Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO 6 Board ข้อมูลย้อนหลัง
อ่าวปอ “ขบวนการแย่งชิงพื้นที่สิทธิของเรือโทง”

ทรัพยากรทางทะเลในจังหวัดภูเก็ตและอ่าวพังงา หลังควันไฟ กระแสส่งออกอาหารทะเลสร่างซาลง อันเนื่องมาจากความอุดมสมบูรณ์ ถูกแทรกเตอร์ทะเล กวาด ตัก เอาจนผืนน้ำเงียบเหงา ทิ้งให้วิถีชีวิตชุมชน ที่ทำอาชีพประมงพื้นบ้านเผชิญชะตากรรมลำบากเพียงลำพัง

เมื่อควันไฟแห่งการล้างผลาญจางไป ป่าชายเลนได้หายใจ ทะเลทำท่าจะฟื้นตัว ปู ปลา กุ้ง หอย เริ่มแพร่พันธุ์ กระแสธุรกิจท่องเที่ยวก็กระโจนเข้ามาจัดระเบียบผลประโยชน์เสียใหม่ แม้ไม่ได้กระทบโดยตรง แต่ก็มีผลไม่น้อย ว่าชุมชนชายฝั่งนั้นถูกลืมจากนโยบายภาครัฐ ที่ซึ่งก็ยังให้ความสำคัญ กับผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุนขนาดใหญ่ อาทิ ภาคธุรกิจท่องเที่ยว หลังคลื่นยักษ์สึนามิพัดผ่านพ้นไปแล้ว

วิถีชุมชน หันหน้าสู่ทะเลอีกครั้ง หวังฟื้นฟูฐานะเศรษฐกิจครอบครัว ภาคธุรกิจก็เช่นกัน แต่ต่างกันตรงที่นโยบายรัฐบาล และกลไกรัฐ ที่เลือกเปิดโอกาสให้กลุ่มนายทุน มีสิทธิเข้าถึงและครอบครองทรัพยากรได้ก่อน หรือได้มากกว่า

เมื่อโครงการมารีน่า สามารถนำเรือแบ็คโฮ ลงไปขุดแนวรื้อปะการัง เพื่อทำท่าเทียบเรือยอร์ช ท่ามสายตาชาวบ้าน ที่ต้องพึ่งพาหากินกับ กุ้ง หอย ปู ปลา จากอ่าว บริเวณที่มีแนวปะการัง ปะการังที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนหลาย ชุมชน จนเมื่อความอดทนถึงที่สุด วิถีชุมชนเล็กๆ ที่เคยอยู่อย่างสงบ ก็ลุกขึ้นเรียกร้องต่อสู้ เคลื่อนไหว ปฏิบัติการยุติเครื่องจักรแบ็คโฮ

นายวิชาญ ขวดแก้ว ชาวประมงบ้านอ่าวปอ ต.ป่าคลอก อ.ถลาง ภูเก็ต วัย 34 ปี ซึ่งเป็นชาวประมงที่สืบเชื้อสายมาจากพ่อแม่ เรียนรู้หาอยู่หากิน เป็นลูกทะเลมาแต่วัยเยาว์ เผยวิถีชีวิตความเป็นชาวประมงของตน ที่รู้เห็นเข้าใจท้องทะเล ว่า “ที่อ่าวปอมีปะการัง ทำให้มีปลาชุกชุมมาก ทุกชนิดเลย ทำให้วิถีชาวประมงหาปลา หากินได้ตลอด อย่างเช่น ฤดูฝนเรา ก็หาปลากามะ ปลาเก๋า ซึ่งมันเข้ามาในแนวปะการัง ชาวประมงก็อาศัย การตกปลานี้ เลี้ยงตัวเอง รายได้เที่ยวหนึ่งๆ มันไม่แน่นอนหรอก บางครั้งก็ได้เป็นพันบาท บางครั้ง 400 -500 แค่นั้น ชาวบ้านก็พออยู่ได้แล้วน่ะ 400 หักค่าน้ำมัน 200 บาทก็ยังพออยู่ได้ ถ้าได้เป็นพันก็ยังพอได้เก็บ

พอมาหน้าแล้งก็หากุ้งมังกร หากุ้ง 7 สี เป็นฤดูของมัน ซึ่งก็พอหาได้อยู่ อย่างกุ้งมังกร นี่บางวันอาจจะได้ 2 ตัว กิโลละ 1,200 บาท ถ้าได้ 2 ตัวตัวละ 1 กิโล ก็ 2000 กว่าบาท หมดฤดูแล้งเข้าฤดูผลัดใบ ก็หาปูต่อได้อีก เรื่อยๆ เป็นปูม้า บ้างปูอื่นๆ บ้าง

