นโยบายประชานิยม กับการแก้ไขปัญหาความยากจน

เมื่อวันที่ 25-26 สิงหาคม ที่ผ่านมา กรรมาธิการภาคประชาชนตรวจสอบนโยบายความยากจนและสังคม ได้สัดเวทีประชุมอภิปรายเพื่อตรวจสอบนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจน ในหัวข้อ “นโยบายประชานิยมกับการแก้ไขปัญหาความยากจน” ณ อาคารประชาธิปก รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พฤก เถาถวิล นักวิชาการเพื่อคนจน จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้เสนอผลงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนเกษตรชานเมือง พร้อมวิเคราะห์นโยบายประชานิยมนี้ว่า นโยบายเช่นนี้สร้างวงจรภาระการดิ้นรนที่หนักหน่วงให้แก่เกษตรกรชานเมือง

“นโยบายพักชำระหนี้ กรณีศึกษาชุมชนเมือง ผมอยากให้ลองนึกดูว่า ชนบทคือหมู่บ้านที่ทำการเกษตร จริงหรือไม่ ? เพราะปัจจุบันนี้ ชนบท คือหอพักของแรงงานไปแล้ว หรือคือ หมู่บ้านแรงงานในภาคเมือง ส่วน
ข้าวปลูก ก็เพื่อส่งแรงงานในภาคเมือง

กับกรณีศึกษาครอบครัวตัวอย่าง ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ความน่าสนใจ คือสภาวะความเป็นนักจัดการ เป็นครอบครัวที่พยายามจะทำมาหากิน ทุกรูปแบบ ทั้งในภาคการเกษตร และอื่นๆ ความที่อยากจะหมุนเวียนเงินประทังชีวิตให้อยู่ได้

เริ่มช่วงเป็นหนี้ระยะแรกๆ แนวคิดการจัดการ ของครอบครัวชาวนารายนี้ จะแบ่งที่นาเป็น 2 ส่วนส่วน คือ แบบที่ปลูกไว้กิน และปลูกไว้ขาย นอกเวลาเก็บเกี่ยว สามีจะออกไปรับจ้าง ส่วนภรรยาจะทำขนมขาย ทำอย่างนี้ ถึง 4 ปี พอมาปีที่ 5 อยากได้รถไถ (แบบเดินตาม) ซึ่งเป็นเครื่องมือการผลิต ที่สำคัญในภาคเกษตรปัจจุบัน

เข้าระยะที่ 2 ของการเป็นหนี้ คือเริ่มกู้เงินจาก ธกส. มา 50,000 บาท มาขยายฐานการผลิตมากขึ้น มาเพาะเห็ดขาย นอกจากนั้น ก็เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา อีกด้วย ทำไปทำมา ครอบครัวเริ่มหมดเงิน หมดทุน และหนี้ก็ยังไม่ได้ชำระ ครอบครัวนี้ก็เพิ่มเวลาทำงานให้มากขึ้น สามีไปทำงานห้างที่ กทม. ส่วนภรรยาก็ทำทุกอย่างที่บ้าน เพื่อให้มีเงิน

ปี 2546 สามีก็ตาย และต่อมาปี 2547 ภรรยาก็ป่วยเป็นวัณโรค เนื่องจากในอดีตภรรยาเคยไปเป็นกรรมกรโรงงานกระสอบ ตอนอายุ 16 ปี พอมาเป็นหนี้มากๆ ก็โหมทำงานหนัก เลยล้มป่วย เพราะพยายามดิ้นรนหารายได้ ซึ่งมากถึง 3 ช่องทาง คือ
1. ทำนาโดยแบ่งที่นาให้เพื่อนบ้านเช่า 7 ไร่ คิดไร่ละ 1 กระสอบ และ
2. ที่นาอีก 5 ไร่ ก็ทำเอง คือปลูกข้าวจ้าวขาย ต้นทุนการผลิต ทั้งค่าปุ๋ย ค่าแรง ค่าไถ ตกเฉลี่ย 10,200 บาท ได้ข้าวมา 2,500 กก. ขายได้เงินมา 13,950 บาท กำไร จริงๆ 3,500 บาทใช้เวลาทั้งสิ้น 6 เดือน

ช่องทางที่ 3. ออกไปรับจ้าง รับจ้างทำนา ได้วันละ 130 บาท / วัน รับจ้างปั้นดอกไม้จากแป้งข้าวโพด ทอดขนมขาย เย็บผ้าฝ้าย ส่งร้านขายของที่ระลึก เดือนละ 3,000 บาท แล้วก็เลี้ยงจิ้งหรีด 45 วันได้ขาย เฉลี่ยรวมรายได้ทั้งปีมีรายได้ประมาณ 42,900 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 4,190 บาท หรือ 140 บาทต่อวัน สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำปี 2547 อยู่ 2 บาท

ปัญหาคือ หากภรรยาต้องทำงานหนักและมากขนาดนี้ เธอจะสามารถหาเงินมาใช้หนี้ ตามรายได้นี้ ได้หรือไม่ ?

