พลวัตรความขัดแย้งการแย่งชิงที่ดิน กรณีบ้านโนนป่าก่อ มุกดาหาร

หมู่บ้านเล็กๆ ในผื่นป่าใหญ่ ที่ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้จักและได้เคยเข้าไปสัมผัส แต่กับหน่วยงานป่าไม้ และองค์กรที่เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิที่ทำกินให้คนยากคนจน กลับรู้จักมักคุ้นดี ชื่อ บ้านโนนป่าก่อ ตั้งอยู่ในตำบลบ้านเหล่า อำเภอคำชะอี มุกดาหาร ประชากรมีทั้งสิ้น แค่ 173 คน ชาย 93 คน หญิง 80 คน มีจำนวนหลังคา 43 หลังคาเรือน และมีลำห้วยรินไหลเลี้ยงชีวิต 3 สาย ไหลผ่านบริเวณหมู่บ้าน คือ ห้วยบางทราย ห้วยพู่ ห้วยเดื่อหวาน

ผืนดินเป็นหัวใจของวิถีชุมชนมานมนาน เนื่องจากสังคมไทยนั้นรากฐานชีวิตคืออาชีพการเกษตร และความอุดมสมบูรณ์คือการได้หาอยู่หากินกับธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริง สถานการณ์ปัจจุบัน ที่ดินกลายเป็นสินค้าและเป็นทรัพยากรที่ต้องควบคุมกำกับและจัดการโดยรัฐ ทำให้ประชาชน หรือชุมชนเล็กๆ ถูกเพิกเฉยและตัดขาดจากสิทธิเหล่านั้น

เมื่อวิถีบังคับจำต้องให้เกษตรกรมีที่ดิน และสิทธินั้น จำต้องสู้และเรียกร้องเอา ขบวนการสร้างสิทธิเพื่อที่ดินทำกัน ของชาวบ้านโนนป่าก่อและชาวบ้านใกล้เคียงก็เริ่มต้นขึ้น

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง จากการขัดแย้งแย่งชิงทรัพยากร ถ้าหากหน่วยงานรัฐ เข้าใจและเข้าถึงปัญหาจริงๆ แนวโน้มของการแก้ไขจะนำไปสู่ทางออกที่ดี แต่ถ้าไม่เข้าใจและเร่งรีบ ไม่ศึกษาไม่เรียนรู้ ยิ่งมีคำสั่ง มีมติ มีนโยบายลงมาแก้ไขมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทวีให้ปัญหาซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

สาธร ปรางเพ็ชร หนุ่มนักเคลื่อนไหวที่ทำงานร่วมกับพี่น้องชาวบ้านโนนป่าก่อมาอย่างยาวนาน ได้ย้อนบทเรียนและประสบการณ์การต่อสู้ของชาวบ้าน ที่ไร้ที่ทำกินและขัดแย้งกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน ว่า “แต่เดิมนั้น ที่นี่ชาวบ้านเข้ามาเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย มาตั้งแต่เก่าก่อนนานแล้ว มาเจอสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ พื้นที่เหมาะสม ก็เลยตั้งบ้านอยู่กัน ก็ประมาณปี 2500 กว่าๆ ก็พาลูกพาหลานมาอยู่ ซึ่งตั้งแต่แรกๆ นั้นไม่ได้มามากหรอก เพราะในระยะต่อๆ มาสถานการณ์คอมมิวนิสต์ ค่อนข้างรุนแรง ทำให้เกิดแรงบีบจาก กลุ่มสหายบ้าง ทางการตำรวจก็เพ่งเล็งบ้าง ทำให้ไม่ถูกไว้ใจ คอมฯ ก็ไม่ไว้ใจ ทางการก็ไม่ไว้ใจ

ทำให้ส่วนหนึ่ง ก็พากันลงไปอยู่ข้างล่าง ก็เหลือ 2-3 ครอบครัวในตอนนั้น ที่ปักหลักอยู่ต่อ เมื่อสถานการณ์คลี่คลายมากขึ้น ก็มีคนจากที่อื่นเข้ามาอยู่อีก และมาเป็นชุมชนใหญ่ขึ้นก็ตอนประมาณปี 2520 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากร้อยเอ็ด จากหนองพอก จากเมอยวดี พื้นที่บ้านโนนป่าก่อ ถ้าดูที่ระยะทางเดินเท้าจะไม่ไกล แต่ทางรถจะอ้อมมาก ก็เลยใหญ่ขึ้น เป็นหมู่บ้านกลางป่าเลย

บ้านโนนป่าก่อนั้น อาชีพหลักๆ คือทำข้าวไร่ เลี้ยงวัว ควาย ยุคแรกๆ นั้น มีที่นา แต่มารุ่นหลังๆ ที่มาจากร้อยเอ็ดนั้น พวกนี้ตอนแรกมารับจากตัดไม้ พอเลิกตัดไม้แล้ว ก็ไปหาของป่าขาย ทำข้าวไร่ บ้างแต่ไม่พอกินหรอก มีพอกินแค่ประมาณ 9 ครอบครัว เท่านั้น นอกนั้นข้าวไม่พอกินหรอก อาชีพจริงๆ นอกนั้นก็คือสานกระติ๊บข้าว เนื่องจากมีไม้ไผ่เยอะมาก และชาวบ้านทุกคอบครัวสานกระติ๊บข้าว สานตลอดปี เป็นรายได้หลักของชุมชน