เราเป็นชาวประมงที่หากินไปตาม สภาพฤดูกาล จริงๆ เราชาวประมงมักมีความเชื่อว่า ถ้าเรารู้จักรักษา เราก็จะหากินดีๆ หากินได้ตลอด ไปถึงลูกถึงหลาน เราไม่ได้หยิบเอาอะไรที่แน่นอน เช่นวางอวนทั้งปี เพราะของที่จะจับก็หมด แต่นี่ชาวบ้านหากินตามฤดูกาล ฤดูปูม้าก็หากินปูม้า ฤดูปลาก็หาปลา พอฤดูกุ้งก็หากุ้ง สัตว์เหล่านี้ก็จะวนเวียนอยู่อย่างนั้น

ถ้าไม่มีปะการัง ผมคิดว่า ชาวอ่าวปอน่าจะอยู่ไม่ได้เลย เพราะสัตว์เหล่านี้จะไม่มาบริเวณเหล่านี้อีกแล้ว อีกเราต้องออกไปหากินไกลๆ ลำบากมาก

อาชีพประมงนี่รายได้ปีหนึ่งๆ สูงมากเกือบแสนบาทนะครับ ชาวประมงอยู่ได้เลย ถ้าทะเลอุดมสมบูรณ์ โดยไม่ต้องไปรบกวนใครเลยครับ ขอแค่รักษาระบบนิเวศตรงนี้ไว้ได้ ครับ”
นายวิชาญ เล่าย้อน ก่อนจะเผยข้อเท็จจริง กรณีชาวบ้านเคลื่อนไหว คัดค้านโครงการท่าเทียบเรือยอร์ชขนาดใหญ่ บริเวณอ่าวปอ หน้าหมู่บ้านว่า

“ จริงๆ แล้ว ว่าเราคัดค้านตรงนี้ก็ไม่ได้น่ะ เพราะมันเป็นทรัพยากรของชาตินะ ซึ่งผลกระทบตรงนี้ คือการหากินของชาวบ้าน ชาวประมง ซึ่งชาวประมงตรงนี้ ที่ได้ผลกระทบเพราะอะไร เพราะทะเลตรงนั้น ชาวประมงได้ตกปลา ได้หาหอย หลายอย่างน่ะ และไม่ใช่ หมู่ 6 อย่างเดียว ทั้งอ่าวปอ อ่าวพังงา ใช้ทั้งนั้น


ทะเลอ่าวปอ



เรือแบ็คโฮ กำลังขุดแนวรื้อปะการัง


ซากปะการัง


เครื่องมือบริษัททุนใหญ่

กระทบกี่ชุมชน ผมว่ามันทั้งประเทศ เพราะปะการังที่ขุดลอกออกไป ไม่ใช่น้อยๆ ถึงตรงนี้ ไม่ใช่แค่อ่าวปอ อ่าวพังงา สมมติว่า มีคนพัทลุงมาอยู่ที่นี่ มาหากิน เขาก็มีผลกระทบเหมือนๆ กับผม การมองว่าเราคัดค้าน เราไม่ได้คัดค้าน เราแค่ต้องการอนุรักษ์ ให้มันมีเหมือนเดิม

ถ้าทำโดยที่ไม่กระทบ เราก็ไม่ว่ากัน หรือศึกษามาก่อน ล่วงหน้า ให้มากกว่านี้ เพราะความเจริญใครก็ต้องการ ใช่ไหมครับ ผลกระทบที่น่าเป็นห่วงมากๆ คือ 1.ปลาน่าจะไม่มีไปเสียเลยลนะ 2.ปะการัง ก็สูญไปเลย 3.ถ้ามีเรือยอร์ชจริงๆ ตามแผนที่จะทำท่าเรือยอร์ช ตรงนั้นผลกระทบมันมากเลยน่ะ เพราะที่ทำมาหากินชาวบ้านมันจะไกลไปอีกมาก ที่ชาวประมงจะต้องไปหากิน ต้องอ้อมไปอีกไกลมาก เพราะเรือจำนวนมหาศาลจะจอดเต็มทะเล ไปหมด ทั้งๆ ที่เป็นที่ที่ชาวบ้านเขาทำมาหากินมาตลอด

