|
คัดค้าน พ.ร.บ.
ละเมิดสิทธิ เสรีภาพประชาชน
ระยะนี้ยอมรับว่า มีกฎหมายผ่านสภา สนช. ออกมามากหลายฉบับ ซึ่งนับว่าง่ายและเยอะเป็นพิเศษ
อีกทั้งมีหลายประเด็น ที่มีเนื้อหาค่อนข้างล่อแหลมกับการเปิดช่องให้อำนาจรัฐ
คุกคาม ละเมิด สิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างถูกกฎหมาย
ซึ่ง ไม่สมควร เพราะเป็นกระบวนการ ร่าง แปร
ผ่าน กฎหมายนั้นไม่มีความเป็นประชาธิปไตย อันเนื่องมาจาก
สมาชิกสภาเนติบัญญัติแห่งชาติไม่ได้มาจากเลือกตั้งในฐานะตัวแทนของประชาชน
อาทิ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.... ซึ่งขณะนี้อยู่ที่กฤษฎีกา
และเตรียมเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
(สนช.) นั้นมีหลายมาตราให้อำนาจแก่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน
(ผอ.รมน.) ซึ่งก็คือ ผบ.ทบ.
นอกจากนั้น ผอ.รมน.ยังมีอำนาจเทียบเท่ากับนายกรัฐมนตรีที่ใช้อำนาจสั่งการแก่น่วยงานของรัฐทุกหน่วยงาน
และยังกำหนดอีกว่า ผู้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. นี้ไม่ต้องมีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา
ทำให้ผู้มีอำนาจตาม พ.ร.บ. นี้จะไม่สามารถถูกตรวจสอบและฟ้องร้องได้
เป็นต้น (อ้างจาก เมธา มาสขาว http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=427)
ไม่รวมถึง ร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ....
ซึ่งมีหลายประเด็นที่ จำกัดและปิดกั้นสิทธิ เสรีภาพของวงการภาพยนตร์ไทย
ไม่นับรวมถึง ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์
พ.ศ... เป็นต้น
สำหรับวงการไอที และไอซีที (Information
Communication Technology) และคนที่กำลัง สนุกกับเสรีภาพในโลก
Cyber นั้น คงต้องมาพิเคราะห์และเตรียมใจกันไว้เลย เพราะอีกไม่กี่วัน
(18 ก.ค.2550) จะถูกบังคับใช้กันอย่างจริงจัง
ซึ่งรูปโฉมของเสรีภาพในโลก Internet จะเปลี่ยนไปทันที นั่นคือ
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดด้วยคอมพิวเตอร์
แนวคิดเรื่องข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์หรือ Traffic Data
นั้น รัฐไทยเอามาจาก แนวคิดของ EU Forum on Cybercrime Discussion
Paper for Experts Meeting on Retention of Traffic Data (ใช้เมื่อ
6 พ.ย. 2544) กระนั้น การนำเกณฑ์ ข้อมูลจาก EU Forum
มาใช้ โดยไม่ได้ทำการปรับประยุกต์ นั้นสร้างภาระเกินไปสำหรับผู้ให้บริการ
ซึ่ง ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า อินเตอร์เน็ต นั้นเหมือนดาบ 2 คม คือ
ทำลายศักยภาพมนุษย์และสร้างศักยภาพมนุษย์ นอกจากนั้น ยังก่อให้เกิดช่องทางการก่อตัวของสังคม
2 สังคมซ้อนกันอยู่ เกิดช่องทางการสื่อสารกันในวิถีชีวิตประจำวัน
ที่ซึ่งกฎหมายนี้ เรียกว่า การจรจรของข้อมูล
การสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กันแบบสมาชิก ได้สร้างรูปการณ์แบบสังคมและที่สำคัญเป็นสังคมที่มีลักษณะโครงข่าย
ใยข่าวแบบไร้พรมแดนอีกด้วย ดังนั้น อำนาจรัฐซึ่งถูกลดทอนได้ง่าย
เพราะมีข้อจำกัด ขอบเขตอำนาจแค่พรมแดน จึงถูกลดทอน และสภาพสังคมใหม่ที่เป็นสังคมเสมือนจริง
ที่ร่วมแทรกอยู่ กำลังจะมีพลัง มีการรวมตัวตอบโต้ และเคลื่อนไหวส่งผลสะเทือนทางอำนาจรัฐและสังคม
รัฐจึงจำเป็นต้องสร้างระบบป้องกัน นั่นคือ สร้างกฎหมายควบคุม
ถ้าหากวิเคราะห์ มโนภาพ อำนาจรัฐกับการจัดการ สังคมสื่อสารสนเทศบนอินเตอร์เน็ต
ผ่านกฎหมาย พ.ร.บ. นี้ คือ
ประการแรก ปัญหาผู้กระทำความผิด
อาทิ มาตรา 24 ได้ระบุว่า ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับ
แต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินสามสิบวัน
แต่ไม่เกินเก้าสิบวันเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย และเฉพาะคราวก็ได้
แต่ด้วยความคลุมเครือของ ผู้ให้บริการ ที่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าตีความถึงใครบ้าง
