กฎหมายพิทักษ์ปวงชนฯ ทายาทอสูร "พรบ.คอมฯ"

การผลักดันร่าง พระราชบัญญัติพิทักษ์และรักษาความมั่นคงของรัฐ ที่ รมว.กลาโหม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รมว.กลาโหม พร้อมบรรดานายทหารทั้งที่ยังประจำการ และไม่ประจำการออกมาตอบโต้ผ่านสื่ออยู่ขณะนี้ สำนักข่าว thaingo ก็เป็นอีกสื่อหนึ่งที่ติดตามเฝ้าติดนำเสนอข่าว เพราะมีองค์กรพัฒนาเอกชนหลายองค์กรที่ผลักดัน เรียกร้องกฎหมายเพื่อให้สังคมไทยพบกับความยุติธรรม ยุติธรรมบนพื้นฐานที่เสมอภาคกัน

ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นรัฐบาลคิดใหม่ทำใหม่ แต่ความใหม่ที่คิดออกมาครั้งนี้ นับว่าหล้าหลังลงคลอง เพราะเป็นการผลักดันกฎหมายที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จเหนือรัฐธรรมนูญ เหนือสิทธิเสรีภาพของประชาชน กฎหมายลักษณะนี้เป็นกฎหมายที่ย้อนยุค ยุคที่รัฐไทยกลัวภัยลัทธิคอมมิวนิสต์ จนไม่ต้องมีการสืบสวนสอบสวน ไม่ต้องมีหมายจับ ตรวจ ค้น จากศาลสถิตยุติธรรม เพียงแต่สงสัยหรือมีเหตุให้สงสัยก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เลย

สำนักข่าว thaingo ได้รับฟังมุมมองความคิดเห็นจากนักวิชาการนักการปฏิบัติอย่างนายไพโรจน์ พลเพชร จากสมาคมสิทธิและเสรีภาพ(สสส.) ถึงการผลักดันร่าง พระราชบัญญัติพิทักษ์ปวงชนและความมั่นคงของรัฐ ว่า ไม่ได้แตกต่างจาก พรบ.กระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ และยิ่งให้อำนาจครอบคลุมจักรวาลมากกว่า

"ปัจจุบันนี้มีกฎหมายอาญาคุ้มครองครอบคลุมหมดแล้ว การออกกฎหมายฉบับพิทักษ์ ปวงชนฯนี้ก็เหมือนมีกฎหมายคอมมิวนิสต์ฉบับเดิม ซึ่ง ก็คือกฎหมายให้อำนาจ ตำรวจ ปลัดอำเภอขึ้นไป ทหาร โดยเฉพาะทหารก็มีอำนาจเป็นพนักสอบสวน หมายถึงจับกุม ตรวจค้นได้ โดยไม่ต้องมีหมายค้น และจับได้ทุกเวลาทุกสถานที่ นี่คืออำนาจเดิมน่ะ คืออยากแรกต้องเข้าใจว่า เขตไหนเป็นเขตแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ ทหารมีอำนาจค้นจับผู้ต้องสงสัย ทุกเวลาทุกสถานที่ อีกทั้งสามารถคุมขังได้ยาวนานมาก นี่เป็นอำนาจแต่เดิม ที่เริ่มจากเหตุแค่เพียงสงสัยนะครับ และถ้ามีการตายเกิดขึ้น ก็ถือว่าไม่เป็นความผิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งปกติเวลาเกิดการตายอย่างสามัญก็ต้องมีการสอบสวนสืบสวน และขึ้นศาล แต่ พรบ.คอมมิวนิสต์ ไม่ต้องขึ้นศาลเลย อย่างมากก็แค่ชันสูตรพลิกศพ คือไม่ต้องมีการไต่สวน ไม่ต้องมีการตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ เพราะมันเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ นี่เป็น แก่นเนื้อหา พรบ.กระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ฉบับเก่า

หากมองตอนนี้เมื่อมีการยกเลิกกฎหมายกระทำการคอมมิวนิสต์ที่จะถึงนี้ ก็หมายความว่า กร.อมน. หมดอำนาจไปด้วย จึงมีการเสนอกฎหมายสืบต่ออำนาจอีก และเพิ่มจากเดิมยิ่งกว่า ครอบคลุมยิ่งกว่า ทั้งที่ขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ตัวบทก็ให้ยกเว้น ไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น กรณีสามารถดักฟังโทรศัพท์ได้ การเซนเซอร์ อำนาจค้นบุคคล หรือเข้าเคหะสถานได้ตลอดเวลา เพียงแค่สงสัยก็สามารถทำได้เลย เป็นต้น นี่เป็นประเด็นเรื่องอำนาจนะครับ ไม่มีการพูดถึงหมายจับหมายค้น