ปริมาณชาวบ้าน ที่ทำอาชีพประมงซึ่งกระทบแน่นอนนี่ประมาณ 70% ของทั้งหมดเลยนะครับ ในอ่าวปอบ้านเราก็ประมาณ 400 ครัวเรือน ทำอาชีพประมงก็เกือบ 300 ครัวเรือน ซึ่งมันก็แตกออกไปหลากหลาย บางคนก็วางอวน บางคนก็วางปู ตกปลา หาหอย เพราะเป็นอาชีพที่ชาวประมง เขาหากินมาแต่ไหน แต่ไรแล้ว

เรื่องการอนุรักษ์ ชาวบ้านไม่ได้บังคับใคร ใครจะทำอะไรก็ได้ ยกเว้นแต่อย่าทำอวนลาก ใครถนัดอะไรก็ทำ หรืออย่าทำเบื่อปลา ในเขตหมู่บ้านเราไม่ให้ใช้ เลย อย่างเครื่องมือแบบ อวนลาก อวนรุนนี่ไม่ให้เข้ามาในทะเลเขตหมู่บ้านเราเลย

กิจกรรมอนุรักษ์แบบนี้ เราทำมานานแล้วน่ะ ที่ชาวบ้านเขาเริ่มรักษาธรรมชาติแบบนี้ ก็เกือบ 10 ปีมาแล้ว ที่ชาวบ้านรู้ว่า ธรรมชาตินั้นให้อะไรกับชาวบ้านบ้าง และไม่ใช่แค่บริเวณอ่าวปอหรอกนะครับ แต่ทุกๆ แห่งแหละ ทั้งอ่าวพังงาเลย”
นายวิชาญกล่าว พร้อมทั้งอธิบายกระบวนการเรียกร้องสิทธิชุมชนชายฝั่งของตนว่า

“พูดกันจริงๆ แล้วก็อยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ เขามาช่วยด้วยในตรงนี้นะครับ เพราะว่าจริงๆ แล้วชาวบ้านเขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย แค่อยากได้หากินกันเหมือนเดิมเท่านั้นเอง พอได้มีในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ที่ชาวบ้านเขาต่อสู้ ก็เพราะด้วยเหตุผลนี้เองนะครับ ทั้งปะการัง ทุกสิ่งทุกอย่าง อยากให้มันเหมือนเดิม ความเจริญจะเข้ามาเราไม่ว่า แต่ขอให้รักษาตรงนี้ สักนิดหนึ่ง

อย่าง กระบวนการสอบถาม ความคิดเห็นชาวบ้าน ก่อนจะมาลงโครงการ ไม่เคยมาถามชาวบ้านเลย ซึ่งตรงนี้เอง ที่ชาวบ้านเขาแปลกใจ ในหลักฐานเขาอ้างมาว่า ได้มีประชาพิจารณ์แล้วตรงนี้ แต่พอไปดูรายชื่อ มันมีปะมาณ 24 คน ซึ่งผมว่าจริงๆ แล้วชาวบ้านเรามี 600 ถึง 700 คน เสียง 24 คน นั้น มันเอามาตัดสินไม่ได้ ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ ตามกฎหมายแล้ว มันต้อง 70% ขึ้นไป จึงจะทำได้ไม่ใช่หรือครับ” นายวิชาญกล่าวและย้ำถึงกิจกรรมของชุมชนเพื่ออนุรักษ์อ่าวปอว่า

“กิจกรรมที่เคลื่อนไหว ที่ผ่านๆ มา ก็คือการต่อสู้อนุรักษ์ป่าชายเลน การเคลื่อนไหวปิดทะเล 3 จังหวัด รอบอ่าวพังงา เช่นเมื่อปี 2547 เราไปยื่นหนังสือ กับรัฐมนตรี นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยฯ เกษตร และครั้งที่ 2 เมื่อ ปี 2547 ปกป้องป่าพังกาหรือป่าชายเลน ที่เกาะนาคา ที่นายทุนสัมปทานเขาจะตัดป่า และครั้งที่ 3 ปีนี้เอง เรื่องท่าเรือยอร์ช ที่อ่าวปอนี่แหละ เรื่องหลังนี้ ได้ไปยื่นหนังสือให้กับผู้ว่าฯ แล้ว ความคืบหน้า ก็คือทางจังหวัดเขาให้ระงับ ไม่ให้ขุดต่อ

