|
ประมงพื้นบ้านปากบารา
กับลมหายใจครั้งสุดท้าย
นับว่าเป็นการรีบเร่ง อย่างเงียบงัน สำหรับโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา
ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อขยายฐานะชายฝั่งอันดามันให้เป็นประตูการค้า
สู่กลุ่มประเทศยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เชื่อมโยงถึงช่องแคบมะละกา
ด้วยระบบคอนเทนเนอร์ นับว่าเป็นแนวคิด ที่ไม่ต้องผ่านประเทศเพื่อนบ้าน
ซึ่งโครงการทั้งหมดนี้ อยู่ในความรับผิดชอบของกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี

บริเวณอ่าวบ้านปากบารา จุดก่อสร้างท่าเทียบเรือ
รายละเอียดของโครงการ
ท่าเรือน้ำลึกปากบารา เป็นท่าเรือขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ เพื่อรองรับเรือสินค้าขนาด
50,000 - 70,000 ตันกรอส ภายในโครงการนี้ ยังมีโครงการขนาดเล็ก
ประกอบไปด้วย ลานกองสินค้า สถานีบรรจุตู้สินค้าสู่คอนเทนเนอร์
เครื่องมืออุปกรณ์ขนถ่ายสินค้า อาคารสิ่งก่อสร้าง อาทิ อาคารซ่อมบำรุง
อาคารศุลกากรขาเข้า-ขาออก อาคารอำนวยการ สำนักงานของรัฐ เป็นต้น
และพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ขนาดใหญ่ เป็นต้น
ที่ตั้งโครงการ คือ บริเวณชายหาดบ้านปากบารา ตำบลปากน้ำ อ.ละงู
สตูล ตัวท่าเทียบเรือ ห่างจากชายฝั่งหาดปากบารา 4.3 กิโลเมตร
โดยการถมพื้นที่ทะเลสร้างเป็นเกาะ ขนาดพื้นที่ 292 ไร่ (กว้าง
430 เมตร ยาว 1,100 เมตร) มีการก่อสร้างสะพานเป็นถนน
4 ช่องจราจร ขนาดความกว้างของเสา 25 เมตร สูงจากระดับน้ำ 2 เมตร
ช่วงกลางสะพานจะยกสูง ให้เรือลอดผ่านได้ สูง 4.5 เมตร ระห่างเสา
41 เมตร และก่อสร้างพนังหินกั้นคลื่น ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้
ซึ่งไม่มีเกาะกำบังความยาว 1,700 เมตร นอกจากนั้น ต้องขุดร่องน้ำเพิ่มความลึก
14 เมตร จากระดับน้ำต่ำสุด ปากร่องน้ำกว้าง 180 เมตร เป็นต้น
ทั้งหมดเป็นโครงการระยะแรก หลังจากใช้งานไปแล้ว 5-10 ปี จะมีการถมขยายท่าเรือเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการเติบโต
ประมาณการตลอดระยะเวลา 25 ปี ของการใช้ท่าเรือ จะมีเรือเข้ามาเทียบท่า
75,108 ลำ
กระนั้น จากข้อมูลการศึกษายังไม่มีการชี้แจง ในหลายๆ ส่วน อาทิ
ระบบกำจัดขยะและมลพิษต่างๆ ปริมาณการที่ดิน หิน ที่จะนำมาถม
รวมทั้งแหล่งดินขุด และ การชดเชยด้านสุขภาพจากฝุ่นละอองการก่อสร้างและขนส่ง
รวมไปถึงพื้นที่รองรับ การอพยพขนย้าย ชุมชน ตลอดไปถึงการสูญเสียด้านเศรษฐกิจของชุมชน
ทั้งระหว่างก่อสร้าง และหลังการก่อสร้าง เป็นต้น