ปัญหาเรื่องตัดไม้นี่ไม่มีเลยปัจจุบัน แต่ล่าสัตว์หาอยู่หากินนั้น พอมีบ้าง ซึ่งความเข้มแข็งเหล่านี้ ในส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านทำได้เรื่องการไม่รบกวนป่า ก็คงมาจากแรงกดดันของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ด้วย ทำให้ชุมชนต้องปรับตัวเอง

แนวทางต่อไป คือทำอย่างไร ที่จะสร้างชุมชนให้อยู่กับป่าได้ ซึ่งแนวทางของชุมชน คือใช้วัฒนธรรม ใช้การหล่อหลอม เพราะทรัพยากรบ้านโนนป่าก่อนั้นสมบูรณ์มาก แต่หลักๆ ก็คิดกันเรื่องการผลิตการเกษตรนี้แหละ มีการศึกษาระบบการเกษตร ดูการทำปุ๋ยหมัก การเพาะไม้ ปลูกไม้ ชาวบ้านก็พยายามเรียนรู้และทำให้เป็นขึ้นมาให้ได้อยู่ เพื่อจะได้พูดได้ว่า เราไม่ได้อยู่เพื่อกินป่า แต่เราก็มีการผลิตทำไร่ทำนาเหมือนกัน

ในความจริงนั้นแทบไม่ต้องผลิตเองก็ได้ เพราะที่มีอยู่ในรอบๆ บ้านก็มากมายแล้ว หน่อไม้ ผักหวาน เห็ด เยอะมาก กบ เขียด ก็มีให้จับขายเยอะมากในต้นฤดูฝน ซึ่งชาวบ้านก็พยายามจัดระบบการใช้ ทำกติกาชุมชน ปัญหาในตอนนี้ก็คือ คนร่วมมือก็มี คนไม่ร่วมมือแอบๆ ไปหาก็มีเหมือนกันเนื่องจากสัตว์ป่าก็ยังอุดมสมบูรณ์ ซึ่งก็พยายามหาทางปรับกันใหม่อยู่เรื่อยๆ

พัฒนาการการเติบโตของชุมชนบ้านโนนป่าก่อ ตอนแรกๆ ชาวบ้าน ก็มาอยู่บ้านแก่งนางก่อน เป็นหมู่บ้านนอกขอบป่า ซึ่งเมื่อก่อนมันก็ผิดกฎหมายเหมือนกัน เมื่อเป็นหมู่บ้านใหญ่ ทางสะดวกมันเจริญขึ้น ก็เลยได้เป็น สปก.4-01 ไป ซึ่งการอยู่ที่นี่สบายไม่ต้องทำนา ปลูกแต่มันสำปะหลัง ก็เพียงพอซื้อข้าวกิน เลยพากันขึ้นมาอยู่ ส่วนหนึ่งก็มารับจ้าง ทำไม้ เพราะมีการสัมปทานป่าไม้ ตอนนั้นยังไม่ประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จึงไม่มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ แต่ประกาศเป็นพื้นที่ป่าไม้แล้ว เมื่อปี 2506 และประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติปี 2522 ถึงอย่างนั้น ประกาศก็ประกาศเปล่าๆ เพราะประกาศอยู่ที่กรุงเทพฯ เท่านั้น ยังไม่ได้มีการเข้ามาจัดการอะไร ทั้งนั้น

ชาวบ้านก็เข้ามาบุกเบิกทำกิน ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกไปปลูกมาก็เริ่มไม่คุ้มค่าขนส่ง เพราะพื้นที่มันไกลจากตลาดมาก ก็เลยเลิกอาชีพนี้ไป ต่อมาก็ทำอาชีพหาของป่าขาย หาหน่อไม้ ผักหวาน ดอกกระเจียว กบ เขียด ซึ่งมีอุดมสมบูรณ์มาก

หลังจากนั้นก็ประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ก็เลยเกิดการปิดป่า มาสู่นโยบายอนุรักษ์ ประมาณปี 2533 ก็เลยเริ่มมีเจ้าหน้าที่มาบอกให้ย้ายหมู่บ้าน ซึ่งก็ยังย้ายไม่ได้เนื่องจากไม่มีที่รองรับ ทำให้ยังย้ายไม่ได้

คนที่เริ่มถูกย้ายกลุ่มแรกๆ คือคนที่อยู่รอบนอก หมายถึงคนที่อยู่ทำกินในเขตป่าและมีบ้านอยู่ข้างนอก ซึ่งมีคนหลายกลุ่มมาก เท่าที่ป่าไม้สำรวจมีประมาณ 500 ครอบครัว ที่รายรอบอยู่แถบนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นคนบ้านแก่งนาง และคนทางโทง เขาวง ซึงคนทางฝั่งนี้ เป็นคนมีอาชีพทำนา เสร็จหน้านาก็เข้าป่าทำไร่ คนเหล่านี้ถูกไล่ออกก่อน

