ชุมชนหลัง สน.เก่าประเวศ โครงการบ้านมั่นคงกับสิทธิชุมชนเมือง

ในกระแสที่คนจนถูกพูดถึงมากที่สุด โดยเฉพาะความสำคัญของปัญหา ถูกย้ำเสมอๆ ว่า “คนจนคือหัวใจของการพัฒนาประเทศ” บนเนื้อที่สื่อทุกๆ รูปแบบ บนเนื้อที่นโยบายการเมือง บทสนทนาภาคสาธารณะที่สามาถจะเห็นได้ทั่ว ในโต๊ะเหล้า ชา กาแฟ ใน ในตรอกซอกซอย และในชุมชนเมือง ที่ซึ่งถูกปิดบังด้วยกำแพงสังกะสี วันนี้กลับถูกโต้แย้ง ว่าแท้จริงมันมีความจริงอีกด้าน ด้านที่แม้แต่นโยบายประชานิยม ยังยื่นมือไปไม่ถึง

คนไทย คนกรุงเทพฯ และผู้สัญจรไปมาด้วยเครื่องบิน ต่างรู้สึกพึงพอใจ ที่จะมีสนามบินแห่งใหม่ ใหญ่โต เป้นเกียรติแก่ประทศ ชื่อ “สุวรรณภูมิ” กลับกันในเรื่องราวเล็กๆ ของชาวบ้าน ชุมชนกลับมีเรื่องราว ที่มองสุวรรณภูมิแตกต่างออกไป

กระแสภาคธุรกิจหลากหลายรูปแบบหลั่งไหลเข้ามาหาโอกาสลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในขณะที่หน่วยงานภาครัฐ ก็ปรับและขยับขยายฐานะ จัดภูมิทัศน์ให้พร้อมที่จะเติบโตเป็นหน้าตา และมีวิธีจัดการกับ สังคมที่กำลังขยายตัว ชุมชนชานเมือง และชุมชนแออัด ซึ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กับการเติบโตของเมือง และความล่มสลายของการเกษตรในชนบท กลับเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมืองแบบโตเดี่ยวมากที่สุด และถูกทำให้ตกหล่นมากที่สุด

ชุมชนหลัง สน.เก่า ประเวศ เขตประเวศ เป็นอีกชุมชนหนึ่ง ที่กำลังเผชิญกับปัญหาแตกสลาย ไร้ความมั่นคงและถูกรุกรื้อไล่ที่ ตั้งแต่ยุคเวนคืนที่ดินที่เคยมี 200 ครัวเรือน เวนคืนเพื่อทำทางด่วน มาจนถึงยุคปัจจุบัน ที่เหลือเพียง 32 ครัวเรือนก็ยังถูกสถานีตำรวจนครบาลเขตประเวศ ไล่รื้อเอาที่ดิน หากแยกเป็นพัฒนาการก็สามารถกล่าวได้ว่า ที่นี่ผ่านตั้งแต่ยุคยอมให้รื้อบ้านแล้วตนเองหนีถอยไปหาที่ใหม่ มาจนถึง ยุคตั้งหลักสู้ และเรียกร้องสิทธิ คนจนมีตัวตนมีสิทธิ

ถึงกระนั้น ในทางปฏิบัติกระบวนการสร้างสิทธิให้กับตน ให้กับชุมชนในวิถีเมือง ที่พื้นดินทุกๆ ตารางมีผู้ครอบครองหมดแล้ว แต่ก็มีคนจนบุกรุกและอาศัยอยู่มานาน การสู้นั่นมิใช่เรื่องง่าย แต่ชุมชนและสิทธิที่รัฐต้องดูแล ไม่ใช่มีสิทธิ์ได้รับเฉพาะชุมชนที่มีพื้นที่กายภาพถาวร เท่านั้น กับชุมชนที่มีพื้นที่กายภาพไม่ถาวร แต่มีระบบสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นพึ่งพาอาศัยและเกื้อกูลกันเป็นเครือญาติ มีกติกา มีระบบการจัดการชุมชน ในการอาศัยอยู่ร่วมกัน ก็นับว่าเป็นชุมชนแล้ว ดังนั้น จึงมีสิทธิที่จะเรียกร้อง จัดการและได้รับการดูแลจากภาครัฐ โดยเฉพาะกระบวนการภายในชุมชน