ทั้งหมดดำเนินการออกแบบสำรวจ รวบรวมรับฟังและศึกษา โดย 3 บริษัทใหญ่
คือ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจีเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด,
บริษัท เอทีที คอนซัลแตนท์ จำกัด ,บริษัท แปซิฟิค คอนซัลแตนท์
อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เมื่อปี 2548
กระบวนการมีส่วนร่วม

การลงอวนกุ้ง ของชาวประมงพื้นบ้าน
ปากบารา |
โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา เป็นโครงการขนาดใหญ่ ระยะยาวถึง
25 ปี (3 ระยะ) มีผลกระทบหลายๆ ด้าน
กระนั้น การรับฟังความคิดจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบ กลับมีน้อย
โดยเฉพาะชุมชนรายรอบ ที่มีอาชีพประมงพื้นบ้าน ทั้ง 6 หมู่บ้าน
3 ตำบล ในพื้นที่ 3 อำเภอ หลายพันครัวเรือน แต่กระบวนการรับฟังความคิด
ส่วนมากเป็นหัวหน่วยงานภาครัฐด้านทรัพยากร อาทิ อุทยานฯ ประมง
อุตสาหกรรม และด้านพาณิชย์ แต่หน่วยงานด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม
สิ่งแวดล้อม และผู้แทนด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน และตัวแทนด้านองค์กรพัฒนาเอกชน
หรือ องค์กรอิสระ ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 หนด กลับไม่มีส่วนร่วม
ส่วนตัวแทนด้านชุมชน มีเพียงผู้นำชุมชน สมาชิก อบต. ผู้ใหญ่บ้าน
และ โต๊ะอิหม่าม จากตำบลปากน้ำเพียงตำบลเดียว แต่ไม่มีกระบวนการ
เปิดสภาประชาพิจารณ์ รับฟังและสร้างการรับรู้จากชาวบ้าน สร้างความเข้าใจ
ก่อนตัดสินใจดำเนินการ นับว่า เป็นโครงการที่กำลังจะละเมิดสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน
ซึ่งผิดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 66 ทุกกระบวนการ
กรณี การศึกษาผลกระทบ คือ EIA นั้นก็ยังไม่ผ่าน หรืออาจจะผ่าน
ก็ยังไม่ถูกเผย รับรู้ ให้เป็นที่ยอมรับ ต่อกระบวนการศึกษาวิจัย
กระนั้น แม้แต่ในกระบวนการทำ EIA เอง ชาวบ้านก็ยังไม่มีส่วนร่วม
การประชาสัมพันธ์ ไม่ทั่วถึง ตั้งแต่ต้น และนอกจากนั้น ยังขาดการศึกษา
วิจัยอย่างรอบคอบ ถึง ผลได้ผลเสียด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความยั่งยืนของสังคมเศรษฐกิจของประเทศ
สรุป
ความสูญเสียหลักๆ ที่รวบรวมจากตัวแทนชาวประมงพื้นบ้าน คือ พื้นที่ทำประมงพื้นบ้านและอาชีพประมงพื้นบ้าน
ผลประโยชน์ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และรากฐานทางวัฒนธรรมของชาวมุสลิม
ดังนั้น โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา จึงเป็นโครงการที่เข้ามา