ประมาณปี 2536 -2537 ถูกจับกุมรถไถ ถูกเผาเถียงนา (กระท่อมปลายนา) ชาวบ้านเริ่มหวาดกลัวก็ค่อยๆ ทยอยย้ายลงกลับบ้าน เพราะส่วนหนึ่งก็มีนาทำกินอยู่แล้ว แต่ส่วนหนึ่งยังสู้ ก็มีกลุ่มเขาวงกับแก่งนางนี้แหละ ที่รวมตัวกันสู้ รวมไปถึงกลุ่ม สกยอ. ประเด็นแรกๆ ก็เรื่องให้ผ่อนผันการทำกิน ปี 2537 การต่อสู้ในตอนนั้น คนนอกๆ สู้กันก่อน บ้านโนนป่ากอ ยังไม่ได้ร่วมน่ะ ประมาณ 98 ครอบครัว ที่ร่วมกันสู้ ซึ่งที่ได้รับผลกระทบจริงๆ ประมาณ 500 กว่าราย แต่คนที่สู้ มีแค่ 98 ย คือเขาวง 58 ครอบครัว กับแก่งนาง 41 ครอบครัว สู้จนต่อมาก็ได้รับการผ่อนผันการทำกิน ใช้รถไถเดินตามได้ ต่อมาก็เกิดการเจรจาเรื่อยๆ ชนิดเจรจากันปีต่อปี

จนถึงปี 2537 ในหลวงก็เสด็จมาที่นี่ ก็มีโครงการพัฒนาเรื่องการเกษตร เรื่องแหล่งน้ำ ให้ชาวบ้านพออยู่พอกิน และอีกเรื่อง ก็คือการฟื้นฟูสภาพป่า การจัดระเบียบชุมชนในเขตป่า และการหาพื้นที่เหมาะสมมารองรับ ทำให้มีหน่วยงานราชการเข้ามาทำแผน แล้วเรื่องนี้ก็เงียบไป ในขณะที่ข้างนอกก็มีการสร้างอ่างเก็บน้ำที่เขตโคกตูม

เรื่องป่ากลับไม่ได้ดำเนินการ จนเข้ามาปี 2540 ก็เกิดการเจรจาอีกครั้ง ระหว่างแกนนำ สกยอ. กลุ่ม 98 รายนั้นแหละ กับทางอนุกรรมการแก้ไขปัญหาพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน ระหว่างห้วยไผ่ ห้วยยาง ห้วยบางทราย รวมเป็น 3 ห้วย ก็เลยเกิดการตกลงกัน ซึ่งชาวบ้านเสนอว่า ขอให้ทางรัฐกันพื้นที่ให้ชาวบ้าน แล้วก็ออกเอกสารสิทธิ์ให้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ยืนยันว่า ไม่ได้ เพราะว่าถ้าให้กลุ่ม 98 ครอบครัวนี้ กลุ่ม 500 ครัวเรือนก็จะเอาด้วย มันก็อาจจะหมดป่า ดังนั้น สรุปว่าไม่ได้

ต่อมาก็เกิดการเจรจาใหม่ ว่า ถ้างั้นจัดใหม่ 15 ไร่ต่อครอบครัว ก็ไม่ได้อีก เจรจากันจนได้มาประมาณ 8 ไร่ เป็นที่ทำกิน และ 1 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัย ก็เลยตกลงในหลักการนี้ และรัฐต้องพัฒนาสาธารณูปโภค ถนนหนทาง โรงเรียน อาชีพ และให้ผลักดันเข้าโครงการพระราชดำริ โดยมีเงื่อนไขว่า กลุ่ม 98 ครอบครัว ต้องปันที่ดินให้ชาวบ้านโนนป่าก่อด้วย 69 ครอบครัว และบ้านบางทราย 30 ครอบครัวมาอยู่ด้วย ซึ่งมีเพียง 2 ชุมชน ที่อยู่ในเขตป่าจริงๆ คือ โนนป่าก่อและบ้านบางทราย บนพื้นที่ทำกินระหว่างห้วยไผ่ ถึงห้วยยาง ประมาณ 2000 ไร่ ที่กลุ่ม 98 ครอบครัวเรียกร้อง ซึ่งกลุ่ม 98 ครอบครัว ต้องยอมรับเงื่อนไข นี้

กับเงื่อนไขนี้กลุ่มแก่งนางไม่ค่อยพอใจมากนัก แต่ก็ต้องยอม เพราะว่าไม่งั้นไม่ได้ เพราะทางป่าไม้ไม่ยอม ทางเขาวง 58 ครอบครัวนี้ยอม เพราะเขามีที่นาข้างนอกอยู่แล้ว ได้อีก 8 ไร่ กับบ้าน 1 ไร่ เท่านี้ก็ยอม แต่แก่งนางนี้ยังไม่ยอมดีนัก เพราะมีที่ดินเพียงแปลงเดียวไม่พอกิน

บ้านโนนป่าก่อ เมื่อปี 2539 ก็เข้ามาร่วมกับ สกยอ. เพื่อเรียกร้องที่ทำกินเหมือนกัน พอมาปี 2540 ที่ สกยอ. ไปเจรจาแล้วได้ข้อสรุปว่า ให้โนนป่าก่อออก ชาวบ้านโนนปาก่อก็เลยถอนตัวออกมา เพราะถือว่า แกนนำไม่เจรจาให้ได้ตรงตามเป้า ความจริงก็คือ เจรจาให้ แต่ตัวแทน สกยอ. เองก็ไม่มีอำนาจต่อรอง เลยไม่ได้ เมื่อไม่ได้ก็ถอนตัวออก

