|
ความคืบหน้าเวทีประชาชน
: กระบวนการแก้ไขปัญหาโครงการลุ่มน้ำปากพนัง
บทสรุปจากเวทีภาคประชาชนที่เสนอทางแก้ไขปัญหาผลกระทบจาก โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีคณะทำงานแก้ไขปัญหาภาคประชาชน ซึ่งแต่งตั้งขึ้นโดยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
เป็นเวทีเปิดให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมนำผลการศึกษาวิจัย นำสภาพปัญหาที่ประสบเพื่อมาหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2548 ที่ผ่านมา ณ ที่ทำการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง
อ.ปากพนัง นครศรีธรรมราช ได้เปิดเวทีรับฟังข้อเท็จจริงและหาแนวทางแก้ไข จากคณะทำงานศึกษาแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการลุ่มน้ำปากพนัง
โดยมีหน่วยงานของภาครัฐระดับจังหวัด ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมรับฟัง
นายอำเภอทั้ง 13 อำเภอที่มีพื้นที่อยู่ในโครงการ เพื่อรับฟัง ให้ข้อเสนอแนะและร่วมหารือ
นอกจากนั้นยังนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาหลักๆ ในพื้นที่ และคณะทำงานฯ ซึ่งเป็นตัวแทนภาคประชาชนจากทุกอำเภอที่อยู่ในพื้นที่โครงการ
ร่วมเสนอประเด็นปัญหาผลกระทบและแนวทางแก้ไข
บทสรุปในเวทีเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบจากลุ่มน้ำปากพนังในวันนั้น ยังไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก
อำนาจการตัดสินใจแก้ไขปัญหาที่คณะทำงานขอจากประธานที่ประชุมบนเวทีก็ไม่สามารถจะให้ได้
ซึ่งในท้ายที่สุด ที่ประชุมมีบทสรุปเพียงให้ยอมร่วมกันเป็นหลักการชัดเจนว่า
แนวคิดโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง ที่นำการจัดการน้ำแบบแยกน้ำเค็ม-จืดออกจากนั้นมีผลกระทบต่อประชาชนจริงและ
คณะทำงานจึงเสนอให้มาคุยเรื่องแนวทางการจัดการน้ำ ที่ถูกวิธีเพื่อลดปัญหาผลกระทบ
ในเวทีประชุมครั้งต่อไป

สำหรับรายละเอียดบนเวทีการนำเสนอปัญหานั้น ตัวแทนจากอำเภอปากพนัง
กล่าวว่า เมื่อก่อนแม่น้ำลำคลอง สะอาด สดใส ระบบน้ำดีมาก
แต่ปัจจุบันชายฝั่งถูกกัดเซาะมาก ระบบน้ำผิดธรรมชาติซึ่งเกิดจากโครงการลุ่มน้ำปากพนัง
ก่อให้เกิดน้ำตกตะกอนเน่าเสีย และท่วมในบางฤดู
ปัญหาที่ผมอยากเสนอคือ ปัญหาน้ำกัดเซาะชายฝั่ง ในแต่ละปี