ปิดตำนานวิถีชาวประมงพื้นบ้าน จังหวัดสตูล อาทิ
1.ความเป็นชุมชน การสืบทอด
มรดกด้านวัฒนธรรมด้านวิถี ต้องสูญหายทันที
2.อาชีพประมงพื้นบ้านและอาชีพที่เกี่ยวเนื่อง ที่สามารถเลี้ยงตัวเองและเลี้ยงอาชีพอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้อง ต้องสูญหาย หรือเกิดความลำบาก
3.ตัวตนของคน ที่มีอำนาจเข้าถึงจัดการทรัพยากรร่วมกันอย่างผาสุก
ที่ดำรงวิถีประมงพื้นบ้าน อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในสังคมต้องสูญหายไป
4.เป็นละเมิดทั้งสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน อย่างรุนแรง |
นำมาสู่มุมมองของชาวประมงพื้นบ้าน
ที่กำลังหาปลาอยู่กลางทะเล ในกรณีที่จะมีโครงการก่อสร้าง ท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา
อาทิ นายไกรวุฒิ หมั่นเพียร อายุ 35 ปี ชาวประมงพื้นบ้าน
ปากบารา ให้ความเห็นต่อโครงการนี้ว่า กระทบมากเลยครับ
ทำลายทรัพยากรทุกสิ่งทุกอย่าง ตรงนี้ไปหมดเลย อย่างข้างเกาะจะเป็นแนวปะการังอ่อน
ที่มีนักท่องเที่ยวเขาจะมา ดำดูปะการัง ด้านโน้น และอีกด้านโน้นเขาเรียกเกาะตะเกียง
เกาะตะรุเตา เกาะดีดี ซึ่งเป็นเกาะสำหรับท่องเที่ยว มีปะการังอ่อนด้วย
มันกระทบระบบนิเวศหมดเลย
ที่นี่มีชาวประมงพื้นบ้านบ้าน 400 ลำ ที่ได้รับผลกระทบ ผมคิดว่า
ทุกคนพร้อมที่จะมาแสดงพลังกัน ลองพิจารณาดูสิครับ เรือเล็กๆ
ที่เห็นในทะเล นี่นะ ถ้ามีท่าเรือใหญ่ๆ ขนาดนั้นเกิดขึ้น ชีวิตคนเหล่านี้จบเลย
หากินไม่ได้กันเลย
อย่างอาชีพพวกเรา มีทั้งอวนกุ้ง อวนปลาทู ลอบหมึก ลอบปูม้า รายได้เฉลี่ย
วัน 500 บาท ต่อวัน ต่อลำ เรือมี 400 ลำ ก็คำนวณดู นะครับ เป็นเศรษฐกิจของ
ชาวบ้านที่หากินอ่าวตรงนี้ ส่วนทะเลนอกหลังเกาะเขาใหญ่ จะมีลมมรสุม
เรือเล็กๆ ออกไปหากินไม่ได้ เลย ครับ ตรงนี้มีคน 6 หมู่บ้าน
ที่ทำมาหากินตรงนี้ หลายพันครัวเรือนเลย
ตอนนี้ เท่าที่ทราบ ในแผนผังโครงการของเขา เขามีออกมาหมดเลย
ว่ามีสะพานจากชายฝั่งมาถึงท่าเรือ ก็ประมาณ 1,500 เมตร แล้วด้านหน้า
จะมีพนังกั้นน้ำ สูงจากผิวน้ำ ประมาณ 20 เมตร เพื่อกั้น คลื่น
ซึ่งกระทบระบบนิเวศแน่นอน เพราะว่าแนวตรงนั้น จะมีทั้งปะการังเทียมของชาวบ้าน
และปะการังจริงอยู่ ขนาดท่าเรือ ผมยังไม่แน่ใจ แต่เท่าที่ทราบ
เขาว่าจะทำ ประมาณ 3-4 ล๊อค จะมีถนน 4 เลน จากชายฝั่งเข้ามาถึงท่าเรือ
ก็ประมาณ 4 กิโลเมตร ถมทะเลทำพื้นที่ 750 ไร่ พนังน้ำกันคลื่น
1,700 เมตร ระยะห่างเสาตอม้อ 21 เมตร
อย่างที่บอกนะครับ ถ้าเรือใหญ่เข้า นี่ทำลายหมดเลย เช่นทำลายที่ท่องเที่ยว