ปัจจุบันสถานการณ์น้ำมันสูงขึ้นมาก ทำให้ค่าปัจจัยการผลิตสูงขึ้นตาม 10-25% ภรรยาซึ่งต้องหาเลี้ยงดูครอบครัว จะดิ้นรนต่อไปอย่างไร จึงจะอยู่รอดได้ เพิ่มจากการทำนาได้หรือไม่ หรือจะเพิ่มจากการรับจ้าง

แล้วทำอย่างไรจึงจะปลดหนี้สินได้ ?

บ้านแฮ (ชื่อบ้านกรณีตัวอย่าง) ในความเป็นจริงเป็นบ้านกึ่งเมืองกึ่งชนบท หรือหมู่บ้านเกษตรแบบชานเมือง ความจริง หมู่บ้านกับสภาวะการทำงานของภรรยาครอบครัวนี้ ถูกขูดรีด มากกว่า และได้น้อยกว่าหมู่บ้านในชนบท โดยเฉพาะมายาภาพที่ดูเหมือนจะมีทางเลือก ที่มากกว่า

เกษตรกรในปัจจุบันถูกขูดรีดอย่างหนักหน่วงมาก ทางออกของเขาคือ ทำให้งานให้มากขึ้น รัดเข็มขัดให้มากขึ้น กินน้อยๆ ราคาถูกๆ แล้วก็หาเองให้มาก

อยากเรียกว่า วิถีชีวิต 2 ขาหยั่งมากกว่า เพราะ “สภาพเป็นแบบ 1 ครัวเรือน แต่กลับหลายวิถีการผลิต” นี่คือฐานรองรับการพัฒนาที่ผ่านๆ มาในประเทศไทย ในภาคเมืองเต็มไปด้วยแรงงานราคาถูก ให้นายจ้างเลือกใช้ ในขณะที่ภาคเกษตรแบกรับในฐานะที่เป็นฐานทรัพยากร เป็นฐานผลิตมูลค่าส่วนเกิน และเป็นผู้ผลิตซ้ำแรงงานให้กับสังคม

ดังนั้น ข้อเสนอคือ รัฐบาลต้องปลดหนี้ให้กับเกษตรกร อย่างไม่มีเงื่อนไข”


สมศักดิ์ โยอินชัย ตัวแทนจากเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ ย้ำถึงนโยบายรัฐบาล ที่ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน แต่กลับเพิ่มความยากจนโดยการทำ FTA กับจีน และประเทศต่างๆ

“ ปัญหาหนี้สินจากกองทุนที่รัฐบาล ให้กู้ ที่ศึกษาและเก็บข้อมูลมามีเพียง 4% เท่านั้นที่สามารถชำระได้ และ 87% ไม่สามารถชำระได้ และอีก 14% อาจจะสามารถชำระได้ขยายเวลา


ที่มาของปัญหาคือรัฐ ยัดเยียด โครงการต่างๆ เข้ามาในหมู่บ้าน อาทิ โครงการหมู่บ้านละ 1 ล้าน เมื่อชาวบ้านเป็นหนี้ก็ขายที่ดิน เมื่อชาวบ้านเป็นหนี้ก็ขยับขยายที่ดินทำกิน หันไปปลูกพืชเชิงเดี่ยว อาทิ ข้าวโพดอาหารสัตว์ ซึ่งปัจจุบันอย่างชาวสวนลำใยไม่มีปัญญาใช้หนี้ กระเทียมก็ขายไม่ได้เลย ถูกตีตลาดจากสินค้า FTA จีน ราคาซื้อ 18 บาท จ่ายให้แค่ 12 บาท ถ้าปีหน้าเลิกปลูกจะจ่ายให้อีก 6 บาท เพื่อบังคับให้เลิกปลูก อีกหนึ่งต้นเหตุของภาระหนี้สิน สมาชิกเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ ถ้ากู้ในระบบไม่ได้ ก็กู้นอกระบบ