หรือ ม.14 เรื่องทรัพยากร หรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พวกนี้ขอบเขตจะกว้างมาก ที่จะมองเห็นการกระทำที่เข้าข่ายผิด หรือข้อที่ว่าถึงเรื่องบ่อนทำลายทางสังคมและวัฒนธรรม ตรงนี้นี่กว้างไหม ร้านฟาสฟู้ด นี่ทำลายวัฒนธรรมไหม ...มันขยายขอบเขตของฐานความผิดไปไกลมาก ครอบจักรวาล ทั้งมิติทางสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เลย

ส่วน ม.15 บ่อนทำลายโครงสร้างการคมนาคม สารสนเทศ เช่น ทางเดินเรือ อากาศ ฯ สามารถจะโดนกันเยอะมาก องค์กรโดนเหล่าสมาชิกภายในองค์กรก็โดน ซึ่งกฎหมายพวกนี้ทั้งหมดเอาแนวความคิดมาจาก พรบ.กระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งนั้นเลยครับ อย่าถามว่าม็อบชาวบ้านที่ปิดถนน ผิดไหม ผิดแน่นอนครับ คนช่วยเหลือ สนับสนุน ให้ที่พักผิดหมดครับ แม้จะไม่เกี่ยวก็ตาม ถ้ารู้ว่าเป็นสมาชิก ถือว่ามีความผิดแล้ว นี่เป็นการเอาเนื้อหาจาก พรบ.คอมมิวนิสต์มา ทั้งดุ้นเลยครับ

ถ้าในรายละเอียดมันมีในกฎหมายอาญาครบหมดแล้ว เรื่องล้มล้างพระมหากษัตริย์มันก็มีแล้ว เรื่องสิ่งแวดล้อมมันก็มีแล้ว ล้มล้างสถาบันมันก็มีแล้ว หรือยาเสพติดก็มีแล้ว มีครบหมดเลยครับ แต่ที่เป็นอย่างนี้ผมเข้าใจว่ามันคือการรวบอำนาจมาให้คนกลุ่มหนึ่ง อาจจะเป็น กร.อมน.กับทหาร หมายความว่าในภาวะปกติมันก็มีหน่วยงานนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าหยิบประเด็นไม่ปกติเพื่อคงอำนาจปกติของตนเอาไว้ ไม่ให้หายไปไหน พูดง่ายๆคือเป็น ร่างกฎหมายต่ออำนาจ เท่านั้นเอง

ผมคิดว่าภัยคุกคามด้านยาเสพติด หรือภัยคุกคามด้านก่อการร้าย ก็ไปดูในกฎหมายนั้นๆ ไป เช่น กฎหมายยาเสพติดมีมาตรการเพียงพอหรือยัง สำหรับการแก้ปัญหา ก็ดูไปตามกฎหมายเฉพาะปัญหานั้น ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายครอบคลุมเบ็ดเสร็จอย่างนี้

ประเด็น ที่สำคัญคือใครจะเป็นคนตัดสินตีความ ว่าใครคือหรือองค์กรไหนเป็นบ่อนทำลาย เพราะถ้าให้เจ้าหน้าที่ตีความมันเป็นบ่อนทำลายหมด จับไหวหรือ... อีกประเด็น ไม่มีมาตรการตรวจสอบการใช้อำนาจ เช่น การไปจับกุม ถ้าภาวะปกติต้องให้ศาลตรวจสอบอำนาจ ศาลจะเป็นผู้ออกหมายจับ หมายค้น แต่ พรบ.ฉบับนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจ จับ ค้น ได้เลย โดยไม่ต้องมีหมายจากศาล ปัญหาก็คือว่า ถ้าเกิดได้คนที่ไม่ดีเข้าไปทำงาน ประชาชนจะไม่เดือดร้อนหรือ..ผมว่าอันตรายมากสำหรับจุดนี้ ดังนั้นกระบวนการตรวจสอบจึงสำคัญมาก คอยตัดสินว่าใครใช่หรือไม่ใช่

ถ้าถามว่าขัดกับอำนาจอะไรบ้าง ในรัฐธรรมนูญขัดเยอะแยะไปหมดเลยครับ ทั้งเรื่องเสรีภาพ การพูด การเขียน การฟัง การดู เขาสามารถแทรกแซงได้หมดเลยครับ เสรีภาพการรวมตัว การสื่อสาร เขาก็แทรกแซงได้ ข้อมูลข่าวสารก็เหมือนกัน มันสามารถใช้อ้างได้หมดเลย ถ้าจะเอาผู้กระทำผิดนะครับ เพราะมันเข้าไปได้หมด

