|
กป.อพช. และเอ็นจีโอกลุ่มหนึ่ง
หมายเหตุเล็กๆ ของแผ่นดินไทย
พื้นที่ทางสังคมในอนาคตอันใกล้หรือไกลนี้จะเป็นอย่างไรหากการเมืองไทยยังอยู่ในขั้นวิกฤติเช่นนี้
เป็นที่ทราบกันดีว่า หลายองค์กรหลายหน่วยงานได้เพียงแต่จับตา
และสนทนากันอย่างเงียบๆ นั่นอาจหมายถึงการวางแผนหรือความหวาดกลัวหรืออะไรก็แล้วแต่
แต่หากกาลใดเหมาะสมหรือการประทุจากความอดกลั้น ก็คงหมายถึงพื้นที่เล็กๆของแผ่นดินไทยได้บังเกิดขึ้นแล้ว
และจะขยายเติบโตต่อไปอย่างไรนั้น...
จากการประชุม สมัชชาคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งชาติ
(กป.อพช.) ประจำปี ระหว่างวันที่
16-17 พฤษภาคม 2550 ต่อการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ... ของคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ
สภาร่างรัฐธรรมนูญ กป.อพช.มีความเห็นว่า แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวจะมีการคุ้มครองสิทธิ
เสรีภาพของประชาชนเพิ่มขึ้น แต่ยังมีสาระอีกหลายประเด็นที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
กป.อพช. จึงมีข้อเสนอเพื่อปรับปรุง แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญปี 2550
ดังต่อไปนี้
1.
การคุ้มครองสิทธิของผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มหลากหลายทางเพศโดยไม่เลือกปฎิบัติ
2. การจัดระบบสวัสดิการถ้วนหน้าเช่น การรักษาพยาบาลทุกคน
การคุ้มครองผู้สูงอายุ การรับรองสิทธิในที่อยู่อาศัย การจัดการศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี
โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
3. การปฎิรูปสื่อ โดยให้แยกองค์กรทำหน้าที่ด้านโทรคมนาคม
และด้านวิทยุ โทรทัศน์ และต้องให้ประชาชนเป็นเจ้าของ และเข้าถึงสื่อวิทยุ
และโทรทัศน์
4. สิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย
การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม การเสนอกฎหมายต้องมีตัวแทนประชาชนเข้าร่วมพิจารณากฎหมายในทุกขั้นตอน
5. การทำข้อตกลงหรือสัญญาระหว่างประเทศ จะต้องให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูล
และร่วมพิจารณาให้ความเห็น และต้องให้รัฐสภาพิจารณาก่อนทำสัญญาข้อตกลง
6. รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม
ไม่ใช่การสนับสนุนระบบเศรษฐกิจเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด ซึ่งสร้างความไม่เป็นธรรม
ความเลื่อมล้ำ ในสังคมมาโดยตลอด
7. การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม โดยใช้มาตรการจัดเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า
เช่น ภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก
8. สิทธิชุมชนท้องถิ่น ต้องให้ชุมชนท้องถิ่นทุกชุมชนมีสิทธิตัดสินใจในทุกขั้นตอนที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนโดยตรง
9. ให้มีองค์กรอิสระผู้บริโภค ที่มีสำนักงานเป็นอิสระและได้รับการสนับสนุนงบประมาณที่เพียงพอ
ในการบริหารงาน รวมทั้งให้มีองค์กรอิสระด้านความปลอดภัยในการทำงาน
10. การเกษตร รัฐต้องสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยทั้งการผลิต