นายมนัส ปาละวงศ์ ณ อยุธยา ประธานชุมชน หลัง สน.เก่า ประเวศ กล่าวถึงชุมชนนี้ในอดีตก่อนเผชิญปัญหาต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน ปัญหาและขบวนการรื้อสร้างชุมชน เพื่อโอกาสที่จะได้รับสิทธิตามโครงการบ้านมั่นคงและโอกาสที่หน่วยงานรัฐอันเป็นเจ้าของที่ดินของชุมชน จะยอมให้ชุมชนสัญยาเช่าระยาว ว่า

“ครั้งแรกชุมชนนี้มันก็เป็นเหมือนแบบว่าต่างคน ต่างคนต่างทำ ตั้งประมาณปี 2483 ที่มีคนมาเช่าที่อยู่ครั้งแรก ต่อมาถูกจดทะเบียนเป็นชุมชนปี 2534 เนื้อที่ทั้งหมดตอนนั้น 7 ไร่ เศษๆ ในยุคแรกๆ มีครอบครัวประมาณ 100 หลังคาเรือนแล้วโตมาเรื่อยๆ ถึง 200 หลังคาเรือน ต่อมาเมื่อไม่นานมานี้ โดนเวนคืนเอาไปทำทางด่วน ก็เลยถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน อยู่ฝั่งโน้นถนน กับฝั่งนี้ เป็นชุมชนอีกฝั่งหนึ่ง ก็ไม่ได้เข้าไปร่วมต่อสู้อะไรเลย ที่เหลือฝั่งนี้ตอนนี้ก็แค่ 32 หลังคาเรือน

วิถีชีวิตเราที่อาศัยอยู่ที่นี่ ตั้งแต่ยุคแรกๆ ประมาณ 50 ปีมาแล้ว ผมไม่ได้เกิดที่นี่ เข้ามาอยู่ตอนอายุ 10 กว่าขวบ วิถีชุมชนที่เขาอยู่กันที่นี่ ตั้งแต่เดิมเลย คืออยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง อาศัยซึ่งกันและกัน มันไม่มีอะไร เราอยู่กันด้วยความสงบสุข เรื่องลักเล็กขโมยน้อยในชุมชนที่นี่ ไม่มี 100% เรื่องทะเลาะเบาะก็มีบ้างนิดๆหน่อยๆ ก็แก้ปัญหากันได้ เรารู้สึกว่าเราคุยกันได้ ใช้วิถีอยู่กันแบบ พี่ๆน้องๆ ครอบครัว มันไปมาหาสู่มันรู้จักกันหมด

เราเพิ่งมามีการบริหารองค์กรในชุมชนในปี 2534 นี้เอง ตอนตั้งเป็นชุมชน กรรมการคนแรก ชื่อนายหลักเทา จำนามสกุลไม่ได้ เป็นประธานชุมชนคนแรก ก็มาบังนัฐ เป็นคนอิสลามเป็นต่อมา ผมขึ้นเป็นประธานตอนเดือนกรกฏาคมปี 2547 ซึ่งผ่านๆ มาเราก็อยู่กันสงบเรื่อยมา นะครับ

ที่มาทำตรงนี้ เพราะว่ามันมีข่าวเข้ามาถึงหูชาวบ้าน ว่าจะถูกไล่ออก ถูกย้ายออกไป ข่าวนี้มีมาเรื่อยๆ ว่าตำรวจเขาจะมาเอาที่ จะมาเวนคืนที่ดิน

ในยุคเวนคืนเอาทำทางด่วนชาวบ้านไม่ได้สู้เลย ไม่มีเลย เขามาปักป้าย อันนั้นเขามีงบประมาณเยอะมาก เขาขอที่จากทางทรัพย์สินฯ จากกรมธนารักษ์ เขาก็มาเวนคืนกับชาวบ้านเอาเอง ชาวบ้านได้ค่าชดเชย ก็แยกย้ายหายไปหมด ก็โยกย้ายออกไป ไม่มีใครเรียกร้องอะไร

