นักพัฒนา กับ บทบาททางการเมือง

เกือบ 2 ปีมาแล้ว ที่เหตุการณ์ความผันผวนทางการเมืองยังคงปรากฏอยู่ และ ปีกว่าๆ ของการรัฐประหาร ขนาดนั้น ขบวนการภาคประชาชนก็ยังต้องกางร่มเดิน ฝ่าพายุความขัดแย้ง แตกแยกและแบ่งขั้วความคิดกัน ทั้งเกิดจากฝักฝ่ายทางการเมือง และเกิดขึ้นในขบวนการประชาชน จึงเป็นระยะเวลา 2 ปี ของความมืดมิดไร้ทิศทางร่วมกัน และปีกว่าของ การถอยร่น ออกไปเก็บงำท่าที ของเหล่าขบวนการปัญญาชน นักพัฒนาเอกชนและแกนนำภาคประชาชน

นำมาสู่การกลับมาตั้งคำถาม กันอีกครั้ง ในสถานการณ์ที่ นักพัฒนาโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆ ที่กำลังเคว้งคว้าง หาที่เกาะ หาทางออก หาคำอธิบายและทำความกระจ่างเข้าใจต่อปรากฏการณ์ ทั้งหมด เป็นคำถามตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อเรียนรู้ และก้าวเดินไปได้ บนเส้นทางงานพัฒนา ที่ต้องเกี่ยวข้องกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

พิสิษฐ์ ชาญเสนาะ นักพัฒนาเอกชน จาก สมาคมหยาดฝน จ.ตรัง ที่ซึ่งทำงานพัฒนามากว่า 30 ปี พบผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ ทางการเมือง มาหลายเหตุการณ์ ได้ สะท้อนมุมมองของตน ถึงสาเหตุทางประวัติศาสตร์ และการวางบทบาททางการเมืองของนักพัฒนาเอกชน (NGOs) ว่า

“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สืบต่อกันมาหลายเหตุการณ์ ตั้งแต่ 14 ตุลา 16 มาจนถึงการเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ซึ่งตรงนี้ทำให้เราต่างได้รู้จักกันมาพอสมควร และการเคลื่อนไหวตรงนี้ ได้สร้างคนที่รักและเข้าใจขึ้นมาเยอะ เพราะเป็นการเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตย ซึ่งส่งผลไปถึงระดับรากหญ้า ในทุกทั่วภูมิภาคให้ตื่นตัว มาถึงเหตุการณ์พฤษภาปี 35 ซึ่งเกิดรัฐประหาร และตอนนั้นที่ชัดเจนว่า เราไม่ยอมรับการที่จะให้ทหารมาปกครองลักษณะนั้น เพราะมันหมดสมัยไปแล้ว และตั้งแต่ปี 2535 มันก็มีขบวนการต่างๆ ที่ชัดเจนขึ้น คนส่วนใหญ่ก็คิดว่าน่าจะไม่มีการถอยหลัง ไปรัฐประหารอีก และประเทศชาติก็น่าจะไปได้ดี

ต่อมาช่วงหลัง มันก็มีปัญหา ก็น่าจะรู้อยู่ว่า รัฐบาลคุณทักษิณ มันไม่ไหว มันยอมรับกันไม่ได้ แต่ว่า เขาก็มาจากการเลือกตั้งซึ่งนั่นเป็นความชอบธรรมของเขา ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงโดยรัฐประหารกันใหม่ ก็คิดว่า ไม่เห็นด้วย ในการแก้ปัญหาลักษณะนั้น เพราะการแก้ปัญหาลักษณะอื่นยังมี จึงไม่ถึงกับต้องลงไม้ลงมือทำการรัฐประหาร ฉะนั้น เราเองก็อยู่ในฝ่ายที่ว่า ไม่ชอบการบริหารจัดการของรัฐบาลเก่า แต่ว่า การแก้ปัญหาโดยใช้กำลังรัฐประหาร เราก็ไม่เห็นด้วย ในประเด็นนี้ ก็มีความคิดที่แตกต่าง หลายฝ่าย บ้างก็ว่า ถ้าไม่รัฐประหารก็จะทำอะไรไม่ได้ ต้องรัฐประหาร บ้างว่า มันมีวิธีการอื่น มีกลไกทางสังคม มีสถาบันต่างๆ ขึ้นมาเกี่ยวข้อง สามารถที่จะรวมกันสร้างองค์ความรู้ ว่า สถานการณ์อย่างนี้จะเปลี่ยน ทักษิณ ยังไง จะต้องกำกับดูแลยังไง โดยไม่ต้องทำรัฐประหาร แนวทางนี้ คนเขาก็ไม่ค่อยเชื่อว่าจะทำได้ เพราะว่า กำลังของรัฐบาล ก็มีมาก กำลังของประชาชนส่วนนี้ ก็ไม่ได้จัดตั้งให้เป็นเรื่องเป็นราว ว่าจะสู้ยังไงกับการบริหารจัดการของรัฐบาล ที่ไม่ถูกต้อง