แนวทางแก้ไขคือ มองทั้งระบบ มองทรัพยากร มองตลาด คืออะไรกันแน่ และ การทำ FTA กับประเทศต่างๆ จะกระทบอะไรบ้างกับเกษตรกรทั่วประเทศ แค่เฉพาะกับจีนเราก็โดนเต็มๆ แล้ว ที่ผ่านๆ มากลไกรัฐแก้ปัญหา ไม่ได้ผล ที่สำคัญไม่น่าเชื่อ เพราะชาวบ้านเล็กลงๆ ทุกวัน”


กฤษฎา บุญชัย นักศึกษาปริญญาเอก ซึ่งศึกษาแนวคิด การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ว่า ” แนวคิด ของเฮอนันโด เดอ โซโต นักวิชาการจากประเทศเปรู เรื่องแปลงสินทรัพย์เป็นทุน แปลงเศรษฐกิจนอกระบบมาสู่ในระบบ ในกระบวนการนี้ หัวใจ ของแนวคิด คือ ระบบกรรมสิทธิ์ แต่บริบทของประเทศเปรู คือ ภาคเกษตรนั้น ภาคแรงงานโตขึ้นมาก การแย่งชิงกรรมสิทธิ์ ความเป็นปัจเจกสูงมาก ซึ่งก็คือสาเหตุหนึ่ง ทำให้มาสู่ขบวนการฝ่ายซ้าย และที่สำคัญบริบททางสังคม ทรัพยากร วัฒนธรรม นั้นแตกต่างกว่าไทยมาก

การที่รัฐบาลทักษิณ เอาแนวคิดนี้มาใช้ มาเร่งรัดให้เกิดระบบผูกขาดทรัพยากร ท่ามกลางการเคลื่อนไหวระบบกรรมสิทธิ์อื่นๆ อาทิ ป่าชุมชน สิทธิเชิงซ้อน เป็นต้น

กลุ่มเป้าหมายของทักษิณ คือ ให้ชาวบ้านกลายเป็น ผู้ประกอบการ และ ให้ผู้ประกอบการใหม่เหล่านี้เข้าถึงแหล่งทุน คือ เงินกู้ ให้มากที่สุด ง่ายที่สุด คำถามคือ การพัฒนาแบบนี้สร้างความมั่นคงได้หรือ ? และอีกหลายคำถาม เพราะเป็นแค่นโยบายให้เข้าถึงแหล่งทุน ถึงกระนั้น ยอมรับว่า มันสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงถึง 2ระดับ คือ

1.เปลี่ยนจากนอกระบบ มาสู่ในระบบ

2. สร้างระบบกรรมสิทธิ์เอกชน และมีกฎหมายกรรมสิทธิ์ ลิขสิทธิ์มารองรับ ซึ่งไปสู่กระบวนการแปลงสิทธิมากมายให้เป็นทุน และล้วนเป็นสิทธิเชิงปัจเจก หรือกรรมสิทธิ์เอกชน ซึ่งด้านหนึ่ง ก็ก่อให้เกิดปัญหา การรุกพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ชายฝั่ง และพื้นที่ป่ามากมาย เพื่อมาแปลงเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัว

เศรษฐกิจภาคชาวบ้าน ก็ถูกแปลง โดยแปลงทุนทางสังคมต่างๆ ทั้งในระดับปัจเจก ชุมชน สังคม ไปเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ แปลงอัตลักษณ์ของคน ที่เป็นเกษตรกร ประมง และอื่นๆ ไปเป็นผู้ประกอบการ

ข้อสังเกต คือ การเติบโตของธุรกิจ เพาะเลี้ยงชายฝั่ง จนมาสู่ นโยบาย SEA FOOD BANK เกิดความขัดแย้งขึ้นในกลุ่มประมงพื้นบ้านกับ กลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมากขึ้น อาทิ กลุ่มเลี้ยงหอยแครง เลี้ยงปลากระชัง เป็นต้น และยิ่งทำท่าว่ากำลังจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น และนโยบายนี้กำลังเป็นตัวจักรเข้าไปเร่งให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง และสร้างความขัดแย้ง และความไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคม

เศรษฐกิจของประชาชนถูกทำลาย รัฐเร่งรัด จดทะเบียน ออกโฉนด เพื่อแปลงไปเป็นกรรมสิทธิ์เอกชน เพราะปี 2547 มีผู้จดทะเบียนแปลงสินทรัพย์เป็นทุนจำนวนมาก แต่มีเพียง 4% เท่านั้นที่ได้เงิน และ 7% ที่แสดงเจตจำนงขอกู้เงิน

คำถาม คือ จริงหรือเปล่า ที่ชาวบ้านต้องการเงินกู้ ? หรือว่า ชาวบ้านต้องการสิทธิ ?

