|
จากการเมืองคนชั้นกลางในกรุงใหญ่
ถึงประชาธิปไตยใบน้อยๆ ในพื้นที่เล็กๆ
แน่นอน ณ วินาทีนี้ ไม่มีใคร ที่อ้างตนว่า เป็นประชาชนคนไทย
จะไม่รู้จัก ไอ้หน้าเหลี่ยม หรือไม่เคยได้ยินคนชื่อ
สนธิ ลิ้มทองกุล ผลพวงจากกระแสการเมืองในรอบประมาณ 6-7
เดือน ผลักดันให้ขบวนการประชาชน ลุกขึ้น และเคลื่อนไหวคึกคัก
แม้ว่าจะแตกขั้ว ไปคนละทิศละทาง
แน่นอนว่า มิอาจใช่ปัญหานัก หากปรัชญาการเมืองในระบอบประชิปไตย
ยอมรับและมีสปิริตร่วมกัน ว่า การเมืองคือเรื่องผลประโยชน์ ขบวนการรอมชอม
ประสานและกำหนดกฎเกณฑ์ให้สังคมสงบสุข ทั้งในกฎหมายและนโยบายที่เอื้อและทั่วถึงกัน
และให้สอดคล้องไปกับทิศทางสังคม ปัญหาสารพันนั้นอาจจะเกิดน้อยกว่านี้
แต่การณ์กลับตรงกันข้าม
เมื่อสู้ก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด เมื่อลุกขึ้นเปลี่ยนแปลง อานิสงส์ก็ต้องไปถึงคนรากหญ้า
คนเล็กคนน้อย คนชายขอบ คนชนบทด้วย เพราะเบื้องหลังการต่อสู้
เบื้องหลังความสำเร็จนั้นแลกมาด้วยความสูญเสียเสมอ ซึ่งนักเคลื่อนไหวระดับชนชั้นนำ
เรียกว่า เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง การออกกำลัง การระดมมวลมหาชน
ที่แบกเพียงความตั้งใจ จริงใจและมุ่งมั่นเดินทาง ทั้งใกล้และไกล
มาเผชิญหน้ากับ อีกขุมพลังทั้ง พลังรัฐ พลังทุนและพลังมวลมหาชนเฉกเช่นกัน
การต่อสู้จึงยืดเยื้อ ระบอบและระบบ กลไกและความศรัทธาจึงเสื่อมคลอน
เสื่อมและสั่นคลอนภายใต้การเข้าสู่ภาวะ สูญญากาศระหว่างการเปลี่ยนแปลง
เบื้องหลังการต่อสู้ทางการเมือง คือความบอบช้ำ ความร้าวฉาน ที่นับวันยิ่งหยั่งลงถึงรากฐานการเมือง
ถึงครอบครัว ถึงชุมชน ถึงความสัมพันธ์ต่อกัน ถึงความเชื่อมั่นในจิตใจ
ตนเองที่มีต่อวัฒนธรรมสัมพันธ์กับการเมือง กับระบอบการเมืองด้วย
สังคมไทยเผชิญรอยปริแยก มาตั้งแต่ก่อนฤดูกาล ไล่ทักษิณ
ด้วยซ้ำ ยุคที่ยังไม่ก่อเป็นกระแสถั่งโถมโหมหนัก ก่อนหน้านั้น
ก่อนยุคทักษิณ มาจนถึงยุคทักษิณเอง ทุนธนาธิปไตย ได้หลั่งไหลลงไปสร้างรอยปริแยกทิ้งไว้มากมาย
จากกิจกรรมทางการเมือง การบิดเบือนปรัชญาการเมือง การสร้างกลไกหาประโยชน์ในนามประชาธิปไตย
ได้ฝังลงในพื้นที่การเมือง แล้วสร้างเป็นวัฒนธรรม เป็นผลประโยชน์
ระบบอุปถัมภ์ เป็นระบบพรรคพวก ฯลฯ ล้วนคือที่มาปัญหาสั่งสม ซึ่งนักลงทุนทางการเมือง
อย่าง ทักษิณ ชินวัตร รู้จักดีและใช้ประโยชน์มันอย่างฉลาดและลงทุนเต็มกำลัง
!!!
ไม่กี่ปี ไม่กี่รัฐบาล คนไทยก็เรียนรู้
จนเคยชิน ??
แต่มีคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่เอือมระอา ??
เมื่อถึงวันนี้ ขบวนการประชาธิปไตยไทย ทั้ง ซ้าย-ขวา อนุรักษ์
เสรี Get Out- Get In ที่ได้ก้าวเดิน เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง
ต่อสู้เผชิญหน้ากัน ทั้งขบวนได้เพ่งมองและรู้เห็น เหตุและปัจจัย
ได้ทะลุลงลึกไปถึงไหนแล้ว จึงประกาศก้องเปลี่ยนแปลง
เปลี่ยนเพื่อให้ถึงมือกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม หมาป่าบางพวก
หรือ เพื่อถึงมือประชาชนคนทั่วไป คนชายขอบ ??