และการตลาด การรวมตัว รวมทั้งการเป็นเจ้าของที่ดินและทรัพยากรทางพันธุกรรมตลอดจนการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกร
11. องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ต้องปรับปรุงองค์ประกอบและคุณสมบัติขององกรค์อิสระ
โดยให้มีส่วนร่วมจากองค์กรภาคประชาชน ราชการ องค์กรสื่อมวลชน
และองค์กรวิชาชีพ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
เป็นต้น
12. การกระจายอำนาจ ต้องรับรองให้ประชาชน องค์กรชุมชน มีส่วนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการกำหนดนโยบายแผนพัฒนาท้องถิ่น
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมรวมทั้งการจัดบริการสาธารณะ
13. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องเป็นการเลือกตั้งเขต
แบบหนึ่งเขตหนึ่งคน (จัดให้เป็นเขตเล็ก)
มีระบบปาตี้ลิสต์ ให้เป็นบัญชีรายชื่อหลายบัญชี
14. สมาชิกวุฒิสภา ต้องมาจากการเลือกตั้ง โดยมีการปรับปรุงฐานการเลือกตั้ง
ที่ทำให้ตัวแทนของเครือข่ายประชาชนเข้ามาเป็นวุฒิสมาชิกได้
และไม่กำหนดวุฒิการศึกษาของวุฒิสมาชิก |
ข้อเสนอข้างต้นต้องการปรับปรุงรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เพื่อส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคม
เศรษฐกิจ การเมือง โดยปฎิรูประบบราชการ การเงินการคลัง การจัดเก็บภาษี
สื่อต่างๆ ของรัฐ และกลไกอื่นๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นธรรมในการกระจายรายได้และสวัสดิการ
การตรวจสอบ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมทั้งการสร้างหลักประกันด้านสิทธิมนุษยชน
สิทธิความเป็นพลเมือง และการส่งเสริมตลอดจนสนับสนุนการมีส่วนร่วมขององกรค์พัฒนาเอกชน
องค์กรประชาชน และประชาสังคม ในทุกระดับตรวจสอบจากภาคประชาชนที่เข้มแข็ง
อาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งขาติ
(กป.อพช.) คนใหม่ กล่าวว่า
กป.อพช.คงต้องสนใจที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับองกรค์พัฒนาเอกชน
ในส่วนของการผลักดันรณรงค์นประเด็นร่วม ซึ่งอันนี้เราต้องคุยกันต่อว่าประเด็นร่วมที่จะผลักดันร่วมกันมีอะไรบ้าง
ถ้าเป็นเรื่องของแต่ละเครือข่าย หรือแต่ละภาค เรามีกลไกเครือข่าย
หรือแต่ละภาคที่เขาสามารถขับเคลื่อนหรือแถลงต่อสังคมได้หรือผลักดันทางนโยบายได้
แต่บางเรื่องที่เป็นเรื่องรวม เช่น เรื่องรัฐธรรมณูญ,เรื่องการต่อต้านFTA
,เรื่องเกี่ยวกับการสร้างสังคมที่เป็นธรรม อันนี้คงจะเป็นเรื่องที่
กป.อพช. จะสามารถขับเคลื่อนโดยรวม รวมถึงการสร้างความเข้าใจในสังคมเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของ
เอ็นจีโอ ว่า เอ็นจีโอ ไทยกำลังทำอะไร เพื่ออะไร และเรื่องของการให้กำลังใจ
เสริมสร้างพลังของคนในแวดวง เอ็นจีโอ ให้มีความรู้สึกว่าเป็น
สมาชิกของชุมชน ร่วมกัน
ThaiNGO :
คิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับมุมมองของสังคมต่อ NGO
จอน อึ๊งภากรณ์ : ผมคิดว่าสังคมเองไม่ใช่ว่าจะมองไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตลอดในเอ็นจีโอผมคิดว่า
แต่ละส่วนของสังคมเขามอง เอ็นจีโอ แตกต่างกันไป แม้แต่ในกลุ่มนักวิชาการหรือกลุ่มอื่น