ที่แสดงเจตจำนงออกไป เพื่อต้องการสิทธิ สิทธิที่เป็นแบบเอกชน ทำให้ชาวบ้านพยายามทำงานบุกรุก เพื่อนำไปอ้างสิทธิ์ นายทุนเห็นโครงการ ก็รุกเข้าไปแปลงสิทธิต่อทรัพยากร ปัญหาก็คือ ชาวบ้านมีระบบกรรมสิทธิ์มากกว่านั้น

ดังนั้น สิทธิตามประเพณี รัฐละเลย สิทธิสาธารณะ รัฐละเลย แต่รัฐได้ก่อให้เกิดการปะทะกันระหว่าง สิทธิปัจเจก กับ สิทธิสาธารณะ และสิทธิปัจเจกเมือง กับ สิทธิปัจเจกชุมชน

ปัจจุบันนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ทำงานได้แต่เพียงระดับหนึ่ง ดังนั้น ก้าวต่อไป นั้นอยู่ที่ประชาชนจะสู้อย่างไรมากกว่า”


โชติศักดิ์ รณรงค์ไพรี ตัวแทนจาก สมาพันธ์ประมงพื้นบ้านภาคใต้ ย้ำถึงมุมมองต่อการทำความเข้าใจปัญหาประมงพื้นบ้านในสถานการณ์นโยบายประชานิยมว่า ต้องไม่ตีโจทก์ผิดประเด็น “ การตั้งโจทก์เพื่อแก้ปัญหาของนโยบายรัฐบาลนั้น ผิดตั้งแต่เริ่มตั้งโจทก์แล้ว ซึ่งเมื่อตั้งโจทก์ผิด ก็ทำให้ไม่เข้าใจว่า นโยบายทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จ ใช่หรือ ไม่ อย่างไร ?

อีกทั้งข้อเสนอทั้งหมดนี้ สอดคล้อง หรือขัดแย้ง ในสังคมนี้ หรือไม่ อย่างไร ? แล้วมามองว่า การแปลงสินทรัพย์เป็นทุนในทะเล ถูกต้องหรือไม่ ?

ปัญหาความไม่เข้าใจ คือ เกษตรกร กับชาวประมง นั้นมีวิถีชีวิตที่ต่างกัน ชาวประมงไม่ใช่เกษตรกร ชาวประมงมีวิถีชีวิตเช่นนักล่า โดยมีทะเลเลี้ยงไว้ให้แล้วออกไปจับ ดังนั้น การวิเคราะห์วิถีการผลิตจึงต้องต่างกัน

วิธีคิดอันแรกในการนำเสนอ จากธรรมชาติมาสู่การผลิตของมนุษย์ อันที่ สองจากนักล่ามาเป็นเกษตรกรรม ดังนั้น การมองพื้นที่เพาะเลี้ยง SEA FOOD BANK ชายฝั่งทะเลประเทศไทยมี 260 ล้านไร่ การอ้างว่ามีพื้นที่ทะเลมากมาย การจะเอามาเพาะเลี้ยงมันก็แค่ 0.01% การอ้างข้อมูลเช่นนั้น มันไม่ได้ เพราะความจริงคือ มันเพาะเลี้ยงเฉพาะชายฝั่ง เท่านั้น

และปัญหามันเริ่มที่ตรงนี้ คือ พื้นที่ชายฝั่ง คือพื้นที่หากินของประมงพื้นบ้าน

จากการศึกษานโยบายนี้ ปัญหาคือ เถ้าแก่นอกหมู่บ้าน ไม่รู้มาจากไหน ก็มีสิทธิหรือสามารถที่จะเข้ามาเลี้ยงตามชายฝั่งได้ ซึ่งพื้นที่ชายฝั่งที่เหมาะสมกับการเพาะเลี้ยงนั้นมีจำกัด อย่างกรณี ปัตตานี สุราษฎร์ธานี คนที่มาครอบครองพื้นที่เพาะเลี้ยงรายใหญ่คือ นายทุนและนักการเมือง บางรายมีมากกว่า 5,000 ไร่ กลายเป็นนโยบายที่ยิ่งทำให้ชาวบ้านยากจน