บางมุมมองในกลุ่มปัญญาชนถึงกับย้ำว่า
วิกฤตการณ์ทักษิณ เป็นวิกฤติศรัทธา ที่มีความแตกต่างจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองในอดีตมาก
เพราะเป็นการสะท้อน พัฒนาการทางการเมือง ที่ก้าวหน้าไปสู่คุณภาพใหม่
ที่เน้นบรรทัดฐานทางจริยธรรมนักการเมือง ซึ่งด้านหนึ่งก็คือ
เป็นการแสดงถึงความไม่พอใจต่อความ ไม่โปร่งใส ต่อระบบการเมือง
ที่หนักข้อมากขึ้น
และ ประชาธิปไตยที่เกิดขึ้น นั้น แค่โดยประชาชน
ไม่ใช่แต่เพื่อประชาชน ดังนั้นมองในแง่สัมฤทธิ์ ถึงเติบโตมาจวบจนทุกวันนี้
ก็ตาม แต่ก็ยังต้อง ต่อสู้ ต้องปรับปรุงกลไก ปรับขบวน เพิ่มบทเรียนอีกมากและยังอีกยาวไกล
(อ้างจาก ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ หน้า 6
นสพ.มติชนรายวัน 5 เม.ย.2549)
มุมมองที่สะท้อนผลึกความคิดและผลิตผลยุคสมัย ของปัญญาชนการเมือง
ในจำนวนหลายๆ คน ที่ครุ่นคิดติดตาม ทิศทางการเมืองมานาน กระนั้น
ก็ยังไม่ลึกซึ้งถึงแก่นสารการเมือง ว่า จริยรรมในกติกาและโลกทัศน์ชนชั้นกลาง
นั้นเพื่อตอบสนองตัวเอง ทั้งในระดับมโนสำนึก อุดมการณ์และเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง
ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง แต่ในระดับรากหญ้า สภาพชุมชน สังคมที่ร้าวฉาน
ซึ่งต้องการมากกว่านั้น มากกว่ากฎหมาย และข้อตกลงเชิงมารยาท
มากกว่า ภาพจริตดูดีในจินตนาการคนชั้นกลาง
การเมืองในระดับชุมชน คนรากหญ้า ต้องเป็นการเมืองกินได้ มีส่วนร่วม
มีเกียรติ มีสิทธิ มีศักดิ์ศรี และเป็นการเมืองที่รักษาวงศ์วานหว่านเครือให้รักใคร่ปรองดอง
มีพื้นที่ มีตัวตนและมีอัตลักษณ์แสดงตำแหน่งแห่งหนตนเองทางสังคม
มิใช่เสร็จสิ้นฤดูการเลือกตั้งทีก็ เข้าสู่ฤดูงานศพ ญาติ เพื่อนพ้อง
หัวคะแนน และผู้สมัคร ล้มตายทีละคนๆ
ก้าวต่อไปของขบวนการประชาธิปไตย
โดยเฉพาะขบวนการประชาชนหัวก้าวหน้า คือก้าวที่ท้าทาย ว่าจะต่อยอดความคิดให้แหลมคม
ออกมาเป็นพลังพัฒนาการทางการเมือง ไปสู่ การเมืองเชิงวัฒนธรรม
สร้างวุฒิภาวะทางการเมือง สร้างโลกทัศน์ที่ชัดเจนเข้าใจ มีอุดมการณ์ที่จับต้องได้จริง
และมีจริยธรรมเข้มแข็ง อย่าให้เกิดขึ้นเพียงแค่มีสีสันทางประวัติศาสตร์
หรือเคลื่อนไหวเพียงแสดงที่ทางตนเองทางการเมือง แล้วกลับมาเป็นการเมืองสาดโคลน
ป้ายสี มีทิฐฐินึกแต่เอาชนะ เอาแต่พวกตัวเองและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน
พรรคไหนขึ้นก็กินจนสำรอกในหมู่พรรคนั้น สิ้นสมัยก็ทุ่มหาเสียงเลือกตั้ง
เลือกแล้วเลือกอีก หรือเลือกแล้วก็ไล่ออก แล้วก็เลือกอีก ฯลฯ
วนเวียนเป็นวงจรอุบาทก์
การเลือกตั้ง พิธีกรรมเปลี่ยนผ่านมาสู่อำนาจ ณ ปัจจุบัน ก็นับวันจะไม่สัมฤทธิ์
ไม่ศักดิ์สิทธิ์พอ ที่พาใครสักคนก้าวไปสู่อำนาจ ตามระบอบประชาธิปไตย
และที่น่ากลัวยิ่ง คือพิธีกรรมนี้ถูกท้าทาย ถูกทำให้เสื่อมคลอน
กระทั่งเกิดกลไกใหม่ๆ ที่มีพลังพอจะ ปลดฐานะพิธีการเลือกตั้งนี้
ให้หมดความศักดิ์และสิทธิ์ อีกด้วย
บรรยากาศอึมครึมทางการเมือง ในต่างฝ่ายต่างทบทวน คำนวนทุน หายุทธวิธีใหม่
ระหว่างเว้นวรรคการเคลื่อนไหวให้เหลือเพียงความมืดมนหนทางออก
ทางออกที่เป็นฉันทามติ มติที่ต้องเกิดในภาวะความอ่อนแอของกลไกการเมือง
ปัญหาการเมืองระดับชุมชน การนำการเมืองมายกระดับความสัมพันธ์ในตัวประชาชน
ระหว่างประชาชน กับชุมชน กับอำนาจใหม่ๆ อำนาจอื่นๆ จากภายนอก
ตลอดจน ระบบ กลไกที่สามารถ เป็นตัวแทน นำมาต่อสู้ กับพลังการซ่อนแฝง
การเอารัดเอาเปรียบ กดขี่
ทั้งหมด คือมวลรวมความคาดหวังของประชาชน คนเล็กคนน้อยทั้งประเทศ
ที่ปรารถนาให้การเปลี่ยนแปลงการเมืองเอื้อมไปถึง มิใช่ถูกเว้นวรรคหลังชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ปรากฏขึ้น และปล่อยปละพื้นที่การเมืองเล็กๆ มืดมน ไปอีกนาน.....
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
15 เมษายน 2549
|