เป้าหมายสูงสุด ที่ชาวบ้านพยายามทำกิจกรรมร่วมกัน คืออยากจะให้ชาวบ้านได้คงวิถีชีวิตแบบเดิมๆ หากินแบบสมัยรุ่นเด็กๆ หาแบบไหนก็ได้ เพราะสมัยก่อนมันพูดได้เลยว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว อุดมสมบูรณ์ดีมาก ดังนั้น ถ้าไม่รักษาตรงนี้ คนรุ่นลูกสมัยหน้าก็จะไม่มีแล้ว เหมือนปลาต่างๆ ที่เคยเห็นอยู่ ซึ่งถ้าพูดขึ้นมาแล้ว พวกปลาโลมา ปลาพะยูน ยังเคยเห็นเลย เวลาที่ผมวิ่งเรือน่ะ มันคิดจะมาวางไข่แถวหัวแหลมน่ะ ถ้าวันหนึ่งมันมีท่าเรือแถบนี้ ปลาพวกนี้คงไปที่อื่นๆ แล้วเราก็ต้องออกไปหากินไกลๆ กันด้วย

กรณีเรื่องการท่องเที่ยว ผมเองก็ยอมรับว่ามันดีแล้ว กับชาวภูเก็ต ที่เขานำความเจิรญมาให้ชาวภูเก็ต แต่ตอนนี้ปัญหามันคือว่า อย่าให้มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมมากนัก อย่ากระทบมันเกินไป ก็เท่านั้น”


แกนนำชาวบ้านเกาะนาคา ต.ป่าคลอก ซึ่งเป็นชุมชนที่มีวิถีชีวิตหาอยู่ หากินบริเวณอ่าวปอ ด้วยเช่นกัน ให้ความเห็นถึงผลกระทบจากโครงการมารีน่า ท่าเทียบเรือยอร์ช ว่า “มันก็กระทบ ในเชิงทำมาหากิน เพราะส่วนมาก ชาวบ้านจะผ่านไปทางนั้น จริงๆ แล้ว กระทบไปทุกหมู่บ้านแหละ แต่กระทบไม่มาก เล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าเป็นหมู่บ้านอ่าวปอ นี่ทำลายธรรมชาติของมันเลย มันสวยๆ งามอยู่ มาทำลายพื้นที่ของมัน

ที่เป็นปัญหา เพราะตรงนั้น มันเป็นปะการังหิน เวลาน้ำแห้ง น้ำจะแห้งหมด แล้วจะเห็นแต่ปะการังโผล่ออกมา ซึ่งการมีปะการังมันดีกับวิถีชาวบ้าน ได้ไปหาหอย หากิน หาปลา หาปู มันหาได้ เพราะหอยปลามันมีเยอะ หลายชนิด แต่ถ้าเราเอาปะการังออก สัตว์มันไม่อยู่ สัตว์มันไม่มีที่หลบภัย

ส่วนเรื่องที่มันออกหนังสือมา ว่าขอประชามติชาวบ้านแล้ว ซึ่งชาวบ้านไม่รู้เรื่อง หนังสือนี้เลย แล้วออกมายังไงก็ไม่รู้ ชาวบ้านไม่ได้รู้เลย มันมีแต่เฉพาะเกาะนาคา หมู่ 5 อ้างว่ามีอยู่ 37 ไม่รู้ 37 อะไร ไม่มีบอกชื่ออะไร อยู่ไหน ไม่มีบอกเลย

ก่อนนี้ เคยประชุมที่ รร.เมอร์ลิน เมื่ออาทิตย์ก่อน มันมีกฎหมายชัดเจนเลย ว่า ห้ามขุด ห้ามเคลื่อนย้ายปะการัง มีมาตรการเด็ดขาดเลย เป็นกฎหมายคุ้มครองปะการัง แต่บริษัทเขากลับทำได้ มันเพราะอะไรครับ เขาขุดจากที่ตรงนั้น แล้วเอาไปทิ้ง ที่นู้น เขาทำได้ไง แต่พอชาวบ้านเขาขุดลอกคลองหน้าบ้านนิดหน่อย ไม่ได้ หน่วยงานสิ่งแวดล้อมบอกว่าทำไม่ได้ มันทำลายปะการัง แต่โครงการนี้ทำได้

