กู่ถึงการล่มสลายของ ปัญญาชนไทย

สถานการณ์ที่เงียบงัน อึมครึม ไปหลายๆ ส่วนในขบวนประชาชน หลังเกิดเหตุการณ์ 19 กันยา สะท้อนนัยยะทางสังคมและการเมือง หลายๆ ประเด็น ต่อ "ขบวนการปัญญาชนไทยว่า หายไปไหน?" ทั้งๆ ที่หากย้อนไป เมื่อต้นเดือนกุมภา - มีนา - เมษา 2549 เรื่อยมาจนถึง เดือนกรกฎา - สิงหา ขบวนการปัญญาชนไทย อาทิ นักวิชาการ NGOs หัวก้าวหน้าของสังคม ศิลปินเกือบทุกแขนง ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ทยอยกันหลั่งไหลออกมาบนถนนการเมืองอย่างคึกคักและโดดเด่นมากๆ ในเวทีการเมืองไทยเพื่อ "ชุมนุมขับไล่รัฐบาลทักษิณ"

แม้ว่าความจริงในเบื้องลึกเบื้องหลัง เอกภาพท้องถนนเกิดได้เพียงเพราะศัตรูเดียวกันเท่านั้น แต่นอกนั้นคือการแตกหัก เพราะฐานคิด จุดยืน และทิศทางการเมือง แต่ฝ่ายพันธมิตรและขบวนการปัญญาชนไทยส่วนใหญ่คิดเห็นไปในทางเดียวกัน !!! เมื่อสถานการณ์เคลื่อนไหวรุกหนัก สภาพการเมืองไร้เสถียรภาพ ความชอบธรรมของนายกฯ ทักษิณ หมดสิ้น จนเกิดภาวะและปัจจัยเอื้ออำนวย โดยเฉพาะสภาพสังคม ที่เรียกร้องบทบาทอัศวิน สีเขียว สีเหลือง ซึ่งนำมาสู่ขบวนรถถัง ที่กำลังปูพื้นด้วยพรมและกลีบกุหลาบของประชาชน และการแบกหามเสลี่ยงโดยขบวนการปัญญาชนไทย !!!

วันนี้....ไม่มีเสียง "ท๊ากกก ษิณ ออกไปๆๆๆ" อีกแล้ว ไม่มีแม้แต่เสียงแก้เกี้ยว แก้เขิน แก้ตัว จากขบวนการปัญญาชนไทย ที่มีบทบาทสำคัญในการก่อสร้าง "เสลี่ยงอันเชิญทหารและกลุ่มหัวขวาจัด" เข้ามามีส่วนร่วมครองอำนาจ ดังนั้น ความคิดเรื่องการปฏิรูปการเมือง จึงกลายเป็นสิ่งเพ้อเจ้อที่สุดในรอบปี 2549 และ ปี 2550

การแตกหักของขบวนการปัญญาชนไทย ก็มาถึงจุดที่เรียกว่า "การล่มสลายทางสติปัญญา" เมื่อไม่สามารถกู้วิกฤติศรัทธาทางการเมือง หรือนำพาจิตวิญญาณสังคมประธิปไตยออกมาจากวังวนเงาดำปีศาจนี้ได้ แต่กลับปล่อยให้การเมืองไทยเดินถอยหลังลงคลอง เงียบเหงาแม้กระทั่งบรรยากาศร่างรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดที่จะจัดสรรและกำหนดการขึ้นมามีอำนาจอธิปไตย

เป็นคำถามที่ประชาชนงึมงำอยู่ในวงแคบๆ อย่างหวาดผวาว่า "ทำไมขบวนการปัญญาชนไทย ฉีกหน้าประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยออกจากกัน" ซึ่งก็คือ ภาพขบวนปัญญาชนไทยและเหล่าพันธมิตร เปรมปรีและชื่นมื่นยืนชม ขบวนรถถังที่ห่อหุ้มด้วยดอกไม้ ทำการฉีกรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยประชาชน ซึ่งตัดกับภาพในอดีต ที่ขบวนการปัญญาชนไทยและเหล่าพันธมิตรนี้เองคือผู้ที่นำพาประชาชนต่อสู้กับรถถัง ผู้ที่เรียกร้องและผลักดันรัฐธรรมนูญของประชาชน

ยิ่งกว่านั้น แกนนำปัญญาชนไทยหลายคน เคยถูกรองเท้าบู้ทสีเดียวกันนี้เองเหยียบก้านอกมาแล้ว เมื่อครั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา, 6 ตุลา และ 19-20 พฤษภา !!...

