ทางออกที่ไม่มีประตู : เมื่อการท่องเที่ยวผูกขาดการใช้ทรัพยากร

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีธุรกิจการท่องเที่ยวที่โดดเด่นและกระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งทางภาครัฐได้กล่าวอ้างถึงผลดีในด้านการกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน แต่ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า รายได้ส่วนใหญ่ที่เกิดในภาคธุรกิจการท่องเที่ยวนั้นกลับตกอยู่ในมือนักลงทุนต่างชาติต่างถิ่นหรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ในทางกลับกันชาวบ้านผู้ซึ่งอยู่อาศัยในพื้นที่กลับต้องแบกรับผลกระทบที่เกิดจากการขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยว ที่เห็นได้ชัดคือในเรื่องการจัดการทรัพยากรที่พบการรุกล้ำมากขึ้นโดยกลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้พบได้ในทั่วทุกภาคของประเทศไทยเช่นกัน

สำหรับในภาคเหนือนั้นทรัพยากรที่ถูกรุกล้ำมากที่สุดคือทรัพยากรป่า กรณีที่มักเกิดขึ้นคือการปลูกสิ่งก่อสร้างล่วงล้ำเข้าไปในเขตป่าสงวน เช่นกันกับทรัพยากรน้ำที่มีการปล่อยน้ำเสียจากที่พักทั้งเกสเฮ้าส์ รีสอร์ท และสปาต่างๆลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติโดยไม่มีการบำบัดก่อน

ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเช่นกันในเมืองแห่งการท่องเที่ยวเล็กๆ ดังเช่น อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นแอ่งขนาดเล็ก ที่ถูกโอบรับด้วยภูเขาในทุกด้านและมีลำน้ำปายตัดผ่าน ในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา การสนับสนุนให้ปายเป็นเมืองท่องเที่ยว ได้ก่อให้เกิดปัญหาตามมาคือการรุกล้ำป่าสงวน และแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใช้ในภาคเกษตรกรรมโดยธุรกิจที่พักที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่งในเขตอำเภอปาย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พบว่า ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีการเชื่อมโยงผลประโยชน์กับผู้มีตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ ซึ่งจะพบว่าเป็นการง่ายที่จะดำเนินนโยบายให้เป็นไปเพื่อตอบรับกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดยเฉพาะในเรื่องการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่มักผิดแบบจากที่กฎหมายระบุ แต่กลับไม่มีการตรวจสอบหรือรื้อถอนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สาเหตุหนึ่งมาจากการที่กลุ่มธุรกิจดังกล่าวมักแจ้งเป้าประสงค์ในการก่อสร้างแตกต่างจากการก่อสร้างจริง เช่นกันกับเรื่องแบบแปลนที่ต้องยื่นต่อองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่นั้นๆก็มักจะยื่นแบบหลังจากที่มีการก่อสร้างแล้วเสร็จ ทั้งยังมีการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวหรืออำนาจของตำแหน่งทางราชการมาช่วยผลักดันให้แบบแปลนดังกล่าวผ่านโดยที่ไม่ต้องมีการตรวจสอบ จึงเห็นได้ว่ามีทั้งเกสเฮาส์และรีสอร์ทหลายแห่งที่สร้างรุกล้ำป่าสงวนแต่ถูกดำเนินการรื้อถอนและอีกหลายแห่งที่มีลักษณะการก่อสร้างที่ผิดจากข้อกำหนดของกฎหมาย เช่นไม่มีการสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียแต่กลับต่อท่อน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

เช่นกันกับการพูดคุยกับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและกระเทียมพบว่า การดำเนินการธุรกิจเกสเฮาส์และรีสอร์ทหลายแห่งได้ส่งผลต่อการประกอบการเกษตรอย่างมากเช่นการต่อท่อน้ำจากลำห้วยที่ใช้ในการเกษตรไปใช้ในเกสเฮาส์ ซึ่งทำให้เกษตรกรไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับการทำนาและไร่กระเทียม แต่กลับปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำเหมือง อีกทั้งยังมีเกสเฮาส์หลายแห่งที่สร้างบนที่สูงใกล้กับต้นน้ำได้เปิดปิดน้ำในลำเหมืองโดยไม่คำนึงถึงการใช้น้ำของเกษตรกรเช่นมีการเปิดน้ำในช่วงฤดูเกี่ยวข้าว ทำให้เกิดความเสียหายต่อข้าวในนาที่กำลังรอการเก็บเกี่ยว ซึ่งแม้ว่าจะมีการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่กลับไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด

นางผัด เกษตรกรตำบลแม่ฮี้ หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบได้กล่าวว่าการที่นาของตนไม่ประสบผลดีดังเช่นทุกปี เนื่องจากน้ำเสียที่ถูกปล่อยลงลำเหมืองโดยรีสอร์ทซึ่งอยู่ต้นน้ำ ถึงแม้จะมีการร้องเรียนแต่กลับไม่มีการแก้ไขทั้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าของกิจการ อีกทั้งยังถูกโต้กลับจากเจ้าของกิจการว่าน้ำทิ้งที่มาจากการใช้ในห้องน้ำของรีสอร์ทเป็นน้ำสะอาด ซึ่งนางผัดได้กล่าวอีกว่าหากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปตนคงยอมขายที่นาผืนดังกล่าวดีกว่าต้องขาดทุนจากการทำนา

การขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง หากเพียงมีการตรวจสอบถึงเป้าหมายที่ต้องการให้เป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้น กรณีการรุกล้ำพื้นที่ป่าสงวนหรือการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของชุมชนในความเป็นจริง ก็คงไม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยืดเยื้อดังเช่นในปัจจุบัน ซึ่งในส่วนนี้ผู้ได้รับผลกระทบได้แต่เพียงเฝ้ารอให้กระบวนการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดจะเกิดในพื้นที่ท่องเที่ยวในเร็ววัน ก่อนที่เมืองในฝันของนักท่องเที่ยว จะกลายเป็นเพียงเมืองแห่งการลงทุนแห่งใหม่ของกลุ่มนักลงทุนผู้และผู้มีอิทธิพล


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

30 ธันวาคม 2550