ซึ่งจากการประเมินที่ปากอ่าวถึงแหลมตะลุมพุกนั้นถูกกัดเซาะไปแล้ว 334,900
ตร.ลบ.ม. ทางอำเภอหัวไทร น้ำกัดเซาะไป 20 เมตร ฝั่งปากพนังตั้งแต่ปิดประตูระวะ
กัดเซาะไป 50 ม. จนมีบ้านหลายหลังที่หายไปแล้ว
คณะทำงานไม่เคยได้ทำงาน ทั้งๆ ที่ชาวบ้านมีข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้ทั้งหมด
แต่ชลประทานไม่เคยแก้ปัญหาเลย เมื่อคราวก่อนอธิบดี เคยคุยไว้ว่าให้อำนาจจัดการได้
ตัวแทนจากอำเภอเชียรใหญ่ ข้อมูลรายได้ของประมงพื้นบ้านที่กรมชลประทานสร้างขึ้นนั้น
ขัดกับข้อมูลชาวบ้าน เพราะข้อมูลชาวบ้านพบว่า ชาวประมงพื้นบ้าน มีรายได้เฉลี่ยลำละ
200-500 บาท ต่อวัน มีทั้งหมด 4,000 ลำเฉลี่ยวันละ 800,000 บาท ปีละ 292,000,000
บาท หรือลำละ 73,000 บาทต่อปี นี่เป็นรายได้ที่รัฐไม่ต้องมาดูแลเลยก็ได้
การปิดแม่น้ำปากพนังทำให้ชาวบ้านจนลง
อย่างกลุ่มทำอาชีพน้ำตาลจากเป็นหลัก เฉพาะในอำเภอปากพนัง
380 ครัวเรือน ใน 3ตำบล อำเภอเชียรใหญ่ 2 ตำบล 85 ครัวเรือน และอำเภอหัวไทร
2 ตำบล 59 ครัวเรือน การทำน้ำตาลจากปีหนึ่งทำ 9 เดือน 3 ช่วงๆ ละ 3 เดือน
รายได้วัน 400 บาทต่อครัวเรือน ปีละ 108,000 บาทต่อเดือน ถ้ารวม 648 ครัวเรือน
ทั้ง 3 อำเภอ มีรายได้ถึง 73,872,000 บาทต่อปี ไม่นับกลุ่มทำน้ำตาลจากเป็นอาชีพเสริม
ตัวแทนจากอำเภอหัวไทร ผมคิดว่าไม่ต้องมาพูดปัญหาแล้ว
รัฐรู้ปัญหามาตลอด พูดมา 5 ปี มีเวที 10 ครั้งได้ พูดมาตลอด แต่ไม่มีทางแก้ไขให้
ผมคิดว่า อยากขออำนาจประธานที่ประชุม ให้คณะทำงานแก้ไขปัญหา ให้เบ็ดเสร็จ
ให้อำนาจได้ไหม แค่ไหน เราศึกษามา 2-3 ปี แล้ว รู้สภาพปัญหาดีตลอด ดังนั้นอยากขออนุญาตประธานหารือ
ว่ามี ประธานและคณะทำงานมีอำนาจแค่ไหน มีไหม ถ้าไม่มีอำนาจเสียเวลาเปล่าครับ
เพราะชาวบ้านศึกษาปัญหาออกมา แต่กรมชลประทานไม่เคยเชื่อเลย แม้แต่สถาบันอุดมศึกษา
ที่ศึกษาด้วยก็ยังไม่เชื่อ
ที่นี่มีทั้งหลายอาชีพทั้งประมง ทำน้ำตาลจาก และนาข้าว
ปัญหาใหญ่ของหัวไทร คือ ถูกจำกัดให้เลี้ยงกุ้ง มีพื้นที่เลี้ยงขึ้นไปถึง
42 กม.ปากพนัง-หัวไทร แต่มีเลี้ยงจริงๆ แค่ 10 กม. และเลี้ยงตามธรรมชาติอำนวยด้วย
และปัจจุบันชาวบ้านเลี้ยงกุ้งไม่ได้เลย เพราะชาวบ้านที่เลี้ยงกุ้งจริงๆ เขาใช้น้ำกร่อย
ไม่ใช่น้ำเค็ม
อีกปัญหาหนึ่งคือปัญหาชายฝั่ง เริ่มถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง
ส่วนปากแม่น้ำก็เค็มจัด เน่าเสียมากเพราะไม่มีน้ำจืดไหลเข้ามาผสม มาผลักน้ำเสียออกไปในทะเล
แต่ก่อนผมอยู่ในเขตน้ำจืด แต่ต้องเจอกับสภาพน้ำเค็มมาก เราไม่ต้องการน้ำเค็มนะครับ
ตัวทีปัญหากัดเซาะชายฝั่ง

ความรุนแรงของการกัดเซาะชายฝั่ง
ตัวแทนจากอำเภอชะอวด ที่บ้านผมเป็นเขตป่าพรุ
คือพรุควนเคร็ง ของเราเจอปัญหาพรุแห้ง น้ำพรุเน่าเสีย ชาวบ้านใช้น้ำเกิดอาการผื่นคัน
เนื่องจากน้ำในป่าพรุไม่ได้ไหลเวียน เพราะน้ำนิ่งสารเคมีก็หนาแน่น วัชพืชก็เน่าเสีย
น้ำในคลองตื้นเขิน น้ำเราจืดแต่ก็เอามาใช้อุปโภคบริโภคไม่ได้ น้ำเป็นสนิม
ซักผ้าไม่ได้ กุ้งก้ามกรามเคยเยอะตอนนี้สูญพันธุ์หมด เพราะกุ้งเป็นสัตว์น้ำกร่อย
ป่าพรุที่เคยเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ ไม่มีแล้ว เมื่อปี
2545 เกิดไฟไหม้ป่าพรุอย่างรุนแรง ชาวบ้านก็ช่วยกันฟื้นฟู ป่าพรุ ปลูกกระจูด
และไม้พื้นเมือง แต่ชุมชนจะทำได้แค่ไหน บ้านผมมีทั้งหมด 90 ครัวเรือน ทุกคนต้องออกไปรับจ้างข้างนอกหมด
เพราะรายได้จากที่เคยมีเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว
ได้นำปัญหามาเสนอ ว่าพรุควนเคร็งและคลองฆองนั้น
มันเลี้ยงคนให้อุดมสมบูรณ์ทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำปากพนังไปจนถึงปลายน้ำ ดังนั้นต้องแก้ปัญหาทั้งระบบ
เพราะปลาจะมาวางไข่ในป่าพรุ ให้ชาวบ้านได้จับขายเลี้ยงคนทั้งลุ่มน้ำปากพนัง
ระดับน้ำในพรุ 30-50 ซม.ถ้ากักเก็บน้ำเขื่อน ปลาในพรุตายหมด
ที่นี่รัฐแก้ไขปัญหาไปได้ระดับหนึ่ง เพื่อชะลอน้ำในฤดูฝน เอาน้ำไว้ดับไฟป่า
แล้วก็เพาะพันธุ์ปลา แต่ถึงอย่างไร ชาวบ้านก็ต้องการให้เปิดเขื่อน คืนระบบนิเวศให้กลับมาตามธรรมชาติ
ให้ไหลไปถึงทะเล เพื่อขับน้ำเสียออกจากลำคลอง ถ้าจะเปิด เปิดช่วงน้ำหลาก
หรือน้ำใหญ่มา เปิดแล้วจะพบว่ากุ้งมากขึ้น น้ำดีขึ้น จากนั้นจึงค่อยศึกษา
คนไหนมีปัญหาก็แก้ตรงนั้น
ตัวแทนจากอำเภอเฉลิมพระเกียรติ
ผมเป็นนายก อ.บ.ต. ในพื้นที่นี้มีอาชีพเกษตร
การสร้างประตูกั้นน้ำ ค่อนข้างได้ประโยชน์ ได้น้ำจืด แต่ก็มีโทษเช่นกัน น้ำมาทำการเกษตรและอุปโภคบริโภคได้
แต่การกักเก็บน้ำไว้ดับไฟป่า นั้นทำให้น้ำนิ่งในแอ่งน้ำ ไม่มีปลามาวางไข่
น้ำเน่าเสีย วัชพืชตาย
แม้ว่าการเพาะปลูกไม่มีปัญหา แต่จะมีความสุขไม่ได้ถ้าพี่น้องในส่วนอื่นยังมีปัญหา