หากฟังเสียงปัญญาชนไทยรุ่นใหม่ๆ ที่แหกคอกอยู่นอกขบวน เผยใจที่แสนร้าวรานและหวาดกลัวบนโต๊ะกาแฟหลังบ้านอย่างเดียวดาย ว่านี่คือ "ละครน้ำเน่าทางการเมืองที่เรทติ้งดีที่สุดในปี 2549 !!!!" และแฟนละครคนสำคัญคือ ขบวนการปัญญาชนไทย

จาก 19 กันยา 2549 - 21 มกรา 2550 มีคำถามที่เริ่มทวีขึ้นอย่างมากมาย แม้จะหวาดวิตกต่ออำนาจการเมืองปัจจุบัน และสภาพสังคมขาดสติปัญญาว่า "เดี๋ยวนี้สื่อมวลชนกลายเป็นเพียงกระบอกเสียงสำหรับโฆษณาชวนเชื่อ ครอบงำประชาชน และที่สำคัญสื่อในกำมือแกนนำพันธมิตร กำลังทำหน้าที่เป็นอาวุธประหัดประหาร พิพากษาและทำลายล้างคู่ต่อสู้ทางการเมืองแบบถอนรากถอนโคนแล้วหรือ?" และยังเป็นปรากฏการณ์ที่สมาคมวิชาชีพสื่อไม่ตรวจสอบ กลไกสิทธิมนุษยชนไม่ท้วงติง รัฐไม่คุ้มครอง ปัญญาชนนักวิชาการไม่วิพากษ์วิจารณ์ และขบวนการปฏิรูปสื่อ ไม่ชี้นำเรียกร้อง ต่อบทบาทที่ไม่เป็นกลางและละเมิดสิทธิมนุษยชน

คำถามจึงเน้นย้ำ ว่า "ปัญญาชนไทยแท้จริงมาถึงคราล่มสลายทางสติปัญญาและจิตวิญญาณแล้วหรือ?" ทั้ง นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน (NGOs) ศิลปินแขนงต่างๆ โดยเฉพาะสายเพื่อชีวิต และหัวก้าวหน้าอื่นๆ กำลังทำอะไร? ชื่นชมความสำเร็จ ! รอรับผลประโยชน์ ! กระดากอาย ! หรือยังมิกล้าและรอจังหวะที่เหมาะสม ค่อยลุกมาแก้ไขความผิดพลาด!!

วันนี้สังคมไทยกำลังอยู่ในภาวะอึมครึม หลบหน้าและตีบตัน เพราะสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถูกเหยียบไว้ด้วยรองเท้าบู้ทสีเหลือง พัฒนาการประชาธิปไตยถูกฉีกทิ้ง สังคมการเมืองเหลือแต่ความเงียบงันหวาดกลัวและไม่มีคำตอบ ไม่รู้อนาคตไม่กล้ากำหนดชะตากรรม และไม่มีตัวตนผู้ที่จะก้าวเข้ามาชี้นำหนทางใหม่ๆ ทางการเมืองภาวะเฉกเช่นนี้ เช่นนี้ "ใครกันจะรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นและต่ออนาคตการเมืองไทย!" และ "ใครกันกล้าขอโทษประชาชน ตลอดจนวิญญาณบรรพชนที่เคยพลีชีพเพื่อประชาธิปไตย!"

การเมืองภาคประชาชนในสถานการณ์ปัจจุบัน ต้องหลุดและถอนตัวออกจากวังวนสับสน หวาดกลัวและรอคอย ออกมาสู่บทบาทชี้นำทางการเมืองอีกครั้ง ดังนั้น ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน โดยเฉพาะขบวนการปัญญาชนไทย ทั้งนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน (NGOs) เครือข่ายศิลปินและหัวหน้าของสังคม ต้องลุกขึ้นแล้วออกมาขับเคลื่อนขบวน นำพลังประชาชนมาชี้นำกำหนด มามีส่วนร่วม และสร้างเวทีกิจกรรมทางการเมืองให้กับภาคประชาชน

เพียงเริ่มต้นด้วยคำขอโทษประชาชนเท่านั้น แล้วค่อยนำขบวนประชาชนเคลื่อนไหว โดยเริ่มที่การปลดปล่อยตนเองให้พ้นจากมายาภาพและกลอุบายฝ่ายขวา แล้วค่อยฟื้นเวทีสนทนาหากรอบและกำหนดอนาคตการเมืองที่ให้อำนาจประชาชน มีส่วนร่วมอีกครั้ง แต่ถ้าหากยังกระอักกระอวนใจ รอเพียงโอกาสที่จะรักษาความสง่างาม ดั่งเมื่อครั้งเดินขึ้นบนเวทีพันธมิตร นั้นคงอีกนาน และผลสุดท้าย "จิตวิญญาณประชาธิปไตยของสังคมเท่านั้น ที่บอบช้ำและเสื่อมสลาย"

เพียงเริ่มจากคำขอโทษ เท่านั้น !!!!!!.........


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

29 มกราคม 2550