เพราะบริเวณนี้ เช่นที่เกาะดีดี เกาะตะเกียง เกาะตะรุเตา เป็นที่ดำปะการังของนักท่องเที่ยว
อย่างสัตว์น้ำ หายากก็มีอาศัย เช่น ปลาพะยูน ก็เห็นบ่อย ปลาโลมา
ว่ายมาโผล่เป็นร้อยตัวเกือบทุกปี ช่วงหลังท่องเที่ยวประมาณเดือนตุลา
ความสมบูรณ์ไม่ว่าที่ไหน ในอันดามัน ผมคิดว่าสู้สตูลไม่ได้ ดังนั้น
ถ้ามาก่อสร้าง ผมคิดว่าทุกอย่างจบหมดเลย อย่างเรือประมงใหญ่ๆ
ที่มาหากินที่นี่ ก็มาจากข้างนอก ชาวสตูลส่วนใหญ่ หากินเรือเล็กครับ
แล้วอีกอย่าง ชาวประมงพื้นบ้านที่นี่เองก็หากิน
ด้วยเครื่องมือที่หลากหลาย มาก กระนั้น เราไม่เคยขัดแย้งกัน
นอกจากนั้น เรายังมีข้อตกลงการใช้ทรัพยากรทะเล อย่างเช่น เรือไดปลาเล็กๆ
ของชาวบ้านนี่ เราห้าม ทำไม่ได้ ถ้าจะทำต้องไปทะเลนอกเลย โดยเฉพาะตอนนี้
ที่กำลังคิดกัน คือ อยากปิดอ่าวช่วงฤดูวางไข่ คือ ไม่ให้ใครลงจับปลาเลย
ครับ
เรื่องโครงการท่าเรือ ถึงจะมีส่วนร่วมอย่างไร จ่ายชดเชยมากแค่ไหน
เราก็คิดว่า ไม่เอา ทั้ง 6 หมู่บ้าน 400 ลำ เราคิดอย่างนี้นะครับ
เพราะเงิน กินไปนานๆ เดี๋ยวก็หมด แต่ที่นี่ กินได้จนลูกจนหลาน
ไม่มีหมด
ผมไม่เข้าใจว่าทำไม ต้องมาสร้าง เพราะทำลายทั้งวิถีชาวบ้าน ระบบนิเวศ
การท่องเที่ยว เอาแค่น้ำมันเครื่องจากเรือใหญ่ๆ ก็แย่แล้วครับ
นายนันทพล
เด็นเบ็น อายุ 50 ปี ชาวประมงพื้นบ้านและสมาชิก อบต.ปากน้ำ
เผยชีวิตชาวประมงและวิถีหาปลามาตั้งแต่เกิดว่า
อันนี้ ที่กำลังเห็น เราทำอวนกุ้ง วันนี้ก็ออกมาตั้งแต่ 7 โมงเช้า
ตามหลักจริงๆ ต้องออกมา ตี 4 เรื่องการหาปลาจะใช้เครื่องมืออะไร
ก็ต้องดูช่วง ดูฤดูเหมือนกันครับ เราทำทั้ง อวนกุ้ง อวนปลาทู
อวนลาก ตามฤดูกาล รายได้ก็ประมาณ 1,000 กว่าบาท หักค่าน้ำมัน
ค่าอื่นๆ ไปแล้วก็เหลือคนละ 200 บาท ก็พอได้
ช่วงที่ได้ดีก็น่าเป็นอวนกุ้ง ช่วงมรสุมอย่างตอนนี้แหละ จะได้ดี
ที่สุด เราก็หาตรงนี้ มาตลอด อีกอย่างตำบลละงู ตำบลปากน้ำ มันมีขอบเขตจำกัด
คือ หาได้ในอ่าวนี้อย่างเดียว จึงเป็นแหล่งหากินของชาวประมงพื้นบ้าน
ที่ต้องมาประจำ ถ้าไม่มีที่ตรงนี้ รับรองเลยว่าเราลำบากมากๆ
เพราะว่าส่วนใหญ่แล้ว เนื้อที่มันไม่ได้เยอะ เลย ถ้าเอามาเฉลี่ยแบบที่ดิน
ก็จะได้กันคนละไม่ถึง 1 ไร่ ด้วยซ้ำ น้อยมาก แต่ถึงหนาแน่นขนาดนี้
เราก็ยังหากินได้
อีกอย่างพวกเราประมงพื้นบ้าน ทำอาชีพประมงอย่างเดียว ดังนั้นถ้าโดนทุบหม้อข้าวนี่
เรียบร้อยเลย อย่างผมทำมาตั้งแต่จำความได้ 7-8 ขวบ ก็ออกทะเลกับพ่อแล้ว
จนตอนนี้ อายุ 50 ปี แล้ว ฝากไว้กับทะเลมาตลอด ดังนั้น ถ้าวันหนึ่งมันมาสูญเสียไป
หรือมีผลกระทบกับวิถีตรงนี้ ผมคิดว่า มันจะทำให้ชาวบ้านเกิดความลำบากมาก