การแก้ปัญหาของรัฐ ตลอดปี 2546-2547 ไม่มีเจ้าหน้าที่กรมประมงคนไหนไปแตะต้อง ไปแก้ปัญหานี้ได้เลย ทำให้ชาวบ้านต้องไปบุกรุกพื้นที่ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นสำหรับ เพาะเลี้ยงของตนบ้าง

สถานการณ์ทุกจังหวัดภาคใต้ กระแสให้ราษฎรมาเข้าโครงการนี้ เพื่อตอบสนองนโยบาย โดยรัฐบาลทำตัวเป็นนายหน้าเอง ยิ่งกรณีจังหวัดตรัง มีบริษัทเอกชนจับมือกันหากินกับหน่วยงานรัฐ อย่างเป็นระบบ ทั้งระดับจังหวัดและระดับชาติ รับงานต่อจาก CEO จังหวัด เป็นนายหน้า SEA FOOD BANK เสียเอง

ซึ่งข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ คือ บ.เอกชน เหล่านี้ได้บุกรุกไปในเขตประมงของชุมชนแล้ว”


อภิชาติ สถิตนิรมัย นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ วิเคราะห์แนวคิดประชานิยมคืออะไร กระแสพรรคการเมืองไทยและการใช้กลไกการคลังเพื่อการระดมทุนมาสนับสนุนนโยบายพรรค ว่า “รัฐพยายามจะเข้าไปรวยเพื่ออะไร ? รวยผ่านโครงการชำระหนี้ กองทุนหมู่บ้าน OTOP ทั้งหมดคือการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อ เข้าถึงแหล่งทุน นั่นคือการทำให้ประชาชนติดหนี้มากขึ้น การให้ชาวบ้านเปลี่ยนตัวเองมาเป็นเถ้าแก่ ผ่านสินเชื่อลงทุน

แล้วนโยบายนี้ ประสบความสำเร็จหรือไม่อย่างไร ?

กู้จริง แต่ไม่ได้เอาไปลงทุน แต่เอาไปใช้สอย ทำให้ทุนที่จะนำไปลงทุนจึงน้อย และเมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนจำนวนหนี้ เป็นกี่เท่าของรายได้ประจำ พบว่า หนี้มีมากกว่าถึง 5-6 เท่าตัว ข้อค้นพบนั้น คือ หนี้เพิ่มเร็วกว่ารายได้ และ ไม่มีปัญญาใช้หนี้ได้ในอนาคต หนี้เปรียบเทียบกับรายได้ ที่กล่าวถึง ปี 2537 ประมาณ 3.7 มาปี 2547 ประมาณ 6.4 เท่า ของรายได้ ก็หมายความว่าเพียง 10 ปี คนไทยไม่ได้เป็นเถ้าแก่ แต่เป็นบุคคลใกล้จะล้มละลายต่างหาก

เช่นเมื่อเรามาเปรียบเทียบรายได้หนี้สิน ในภาคอีสาน ก่อนเกิดโครงการของรัฐบาลเปลี่ยนแปลงปกติ แต่พอหลังโครงการ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

นโยบายประชานิยม ในสถานการณ์ปัจจุบัน พรรคทุกพรรค จะออกมาเล่นกันแนวนี้ทั้งนั้น ซึ่งมันมีปัญหา คือ 1) ใช้ต้นทุนสูง จนทำให้เกิดการบิดเบือนโครงการต้นทุนสูงอื่นๆ ซึ่งต้องดำเนินการเพื่อพัฒนาประเทศ
2) ประชานิยม เน้นผลตอบแทนทางการเมือง มากกว่า ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 3) ใช้จ่ายเงินจากงบประมาณจำนวนมาก จนอาจทำให้เกิดการขาดดุลทางการคลังสูง อัตราเงินเฟ้อมากขึ้น ดุลการค้าขาดดุลมากขึ้น และกระทบปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

เงินที่พรรคไทยรักไทยได้มาใช้บริหารประเทศนั้น เป็นการใช้นโยบายกึ่งการคลัง เอาจากธนาคารพาณิชย์ หรือ กำหนดให้ต้องปล่อยเงินกู้ให้กับกลุ่มเป้าหมาย เช่น ธนาคารออมสินปล่อยให้กับแม่ค้า พ่อค้า แผงลอย สรุปแล้วไทยรักไทยเอาเงินจากสถาบันของรัฐมาใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐ คือ นโยบายกึ่งการคลัง