ดังนั้น เราจะเห็นว่า พอเกิดรัฐประหาร คนจำนวนหนึ่ง ก็เอาใจช่วย คนจำนวนหนึ่งก็ร่วมด้วย คนจำนวนหนึ่งก็ไม่ไป เพราะคิดว่า มันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ก็จะไม่สนับสนุนทั้งรัฐประหาร และ ทักษิณ สิ่งที่มันเกิดขึ้นที่ว่า เราคนทำงานเอ็นจีโอ ที่อยู่กับประชาชน ในช่วงเหตุการณ์เรื่องนี้มันแกว่งไปมา แกว่งมาแล้วมันขัดแย้งกัน ต่อสู้กันระดับข้างบน กับผู้มีอำนาจ ข้าราชการ นักการเมือง พวกนายทุน กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มอำนาจต่างๆ จนมันเกิดช่องว่างในระดับชุมชน ระดับพื้นที่ มันมีปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาทางด้านพื้นที่บางแห่งถูกละเลย มีการบุก มีการรุก เพราะว่า มันเกิดสุญญากาศในการบริหารจัดการ บางคนบอกว่า มีคนใส่เกียร์ว่าง ซึ่งเราไม่อยากพูดถึง ประเด็นก็คือว่า เมื่อมีการขัดแย้งกัน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงและอำนาจยังไม่นิ่ง ในชุมชนในชนบท ก็ได้รับผลกระทบด้วย ข้าราชการเองเขาก็ต้องดูทางลม ฉะนั้น สิ่งที่พวกเราทำ ก็คือ ต้องเสริมชุมชนให้นิ่ง ต้องควบคุมสถานการณ์ เราทำงานด้านสิ่งแวดล้อม แทนที่เราจะเคลื่อนไหวไปตามนโยบายบางอย่าง เช่นว่า เมื่อมีปัญหาเรื่องน้ำมันราคาสูง ก็จะทำเรื่องแก้ปัญหาด้วยการปลูกปาล์มน้ำมัน ทำไบโอดีเซล

การลงไปร่วมกิจกรรมกับนโยบายเช่นนี้เอง ที่จะเห็นตามมาว่า พื้นที่ป่าชายเลนหลายแห่งถูกเปลี่ยนสภาพมาปลูกปาล์มน้ำมัน นากุ้ง ถูกถมมาปลูกปาล์ม ซึ่งจะเป็นผลร้ายเสียหายในระยะยาว เพราะสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าพรุบางแห่งเปลี่ยนสภาพไปมาก อย่างเช่น ที่ นครศรีธรรมราช ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มเยอะเลย เราจะสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำไปมาก ดังนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ เราเอ็นจีโอ เราจะทำยังไงถึงจะพูดคุยกับชุมชนให้ รู้เท่าทันหน่อย อย่างที่ตรัง เราเห็นว่า นากุ้งร้างถูกเปลี่ยนมือ ให้นายทุนมาขยายทำนากุ้งใหม่ โดยบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งมันก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตชาวบ้าน อีกระลอกหนึ่ง เมื่อก่อนคนทำนากุ้งเป็นรายย่อย จนเกิดความล้มเหลวทิ้งนากุ้งร้าง แล้วพวกบริษัทขนาดใหญ่มาช้อนซื้อ ไปพัฒนาเป็นนากุ้งขนาดใหญ่ ชาวบ้านก็สูญเสียที่ดินถาวร