เรื่องการต่อสู้เพื่อสิทธิชาวประมงพื้นบ้าน ณ วันนี้ เราตอบแต่เพียงว่าเราหลังพิงฝาแล้ว
จำเป็นต้องสู้แล้วตอนนี้ เพราะชีวิตครอบครัวอีกหลายพันชีวิต
ที่ฝากไว้กับทะเลตรงนี้ ลำบากแน่นอน
ในฐานะชาวบ้านตำบลละงู อำเภอละงูคนหนึ่ง ผมอยากจะฝากถึง ผู้มีอำนาจตรงนั้น
ว่า อยากให้เห็นความสำคัญของอาชีพประมงพื้นบ้าน ที่จะต้องดำรงชีวิตอยู่
โดยฝากความหวังไว้กับรัฐบาล หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้ ให้ช่วยดูแลประมงพื้นบ้านด้วย
ว่าอย่างน้อยให้เขาได้มี อาชีพ มีทางเลือก ที่จะดำรงชีวิตต่อไป
เพราะว่า จังหวัดสตูลนั้นดีอยู่อย่างว่า ปัญหาไม่เหมือน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
แต่ถ้า โดนกดดันหรือมันมีแนวโน้ม ที่จะต้องต่อสู้ ผมคิดว่า ก็คงจะต้องต่อสู้
เพื่อปกป้องวิถีชีวิตของตัวเอง แต่คิดว่าคง ไม่ถึงขั้นรุนแรงขนาดนั้น
เราแค่ต่อสู้ตามสิทธิพึงมีพึงได้ของเรา ที่ชาวบ้านตาดำๆ จะต้องได้รับจากรัฐบาล
หรือจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ
เราชาวบ้านยังไงก็ต้องสู้ ชนะไม่ชนะก็เรื่องหนึ่ง แต่ยังไงก็ต้องสู้
อย่างน้อยๆ เพื่อให้เขาได้รับรู้ว่า เราได้รับผลกระทบ เราลำบาก
ครับ เพราะคนทะเลแผ่นดินที่ได้ คือแผ่นดินที่อยู่ ไม่เหมือนคนบนฝั่ง
ที่อย่างน้อยถ้าไม่มี ก็ต้อง 15 ไร่ สำหรับเรื่องค่าชดเชย ผมคิดว่า
เรื่องนี้ผลกระทบมันถาวร ไม่ใช่ปี สองปี แต่มันเสียหายยั่งยืนเลย
คิดดู เนื้อที่ตรงนี้ถูกตัดออก ชาวบ้านอีกเท่าไหร่ ที่ต้องลำบาก
ในฐานะที่เป็น สมาชิก อบต. ผมไม่รู้หรอกตัวองค์กรเป็นยังไง คิดยังไง
แต่ผมคิดยังงี้แหละ เพราะผมมาจากชาวบ้าน ไม่ใช่มาจากองค์กร ชาวบ้านเลือกผมมา
ผมจึงต้องคิด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาวบ้าน และส่วนใหญ่ ที่ไม่กล้าพูด
ก็เพราะกลัวสมัยหน้า อย่างผม ผมไม่คิด อะไรก็ได้ที่เป็นประโยชน์ชาวบ้าน
เราน่าจะทำ ส่วนเรื่ององค์กรต่างๆ อย่าง อบต. อบจ. หรือหน่วยงานอื่นๆ
บอกได้คำเดียว เรื่องนี่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทั้งนั้นครับ และมันใหญ่มาก
ระดับชาติเลย ดังนั้น อย่างผมสมาชิก อบต. ทำได้แค่รับรู้ เท่านั้นเองครับ
นายยายา
ตรุรักษ์ อายุ 50 ปี ชาวประมงพื้นบ้านปากบารา อีกคนหนึ่ง
ก็ร่วมเน้นย้ำ ถึงรายละเอียดโครงการและผลกระทบว่า โครงการขนาดใหญ่ขนาดนี้
กระทบมากขนาดนี้ทำไม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เข้ามาถามชาวบ้านให้ทั่วถึง
เท่าที่ทราบ โครงการนี้เป็นโครงการ 3