มาถึงช่วงผมขึ้นมาเป็นประธาน นี้เองที่เริ่มมีกระแสข่าว ตอนนั้น ก็เริ่มมาก่อตั้งศูนย์ชุมชน ก็มีฝ่ายเขตเข้ามา ทำให้เราได้รู้ข่าวสารข้อมูล รู้แน่ว่าตำรวจ สน.ประเวศ เขาต้องเอาที่ เขาวิ่งเต้นเรื่องไปที่กรมธนารักษ์ ขอใช้ที่ดิน ซึ่งเราได้ไปประชุมกันที่เขต แล้วกรมธนารักษ์ เขาก็แจ้งว่าที่ตรงนี้ ตำรวจดูแลอยู่ ทาง พอช. ก็แนะนำทำหนังสือ ถามถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หนังสือก็ตกไปถึง เลขาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตอนนั้นเองที่ขบวนการชาวบ้านเริ่มรวมตัวกันแล้ว และเราก็ได้ประชุมหารือกัน ว่าจะเอากันยังไง เราจะไปอยู่ที่ไหน ก็พูดคุยกัน ก็เกิดการรวมตัว ก็ไปพูดคุยกับฝ่ายพัฒนาชุมชน ที่สำนักงานเขตประเวศ ประสานทาง พอช. ทางกรมธนารักษ์มาคุยกัน ถึงได้ รู้แน่ชัดว่าตำรวจเอาแน่

เมื่อคุยกับกรมธนารักษ์ เขาก็ให้ทำหนังสือที่กรมตำรวจ เราก็ทำหนังสือไปที่สำนักงานตำรวจ ทางสำนักงานตำรวจ ก็แทงเรื่องมาที่ตำรวจนครบาล นครบาลแทงมาที่ บชน.4 แล้ว จึงแทงเรื่องมาที่โรงพัก แล้วจากนั้นผู้กำกับก็เรียกผมเรียกชาวบ้านเข้าไปคุยว่ายินยอมไหม”นายมนัสเล่าย้อน และย้ำอีกว่า

“ครั้งแรกที่เขาเสนอ คือเขาเดินตรวจหมดแล้ว คือตรงที่ผมถมทราย เทปูนเอากรงเหล็กมาใส่ ทำเป็นที่เก็บซากรถให้ เป็นอันว่าตกลงกันแล้ว พวกผมและชาวบ้านยินดีที่จะออกแรงงาน ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ตำรวจขนวัสดุอุปกรณ์มาให้ เรามาปรับ มาทำที่ให้ ทำไปทำมา ก็เกิดปัญหาขึ้นอีก ทาง สน.เขาอยากทำเป็นทางยาวเข้ามาในชุมชน บ้านหนึ่งยอมยกให้ บ้านหนึ่งไม่ให้ บ้านลุงที่พูดเก่งๆ เขาอยู่ข้างหน้า เขาคนอิสลาม อีกบ้านเป็นพุทธ บ้านพุทธ ไม่ยอมให้ตำรวจรื้อศาลพระภูมิ อีกบ้านที่เป็นมุสลิมก็ไม่ให้เหมือนกัน เรื่องก็เลยยืดเยื้อ ทั้งภายในชุมชนและกับ สน.” นายมนัสเล่าและเพิ่มเติมถึงประสบการร์การต่อสู้ ว่า

“กระบวนการของชุมชนจึงยังเดินไม่ได้มากนัก เพราะมีบางหลังยังไม่ยอมร่วมกิจกรรมกับเรา แต่ส่วนมากไม่มีปัญหานะครับ

แนวทางของเรา หลังจากที่เราได้ไปร่วมกับ พอช. เขาก็ให้คำแนะนำมาว่า ต้องทำยังงี้ๆ นะ เราก็กลับมาทำกัน มาทำกลุ่มออมทรัพย์ จนเกิดเงินออม มาทำโครงการบ้านมั่นคง เราก็ทำตามโครงการที่ พอช.เขาแนะนำให้ และมีอีกเยอะ ที่เราจะทำกิจกรรม อาทิ โครงการเงินออมกลุ่มแม่บ้าน