คิดว่าต้องมีคณะกรรมการและต้องมีอำนาจ อย่าแช่เวลาไว้นานและจะมีประโยชน์มากถ้าทำงานอย่างจริงจังด้วย
พยายามเข้าไปเปลี่ยนอำนาจการตัดสินใจ จัดระบบการจัดการน้ำ
ให้มีระบบย่อยหลากประโยชน์ ดังนั้น ถ้าอยากให้โครงการพระราชดำริ บรรลุวัตถุประสงค์
เราต้องช่วยแก้ปัญหา เพื่อให้บรรลุ เพราะถ้าวันนี้ไม่สามารถหาเหตุผลมาแก้ต่าง
กับภาคประชาชนได้ แล้วฝ่ายรัฐเองก็ไม่มีแนวทางนำเสนอ ปัญหาก็ไม่ได้แก้ เสนอก็ไม่เสนอ
แบบนี้ไม่ได้ ภาคประชาชนภาครัฐต้องมาช่วยกัน
รศ.ดร.เริงชัย ตันสกุล นักวิชาการจาก
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์หาดใหญ่ (มอ.) ซึ่งเป็นผู้ศึกษาผลกระทบก่อนดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังกล่าวแต่เพียงสั้นๆ
ว่า ตนไม่เห็นฝ่ายชลประทานนำข้อพิจารณาในการศึกษามาประกอบการตัดสินใจ หรือหาแนวป้องกันผลกระทบ
ผมคนศึกษาผลกระทบ (EIA) ก็บอกไปหมดว่า โครงการนี้จะทำประโยชน์อะไรได้บ้าง
มีผลกระทบกับสภาพน้ำ อย่างไรบ้าง สภาพปัญหาเขียนไว้หมดแล้วในวันนั้น เป็นวันที่สถานการณ์เร่งด่วนในการศึกษา
ขั้นตอนเป็นอย่างไร ในการศึกษาก็เขียนไว้ ทั้งผลกระทบ ข้อควรนำไปพิจารณา
และการติดตามผลกระทบของทุกปี
EIA ฉบับนี้ถ้ารื้อมาดู ถ้าเราสามารถศึกษากันได้
แก้ไขในทางเทคนิค ต้อง 20-30 ปี จึงจะพูดได้ อย่าง โมเดลทะเลสาบสงขลา ก็เอามาจากฮ่องกงมันใช้ไม่ได้
อย่างที่นี่ภาคประชาชนลำบากมา 5 ปีแล้ว มันต้องแก้ไขหรือหาทางออกให้ได้
อ.ประสาท มีแต้ม นักวิชาการจาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์หาดใหญ่
(มอ.) กล่าวถึงผลกระทบที่ต่อเนื่องว่า ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง
50 ปี ชายฝั่งถูกกัดเซาะหายไป 100 กว่าเมตร เท่าอายุผม เมื่อก่อนผมเคยวิ่งเล่นแถบนี้
ตอนนี้คลื่นมาถึงสวนมะพร้าวแล้ว ตัวปัญหาสำคัญอีกอย่าง คือกำแพงตัวทีที่กั้นคลื่นที่ริมชายฝั่ง
นั่นเองตัวการ มันทำให้เกิดกระแสลมเปลี่ยนทิศทาง และวันนี้ ปัญหาการจัดการชายฝั่งนี้จะยากกว่าอีก

ชาวเมืองในลุ่มน้ำปากพนัง |
ตัวแทนภาคประชาชนบนเวที |

ประตูอุทกวิภาชประสิทธิ กั้นแม่น้ำปากพนัง
|

แบบจำลองโครงการ |
ดร.เลิศชาย ศิริชัย นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
ย้ำปัญหาและเสนอทางออกว่า ปัญหามันไม่ใช่แค่ปากพนัง