ระยะ ระยะแรกละ 5 ปี และให้เสร็จตามแผนก็ใช้เวลา 25 ปี แต่จะเริ่มเมื่อไหร่
ผมไม่ทราบ แต่จำได้ ว่า ปี 2552 คือโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือทัวร์
เป็นท่าเรือระดับชาติ งบประมาณ ทั้งหมด 32,000 ล้าน
ปัญหา คือเขาไม่เคยถามประชาชน เลยว่า ประชาชน ตรงนี้ ต้องการไหม
มีผลกระทบอะไรบ้าง เพราะมันไม่ใช่แค่ท่าเรือน้ำลึก แต่มันมีก่อสร้างเขื่อนกั้นคลื่น
วัดระยะจากหัวสะพาน ไปทางทิศใต้ 1,000 เมตร ทำเขื่อนจากตะวันออกไปตะวันตก
1,700 เมตร หน้าเขื่อนกว้าง 6 เมตร โดยใช้หินขนาดใหญ่ถม
เรื่องอีไอเอ ผมยังไม่ทราบว่า เลยไม่รู้ว่าได้ทำไหม เข้าใจว่า
ตัวโครงการในตอนนี้ รัฐบาลชั่วคราวไม่กล้าตัดสินใจ แต่บรรจุเข้าแผนเอาไว้
ในขั้นตอนการก่อสร้างเอง ชาวบ้านก็มีคำถามมาก เช่น จะขุดลอกเอาทรายออกไป
เพื่อให้ได้ความลึก 15 เมตร เพราะตรงนี้น้ำจะลึกแค่ 6 เมตร ส่วนดินที่ขุดจะเอาไปถม
ห่างจากที่ขุด 30 กิโลเมตร ซึ่งไม่รู้ตรงไหน ส่วนเรือเอาแค่ปกติ
กินน้ำลึก 12 เมตร น้ำหนักเรือ 30,000 กว่าตันขึ้น กว้าง 27
เมตร ยาว 200 กว่าเมตร นี่คือ ขนาดเรือ นึกภาพออกมา ก็อดคิดไม่ได้
แล้วชาวบ้านจะอยู่กันยังไง
เลยอยากถามว่า การสูญเสียตรงนี้ ใครจะมาชดเชยให้เราได้บ้าง เราไม่ได้ต่อต้าน
ไม่ได้ประท้วงนะ แต่แค่อยากให้รัฐบาลรับรู้ว่า เรานี้เดือดร้อน
พูดจากใจจริงเลย ผมไม่ได้คิดจะพากันประท้วง แค่อยากบอกว่า เราชาวบ้านจะเดือดร้อน
ไม่รู้กี่ครัวเรือน รัฐบาลอย่าเห็นแต่ผลประโยชน์ ไม่เคยลงมาคลุกคลีกับชาวบ้านเลย
ไม่ว่าจะเป็น อบต. ฝ่ายปกครอง อำเภอ จังหวัด แม้กระทั่ง ผู้แทนราษฎร
ที่เราเลือกไปเอง ถามจริงๆ ว่าเคยเข้ามาคลุกคลีดูแลเรามั่งไหม
ไม่เคยเลย
เข้ามาถามหน่อยว่า เขาจะสร้างท่าเรือน้ำลึก ที่นี่ ชาวบ้านเขาคิดยังไง
เพราะเราอยู่ที่นี่มานานแล้ว อายุ 50 ปี แล้ว เกิดที่นี่ มีเมีย
มีลูกมีหลานที่นี่และจะตายที่นี่ ก็ถามเรามั่ง ว่าเราคิดยังไง
ที่นี่เราอนุรักษ์ ปล่อยกุ้งปล่อยปลามาทุกปี ร่วมกับจังหวัด
อบต. เอกชน และถ้าจำไม่พลาดก็เกือบ 100 ล้านตัวไปแล้วมั้ง ในระยะ
4-5 ปี ที่ผ่านมา ตอนนี้ก็กำลังคิดกันอีก ว่าจะปล่อยเพิ่มสัก
14-15 ล้านตัว
รัฐบาลบอกว่าจะทำสงครามกับความจน แต่มาดูดีๆ กำลังยัดเยียดความยากจนให้กับประชาชน
อยากฝากเรื่องนี้ ไปถึงรัฐบาลใหม่ด้วย ว่า ให้นึกถึงความยากลำบากของชาวบ้านมั่ง
จะทำอะไร ก็หันมาดูกันมั่ง อย่าคิดแต่จะกอบโกยผลประโยชน์อย่างเดียว
เราลำบาก เราไม่อยากประท้วง แต่อยากขอความเห็นใจครับ
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
27 กันยายน 2550
|