ถ้าดูโดยภาพรวม ขบวนการเคลื่อนไหวต่อรองนี้ดี เพราะเปิดให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย นอกจากนั้น ก็มีการแต่งตั้งกรรมการ หาพื้นที่ที่เหมาะสม ก็ได้จุดตรงนั้นแหละ คือจุดห้วยไผ่ ห้วยยาง ประมาณ 2000 ไร่ ก็ไปทำเรื่องกับป่าไม้ ร่างเป็นพระราชกฤษฎีกายกเลิกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แล้วตั้งกรรมการร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับรัฐ ในการจัดแบ่งที่ทำกิน

ในระหว่างนี้เอง ชาวบ้านโนนป่าก่อไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร ในขณะที่กลุ่ม 98 ครอบครัว เริ่มกระบวนการจัดแบ่งแปลงพื้นที่ กันแล้ว ซึ่งในกระบวนการนี้ภายใน 98 ครอบครัวนี้เอง ก็เริ่มขัดแย้งกันเอง จนปี 2543 ป่าไม้ก็ออกกฤษฎีกายกเลิกเขตอนุรักษ์ และกรรมการก็เริ่มแบ่งแปลงกันลงล็อคทำให้ 58 รายจากเขาวง เริ่มลงมาอยู่ มีการสร้างบ้าน สร้างอะไรให้ ได้รับค่าชดเชยครอบครัวละ 50,000 บาท บ้านแก่งนางส่วนหนึ่งก็เริ่มลงมา บ้านบางทรายก็ออกมาหมด เหลือเพียงครอบครัวเดียว

ในขณะที่บ้านโนนป่าก่อนั้นไม่ยอมออก ซึ่งถ้าไม่ยอมออก เจ้าหน้าที่แจ้งว่า จะดำเนินการตามกฎหมาย ทำให้กลุ่มที่หวาดกลัวก็ยอมออก มีประมาณ 9 ครอบครัว เหลืออยู่ 54 ครอบครัว ที่ไม่ยอมออก ซึ่งก็เริ่มออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้กันต่อ และเริ่มไปเข้าร่วมกับขบวนการชาวบ้าน ที่เรียกร้องสิทธิที่ทำกิน ซึ่งตอนนั้นก็มีหลายกลุ่ม มีกลุ่ม คกอ. (เครือข่ายเกษตรกรภาคอีสานตอนบน) ของหัวหน้าแหลม และกลุ่ม คกอ.ก็เป็นเครือข่ายให้กับ สมัชชาชาวนาชาวไร่อีกที เมื่อปี 2542 โดยมี อำนวย ประติเส เป็นรองเลขาฝ่ายการเมือง ลงมาติดตามปัญหาให้ฝ่าย คกอ. ซึ่งเอากรณีปัญหาของภูสีฐานเข้าไปร่วมด้วย

ในขณะที่ด้านหนึ่ง บ้านแก่งนางประมาณ 20 กว่าครอบครัว ซึ่งประสบปัญหาถูกจับบ้าง ก็ถูกทำร้ายบ้าง ประมาณปี 2543 นี้แหละ เนื่องจากการจัดแบ่งพื้นที่ทำกินไม่ลงล็อคกัน จนไม่ยอมรับเกิดขึ้น ก็เลยออกมาหาหัวหน้าแหลม เช่นกัน มาต่อสู้เรียกร้องสิทธิเดิมของตน เนื่องมาจากรัฐไม่รักษาข้อตกลง เพราะมีการจับกุม มีการทำร้ายร่างกาย ทำให้กลุ่มนี้ไม่เอาแล้วที่จัดสรร แต่จะกลับไปเอาที่ทำกินเดิม จึงย้ายเข้ามาร่วมกับหัวหน้าแหลม เลยเป็นเครือข่ายบ้านโนนป่าก่อ ซึ่งมีผล คือ ถ้ากลุ่มบ้านแก่งนางไม่เข้าร่วม มันไม่เสร็จสิ้น และถ้าบ้านโนนป่าก่อยังสู้มันมีพลังร่วมกว่า ที่สำคัญถ้าบ้านโนนป่าก่อยังอยู่ที่เดิมจะเกิดผลดีเนื่องจากถ้าย้ายออกมาอยู่ข้างนอกก็จะมาทับที่ทำกินชาวบ้านแก่งนาง

ในขณะที่ชาวบ้านแก่งนาง ก็มีปัญหาขัดแย้งภายในกันมาก อาทิ ปัญหาการไม่ยอมรับกติกา จนมาสู่การเคลื่อนไหวใหญ่ร่วมกับ สคจ. (สมัชชาคนจน) ปี 2544 จนได้ “มติ ครม. 3 เมษา” โดยการนำของหัวหน้าแหลม คนเดิม

เครือข่ายป่า ในระหว่างที่มีการชุมนุมตอนนั้น ทางการก็ออกหมายเรียกชาวบ้านโนนป่าก่อ คือ ทางคณะกรรมการแก้ไขปัญหาในเขตป่า เขาประชุมกันว่า เมื่อมีแผนจัดที่ทำกินให้แล้วทำไมไม่ลงมา ทางกรรมการก็เลยออกหมายเรียก แจ้งความจับข้อหาบุกรุกป่า เพราะเมื่อปลายปี 2543 ได้แจ้งไปแล้วให้ลงมาแจ้งชื่อเอาสิทธิ์ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ไป