เพราะ รากฐานปัญหามันคือการแย่งชิงทรัพยากร เป็นปัญหาของทั้งโลก และก็มีขบวนการพยายามจะหาทางออกกันอยู่
สาเหตุที่ผมอยากเสนอคือ
เกิดจากการที่เรามีอคติ มีระบบความรู้แบบใหม่ ระบบเดียว
ละเลยบทบาทความรู้ชุมชน เป็นระบบที่มีบทบาทสำคัญในการเข้าไปใช้ทรัพยากรแบบเปิด
อนาคตการฟื้นฟู ต้องฟื้นฟูแบบยอมรับความรู้ของชุมชน มีระบบการจัดการที่ซับซ้อน
คือจัดการร่วมกัน รัฐร่วมกับชุมชน
ปัญหาที่ผ่านมาคือรัฐอยู่ภายนอกขาดความผูกพันกับทรัพยากร
ขาดความเอาใจใส่ เจ้าหน้าที่ย้ายไปย้ายมา แต่ชาวบ้านอยู่ที่นี่ อยู่กับที่
ดังนั้นทางออก คือการจัดการเชิงซ้อน ระหว่างรัฐ กับประชาชน หรือชุมชน มาจัดการร่วมกัน
ระบบการจัดการที่ดีคือทำอย่างไร ให้ชุมชนมีอำนาจจัดการในส่วนของเขา ดูแลทรัพยากรของเขา
สร้างแนวทางการจัดการให้ยั่งยืน
สถานการณ์ที่เห็นเป็นภาพวันนี้ คือชาวบ้านเขาอาจจะอึดอัดไปบ้าง
แต่นั่นเพราะเขาลำบากมามาก เขาผูกพันกับทรัพยากร เขาอยู่กินกันเป็นวัฒนธรรม
ดังนั้นเห็นด้วยที่จะให้เขาเข้ามาแก้ไขปัญหา โดยรัฐร่วมด้วย
เพราะในการพัฒนาในการเอาประโยชน์จากทรัพยากร คนหนึ่งไปปิดบังกลุ่มคนอีกคนหนึ่งไม่ได้แล้วเพราะนั่นมันละเมิดสิทธิเขา
และเราต้องยอมรับความหลากหลาย ในการจัดการด้วย
อ.ณรงค์ บุญสวยขวัญ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
ย้ำการแก้ไขว่า ปัญหานี้เราต้องแก้อย่างเป็นระบบ
มีระบบย่อยในระบบใหญ่ เพราะลุ่มน้ำปากพนังเป็นสังคมน้ำ และต่างจากภาคเหนือ
ที่นี่ผืนน้ำลำคลองมีระบบนิเวศน้ำที่หลากหลาย อย่างปากพนังถึง 4 ลักษณะน้ำ
(เค็ม กร่อย จืด เปรี้ยว) ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงน้ำจึงอันตรายมาก เปลี่ยนแปลงไวกระทบเร็ว
การพัฒนาจะเอาประโยชน์คนส่วนใหญ่มาสร้างไม่ได้ และมันต้องคิดเรื่องการจัดระบบย่อยให้ได้ทั้งระบบ
ดังนั้น คณะทำงานที่เสนอขออำนาจจัดการนั้นน่าสนใจ เพราะถ้าไม่ให้อำนาจจัดการปัญหา
แล้วจะตั้งเขามาทำไม รัฐต้องแก้ปัญหาให้ ไม่อย่างนั้นเสียงของเขาจะดังขึ้น
คณะทำงานที่ตั้งขึ้นก็ให้มันชัดด้วยว่า เขาอยู่ในตำแหน่งไหน
มีอำนาจอะไรบ้าง ในการเข้าไปแก้ไขปัญหา วันนี้น่าจะคุยกันให้ชัดไปเลย
การคิดให้ชาวบ้านให้เบ็ดเสร็จ ไม่ยอมฟัง ถึงที่สุดชาวบ้านก็ออกมาอีก
การคิดระบบย่อยมาจัดการ นั้นต้องคิดต่อว่าจะจัดการอย่างไร นาข้าว กระชังปลา