กระบวนการต่อสู้ของชุมชน ก็พยายามอยู่ แต่ไม่รู้หน่วยงานเขาออยู่ที่ไหน หรือไปหาใคร ที่จะรับผิดชอบ เรื่องนี้ได้ ประชุมที่เมอร์ลินวันนั้น นักวิชาการเขามากัน 3 คน พูดๆ แล้วก็ให้หนังสือ แล้วบอกกฎหมาย มาตรานั้น มาตรนี้ ให้เรายึดถือกัน แต่กฎหมายมันคือกระดาษ มันเขียนไว้หมด เห็นเขาทำได้ ไม่เห็นมีอะไรนะ

เขาทำหน้าชายทะเลยื่นออกมาหลายร้อยเมตร เขาจะทำมารีน่า เป็นท่าเทียบเรือเอกชน สำหรับจอดเรือยอร์ช เป็นร้อยลำ จึงต้องปรับปรุงขุดเพิ่ม ให้ลึกลงไปอีก แต่มันคือการขุดที่ทำกินชาวบ้าน และมันละเมิดสิทธิชุมชนชาวบ้านแล้วน่ะ

ข้อเสนอ ผมคิดว่าเสนอให้ยุติ ถ้ายุติได้นะ เสนออยากให้หน่วยงานต่างๆ น่าจะพิจารณาให้ดีๆ ก่อนอนุญาต ของในทะเลเป็นของชุมชนด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่ของเจ้าท่าคนเดียว อย่างน้อยๆ ก็ทำสำรวจความคิดเห็น สอบถามชาวบ้านบ้าง ว่าเห็นด้วยไหม มาบอกชาวบ้านว่าเอาท่าเรือยอร์ชไหม ชาวบ้านไม่รู้ก็เอาซิ เอาความเจริญเข้ามาก็เอาอีกแหละ แต่ไม่ได้บอกว่า มันต้องขุดปะการัง ไม่ได้บอกว่ามันมีผลกระทบยังไง ถ้าบอกตรงๆจริงๆ คงไม่มีใครให้ขุดหรอก”

จดหมายที่ชาวบ้านร้องเรียน กรรมการสิทธิ์ฯ

ที่อป.002 / 2549

บ้านอ่าวปอ หมู่ที่ 6
ต.ป่าคลอก อ. ถลาง
จ.ภูเก็ต 83100

15 กุมภาพันธ์ 2549

เรื่อง ขอให้มีตรวจสอบการสร้างท่าเทียบเรือสำราญกีฬาบ้านอ่าวปอ และการขุดปะการัง
เรียน นายวสันต์ พานิช

สิ่งที่ส่งมาด้วย 1. ภาพถ่ายพื้นที่ที่มีการขุดแนวปะการังน้ำตื้น 1 ชุด

ด้วยเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2549 ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้รับแจ้งจากชาวบ้าน บ้านอ่าวปอ ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต และชุมชนใกล้เคียงรอบอ่าวพังงา ว่าได้มีการขุดแนวปะการังน้ำตื้น บริเวณอ่าวโต๊ะโดด และได้นำซากปะการัง กองหินไปทิ้งลงทะเลบริเวณรอยต่อระหว่างเกาะยาวและเกาะภูเก็ต ซึ่งนำความเดือดร้อนมาสู่ชาวประมงพื้นบ้าน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ทำมาหากินของชาวประมงพื้นบ้านรอบอ่าวพังงา

จากเหตุการณ์ดังกล่าวผู้ใหญ่บ้านจึงได้นำเรียนเรื่องให้นายอำเภอถลางรับทราบ พร้อมทั้งได้ลงไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุร่วมกัน พบว่าบริษัท อิตาเลียน – ไทย กำลังดำเนินการขุดแนวปะการังน้ำตื้นและแนวหินธรรมชาติ (ตูกุน) เนื้อที่กว่า 1 ไร่ และทางตัวแทนของบริษัทได้ชี้แจงว่า จะขุดลอกเพื่อทำเป็นมารีน่า และท่าจอดเรือยอท์ช อีกทั้งโครงการดังกล่าว ได้รับอนุญาตการก่อสร้างและได้ศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นแล้ว

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 ตัวแทนชาวบ้านร่วมกับ ตัวแทนสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 15 สำนักงานโยธาธิการจังหวัดภูเก็ต กรมการขนส่งและพาณิชย์นาวีภูเก็ต นายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าคลอก กำนันตำบลป่าคลอกและชาวบ้านประมาณ 50 คน ได้ลงไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอีกครั้ง พบว่าบริเวณดังกล่าวเป็นแนวปะการังน้ำตื้นที่ยังมีชีวิต ซึ่งประกอบไปด้วยปะการังสมอง ปะการังเขากวาง เป็นต้น