เป้าหมายสูงสุดของชาวบ้าน คือชาวบ้านต้องการที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ที่เป็นหลักประกันที่แน่นอน ไม่ใช่ว่า นอนๆ อยู่พวกมาเดินบอกว่า เฮ้ย จะเขาจะไล่แล้ว เดือนนั้น เดือนนี้ ถึงมันไม่เห็นลายลักษณ์อักษร มันก็ผวากันได้ นะครับ

ส่วนเรื่องความมั่นคงที่เราต้องการคือ ได้ต่อสัญญา 30 ปี หรือ ครั้งละ 30 ปี ไม่ใช่ต้องการเอกสารสิทธิ์ชาวบ้าน ขอแค่หลักประกันตามกฎหมาย จากกรมธนารักษ์ ว่าได้ทำสัญญาร่วมกัน ว่าเขาจะให้เช่าที่ดินผืนนี้ ในระยะเวลา 30 ปี ต่อ 1 ครั้ง กระบวนการตรงนั้นยังไม่ได้คุยกันนะครับ ต้องรอคุยกับทางเขต กับกรมาธนารักษ์อีกทีหนึ่ง ว่าเขาจะให้เราเช่ายังไง สัญญายังไง” นายมนัสย้ำ

“เมื่อวันที่เด็กที่ผ่านมา และหลังวันเด็ก เราได้เรียกประชุมชาวบ้าน ขอมติในที่ประชุมจากชาวบ้าน ว่าพวกเราจะเอาทิศทางไหน จะไปแบบไหน ในการที่เราจะไปเข้าร่วมกับโครงการบ้านมั่นคง ผมก็แจกกระดาษให้ ให้เขาเขียนบอกว่าเขาจะไปในแบบไหน ก็มี 2 ทางเลือก คือ หนึ่งปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่ กับ รื้อบ้านทั้งหมด แล้วปรับภูมิทัศน์ใหม่ทั้งหมด แล้วทำบ้านใหม่กันขึ้นมา ทุกคนลงมติเสียงเดียวกันในที่ประชุม คือให้รื้อใหม่แล้วปรับทั้งหมด

ซึ่งจริงๆ แล้วบ้านมั่นคงเขามีทางเลือกให้ชาวบ้านหลายทาง แต่ชาวบ้านเขาเลือกทางนี้กัน เราต้องพูดเสียงเดียวกัน ว่า ข้อที่หนึ่ง เราจะปรับพื้นที่ ภูมิทัศน์ให้สวยงาม ในแนวเดียวกัน ในทรงเดียวกันให้หมด เราไม่ต้องไปแยกส่วนว่า คนโน้นปลูกทรงโน้น คนนี้ปลูกทรงนี้ แต่เราจะปลูกมาในรูปแบบเดียวกันหมดเลย การวาง โครงการ การจะทำ สาธาณูปโภคมันก็ง่าย เราจะวางท่อน้ำเสีย อะไรก็ง่าย ข้อที่สอง เมื่อเราทำบ้านมั่นคงเสร็จแล้ว เราจะออกกฎระเบียบ ของชุมชนอะไรก็ง่ายขึ้น และอยู่ร่วมกันแบบมีกฎ มีระเบียบ มีวินัยอยู่ด้วยกัน เช่น การรักษาความสะอาด การสังสันท์เฮฮา ก็มีเวลากำหนด เช่น ไม่เกิน 4 ทุ่ม 3 ทุ่ม เป็นต้น

ถ้าเราทำโครงการนี้ สำเร็จเมื่อไหร่ กฎระเบียบก็ตามมา ข้อที่สาม การรักษาความสะอาดมันจะง่ายขึ้นเพราะปัจจุบัน อยู่อย่างเงี้ย เป็นอย่างเงี้ย เราก็ทิ้ง คนอื่นก็ทิ้ง ชุมชนสกปรก คนทำก็ทำตาย คนทิ้งก็ทิ้งไป อย่างทุกวันนี้ ก็ออกมาช่วยกัน ผมตื่นมาออกกำลังเสร็จก็ออกมากวาดใบไม้ กวาดถนนหนทาง กวาดขยะ ทุกคนก็ออกมา เอาไม้กวาดออกมาทำช่วยกัน”นายมนัสอธิบายและสรุปถึงข้อเสนอแทนชุมชนว่า