และมีข้อมูลที่จำเป็นมากน้อยเพียงใด อันเกี่ยวพันถึงภาระต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้น
ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องกลับมาทำการบ้าน และหาทางออกว่า ณ
จุดใด จึงจะทำให้กฎหมายฉบับนี้ เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถจัดการกับการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ได้
พร้อมกับก็ไม่กระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจที่มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยมากเกินไป
ปัญหานี้ พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีสารสนเทศ
กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ให้เหตุผล ว่า ตนเห็นด้วยกับการแบ่งประเภทของผู้ให้บริการให้ชัดเจนว่าเป็นใครบ้าง
และมีขอบข่ายการจัดเก็บข้อมูลมากน้อยเพียงใด เพื่อให้เกิดความชัดเจน
และไม่เป็นภาระต่อผู้ให้บริการ โดยอาจกำหนดลงในกฎกระทรวง เช่น
แบ่งเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือ ไอเอสพี
(ISP) ผู้ให้บริการภายในองค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน อินเทอร์เน็ตคาเฟ่
ผู้ให้บริการโฮสติ้ง และกลุ่มเว็บไซต์ เป็นต้น
ดังนั้น ทางออกจึงต้องจำแนกกลุ่มผู้ให้บริการ จำแนกรูปแบบข้อมูลที่ต้องจัดเก็บ
จำแนกพื้นที่การสื่อสารเพื่อระดับความผิด ออกมาให้ชัด
กระบวนการทางสังคม ยังสร้างความการตระหนักร่วมไม่ได้ไม่ทั่วถึงเพียงพอ
และยังไม่มีงานศึกษาวิจัยที่ยืนยันข้อเท็จจริง อะไรคือภัยทางอินเตอร์เน็ตหรืออาชญากรรม
รูปแบบของภัยเกิดจากโครงสร้างกฎหมายหรือภัยเชิงปัจเจก หรือว่าเป็นแค่
กระบวนการหนึ่งของกระแสที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับเทคโนโลยี ซึ่งอาจจะผันเปลี่ยนไปเอง
นอกจากนั้น กระบวนการทางสังคม คือต้องสร้างความร่วมมือในการตรวจตรา
ดังนั้นการใช้อำนาจรัฐเข้าไปจัดการ จะทำให้ปัญหายิ่งซับซ้อนและขยายขนาดออกไปให้มากยิ่งขึ้น
ซึ่งทำลายการเติบโตและเข้มแข็งในการมีส่วนร่วมของสังคม
โดยเฉพาะการปล่อยให้อำนาจรัฐ สุ่มเสี่ยงเข้า ไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
อันนี้ต้องปกป้อง อีกทั้งปัญหาสำคัญ ไม่ใช่การบังคับ แต่ปัญหาสำคัญคือความร่วมมือระหว่าง
ผู้ใช้บริการ กับ ผู้ให้บริการ ซึ่งทำอย่างไรที่จะพัฒนาระบบเชื่อมถึง
ปกป้อง ป้องกัน การสืบค้น ให้เบาะแส และร่วมมือกันตรวจตรา ผู้กระทำความผิด
หรือ ผู้ก่ออาชญกรรมบนอินเตอร์เน็ต ตรงนั้นมากกว่าที่จะไม่เลิดสิทธิเสรีภาพ
โดยรัฐคอยให้การสนับสนุนกิจกรรมอย่างเต็มกำลัง
ประการที่สอง
เรื่องความมั่นคงของประเทศ ซึ่งจะเป็นหัวใจของ พ.ร.บ. ฉบับนี้
ในมาตรา 13 ของกฎหมายฉบับนี้ โดยละเลยว่า ธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่สาธารณะในการแสดงความคิดเห็น
ซึ่งผู้บุกเบิกเว็บแสดงความคิดเห็นยักษ์ใหญ่ อย่างเว็บ pantip.com
ยังย้ำว่าเราได้ประโยชน์จากเสรีภาพพอสมควร แต่เวลานี้ไม่รู้เลยว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะถูกตีความว่ากระทบต่อความมั่นคง
เพราะเป็นนามธรรมมาก สิ่งที่จะเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ประชาชนที่จะใช้พื้นที่นี้ต้องระวังตัวไว้ก่อน
โดยธรรมชาติจะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไปโดยปริยาย
โดยเฉพาะเว็บอย่าง pantip.com ที่นาทีหนึ่งมีคนโพสต์ข้อมูลเป็นหลักพัน
จึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะตรวจสอบได้ทั้งหมด (อ้างจาก
http://www.thaisafenet.org/article.php?id=439)
ประเด็นที่
3 เรื่องอำนาจเจ้าพนักงาน มีสูงและสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
ตลอดจนความลับอื่นๆ ซึ่ง นายสิทธิชัย โภคไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
(ไอซีที) และยังเป็น กรรมการคณะกรรมาธิการ (กมธ.)
วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินี้ ว่าประเด็นปัญหาคือ เรื่องการใช้อำนาจของเจ้าพนักงาน
ซึ่งต้องทำให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นเพื่อมิให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
ซึ่งนับว่านายสิทธิชัยเองก็ยอมรับว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ ให้อำนาจพนังงานไว้มาก
รวมทั้ง สมาชิก สนช. และ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ในฐานะองค์กรของผู้ประกอบวิชาชีพดูแลเว็บไซต์ในประเทศไทยก็ล้วน
แต่ได้แสดงความเป็นห่วงและพยายามเสนอให้มีการพิจารณาแก้ไขสาระสำคัญ
โดยเฉพาะหลักการสำคัญของร่าง พ.ร.บ. เรื่อง ป้องกันวิธีการล่วงรู้
แก้ไข หรือ ทำลายข้อมูลบุคคลอื่นในระบบคอมพิวเตอร์ และเผยแพร่ข้อมูลที่มีลักษณะลามกอนาจาร
เป็นต้นซึ่งปัญหาตั้งแต่ต้น นั้นได้มีกกระบวนการท้วงติง แก้ไขและยับยั้งมาตลอด
แต่รัฐ โดย สนช. กลับดันทุนรังประกาศ เพื่อจัดการ การสื่อสารของประชาชนผ่านอินเตอร์เน็ต
ซึ่งเหตุผลการคัดค้านในเบื้องต้นมี ข้อเสนอว่า
1) การให้อำนาจการบังคับใช้กฎหมายแก่พนักงานเจ้าหน้าที่มากเกินไป
โดยในมาตรา 16 ของร่างกฎหมายดังกล่าว
2) การเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิดตัวจริงไม่ต้องรับโทษ เพราะในมาตรา
23 หมายถึง หากข้อมูลที่ได้จากการกระทำความผิดนั้นถูกเปิดเผยโดยพนักงานเข้าหน้าที่
ไม่ว่าจะโดยตั้งใจ หรือ ประมาทเลินเล่อก็ตาม ผู้ครอบครองข้อมูลที่กระทำความผิดไม่ต้องรับผิดตามที่กำหนดไว้
3) ฐานความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ซ้ำซ้อนกับฐานความผิดในประมวลกฎหมายอาญา
โดยในมาตรา 15 ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับบนี้ เป็นฐานความผิดเดียวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทในประมวลกฎหมายอาญา
ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็นและมีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิ์ของผู้บริสุทธิ์
เพราะไม่มีกลไกล การตรวจสอบถ่วงดุลที่ดีเช่นเดียวกับกฎหมายอาญา
ขณะที่การเพิ่มเรื่องความอับอายอาจสร้างปัญหาในการพิสูจน์ความผิดและการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาคดี
4) ความไม่ชัดเจนและความไม่รัดกุมของถ้อยคำตามบทบัญญัติ เพราะในร่าง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ... มีบทบัญญัติหลายมาตราไม่มีความชัดเจน
เช่น ในมาตรา 3 เรื่องนิยามของผู้ให้บริการ มาตรา 5 เรื่องการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์
โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของ และมาตรา 6 เรื่องการเปิดเผยมาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต
(อ้างจาก ณัฐพล ทองใบใหญ่ : http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology03a&content=27723)
สรุปแล้วที่ เป็นประเด็น ที่วิตกมากที่สุดหลังประกาศใช้ พ.ร.บ.กฎหมายฉบับนี้
คือ
1) วิธีการค้นหาและยืนยัน เหตุ สถานที่ และอาวุธ ผู้กระทำความผิด
2) จะนำข้อกฎหมาย มาอ้างเพื่อการละเมิดสิทธินั้นมิได้
3) เพื่อปกป้องเหยื่ออันมาจากการใช้กฎหมาย การเข้าไปล่วงรู้ข้อมูล
จะต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูล และหรือ มีหลักฐานแวดล้อมเพียงพอ
จึงจะกระทำการละเมิดเช่นนั้นได้ และต้องมีผลกระทบต่อสาธารณะอย่างรุนแรง
4) ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ให้บริการ
และ 5) ต้องมีหมายศาล เพียงอย่างจึงจะละเมิดสิทธินั้นได้
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
9 กรกฎาคม 2550
|