ข้าพเจ้าในฐานะเป็นตัวแทนของชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดภูเก็ต รวมถึงชุมชนใกล้เคียงรอบอ่าวพังงา มีความเห็นและข้อสังเกตต่อการดำเนินการดังกล่าว ว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านต่าง ๆ ตามมาดังนี้

1. พื้นที่ดังกล่าวเป็นแนวปะการังและแนวหินธรรมชาติ (ตูกุน)ที่มีความชุกชุมของทรัพยากรชายฝั่ง เป็นแหล่งจับสัตว์น้ำและเป็นพื้นที่ทำมาหากินของชุมชนบ้านอ่าวปอ ชุมชนในเขต ต. ป่าคลอกและชุมชนชายฝั่งรอบอ่าวพังงากว่า 5,000 ครอบครัว การขุดแนวปะการังและแนวหินธรรมชาติดังกล่าว นอกจากเป็นการทำลายฐานในการผลิตทรัพยากรชายฝั่งแล้ว ยังเป็นการทำลายอาชีพ ของคนในชุมชนรอบอ่าวพังงาอีกด้วย

2. การพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมของคณะกรรมสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต พิจารณาตามเอกสารที่ทางบริษัทอ่าวปอพัฒนาว่าจ้างบริษัทอีแพ็ค จำกัด ทำการศึกษา ตามเอกสารเท่านั้น โดยมิได้ตรวจดูพื้นที่ และข้อเท็จจริงอย่างละเอียด

3.ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นที่ทางบริษัทอีเพ็ค ได้ทำการศึกษาด้านปะการังนั้น อ้างว่าปะการังบ้างส่วนอยู่ในระดับเสื่อมโทรมมาก (ซึ่งขัดแย้งกับการสำรวจปะการังของสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 และคำยืนยันจากชาวบ้าน)

4. สำหรับการขนย้ายซากปะการังนั้น ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมประมงเสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินการได้ ประกอบกับบริเวณที่นำซากปะการังไปทิ้งนั้น ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงาอีกด้วย

5.มีการใช้พื้นที่สำหรับทำเป็นท่าจอดเรือยอท์ช ในทะเลถึง 75,000 ตารางเมตร ซึ่งเท่ากับว่าชาวประมงพื้นบ้าน และชุมชนชายฝั่งอ่าวพังงา ต้องเสียสละพื้นที่และโอกาสในการประกอบอาชีพ ให้กับเอกชน และในอนาคตชาวประมงพื้นบ้าน และประชาชนจะไม่มีสิทธิในการใช้พื้นที่ทางทะเลบริเวณนั้นอีกต่อไป

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดภูเก็ต มีความเห็นว่าจำเป็นจะต้องมีการแก้ไขและหาทางออกอย่างเร่งด่วน เพราะถ้าไม่มีการดำเนินการแก้ไขแล้วจะส่งผลกระทบในระยะยาวและยืดเยื้อไม่มีที่สิ้นสุด

ดังนั้นข้าพเจ้า และทางชุมชนฯ จึงขอความอนุเคราะห์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติลงมาตรวจสอบข้อเท็จจริงในปัญหาดังกล่าว และขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถือ
นายวิชาญ ขวดแก้ว
นายประดิษฐ์ พวงเกษ
ตัวแทนชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดภูเก็ต
โทรศัพท์ 09 – 5896388
09 -8731051


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

6 กุมภาพันธ์ 2549

มุมมอง ของ..อุสตาซ (อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์)
ห้องส้วมความคิด (วรภัทร วีรพัฒนคุปต์)
ลูกลิง...แสนซน (วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล)
มุมเล็กๆ (ZingarO - ธิดามนต์ พิมพาชัย)
banner กิจกรรม
NGO คือใคร?
6 Board
ค้นหา
ฐานข้อมูล

Thai Fund Foundation (TFF)
2044/23 New Phetburi Road, Bangkapi, Huaykwang, Bangkok 10310,Thailand
Tel: (66) 2 318 3959, (66) 2 314 4112, (66) 2 314 4113 - Fax: (66) 2 718 1850
Website: www.TFF.or.th - E-mail: webmaster@thaingo.org