ดร.ณรงค์
เพชรประเสริฐ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง
ได้ย้อนไปถึงที่มาแนวคิด ประชานิยมโดยเฉพาะที่กำเนิดในประเทศไทย และฟันธงว่า
นโยบายประชานิยมในประเทศไทย ชนชั้นกลางใหม่ไม่ได้อะไรเลย นโยบายแบบนี้มาจาก
ขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชน แนวคิดเริ่มต้น คือทำเพื่อคนจน ทำเพื่อปัญญาชนคนชั้นกลาง
ผมเห็นด้วย และเมื่อนำมาใช้ นายทุนพรรคก็ได้นำแนวคิดนี้มาปรับใช้ และผลที่ปรากฏเมื่อปรับเสร็จแล้ว
มันได้กลายเป็น นโยบายประชานิยมเชิงการตลาด
วิธีคิดของการตลาดคือ
ต้องได้กำไรเสมอ ดังนั้น เมื่อมาวิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์การเมือง ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ
ในกลุ่มทุนพรรค อำนาจรัฐ และทุน ว่ามันมีการจัดการอย่างไร
จึงอยากให้มาทำความเข้าใจปรัชญาเดิม
1 ) นโยบายการเมือง ต้องอยู่บนผลประโยชน์
คนส่วนใหญ่ ซึ่งแต่เดิมคือ ชาวนา (ในยุคแบบรัสเซีย) และ ธุรกิจเล็กๆ
(ในยุคอเมริกา) มาจนถึงยุคอาร์เจนตินา ก็เป็นนโยบาย แจกจ่ายเพื่อคนจน
ไม่มีรีเทิร์น ผลผลิต มาจนถึงยุคทักษิณ เป็นนโยบายแบบ ลดแลกแจกแถม
แต่มีนัยยะเชิงการตลาด คือเพื่อครอบครองตลาด ผูกขาดอำนาจ และผูกขาดเศรษฐกิจในที่สุด
ปัญหาคือ ในระบบทุนนิยม มีข้อดี
แต่ถ้าไม่ระวัง จะเป็นทุนนิยมผูกขาด เพราะนายทุนมักต้องการผูกขาด
และแสวงหากลยุทธ์ต่างๆ เพื่อผูกขาดอำนาจการเมือง และเอาอำนาจการเมืองมาผูกขาดเศรษฐกิจ
ต่อไป
กองทุนหมู่บ้าน OTOP 30 บาทรักษาทุกโรค เงินพวกนี้เอามาจากภาษี
ไม่ได้เอามาจากกระเป๋าทักษิณ แต่ถูกเอามาหากำไร ทางการเมือง ทางการเลือกตั้ง
ผูกขาดอำนาจการเมือง ผูกขาดเศรษฐกิจ ดังนั้น การแข่งขันกันในตลาด จึงไม่เป็นธรรม
เพราะมีการเอาอำนาจการเมือง ไปทำลายคู่แข่งขันทางเศรษฐกิจ
ธุรกิจใหญ่ๆ ที่อยู่ข้างพรรคฝ่ายค้าน มักจะถูกสอดส่อง ตรวจสอบ กลายเป็นวงจรอุบาทว์
ยิ่งนานยิ่งใหญ่ไปเรื่อยๆ อาจจะเรียกว่า โมเดิร์น ฟาสซิสม์
เผด็จการจากการเลือกตั้ง
นโยบายแบบนี้ใครคือผู้แบกรับภาระภาษี ?!