“โดยความจริง ชุมชนหลัง สน.เก่าประเวศเปลี่ยนแปลงจากแต่ก่อนมาก ตอนนี้เรามีอะไรมากมาย กว่าเมื่อก่อนซึ่งไม่มีอะไร ไม่เป็นที่รู้จักของเขต ไม่เป็นที่รู้จักของใครๆ ทั้งสิ้น ชุมชนหลัง สน.ไม่มีอะไรเลย
ข้อเสนอภาครัฐ คือ อยากให้เขาเห็นใจเรา ว่าเราเป็นพวกคนจนไม่มีที่อยู่อาศัย เราก็อยากจะอยู่ในบ้านที่มันมั่นคง มีที่อยู่ที่อาศัย ที่มันแน่นอน คนเราถ้าไม่มีบ้านอยู่ มันจะเป็นยังไงคิดดูได้ อยู่แล้วไม่มั่นคง ไม่มีความสบายใจ คนในบ้านก็ไม่มีความสุขสบาย กลับมาก็มานั่งเครียดกัน ถ้าเราได้อยู่อย่างมั่นคงสบายใจ กลับมาก็มาเห็นหน้ากัน แฟนยิ้ม ลูกยิ้ม ก็เกิดความสุขในครอบครัวแหละครับ”
นายมนัสกล่าว

นายการัญ เพิ่มลาภ เจ้าหน้าที่ภาคสนามมูลนิธิดวงประทีป กล่าวถึงแนวทางการทำงาน กับชุมชนประเวศหลัง สน.เก่าว่า “นี่คือแนวทางแก้ไขปัญหาง่ายๆ เลย ถ้าชาวบ้านอยากจะอยู่ที่เดิม ว่าจะทำยังไง ดังนั้น กิจกรรมกับชุมชนวันนี้ มันคือสิ่งที่น่าคิดนะครับ เราต้องมาช่วยกันมอง มาช่วยกันแก้ปัญหา เพราะพวกเราเป็นคนนอก พวกผม พอช. หรือใครก็แล้วแต่เป็นคนนอก นะครับ

บ้านมั่นคงมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ถ้าชาวบ้านปฏิบัติได้ ชาวบ้านก็มีที่อยู่อาศัยแน่นอน แต่ถ้าไม่สามารถปฏิบัติได้ ก็ไม่ต้องปฏิบัติ ไม่ต้องเอาบ้านมั่นคง เพราะบ้านมั่นคง มีเงื่อนไขก็เท่านั้น ทีนี้ชาวบ้านเขาอยากจะอยู่กันอย่างไร อย่ามัวแต่มาไล่กันถึงอดีต แต่มาหารือกัน เราจะอยู่กันได้อย่างไร ไม่ให้ถูกไล่

จริงๆ แล้ว สน.ประเวศ เขตนี้เพิ่งตั้งมาไม่กี่ปี ตั้งหลังป้าคนนั้นมาอยู่ด้วย เรากลัวอะไร เราอยู่ตั้งนาน แล้ว เราจะรื้อให้เขาทำไม เราต้องบอกเขาได้ ว่าเราอยากอยู่ตรงไหน เราต้องกำหนดตัวเองได้ ไม่ใช่ให้เขามากำหนด

ปัญหาพื้นที่เขตประเวศ ปัญหาหลักๆ คือ ปัญหาที่อยู่อาศัย ปัญหาบุกรุก ที่ดิน กรมธนารักษ์ ที่ดินของกรมธนารักษ์ ที่ดินกระทรวงหมาดไทย ที่ดินของเอกชน ตั้งแต่สนามบินสุวรรณภูมิเริ่มมา ก็มีปัญหามากขึ้นมาก แต่ก่อนชาวบ้านก็ได้รับผลกระทบ แต่พอมาตอนนี้ มีสนามบินสุวรรณภูมิ ยิ่งรุนแรงขึ้น ทำให้ธุรกิจที่ดินและธุรกิจอื่นๆ เข้าแข่งขันและพัฒนา” นายการัญอธิบายและย้ำต่อถึงแนวทางต่อสู้ชุมชนว่า