กระนั้นการชุมนุมกับ สคจ. ครั้งนี้ทำให้ได้ข้อตกลง 3 เรื่องคือ การผ่อนผันให้ทำกิน ยุติการข่มขู่ และมีกลไกการแก้ไขปัญหา ตั้งแต่กลไกระดับชาติ ระดับภาค ระดับจังหวัด กลับมาบ้านโนนป่าก่อก็เข้าไปอยู่เช่นเดิม ส่วนบ้านแก่งนางก็เข้าไปทำกิน ซึ่งสภาพในพื้นที่ตอนนั้น ที่ทำกินบางคนก็ถูกจัดสรรทับที่ไปแล้ว บางคนก็ยังไม่ถูก พอชาวบ้านได้มติ ครม. 3 เมษากลับไป ก็เข้าไปในที่ทำกินตนเองเลย โดยอ้างสิทธิ์เดิมและ มติ ครม. 3 เมษา ไปยืนยัน ในขณะที่เจ้าของที่ดินใหม่ที่ได้รับจัดสรรแล้ว ได้ลงมือปลูกมันสำปะหลังไปแล้ว พอเจ้าของเดิมกลับมาก็เข้าไปปลูกข้าวแทรกลงไปในที่ดินแปลงเดียวกันนี้อีก จากนั้นก็ไปถอนต้นมันสำปะหลังเขาทิ้ง ถูกเจ้าของที่ดินใหม่แจ้งความจับไปอีก 8 ราย ต่อมาก็แจ้งข้อหา คือ บุกรุกและทำลายทรัพย์สิน ซึ่งข้อหาบุกรุกนั้นศาลยกฟ้อง แต่ข้อหาทำลายทรัพย์สินนั้นศาลปรับ 1500 บาท แล้วจำคุก 1 ปี แต่รอลงอาญา จากนั้นมาชาวบ้านแก่งนางก็ไร้ที่ทำกินไปเลย

ทางกลุ่มเจ้าหน้าที่หัวหน้าโครงการก็พยายามเข้ามาเกลี้ยกล่อม ดึงให้เข้าโครงการจัดแบ่ง บางคนก็ทยอยยอมเอา ไปเรื่อยๆ จนเหลือเพียง 13 ราย ที่ไม่ยอมและไม่มีทำกิน

มาทางบ้านโนนป่าก่อ ไม่มีปัญหามากนัก เนื่องจากยังไม่ยอมย้ายไปไหน ทำให้สบายหน่อย ได้รับการผ่อนผันเรื่อยๆ ยิ่งมาได้มติ ครม. 30 เมษา 2541 ทำให้มีนโยบายคุ้มครองผ่อนผันไป ที่นี้มากลุ่มคนที่ไม่สู้เลยตั้งแต่ครั้งแรก คือกลุ่มเขาวง ที่ยอมย้ายไปเปล่าๆ ตั้งแต่ปี 2537 เมื่อเห็นทางกลุ่ม 98 ครอบครัวได้รับที่ดินจัดสรร ก็เริ่มฮึดสู้บ้าง กลับมาร่วมเรียกร้อง มาเข้ากับหัวหน้าแหลม และหัวหน้าวี แล้ว ก็ขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์ ประมาณ 300 ครอบครัว ทำให้กลุ่ม คกอ. มีสมาชิกจากบ้านเขาวงเดิม เพิ่มมาอีก ซึ่งเคยถูกไล่ไปตั้งแต่ปี 2537 เกือบ 10 ปีไปแล้ว

พอมารวมกับกลุ่มบ้านแก่งนางที่ไม่ยอมเดิม แล้วก็มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้ที่ตกหล่น แล้วก็เคลื่อนไหวต่อ แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา สู้ไปสู้มาชาวบ้านก็เสนอว่ายังไงๆ คงต้องยึดที่ดิน ก็เตรียมกัน ประมาณปี 2544 เสนอว่า ชาวบ้านจะยึดเลย ขืนรอก็ได้เฉพาะคนที่เป็นกรรมการ พอยึดก็ถูกจับ ชาวบ้านแก่งนางถูกจับ ส่วนบ้านโนนป่าก่อถูกหมายเรียก บ้านเขาวงก็อยากได้เพิ่ม ก็เลยรวมตัวกันชุมนุม เดินทางไกลเรียกร้องให้ปล่อยชาวบ้าน แต่ก็ไม่มีผลอะไร และเรียกร้องให้ยกเลิกหมายบ้านโนนป่าก่อ จากนั้นก็รณรงค์เดินทางไกลจากหมู่บ้านเขาวง มาที่จังหวัดมุกดาหาร ลงไปขอนแก่น ตอนนั้น นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ เป็นประธานแก้ไขปัญหาภาคอีสาน การเดินครั้งนั้นทำให้ได้ข้อตกลง ซึ่งเป็นข้อตกลงเหมือนๆ เดิม คือ ให้ทำกินที่เดิม บ้านโนนป่าก่ออยู่ที่เดิม ผ่อนผันให้ทำกิน ยุติการจับกุมข่มขู่ และให้ไปศึกษารูปแบบการอยู่อาศัย ที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ สังคม วัฒนธรรมในการอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน

ส่วนบ้านแก่งนางที่ทำกินตรงไหนไม่มีคนอยู่ก็ลงไปอยู่ ถ้าไม่มีก็รอไปก่อน ทางหัวหน้าวี ก็เสนอให้ตั้งกรรมการขึ้นตรวจสอบ รายชื่อตกหล่นอีก ในระดับอำเภอ แต่ในที่สุดชาวบ้านแก่งนางก็ยังเข้าไปในที่ทำกินไม่ได้เช่นเดิม เพราะการจัดสรรเดิมก็ยังไม่ลงตัว

ในส่วนของการประชุมคณะกรรมการระดับจังหวัด ได้แต่งตั้งกรรมการศึกษาบ้านโนนป่าก่อ ซึ่งผู้ว่าฯ สมัยนั้น ก็เชิญทางมหาวิทยาลัยต่างๆ ไปเสนอโครงการวิจัย ซึ่งผมก็ได้ไปร่วม แต่ตอนนั้นชาวบ้านไม่พร้อม เพราะกำลังศึกษาและจัดระบบภายในชุมชน ก็ไปดูงาน เช่นที่ บ้านดงผักหนาม และที่อื่นๆ ที่ยังไม่อยากให้ศึกษาเพราะกลัวจะโดนถูกเอาออก เลย ก็พยายามถ่วง โดยอ้างว่าทางจังหวัดศึกษาไปโดยลำพังซึ่งไม่มีส่วนร่วม เลยขอยกเลิกเวทีครั้งนั้น เพื่อให้ชุมชนจัดระบบภายในให้พร้อมก่อนเข้ามาศึกษา

บ้านแก่งนางเจรจาไม่ได้ ทางผู้ว่าฯ ก็เตือนให้เอาตามเงื่อนไขเดิมที่เจรจา และกล่าวหาว่า ชาวบ้านมีข้อหาบุกรุกทำลายอยู่ ดังนั้น ทางรัฐให้ ครอบครัวและ 8 ไร่ พร้อมบ้าน 1 หลังนั้น นับว่าดีแล้ว แถมยังมีการสนับสนุนเรื่องการเกษตรอีกด้วย ดังนั้นมาเจรจาจะเอาที่เดิมก็มีแต่ถูกด่า ถูกบังคับให้เข้าที่ดินจัดสรร โดยทางกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเอง ก็พยายามให้ชาวบ้านยอมรับที่ดินจัดสรร ปัจจุบันสถานการณ์ณ์ก็ขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้แหละ

ทางกลุ่มเขาวง กลุ่มหัวหน้าวี กลุ่มนี้ก็เริ่มไม่ไหวเหมือนกัน ไม่มีอะไรคืบหน้า มีแต่ตั้งกรรมการ ตั้งแล้วก็ล้ม ตั้งแต่แล้วก็ล้ม บางทีก็เก็บเงินชาวบ้านไปประชุม แล้วก็เปลี่ยนกรรมการเรื่อยๆ ไม่ได้อะไร

หลังจากนั้น ก็เริ่มเตรียมกระบวนการที่จะยึดอีก วางเป้าหมายว่า ยึดแล้วค่อยเจรจา เราไปคุยเตรียมกัน 2-3 เดือน ก่อนเข้าฤดูทำนา หรือก่อนเกี่ยวข้าว ก็ขึ้นไปบุกและจัดสรรที่ดินแบ่งกัน คนละ 15 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินที่อยู่ระหว่างห้วย 3 ห้วยข้างต้นนี้แหละ เพราะเป็นรอยต่อเขตป่า กับเขต สปก.4-01 เป็นที่ดินริมห้วยไผ่ ฝั่งเขตรักษาพันธุ์ที่ซึ่งถูกแปลงเป็นที่ทำกินมานานแล้ว เป็นที่ดินบ้านเขาวง และบ้านแก่งนางเดิม เกือบ 4000 ไร่ ซึ่งทางเขตรักษาพันธุ์ทำการปรับเกรดหน้าดินปลูกป่าไปแล้วส่วนหนึ่ง รอบๆ นอก แต่ส่วนกลางยังว่างเป็นที่ทำกิน

ชาวบ้านก็เลยประกาศว่า จับก็ยอมให้จับแต่ยังไงก็จะเข้าไปยึด เพื่อทำการจัดสรรที่ดิน ทำให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ นำกำลัง ตดช.สวมชุดไอ้โม่งดำ เข้าเผชิญหน้าเลย เจอแบบนั้นเข้าชาวบ้านก็เลยกลัว ไม่กล้าดำเนินการต่อหลังจากถอยครั้งนั้น ชาวบ้านก็มาประเมินกันใหม่ ตอนนั้น ขบวนการชาวบ้านตั้งแต่ปลายปี 2543 เปลี่ยนหัวหน้าแล้วน่ะ จากหัวหน้าแหลม ซึ่งถูกตำรวจจับกรณีบ้านแก้งกะอาม มาเป็นหัวหน้า เลื่อน ศรีสุโพธิ์ ส่วนผมเข้าร่วมปี 2544 หลังจากชาวบ้านเคลื่อนไหวเสนอ นายประพัฒน์ ไปแล้ว ผมเข้าไป ช่วงที่จะร่วมกับชาวบ้านบุกยึดที่นี้แหละ ตอนนั้นใหม่มาก ทำงานมาได้เพียง 3 เดือน ยังประเมินอะไรไม่ได้เลย เราก็แรงมาใหม่ ยังไม่มีประสบการณ์กับชาวบ้าน ว่า แบบไหนเอาจริงแบบไหนไม่สู้ เห็นชาวบ้านพูดยังงั้นก็ลุยเลย เพราะชาวบ้านรอกรรมการแก้ไขมา 2 ปี แล้ว รอไม่ไหวแล้วไง

