคงอยู่ได้ตลอดไป ไม่เปลี่ยนแปลง ....นี่คือสัจจะธรรม

แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยไม่คำนึงถึงสิ่งรอบข้าง การเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ ลดทอนธรรมชาติ และวิถีวัฒนธรรม ให้กลายเป็นเพียงต้นทุนของธุรกิจท่องเที่ยว มันคือแนวทางการดำเนินการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ถูกต้องแล้วหรือ

คนงามตามธรรมชาติเพียงบำรุงผิวพรรณให้ผุดผ่อง ความงามนั้นก็จะคงอยู่ถึงวัยชรา การแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางแต่งหน้า งามเพียงครั้งครา หาใช่ความงามจากภายในไม่ เพียงล้างน้ำ ความงามนั้นก็จางหาย เช่นเดียวกับเมืองปาย สาวสวยที่งามพร้อมทางธรรมชาติ กำลังถูกข่มขืนให้แต่งแต้ม

เขาถากถางทุ่งนาเขียวเป็นคิ้วโก่ง เขาเติมรีสอร์ทหรูเป็นปากแดง แต่เขาจะรู้ไหมว่าผืนผิวของปายกำลังจะผุผัง สุดท้ายเมื่อไม่เหลือสิ่งใดที่สวยงามเขาก็คงจะจากไป ข่มขืนสาว (แห่ง) ใหม่ที่ยังคงบริสุทธิ์

ดีกว่าไหมที่ธุรกิจการท่องเที่ยวจะดำเนินการโดยผู้ที่ใช้สมองวางแผนและใช้จิตสำนึกในการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นแกนนำในการวางแผนจัดการระบบการท่องเที่ยวในเมืองปาย หากเพียงผู้นำไม่เป็นแบบอย่างที่ดีแล้ว การรณรงค์ให้เกิดการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวในปาย เพื่อให้เกิดความยั่งยืนนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

มิเช่นนั้น เมืองปายคงเป็นได้เพียงหญิงสาวที่กำลังถูกข่มขืนด้วยกลุ่มนักลงทุนที่หวังเพียงเงินก้อนใหญ่ในช่วงสิบปี ความงามที่ยับเยินคงถูกละทิ้งไว้หลังจากนั้น ให้คนท้องถิ่นจัดการกับซากของความเสียหาย ???


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

25 ธันวาคม 2550