น้ำเสีย พอเปิดเขื่อนแล้วจะจัดการอย่างไรต่อ นาข้าว นากุ้ง ปลา ประมง ฯ ชาวนาต้องมีที่ทำนามีน้ำทำนา
ประมงต้องการคลองทำประมง นี่คือสิ่งที่ชาวบ้านต้องการคืน ผมอยากฝากให้ไปคิดโมเดลกันดูว่าจะทำอย่างไร
ส่วนราชการที่มาใหม่ มาแล้วก็ไม่ฟังชาวบ้าน มาละเมิดสิทธิชาวบ้านอีก
นายสุรชัย
ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) หนึ่งในคณะทำงานหาแนวทางแก้ไขปัญหาภาคประชาชน
เสนอว่า อย่างให้เข้าใจใหม่เราคือคณะทำงานแก้ปัญหา
ไม่ใช่คณะกรรมการศึกษา เพราะปัญหาลุ่มน้ำปากพนังนั้นศึกษามามากแล้ว คณะทำงานจึงอยากขออำนาจจัดการปัญหาให้แก่คณะทำงานจากประธาน
(รองผู้ว่าราชการจังหวัด) แต่วันนี้ชัดแล้วว่าประธานไม่มีอำนาจจึงไม่สามารถจะให้ได้
และเสนอให้ยกเลิกทฤษฎีแยกน้ำ (น้ำจืด-น้ำเค็มออกจากัน) โดยการใช้ประตูกั้นมาควบคุมการใช้น้ำ
นอกจากนั้นอยากเสนอว่า อยากให้แก้ปัญหาทั้งระบบ ให้ได้ทางออกทั้งประมงพื้นบ้าน
นาข้าว นากุ้ง ไม่ใช่เสนอปัญหาและหาทางออกเป็นกรณีๆ ไปด้วย
ที่สำคัญคืนความสมดุลสู่ธรรมชาติ โดยอาจจะใช้วิธี
ปิด 5 เดือน เปิด 7 เดือน เพื่อให้ปลาได้มีโอกาสได้ขึ้นไปไปวางไข่ ให้น้ำจืดจากต้นน้ำได้ขับน้ำเสียในลำคลองออกไป
สู่ทะเลและปิดประตูเพื่อกั้นน้ำทะเลเฉพาะในฤดูแล้ง
อีกอย่างชาวบ้านได้มาช่วยกันแก้ไขปัญหา ควรจะมีอำนาจเปิด-ปิดเขื่อน
มีอำนาจกำหนดนโยบายน้ำ ส่วนหัวหน้าโครงการมีอำนาจในเชิงปฏิบัติ เช่น ในระยะน้ำท่วม
สั่งกักเก็บน้ำจืด ระบายน้ำเสีย เป็นต้น
ความจำเป็นในการกักเก็บน้ำจืด คือปิดประตูในหน้าแล้ง
เพื่อกั้นน้ำเค็มเท่านั้น ช่วงน้ำหลากมาเปิดประตูเขื่อนได้ไหม เพื่อให้น้ำหลากมันชะล้างลำคลอง
ให้สะอาด อธิบดีกรมชลประทานเคยเสนอในเวทีที่ผ่านมา ว่า ให้เปิดได้ ตามกระบวนการ
20 วัน แต่ทำไมไม่ทำตามกัน ภาคประชาชนอยากรู้จริงๆ ว่าใครใหญ่กว่ากัน
ถ้าไม่มีอำนาจ ให้เอา 5 เดือน 7 เดือนนี้ เสนอไปข้างบน
หรือให้ข้างบนมาแก้ปัญหาเลย เพราะการบริหารจัดการน้ำต้องทำให้คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์
ฝ่ายชลประทานพิจารณาอย่างรอบคอบดีหรือยัง อยากให้ฟังดูข้อมูลให้ถูกต้องด้วย
การจัดระบบเปิด-ปิด อย่างไร เมื่อไหร่ นี่คือการจัดการ
คือการจัดระบบการใช้ประโยชน์ ตามความเป็นจริง เลิกได้แล้วเรื่องเสนอศึกษาๆ