พอมีบทเรียนก็เริ่มมาปรับวิธีการต่อสู้ มาดูทิศทางนโยบาย มารอ มติ ครม. กันก่อน มารอกรรมการมีมติ และคอยเข้าประชุมอย่างเดียว จนปี 2545 กลุ่มบ้านเขาวงก็เลยหยุด ส่วนบ้านแก่งนางไม่หยุด ปี 2545 ยังไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ กับ สมัชชาคนจนเหมือนเดิม เรียกร้องให้ตรวจสอบการจัดที่ดิน 2000 ไร่ เพราะว่ามีข้อเท็จจริงว่า คนที่ไม่มีรายชื่อใน 98 ครอบครัว ก็ได้ที่ดิน ได้มาจากการประชาพิจารณ์ตอนหลัง ซึ่งก็คือ ทางคณะกรรมการเขาเห็นว่านายนั่น นายนี่ไม่มีที่ดินทำกิน เลยจัดให้เขาไป จึงถูกร้องเรียนให้ตรวจสอบ

ต่อมา ก็เกิดการปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม กันใหม่ ทุกอย่างมันเปลี่ยน ปรับตัวยุ่งไปหมด กรมป่าไม้ ไปอยู่กระทรวงทรัพยากร มันเลยมั่วไปหมด ทำให้ยังเจรจาต่อไม่ได้ ปี 2545 กลุ่มแก่งนางก็เลยดื้อแพ่งบุกกันเข้าไปยึดอีก บุกปลูกเถียงนา ปลูกกล้วย ปลูกมัน เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ บุกกันเดือนเมษาเลย ประมาณ 13 หลัง ที่เข้าไปปลูกเถียงนา โดนเผาเรียบ จากกลุ่มที่ได้รับการจัดสรรสิทธิ์ใหม่ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มต่างก็ตั้งหมู่บ้านกันใหม่ มีกลุ่มเขาวงตั้งหมู่บ้านชื่อบ้านที่ถาวร กับบ้านฟ้าประทาน ที่มีบ้านแก่งนาง บางทราย และโนนป่าก่อที่ย้ายออกมา ตั้งให้ใหม่ ทั้ง 2 หมู่บ้านนี้ตั้งติดกันด้วย แกนนำชาวบ้านก็พามาไล่กลุ่มแรก และโจมตีว่าทำไมมาเชื่อกลุ่มนายเลื่อน กลุ่มนายเซอ

ข้อท้วงติงชาวบ้านคือ ทำไมตกลงกันแล้วเมื่อปี 2540 วันนี้จึงมาเปลี่ยนแปลง ไม่เอาให้เสร็จ ให้แล้วยังอยู่ก่อกวนโครงการพระราชดำริ พวกไม่รักชาติ พวกไปหลงเชื่อพวกสมัชชาคนจน ชาวบ้านจึงยกกำลังขึ้นมาเผาให้หมด ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วก็ชาวบ้านแก่งนางแต่เดิมด้วยกันทั้งนั้น

หลังจากนั้น กลุ่ม 13 ครอบครัวซึ่งถูกเผาวอดก็เงียบไป ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรอีก ส่วนหนึ่งก็คงอ่อนแรง ไปมากแล้ว บวกกับถูกทำลายฐานเศรษฐกิจไปมาก ต้องเลี้ยงชีพด้วยการหารับจ้าง หาเช่าที่ดินเขาทำกิน ส่วนบ้านโนนป่าก่อก็กำลังเรียนรู้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อให้ได้อยู่อาศัย บวกกับหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์คนใหม่แม้จะยืนยันนโยบายเดิม คือย้ายชาวบ้านออก แต่ไม่ใช้วิธีการบังคับ ใครจะออกเมื่อไหร่ก็ออก โดยเจ้าหน้าที่จะควบคุมเครื่องมือทำกิน คือ เขายึด มติ 30 มิถุนายน ไม่ได้ยึดมติ 3 เมษา เช่นของเรา มติ 30 มิ.ย. หลักๆ คือ จำกัดควบคุม การใช้เครื่องมือและการขยายพื้นที่ทำกินในเขตอนุรักษ์ และจำกัดการพัฒนา คือไม่ให้ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งถาวร ซึ่งอยู่ได้อยู่ไป แต่ถ้าใครจะย้าย ให้ย้ายมา ก็มีอยู่ 2 หลังที่ยอมย้าย เป็นผู้เฒ่า และคนพิการ