คนจน จ่ายผ่านภาษีบริโภค แนวคิดนี้ คือ ผลผลิต
ตลาดขนาดใหญ่ จะนำมารองรับ คนจนขนาดใหญ่ หรือ ผู้บริโภคขนาดใหญ่
คือ แหล่งสร้างกำไรให้กับทุนขนาดใหญ่ ดังนั้น แนวคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียง
เกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ
ปัจจุบันชาวนา ชาวไร่ กี่คนเชียวที่อยู่ติดที่นา
อยู่ในไร่นา นานถึง 6 เดือน ระบบการผลิตในภาคเกษตรตอนนี้ คือ จ้างไถ
จ้างเกี่ยว จ้างดำ กลายเป็นผู้จัดการในไร่นา แล้วมาอยู่ในฐานะผู้บริโภค
คนชั้นกลางใหม่ คนทำงานออฟฟิศ
คนเหล่านี้ กินเงินเดือน จ่ายภาษีเยอะมาก ทั้งจ่ายทางตรง คือหักจ่ายจากรายได้
คนเหล่านี้ มีรถขับ แต่ก็เสียภาษีสรรพสามิต แพงที่สุด ดังนั้น จ่ายภาษีทางตรงก็มากสุด
จ่ายทางอ้อมก็มากที่สุด เพราะจ่ายโดยผ่านภาษีสินค้า
แต่ คนชั้นกลางเก่า โดนเหมือนกัน
แต่หลีกเลี่ยงได้ เพราะสามารถผลักภาระภาษี ทางอ้อมให้ปัจจัยอื่นๆ ได้
เช่น ผลักไปกับต้นทุนราคาผลิตสินค้า เป็นต้น
ส่วนคนรวย ก็โดนภาษีมาก ทั้งทางตรง และทางอ้อม
แต่ก็มีวิธีผลักภาระภาษีให้ปัจจัยอื่นๆ เช่นกัน ดังนั้น เมื่อมามองเปรียบเทียบแล้ว
คนชั้นกลางใหม่ ที่ซึ่งเลี้ยงชีพด้วยเงินเดือน โดนหนักที่สุด เมื่อมามองประชานิยมเชิงการตลาดใครได้
? ใครเสีย ?
โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค คนจนได้ใช้ คนชั้นกลางเก่าก็ได้ใช้
แค่คนชั้นกลางใหม่ไม่ได้อะไรเลยเพราะมีบัตรประกันสังคม ซึ่งถูกบังคับหักออกไป
คำถาม คือ ทำไมไม่ยกเลิกประกันสังคมไปเลย เพราะ ถ้าให้ถามตรงๆ คือ
ความยุติธรรมทุกกลุ่มทุกชนชั้นของสังคม อยู่ตรงไหน ?
นโยบายประชานิยมเชิงการตลาด ของรัฐบาลนี้ไม่มีนโยบายอะไร
ที่เป็นประโยชน์ต่อคนชนชั้นกลางใหม่ ทั้งๆ ที่เป็นชนชั้นที่ชอบพูดชอบวิจารณ์
แต่ชนชั้นกลางเก่านั้น ชอบทำมาหากิน แต่รัฐบาลกลับได้ 2 เด้ง หนึ่ง
ได้เสียงทางการเมือง และ สอง ได้เงินทุนมาให้ธุรกิจโรงพยาบาล ซึ่งได้เงินส่วนหนึ่งมาบริหารจัดการ
กองทุนหมู่บ้าน คือ การเอากองทุนทุกกองมารวมกัน
เงินบางส่วนสำหรับคนตาย และสำหรับคนตกงาน ผมถามว่า รัฐบาลไปเอามาได้อย่างไร
ซึ่งแนวคิดนี้มาจากพรรคกิจสังคม สมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ส่วน 30
บาทรักษาทุกโรคมาจากแนวคิดของกลุ่มแพทย์ชนบท บวกกับ NGOs และนักวิชาการ
ที่ซึ่งก่อนหน้านี้เรียกว่า โครงการสุขภาพถ้วนหน้า
วัตถุประสงค์กองทุนหมู่บ้าน คือ กองทุนหมุนเวียน
และกองทุนนี้ คนชั้นกลางใหม่ก็ไม่ได้อะไรเลย ส่วนภาคเกษตรเอง อย่างชาวนาเพื่อการยังชีพ
ซึ่งมีมากกว่า ชาวนาเพื่อทุนหมุนเวียน ทำให้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เพราะชาวนาเหล่านี้ต้องเอาเงินทุนนั้นมาเลี้ยงชีพก่อน
ยิ่งมีการกระตุ้น การบริโภคเข้ามามากๆ ก็ยิ่งเร่งให้ใช้หมด เพราะเงินก้อนนี้ไปสร้าง
Demand ให้สัมฤทธิ์ผลในเขตชนบท ทำให้คนรวยๆกับ เจ้าของธุรกิจรายใหญ่
ได้ประโยชน์เต็มที่จากนโยบายนี้
OTOP หรือ ONE TAXIN ONE POJAMAN (วัน ทักษิณ
วัน พจมาน) ก็ทุ่มงบโฆษณาไปหลายหมื่นล้าน โฆษณาไปแล้ว แต่มูลค่าเพิ่มกลับไม่ได้ตามที่ชาวบ้านคาดหวัง
คนชั้นกลางเก่าที่ผลิตสินค้าขายอาจจะได้ประโยชน์มากที่สุด ส่วนชาวบ้านได้เท่าเดิม
แต่คนชั้นกลางไม่ได้อะไรเลย |