ดังนั้น นโยบายประชานิยมเป็นมรดกทางการเมือง และพรรคการเมืองไทยในอนาคต อีกด้านหนึ่ง แนวโน้มเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยในอนาคตก็วิตก เพราะ จะเกิดภาพปัญหาต่างๆ อาทิ เสียวินัยทางการคลัง เกิดการหลีกเลี่ยงกติกาทางการคลัง ภาระหนี้สินของรัฐ จนถึงรัฐสภาจะสูงมาก และถ้ารัฐบาลพรรคอื่นๆ ในสมัยหน้าใช้เช่นนี้ไปเรื่อยๆ

แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ?!
ถ้าทำลายวินัยทางการคลังเช่นนี้ ประกันได้เลยว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจพังแน่นอน !?”


อณุสร อุณโณ นักวิจัยอิสระ เสนอผลงานศึกษาเปรียบ โอกาสและเงื่อนไขความสำเร็จกรณีไทยกับลาตินอเมริกา ซึ่งสรุปว่ายากเนื่องจากบริบทไทยนั้นแตกต่างกว่ามาก ว่า “ผลพวงจากนโยบายประชานิยม คือด้านเศรษฐกิจ ประชาชนมีอำนาจซื้อมากขึ้น และนั่นได้ก่อผลกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งแตกออกเป็นโครงการต่างๆ ได้ดังนี้ โครงการจัดการแหล่งเงินกู้ โครงการพักชำระหนี้ โครงการ 1 ผลิตภัณฑ์ 1 ตำบล และ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค

ในงานศึกษาชี้ให้เห็นว่า ลาตินอเมริกา มีปัญหาในรายละเอียดมาก ซึ่งข้อมูลไม่สอดคล้องกับที่รัฐบาลนำเข้ามา งานที่ศึกษาบทเรียนจากประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกา พบว่า ประชาชนของเขา มีรายจ่ายสูงมาก แต่มีรายได้ต่ำ เงินออมลดลง หนี้สินเฉลี่ยสูงขึ้น

ส่วนกรณีประชานิยมของไทย โครงการพักชำระหนี้ พบว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ มีหนี้สินสูงขึ้นกว่าเดิม มากกว่าเกษตรกรที่ไม่เข้าร่วม กองทุนหมู่บ้าน เงินส่วนใหญ่ไม่ได้นำไปลงทุน แต่เอาไปใช้จ่าย เอาไปหมุนหนี้ เพื่อสร้างหนี้ใหม่ สรุปโดยรวมคือ นโยบายประชานิยม แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะ

1 ) นโยบายประชานิยมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อปัญหา
2 ) แต่ออกแบบมาเปลี่ยนแปลงให้ประชาชนมีอำนาจซื้อ หรือเป็นนักบริโภค
3 ) ไม่ได้ไปพัฒนาการผลิต
4 ) นโยบายนี้กลับกีดกันคนจนออกไปจากการเข้าถึงทุน ซึ่งพิจารณาได้ระเบียบการ ว่าผู้เข้าถึงทุนจริงๆ ไม่ใช่คนจน แต่กระจุกอยู่ในมือผู้มีอำนาจตัดสินใจ
5 ) นโยบายนี้ เป็นการต่อยอดธุรกิจนายทุนภาคอุตสาหกรรม
6 ) นโยบายนี้ กลบเกลื่อนความเหลื่อมล้ำทางสังคม
7 ) ทำให้ประชาชนเข้าใจความหมายของประชานิยมใหม่ไปอีกแบบหนึ่ง
8 ) นโยบายเช่นนี้เอง ที่สร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ไม่เท่าเทียม เพราะมันเป็นแบบ “บิดาอุปถัมภ์” หรือ พ่อปกครองลูก หรือ พ่อขุนอุปถัมภ์
9 ) สร้างอำนาจ “บิดา 2” ให้กับ ครม. / รมต. และ
10) ปิดกั้นการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน

ดังนั้น นโยบายประชานิยมไม่ได้ออกแบบมาเพื่อคนจนที่สุด ในสังคมไทย”