ระยะหลังๆ ชาวบ้านโนนป่าก่อกับเจ้าหน้าที่คุยกันรู้เรื่องมากขึ้น อย่างเรื่องตัดไม้ เรื่องล่าสัตว์ ซึ่งเจ้าหน้าที่เขาหวงห้าม ชาวบ้านเองก็ไม่ตัดไม้ ไม่ได้ล่าสัตว์อยู่แล้ว เลยคุยกันง่าย ซึ่งหัวหน้าเขตเองก็ยังยืนยันว่า ถ้าชาวบ้านไม่รบกวนป่า เจ้าหน้าที่ก็คงไม่เข้าไปรบกวนถ้าไม่มีนโยบายหรือคำสั่งลงมา ก็อยู่ร่วมกันแบบนี้แหละ

กระนั้นชาวบ้านเองก็แอบพัฒนาชุมชนตนเองเรื่อยๆ แอบซ่อมสังกะสีโรงเรียน แอบทำที่พักสงฆ์ ซึ่งตอนแรกๆ ก็โดนสั่งห้าม แต่ระยะหลังๆ ไม่เป็นไร ในขณะที่ชุมชนก็พยายามจัดกิจกรรมภายในมากขึ้น ทั้งบวชป่า งานประเพณีชุมชน กิจกรรมสร้างกระบวนการเรียนรู้ ทำแนวกันไฟ ก็มีขึ้นเรื่อยๆ จนไปถึงจัดเวทีเชิญเครือข่ายปัญหาต่างๆ มาแลกเปลี่ยน ซึ่งมาถึงตรงนี้เองทางเจ้าหน้าที่รัฐ ก็เริ่มไม่ยอมขึ้นมาอีก ไม่ให้ชาวบ้านเข้าไป และยังทำประตูคอนกรีตกั้นเลย ชาวบ้านก็เลยทำบุญกฐิน แต่ก็ไม่ให้เข้าไปอีก ชาวบ้านก็บุกเข้าไป จนทางหัวหน้าก็มีคำสั่งลงมา แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ทำไม่ได้ เพราะนี่งานบุญยังไงๆ ก็ต้องให้เข้าไป เพราะพี่น้องกัน ก็บรรยากาศก็เรื่อยแบบนี้แหละ”
นายสาธร กล่าวย้ำก่อนจะสรุปพร้อมให้มุมมอง ของตนว่า

“ท่าทีเจ้าหน้าที่จากเขตรักษาพันธุ์เอง ถ้าหลักๆ ก็คงจำกัดการพัฒนา แล้วก็กันขอบป้องกันการบุกรุก แต่ทั้งหมด คือรอย้ายออก ซึ่งเขาก็มาชวนย้ายออกตลอด เมื่อไม่นานก็มาแจ้งว่า หาที่ใหม่ได้แล้ว จะจัดที่ใหม่ให้ ซึ่งท่าทีชาวบ้านก็มี 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ยอมย้าย ถ้าได้ตามข้อเสนอครบ กับกลุ่มที่สู้ตาย คือไม่ยอมย้าย กลุ่มที่ไม่อยากย้าย คือกลุ่มที่มากที่สุด แต่ถ้าถามใจจริง ก็ไม่อยากย้ายทั้งนั้นแหละ ด้านหนึ่งก็เป็นข้อเสนอเชิงกลยุทธ์นะ คือ เลือกพื้นที่ทำกินเอง คนละ 15 ไร่ และให้ลูกด้วย มีค่าชดเชย ทุนสนับสนุนการทำกิน มีการพัฒนาสาธารณูปโภคให้พร้อม เป็นต้น ในความจริงคือพื้นที่แบบนั้นไม่มีหรอก ถ้ามีก็ที่ดินที่จัดสรรไปแล้วนี่แหละ ซึ่งทำไม่ได้ กลุ่มต่างๆ จะลุกขึ้นและคงไม่ยอมหรอก

อีกเรื่องที่ทำให้สามารถอยู่ได้จนถึงปัจจุบันนี้ คือ ชาวบ้านเองเขาก็พยายามเรียนรู้ที่จะจัดการชุมชนนี่แหละ บวกกับ บทเรียนของโครงการจัดสรรที่ทำกินเอง ที่ทับซ้อนและมีปัญหาขัดแย้งตามมาอีกมากมาย ทำให้ชาวบ้านไม่เชื่อมั่น แต่ก็เชื่อว่า เมื่อไหร่ที่รัฐมีงบประมาณชดเชย มีที่ดินจัดสรรให้ ก็คงดำเนินการต่ออีกแน่ๆ เพราะบางคนก็อ้างว่าให้ 500,000 บาทจะย้ายให้เลย

ส่วนความคิดของผมโดยเบื้องต้น คือมันเป็นเรื่องสิทธิชุมชน เราต้องให้โอกาสชาวบ้านในการเลือก ใครจะไปจะย้ายก็มีกระบวนการรองรับเขาให้เขาตั้งต้นอยู่ ได้ ส่วนคนที่จะอยู่ก็ต้องยอมรับเขา ส่วนจะอยู่อย่างไรมีเงื่อนไขอะไร อันนั้นก็มาคุยกัน เพื่อเกิดกระบวนการลดการใช้ การพึ่งพาทรัพยากรจากป่า ตรงนี้ต้องให้เขาเลือก”
นายสาธร กล่าวสรุป


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

10 สิงหาคม 2549