การที่กล่าวมาว่า ไม่ได้ต้องการมีอำนาจ แต่มีขึ้นแล้วให้พลเรือนมีอำนาจ ผมว่าเหมือนกันครับ เราจะมอบอำนาจมากมายอย่างนั้นให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างนี้ไม่ได้ครับ ปัญหา หรือภัยอันตรายใดๆ ที่เกิดขึ้นขณะนี้ เราต้องไปดูที่กฎหมายนั้น แล้วแก้ไข ถ้าหากยังเชื่อว่ามันไม่รัดกุมเด็ดขาดเพียงพอ แต่ไม่สมควรให้มีการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างนี้ ผมไม่ไดคัดค้านทหาร หรือ สถาบันทหารนะครับ แต่ที่คัดค้านคือไม่ต้องการให้ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเข้ามีอำนาจเบ็ดเสร็จกว้างขวางอย่างนี้ มันขัดรัฐธรรมนูญเกือบหมด ทั้ง มาตรา 31, 35,37,39,40, ขัดเยอะมากครับ และความจริงคณะร่างทราบอยู่แล้วครับ แต่เขาเขียนเปิดช่องยกเว้นไว้ในรัฐธรรมนูญนี่ครับ ว่าเพื่อป้องกันผลประโยชน์แห่งรัฐ.....ดังนั้นความกว้างมากจึงก่อผลตามมา

ที่เหลือก็มีม. 17 การกระทำอื่นใดที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ตรงนี้ก็ครอบคลุมจักรวาลเหมือนกัน แต่ตอนนั้นยังคิดไม่ออกก็เลย เขียนเปิดช่องไว้ก่อน คิดออกเมื่อไหร่ ก็ร่างกันเพิ่มเป็น พระราชกฤษฎีกาขึ้นมาใช้ได้อีก ทั้งๆ ที่มันไม่ต้องมีแล้ว กฎหมายอาญามันครอบคลุมหมดแล้ว เพียงแต่แยกปัญหาเป็นเรื่องๆไป แล้วก็แก้กฎหมายเป็นเรื่องๆไป

เรื่องที่มาของกฎหมายก็เกิดจากความหวาดระแวงของคนกลุ่มหนึ่งที่กลัวบรรยากาศประชาธิปไตย ที่มีการโต้แย้งกันทางความคิดมากในขณะนี้

จริงๆ แล้วปัญหาความมั่นคงที่เราเผชิญกันอยู่ขณะนี้มันคือความยากจน ยากจนเพราะไร้ที่ทำกิน ไร้ที่อยู่อาศัย ไร้การศึกษา เหล่านี้มากกว่าครับจึงทำให้ประเทศไทยเกิดความไม่มั่นคง ภัยคุกคามมนุษย์คุกคามสิทธิเสรีภาพ ตรงนี้สำคัญมาก ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในประเทศได้ อย่างเช่นการจับมนุษย์ด้วยกันล่ามโซ่ไว้ขายบริการทางเพศ ที่ออกข่าวเมื่อเช้านี้ นี่ซิภัยคุกคามประเทศรุนแรงมาก เพราะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษย์ที่รุนแรงมากจึงต้องแก้ปัญหา และ ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายพิทักษ์ฯ อะไรอย่างนี้มาหรอก เพราะรัฐจับคนทั้งประเทศไม่หมดหรอก....

 

ไพโรจน์ พลเพชร
เลขาธิการ สมาคมสิทธิและเสรีภาพ (สสส.)

ทีมข่าว thaingo รายงาน


ประกาศเจตนารมณ์

สำนักข่าว thaingo
เป็นอีกหนึ่งองค์กรสื่อภาคประชาชน ที่ร่วมคัดค้าน "ร่าง พรบ.ทายาทอสูร"
ฉบับนี้ เพราะคำกล่าวด้านความมั่นคง หรือพิทักษ์เกียรติ ศักดิ์ศรีและเสรีภาพตามกฎหมายนั้น ประวัติศาตร์ไทยมีอดีตจากเหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ที่ชี้ชัดมาตลอดว่า กฎหมายให้อำนาจรัฐเบ็ดเสร็จ คือตัวบ่อนทำลายสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อันเป็นสิทธิที่จรรโลงระบอบประชาธิปไตยให้ก้าวไปข้างหน้า ร่าง พรบ.พิทักษ์ปวงชนและความมั่นคงของรัฐ เหมือนกฎหมาย พรบ.การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งสร้างความเจ็บช้ำให้กับสังคมไทยมามากแล้ว กลายเป็นเครื่องป้ายความผิดให้ทุกคนที่คิดออกนอกแถว นอกทาง แตกต่างจากผู้เรืองอำนาจ หรือแข็งข้อต่อรัฐบาล......ข้อหาฝักไฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ อย่าปลุกมาอีกเลย...

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org