ดร.ณรงค์ เพชรประเสริฐ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ได้ย้อนไปถึงที่มาแนวคิด ประชานิยมโดยเฉพาะที่กำเนิดในประเทศไทย และฟันธงว่า นโยบายประชานิยมในประเทศไทย ชนชั้นกลางใหม่ไม่ได้อะไรเลย “นโยบายแบบนี้มาจาก ขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชน แนวคิดเริ่มต้น คือทำเพื่อคนจน ทำเพื่อปัญญาชนคนชั้นกลาง ผมเห็นด้วย และเมื่อนำมาใช้ นายทุนพรรคก็ได้นำแนวคิดนี้มาปรับใช้ และผลที่ปรากฏเมื่อปรับเสร็จแล้ว มันได้กลายเป็น “นโยบายประชานิยมเชิงการตลาด”

วิธีคิดของการตลาดคือ ต้องได้กำไรเสมอ ดังนั้น เมื่อมาวิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์การเมือง ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ในกลุ่มทุนพรรค อำนาจรัฐ และทุน ว่ามันมีการจัดการอย่างไร

จึงอยากให้มาทำความเข้าใจปรัชญาเดิม

1 ) นโยบายการเมือง ต้องอยู่บนผลประโยชน์ คนส่วนใหญ่ ซึ่งแต่เดิมคือ ชาวนา (ในยุคแบบรัสเซีย) และ ธุรกิจเล็กๆ (ในยุคอเมริกา) มาจนถึงยุคอาร์เจนตินา ก็เป็นนโยบาย แจกจ่ายเพื่อคนจน ไม่มีรีเทิร์น ผลผลิต มาจนถึงยุคทักษิณ เป็นนโยบายแบบ “ลดแลกแจกแถม แต่มีนัยยะเชิงการตลาด” คือเพื่อครอบครองตลาด ผูกขาดอำนาจ และผูกขาดเศรษฐกิจในที่สุด

ปัญหาคือ “ในระบบทุนนิยม มีข้อดี แต่ถ้าไม่ระวัง จะเป็นทุนนิยมผูกขาด” เพราะนายทุนมักต้องการผูกขาด และแสวงหากลยุทธ์ต่างๆ เพื่อผูกขาดอำนาจการเมือง และเอาอำนาจการเมืองมาผูกขาดเศรษฐกิจ ต่อไป

กองทุนหมู่บ้าน OTOP 30 บาทรักษาทุกโรค เงินพวกนี้เอามาจากภาษี ไม่ได้เอามาจากกระเป๋าทักษิณ แต่ถูกเอามาหากำไร ทางการเมือง ทางการเลือกตั้ง ผูกขาดอำนาจการเมือง ผูกขาดเศรษฐกิจ ดังนั้น การแข่งขันกันในตลาด จึงไม่เป็นธรรม

เพราะมีการเอาอำนาจการเมือง ไปทำลายคู่แข่งขันทางเศรษฐกิจ ธุรกิจใหญ่ๆ ที่อยู่ข้างพรรคฝ่ายค้าน มักจะถูกสอดส่อง ตรวจสอบ กลายเป็นวงจรอุบาทว์ ยิ่งนานยิ่งใหญ่ไปเรื่อยๆ อาจจะเรียกว่า โมเดิร์น ฟาสซิสม์ “เผด็จการจากการเลือกตั้ง”

นโยบายแบบนี้ใครคือผู้แบกรับภาระภาษี ?!

คนจน จ่ายผ่านภาษีบริโภค แนวคิดนี้ คือ ผลผลิต – ตลาดขนาดใหญ่ จะนำมารองรับ คนจนขนาดใหญ่ หรือ ผู้บริโภคขนาดใหญ่ คือ แหล่งสร้างกำไรให้กับทุนขนาดใหญ่ ดังนั้น แนวคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียง เกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ

ปัจจุบันชาวนา – ชาวไร่ กี่คนเชียวที่อยู่ติดที่นา อยู่ในไร่นา นานถึง 6 เดือน ระบบการผลิตในภาคเกษตรตอนนี้ คือ จ้างไถ จ้างเกี่ยว จ้างดำ กลายเป็นผู้จัดการในไร่นา แล้วมาอยู่ในฐานะผู้บริโภค

“คนชั้นกลางใหม่ คนทำงานออฟฟิศ” คนเหล่านี้ กินเงินเดือน จ่ายภาษีเยอะมาก ทั้งจ่ายทางตรง คือหักจ่ายจากรายได้ คนเหล่านี้ มีรถขับ แต่ก็เสียภาษีสรรพสามิต แพงที่สุด ดังนั้น จ่ายภาษีทางตรงก็มากสุด จ่ายทางอ้อมก็มากที่สุด เพราะจ่ายโดยผ่านภาษีสินค้า