อย่างในกรณีนี้ คนรัฐเขาไม่ค่อยเคลื่อนกัน แต่เราเห็นว่ามันมีความสำคัญ ที่จะให้ชาวบ้านเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยใช้ทำนากุ้ง อย่าให้ขายไป แต่เขาก็ต้องสามารถมีชีวิตอยู่ได้ เพราะพวกนี้ส่วนมากมีหนี้สินเยอะ บางราย ชาวบ้านขนาดเล็กนี่แหละ มีหนี้สินเป็นล้าน จากนากุ้ง เมื่อไม่มีทางออกก็ต้องขาย ทีนี้เรามาดูว่า บางรายที่สามารถที่จะควบคุมภาวะหนี้สินให้อยู่ได้ ก็ควรที่จะจัดการเรื่องที่ดินของเขา แทนที่จะขาย ก็มีการปลูกพืชใหม่ ปลูกต้นจากฟื้นฟูบ่อกุ้ง อีก 3-4 ปี ข้างหน้า ก็กลายเป็นแหล่งรายได้ เป็นแหล่งฟื้นฟูระบบนิเวศให้เกิดความสมบูรณ์ขึ้นมาใหม่ ส่วนคนที่มีหนี้สินมาก ก็ต้องต่อรองให้ภาครัฐต่างๆ ช่วยเหลือเจือจุนกัน เพราะฉะนั้น ต่อไปนากุ้งจะหมดสภาพ ชาวบ้านจะสูญเสียถาวรครับ”


นายพิสิษฐ์ อธิบาย ก่อนที่จะมองปัญหาเรื่องการลักลอบเข้ามายึดทรัพยากรในชุมชนของนายทุน ระหว่าง ที่การเมืองไม่นิ่ง รัฐธรรมนูญยังไม่เกิดผลทางปฏิบัติขณะนี้ ว่า

“จริงๆ แล้วกลุ่มทุนไม่ได้หายไปไหน ทุนท้องถิ่นยังอยู่ แต่ว่าไม่ค่อยมีน้ำหนักมาก นากุ้งต่อไปจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้ามา ส่วนทุนท้องถิ่นขนาดเล็ก ขนาดกลาง เรียกได้ว่า หมดสภาพแล้ว ก็จะเป็นทุนท้องถิ่นค่อนข้างจะใหญ่ บวกกับทุนข้างนอก ดังนั้น เราจะเห็นว่า หลายพื้นที่มีนากุ้งเปิดใหม่ ใหญ่โตกว้างขวางมาก

ดังนั้น การทำงานเอ็นจีโอ ก็ต้องปรับตัว แน่นอนว่า บางส่วนก็ต้องเข้าไปทำงาน มีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือบกพร่องอะไร เพราะมันจำเป็น อีกส่วนคือ กลุ่มคนที่เข้าไปมีส่วนร่วม ซึ่งกลุ่มนี้แต่ละกลุ่มก็มีเนื้อหาสาระแตกต่างกัน ก็เป็นที่วิพากษ์ วิจารณ์กันว่า สมควรหรือไม่ ที่จะเข้าไปร่วมในลักษณะนี้ ด้านนี้ เวลาข้างหน้าก็จะเป็นคำตอบ ส่วนในเรื่องการเมืองภาคประชาชนจริงๆ ที่อยู่กับพื้นที่ เราก็คิดว่า เราต้องนิ่ง เราต้องเคลื่อนเป็นจังหวะจะโคน ผสมผสานกันตามสมควร แต่ว่าในช่วงนี้ มันมีหลายฝายแตกแยกออกไป ตามความเชื่อ แต่เราว่า การแตกแยกทางความคิดอันนี้ ในเวลาข้างหน้าก็คงจะมาทบทวนกันใหม่ คงไม่แยกกันเดินถาวร แต่ว่ามันเห็นชัดอยู่หรอก ว่าแนวคิดมันแตกกันเยอะ