จริงๆถ้ามองปัจจุบันนี้แม้แต่สื่อมวลชนจำนวนมาก ค่อนข้างจะให้พื้นที่สำหรับ
เอ็นจีโอ ในด้านแสดงความคิดเห็น และก็ในการเสนอประเด็นได้ดีพอสมควร
ผมมีความรู้สึกว่า เอ็นจีโอ ได้รับการสนับสนุนจากสังคมในหลายส่วนเหมือนกัน
แต่ก็มีบางส่วนของสังคมที่ไม่ชอบเอ็นจีโอก็เป็นเรื่องจริง และถึงจะพยายามสร้างความเข้าใจยังไงก็คงมีส่วนที่ไม่ชอบ
ที่มักจะไม่ชอบโดยธรรมชาติก็มี เช่นองกรค์ภาครัฐโดยทั่วไปไม่ว่าประเทศไหนในโลก
เพราะไม่ชอบที่ เอ็นจีโอ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเป็นเรื่องของรัฐที่มีองกรค์ขึ้นมาตรวจสอบ
อันนั้นเป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นผมไม่คิดว่า เอ็นจีโอ จะต้องหวั่นไหวหรือสิ่งที่ว่ามาอาจจะต้องแก้ปัญหา
คือเมื่อ กลุ่มผู้ด้อยโอกาสในภาคประชาชนเอง คนที่รักความเป็นธรรมเอง
จะมองเอ็นจีโอแบบไม่เข้าใจ หรือแม้แต่คำวิจารณ์ที่มีต่อ เอ็นจีโอ
เอง ผมคิดว่าเราต้องไม่ใช่มองว่าเขาวิจารณ์แบบไม่มีเหตุผล บางครั้งสิ่งที่เราถูกวิจารณ์ก็เป็นจุดอ่อนของ
เอ็นจีโอ ที่ต้องพิจารณาตัวเองด้วย จริงๆคำวิจารณ์หรือการมองของภาคประชาชนมันควรจะเป็นเรื่องของการที่เราต้องรับฟังแล้วทบทวนข้อวิจารณ์ต่างๆ
ที่ประชาชนส่วนต่างๆอาจจะมีต่อองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อปรับปรุงบทบาทงานเรา
ให้รับใช้ประชาชนมากยิ่งขึ้น อีกด้านหนึ่งในสิ่งที่เรามองว่าอาจจะมีความเข้าใจผิดหรือมองขับเคลื่อน
เราก็ต้องพยายามที่จะเผยเพร่ประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจที่ดี
ThaiNGO : เรื่องสถานะความเป็นอยู่และปากท้องของ
NGO เป็นอย่างไรบ้าง
จอน อึ๊งภากรณ์ : อันนั้นเป็นโจทย์อยู่เหมือนกัน
ผมไม่แน่ใจว่า กป.อพช. เองจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้หรือไม่ คือจริงๆเรื่องการดิ้นรน
การที่ เอ็นจีโอ ในประเทศไทยขาดความมั่นคงในหลายๆอย่าง มันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยหลายอย่าง
อันแรกคือ หลายแหล่งทุนที่เป็นของต่างประเทศมองว่าประเทศไทยตอนนี้เป็นประเทศยากจนมาก
การช่วยเหลือก็ลดลง อันที่สองคือเรายังไม่สามารถที่จะไปสร้างวัฒนธรรมของประชาชนที่จะบริจาคเงินสนับสนุน
เอ็นจีโอ และ เอ็นจีโอ เองอาจจะยังขาดในการระดมทุนเพื่อการดำเนินการของตัวเองภายในประเทศ
กป.อพช. จะสามารถมีบทบาทตรงนี้ได้มากน้อยแค่ไหนคงไม่ยืนยันและสามารถที่จะตอบได้ในตอนนี้
คือจริงๆ พอไปถึงที่สุดแล้วมันค่อนข้างเป็นเรื่องของ เอ็นจีโอ
แต่ละเครือข่าย ว่าจะร่วมกันสานต่อ ปรับปรุงและก็หาวิธีที่จะระดมทุนทั่วกันได้
อันนี้ผมไม่มั่นใจว่าที่เราจะไปเป็นแหล่งทุนให้กับเอ็นจีโอให้ทั่วถึง
คงเป็นไปไม่ได้ แต่เราอาจจะเอาประสบการณ์จากบางส่วนมาแจกจ่ายในหมู่
เอ็นจีโอ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นพัฒนาการที่ เอ็นจีโอ จะต้องช่วยกันทำให้สำเร็จ
แต่มันก็เป็นโจทย์ของ เอ็นจีโอ ทั่วโลกด้วยเหมือนกัน ในเรื่องของการความมั่นคงและการอยู่รอด
ThaiNGO : กป.อพช. ในขณะนี้จะมีอิทธิพลมากน้อยเพียงใดในการเสนอเพื่อปรับปรุง
แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญปี 2550
จอน
อึ๊งภากรณ์ : กป.อพช.