แต่ “คนชั้นกลางเก่า” โดนเหมือนกัน แต่หลีกเลี่ยงได้ เพราะสามารถผลักภาระภาษี ทางอ้อมให้ปัจจัยอื่นๆ ได้ เช่น ผลักไปกับต้นทุนราคาผลิตสินค้า เป็นต้น

ส่วนคนรวย ก็โดนภาษีมาก ทั้งทางตรง และทางอ้อม แต่ก็มีวิธีผลักภาระภาษีให้ปัจจัยอื่นๆ เช่นกัน ดังนั้น เมื่อมามองเปรียบเทียบแล้ว “คนชั้นกลางใหม่ ที่ซึ่งเลี้ยงชีพด้วยเงินเดือน โดนหนักที่สุด” เมื่อมามองประชานิยมเชิงการตลาดใครได้ ? ใครเสีย ?

โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค คนจนได้ใช้ คนชั้นกลางเก่าก็ได้ใช้ แค่คนชั้นกลางใหม่ไม่ได้อะไรเลยเพราะมีบัตรประกันสังคม ซึ่งถูกบังคับหักออกไป คำถาม คือ ทำไมไม่ยกเลิกประกันสังคมไปเลย เพราะ ถ้าให้ถามตรงๆ คือ “ความยุติธรรมทุกกลุ่มทุกชนชั้นของสังคม อยู่ตรงไหน ?”

นโยบายประชานิยมเชิงการตลาด ของรัฐบาลนี้ไม่มีนโยบายอะไร ที่เป็นประโยชน์ต่อคนชนชั้นกลางใหม่ ทั้งๆ ที่เป็นชนชั้นที่ชอบพูดชอบวิจารณ์ แต่ชนชั้นกลางเก่านั้น ชอบทำมาหากิน แต่รัฐบาลกลับได้ 2 เด้ง หนึ่ง ได้เสียงทางการเมือง และ สอง ได้เงินทุนมาให้ธุรกิจโรงพยาบาล ซึ่งได้เงินส่วนหนึ่งมาบริหารจัดการ

กองทุนหมู่บ้าน คือ การเอากองทุนทุกกองมารวมกัน เงินบางส่วนสำหรับคนตาย และสำหรับคนตกงาน ผมถามว่า รัฐบาลไปเอามาได้อย่างไร ซึ่งแนวคิดนี้มาจากพรรคกิจสังคม สมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ส่วน 30 บาทรักษาทุกโรคมาจากแนวคิดของกลุ่มแพทย์ชนบท บวกกับ NGOs และนักวิชาการ ที่ซึ่งก่อนหน้านี้เรียกว่า “โครงการสุขภาพถ้วนหน้า”

วัตถุประสงค์กองทุนหมู่บ้าน คือ กองทุนหมุนเวียน และกองทุนนี้ คนชั้นกลางใหม่ก็ไม่ได้อะไรเลย ส่วนภาคเกษตรเอง อย่างชาวนาเพื่อการยังชีพ ซึ่งมีมากกว่า ชาวนาเพื่อทุนหมุนเวียน ทำให้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เพราะชาวนาเหล่านี้ต้องเอาเงินทุนนั้นมาเลี้ยงชีพก่อน ยิ่งมีการกระตุ้น การบริโภคเข้ามามากๆ ก็ยิ่งเร่งให้ใช้หมด เพราะเงินก้อนนี้ไปสร้าง Demand ให้สัมฤทธิ์ผลในเขตชนบท ทำให้คนรวยๆกับ เจ้าของธุรกิจรายใหญ่ ได้ประโยชน์เต็มที่จากนโยบายนี้

OTOP หรือ ONE TAXIN ONE POJAMAN (วัน ทักษิณ วัน พจมาน) ก็ทุ่มงบโฆษณาไปหลายหมื่นล้าน โฆษณาไปแล้ว แต่มูลค่าเพิ่มกลับไม่ได้ตามที่ชาวบ้านคาดหวัง คนชั้นกลางเก่าที่ผลิตสินค้าขายอาจจะได้ประโยชน์มากที่สุด ส่วนชาวบ้านได้เท่าเดิม แต่คนชั้นกลางไม่ได้อะไรเลย”


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

5 กันยายน 2548