ปัญหาความขัดแย้งในวงการเอ็นจีโอนี้ คิดว่าในเวลาสั้นๆ เรายังมั่วตั้วกันอีกนาน กว่าจะลงที่ลงทาง ก็คงไม่จบลงง่ายๆ เราเห็นว่า ประชาธิปไตยของบ้านเรา ยังต้องเคลื่อนไปบนเส้นทางขรุขระ อีกพอสมควร แต่ว่า สิ่งที่เราจะต้องทำควบคู่กันไป คือ ทางด้านชุมชน ทางด้านพื้นที่ ขอให้เคลื่อนไหวให้เสมอต้นเสมอปลาย ตามที่เราเคยเคลื่อนกันมาก่อน เรื่องของสิทธิชุมชน สิทธิประชาชน เครือข่ายของประชาชน ในการปกป้องทรัพยากร อย่าเข้าไปอิงการเมืองข้างใด ข้างหนึ่ง ให้มากนัก เพราะเราเองก็คงไม่หวังพรรคการเมือง เราเองคิดว่า รัฐบาล ที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ ก็ต้องพินิจพิจารณา ไม่ว่าเราจะขออะไร หรือ ไม่ขออะไร ตรงนี้ อยากให้ชุมชนเป็นอิสระให้มาก ไม่ต้องขึ้นกับนโยบายบางอันที่มันหวือๆหวาๆ ชุมชนต้องเฝ้าระวังดูตลอดเวลา เราเอ็นจีโอก็ต้องรักษาฐานที่มั่นของตนไว้ให้ได้ ก็แล้วกัน ฐานทรัพยากร ฐานวัฒนธรรม ฐานเศรษฐกิจ เพื่อความอยู่รอด

เรื่องรัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 ฉบับ เท่าที่ดู เนื้อหาสาระไม่ได้แตกต่างกันมากเท่าไหร่ แต่บางประเด็นมันอาจจะมาก อาจจะจำกัดสิทธิประชาชน แต่ว่า โดยเนื้อหาแล้ว เรื่องรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของประชาชนที่จะหยิบมันมาใช้ด้วย เรื่องของประชาชนที่จะเข้าร่วมทำให้มันเป็นพลัง อย่างเรื่องสิทธิชุมชน ถ้าเราไม่ทำ เราไม่เคลื่อนไหว มันก็ไม่ได้ ดังนั้น มันจะต้องใช้รัฐธรรมนูญให้เป็นประโยชน์

ส่วนบทบาทเรา คนทำงานเอ็นจีโอ ที่ต้องทำงานกับชาวบ้าน เมื่อสถานการณ์มันเปลี่ยนผัน มันมีความสำคัญเหมือนกันว่า เราต้องเท่าทันกับมัน โดยเราซึ่งเคลื่อนไหวระดับล่าง จะต้องอยู่ชิดติดกับประชาชนให้มาก ไม่ควรจะทุ่มอยู่กับนักการเมืองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ฝ่ายอำนาจ ให้มากเกินไป อันนี้ มันต้องแล้วแต่ความชำนาญ แล้วแต่มุมมองของคนด้วย มันถึงทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันมาก เราไม่สามารถที่จะชี้ว่า ใครไม่ถูกไม่ควรได้ เพราะแต่ละฝ่ายมีมุมที่ละเอียด การตัดสินใจของแต่ละฝ่ายเองก็ต้องเคารพ ทำไมต้องไปอยู่ฝ่ายอำนาจใหม่ อำนาจเก่า กลุ่มหนึ่งกลุ่มใด