ก็เป็นเพียงตัวแทนส่วนหนึ่งของสังคม จะมีอิทธิพลมากน้อยเพียงใดผมคิดว่า
ยุคนี้มันไม่ใช่ยุคของประชาธิปไตย มันเป็นยุคที่ ทุกเรื่องมันค่อนข้างเป็นเรื่องของเส้นสาย
ผมคิดว่า กป.อพช.อาจจะมีอิทธิพลมากขึ้นในยุคที่เป็นประชาธิปไตยกว่านี้
แต่ว่าเราก็ต้องทำหน้าที่ ผลักดันหรือเสนอความเห็นของภาคประชาชน
ผู้มีอำนาจหรือ สสร. จะรับหรือไม่รับ เราต้องยอมรับว่าใน สส.
หรือตัวแทนที่เราพอจะร่วมเป็นตัวแทนความคิดของ เอ็นจีโอ หรือภาคประชาชนมีน้อยมาก
แต่ว่าในขณะเดียวกัน สสร. ก็ต้องพยายามเอาใจประชาชน คือถ้าร่างมันออกมาในลักษณะที่ประชาชนส่วนใหญ่รับไม่ได้
การร่างครั้งนี้ก็ตกไป มันไม่ได้อยู่ที่ กป.อพช.อย่างเดียว มันอยู่ที่ทุกส่วนของสังคมต้องช่วยกันประเมิน
แล้วมันก็จะเกิดกระแสขึ้นมาเองว่าประชาชนจะรับหรือไม่รับ
ThaiNGO : มุมมองต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึงเป็นอย่างไร
จอน อึ๊งภากรณ์ :
การเลือกตั้งเป็นประเด็นที่เราคาดหวังอย่างยิ่งว่า
ในการเลือกตั้งในปีนี้ จะไม่มีการรัฐประหารซ้อน หรือมีการชะลอการเลือกตั้ง
ซึ่งจะเป็นสิ่งที่เสียหายมหาศาลต่อประเทศชาติและจะทำให้เราถอยหลังไปเทียบกับประเทศอื่นในภาคเรา
จนรู้สึกน่าอาย มองหน้าประเทศอื่นไม่ติด เพราะฉะนั้นถ้าเราผ่านการเลือกตั้งแล้ว
ผมคิดว่าภาคประชาชนจะสามารถมีบทบาทมากขึ้นในการผลักดันปฎิรูปด้วยกลไกที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการนำเสนอกฎหมายในส่วนของภาคประชาชนหรือในส่วนของการผลักดันแนวนโยบายต่างๆที่สอดคล้องในความต้องการ
ผมเชื่อว่ารัฐสภาเองจะเมินเชยต่อความต้องการของภาคประชาชนได้ลำบาก
เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งมันต้องอยู่ที่การปฎิรูปสื่อมวลชนด้วย สื่อมวลชนเองจะต้องสะท้อนความต้องการของภาคประชาชนมากขึ้น
มีส่วนร่วมในการกดดันต่อผู้ที่อยู่ในอำนาจรัฐที่จะต้องตัดสินของประชาชน
อันนี้ก็จะช่วยทำให้ภาคประชาชนมีความสามารถมากขึ้นในการผลักดันกฎหมาย
ผลักดันนโยบายต่างๆ นี่คงไม่ใช่เรื่องที่เกิดการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว
แต่ผมคิดว่าเราถึงยุคแล้ว ที่ไม่ว่ารัฐบาลไหนถ้าไม่ฟังเสียงของประชาชนจะอยู่ได้ยาก
แล้วในอนาคตก็เช่นเดียวกัน ทุกพรรคการเมืองจะต้องฟังเสียงของประชาชน
เพราะเขาเป็นผู้เสียหาย ฉะนั้นโอกาสภาคประชาชนจากการผลักดันไปข้างหน้าผมคิดว่าคงจะมีมากกว่าที่ผ่านมา
ลดอำนาจรัฐ
เพิ่มอำนาจประชาชน
สร้างประชาธิปไตยกินได้
เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
23 พฤษภาคม 2550
|