“ถึงไม่มีอะไร มันก็ทำให้ชาวบ้านเขารู้สึกไปเองว่า เขาจะอยู่ที่นี่ อยู่ร่วมกับสนามบินได้หรือไม่ได้อย่างไร อยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบนี้ได้ยังไง เรื่องมีการกดดันเข้ามานั้นค่อนข้างแน่นอน มีการซื้อขายที่ดิน มันทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้นมันชวนให้เอกชน เข้ามากว้านซื้อ ขาย หรือลงทุน ทำให้ที่ดินว่างเปล่าที่ชาวบ้านบุกรุก ถูกกระทบไปด้วย เพื่อเอาที่ดินไปทำธุรกิจอื่นๆ ยิ่งอยู่ใกล้สนามบินยิ่งโดนหนัก แต่ก็มีความแตกต่างนะ ที่ดินที่เป็นของรัฐก็ยังสามารถต่อรอง ที่จะอยู่ได้ หรือต่อรองได้ง่ายกว่า กรณีของเอกชนนี่ยากมากเลย เพราะอย่างชุมชนบัวหลวงที่ซึ่งพึ่งขึ้นศาลไป ก็ถูกยื่นคำขาดเลยว่าคุณต้องซื้อตารางวาละ 15,000 บาท ตามราคาประเมิน ต้องสร้างบ้านอยู่อาศัย ถ้าตกลงไม่ได้ศาลจะส่งสำนวนกลับสืบพยานงวดสุดท้าย และไล่รื้อชาวบ้านออกไปเลย

ตามกระบวนการ คือตอนนี้ชาวบ้านมีปัญหา และต้องหาทางออก ดังนั้น ชาวบ้านต้องหากระบวนการ มารองรับไว้ ดังนั้น ถ้าชาวบ้านจะเข้ากลุ่มโครงการบ้านมั่นคง ชาวบ้านก็ต้องรับเงื่อนไข 1 2 3 ฯลฯ กระบวนการเราทำให้ชาวบ้าน เตรียมตัวทัน และพร้อม เพื่อเข้าโครงการ ส่วนในเรื่องเจรจาระดับสูงนั้น เราจะมีเวทีให้ชาวบ้าน แต่ชาวบ้านต้องเตรียมมาพร้อมไว้

ดังนั้นวันนี้ ที่มา คืออยากให้ชาวบ้านได้เตรียมความพร้อม อย่างน้อย ถ้าคุณจะไปต่อสู้ เจรจาความพร้อมมันต้องมี มีเหตุผลที่ชาวบ้านจะอยู่ เพราะวิถีชีวิตชาวบ้านในความจริง มันมีทั้ง 2 ส่วน คือทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดังนั้น ถ้าจะเราจะแก้ปัญหา เราก็ต้องคุยกัน ว่าจะทำยังไง เราจะเชื่อมยังไงให้เป้าหมายชาวบ้านขึ้นไปได้สูงสุด ถามตั้งเป้าก่อนว่าชาวบ้านต้องการอะไร หนึ่งที่อยู่อาศัย ถ้าตอบว่าที่อยู่อาศัย แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร กลับบ้านนอก หรือจะซื้อบ้านจัดสรร ซื้อทาวเฮาส์ หรือคุณจะอยู่ที่นี่ สู้...

ถ้าอยู่ที่นี่อยู่แบบไหน แบบดั้งเดิม ตรงนี้ เราเองคนทำงานจะต้องเชื่อมโยง ในมุมมองคนทำงานเองก็เชื่อมโยงให้ได้ด้วย ไม่ใช่คุณต้องทำยังงี้นะ ไม่เอายังงั้นน่ะ คุณต้องไปซื้อแฟลต วิธีแบบนี้ไม่ใช่ แต่เราต้องฟังชาวบ้านเลือก ว่าเขาเลือก 1 2 3 ฯลฯ เขาเลือกอะไรก็ไปหนุนเสริมชาวบ้านตรงนั้นครับ” นายการัญย้ำ


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

13 กุมภาพันธ์ 2549