ยิ่งตอนนี้ พรรคการเมืองกำลังตั้งขึ้นมามากมาย แต่เราก็มองว่ามันไม่ต่างจากที่ผ่านๆ มา ผ่านพายุร้ายมาแล้ว เราคิดว่าจะได้ท้องฟ้าแจ่มใส แต่เราก็ยังต้องกางร่มอยู่ ฉะนั้น เราเองก็ต้องพิจารณากันให้มาก ว่าช่วง 4-5 ปี ข้างหน้าที่จะถึงนี้ เราต้องเดินไปบนเส้นทางที่ขรุขระพอควร ดังนั้น ชาวบ้านต้องนิ่ง ต้องมีแนวทางที่ถูกต้องจริงๆ ไม่หวือหวา ไม่กระโจนเข้าไปรับนโยบาย ที่อาจจะต้องมีการต่อต้านที่รุนแรงในอนาคต เราต้องดูสถานการณ์แต่ละเรื่องให้ใกล้ชิด

อีกอย่าง เราเอ็นจีโอ ยังมีเรื่องที่สามารถทำได้อีกเยอะมาก ด้านหนึ่งเราก็ยังต้องสู้บนสมรภูมิการเปลี่ยนแปลงด้านประชาธิปไตย และอีกสมรภูมิ หนึ่ง เราก็ยังต้องสู้กับชีวิต การอยู่รอดของชุมชนกับทรัพยากรให้ได้ เพราะถ้าเราทุ่ม กับการเมืองมาก เราก็มีช่องว่างเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ อาชีพ เรื่องการปกป้องทรัพยากร เราต้องทำ โดยไม่ต้องรอว่า ใครจะมาเป็นรัฐบาล เราไม่ต้องรอว่ามีนโยบายพิเศษ อะไรมาหรือเปล่า เราต้องจัดการในเรื่องนี้ด้วยชุมชนเอง ฉะนั้น พวกเราส่วนหนึ่งต้องทุ่มมาทำงานทางนี้ แต่อันนี้ ไม่ใช่เรามืดบอดรับรู้ข่าวสารการเปลี่ยนแปลงนะ เราต้องเท่าทันด้วย

สุดท้าย อยากสรุปแต่เพียงว่า เอ็นจีโอมันต้องทำงานกับประชาชนระดับล่าง แม้ว่า พัฒนาการของเอ็นจีโอมันทำงานกับโครงสร้างใหญ่ก็ตาม ดังนั้น เราต้องมีการเชื่อมโยงกันให้เหมาะสมด้วย โดยเฉพาะเรื่องแนวคิดการฝังตัวทำงานกับชุมชนแบบเดิมๆ อาจจะมีน้อยลง เพราะปัจจุบันนี้ มันเปลี่ยนแปลงไปมาก แนวคิดการเคลื่อนไหวทางการเมือง การเคลื่อนไหวทางนโยบาย แนวคิดนี้ ถ้าทำงานกับชาวบ้านก็เป็นการหนุนชาวบ้านให้ขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบหนึ่งของยุคสมัยหนึ่ง แต่ว่า มันไม่ควรจะสุดเหวี่ยงไปด้านใดด้านหนึ่ง คือมันมีความจำเป็นที่จะต้องทำระดับล่างด้วย ให้มันเป็นสัดส่วนที่พอเหมาะ เพราะถ้าเราไม่มีชุมชน ที่เข้มแข็ง ไม่มีรูปธรรมในการเคลื่อนไหว มันก็ทำยาก คอยแต่ผลักดันให้รัฐบาลมาช่วยทำ หรือไม่ให้ทำ อย่างนี้อย่างเดียวไม่ได้ เราเองก็ต้อง ทำให้เป็นรูปแบบที่เป็นทางเลือกด้วย

สำหรับคนรุ่นใหม่ยุคนี้ อาจจะคิดว่า ระบบสื่อสารอะไรมันสะดวก ข้อมูลต่างๆ ไหลคล่อง การคมนาคมสะดวก ดังนั้น อาจจะทำงานทางโทรศัพท์แทนก็ได้ แต่บางทีมันไม่พอ ชุมชนอาจจะต้องการที่ปรึกษา แล้วก็คนรุ่นใหม่เองก็ต้องเข้าใจชุมชนให้มันมากขึ้นด้วย”
นายพิสิษฐ์กล่าวย้ำ


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

29 ตุลาคม 2550