ชาวบ้านเขาเชื่อว่ามันศึกษามามากแล้ว รัฐมันแก้ปัญหาโดยไม่แก้ปัญหามากกว่า
ดังนั้น วันนี้มาสรุปให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า ทฤษฎีแยกน้ำมันผิดพลาด
ทำให้วิธีการจัดการประตูระบายน้ำที่ผ่านมามีปัญหา เราจึงต้องเปิดเพื่อคืนความสมบูรณ์สู่ธรรมชาติ
ตรงนี้เวทีประชุมต้องมายอมรับหลักการตรงนี้ก่อน คือ ให้ยอมรับร่วมกันก่อนว่า
ที่ผ่านๆ มามันมีปัญหา จากนั้นค่อยมาคุยกัน มาหาวิธีแก้ไขปัญหากัน
สุนี ไชยรส กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและ
รองประธานที่ประชุม เสนอว่า คณะทำงานไม่มีอำนาจแก้ไขปัญหา
จึงอยากเสนอทางออกใหม่ มาคุยกันเรื่องแนวทางแก้ไขว่าภาคประชาชนต้องแก้ปัญหาอย่างไร
ตนเองเสนอให้ไปศึกษา และอย่าให้เนิ่นนานนัก ฝ่ายรัฐคือกรมชลประทาน
เอาสูตร 2-3 สูตรของตัวเองไปศึกษาในแนวทางเทคนิค ว่าทำได้ หรือไม่ ส่วนภาคประชาชน
ก็เอาสูตรตัวเองไปศึกษาต่อ ว่าต้องทำอย่างไร แล้วมาคุยกันว่าสูตรไหนทำได้
มีผลกระทบน้อยที่สุด ก็เลือกเอาแนวนั้นมาเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา แต่ย้ำว่าต้องไม่เนิ่นนาน
นายวสันต์ พาณิช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและรองประธานที่ประชุม
เสนอในเชิงกระบวนการว่า อยากเน้นกระบวนการแก้ปัญหา ตามกรอบรัฐธรรมนูญ คือชุมชนต้องมีส่วนร่วม
จัดสรรทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน กรณีผู้ที่ได้รับผลกระทบกับคนที่ได้ประโยชน์
ต้องหาทางแก้ตามกรอบที่รัฐธรรมนูญวางเอาไว้ และที่ผ่านมาภาคประชาชนก็เดินตามกรอบนั้น
ในหลักการ จึงอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมสั่งการปิด-เปิด
ประตูเขื่อน แต่ยังคิดว่าคงทำยาก และอีกนาน แต่อยากเสนอให้ทดลองก่อน เปิดเท่าไหร่
ปิดเท่าไหร่ แล้วให้นักวิชาการมาศึกษา เปรียบเทียบกันดู ว่าเป็นอย่างไร งานนี้ให้ทุกภาคมีส่วนร่วม
แล้วนำข้อสรุปมาเสนอให้ผู้มีอำนาจสั่งการแก้ปัญหาต่อไป
ปัญหาของงานนี้ คือ หัวหน้าโครงการไม่มีอำนาจ คนมีอำนาจจริงๆ
คือนายกรัฐมนตรี อย่างฝายราษีไศล ใช้มติ ครม.จึงทำได้ และนั่นเขาเปิดเพื่อพิสูจน์สิทธิ์ที่ดินที่น้ำท่วมเท่านั้น
แต่ที่นี่ไม่ต้อง สามารถศึกษาและหารือกันตัดสินใจกันได้ ส่วนนายกฯ แค่สั่งการก็พอ
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
21 มีนาคม 2548
|