จาก Peoples Channel ถึง PTV (Peoples not Private TV)

สถานการณ์สื่อทีวีตอนนี้ อาจจะเรียกว่า สงครามย่อยๆ กันได้เลย สำหรับการแย่งชิง "เปิด – ปิด" พื้นที่สื่อโทรทัศน์ สื่อที่มีอิทธิพลครอบงำโลกได้มากที่สุด และตักตวงผลประโยชน์ได้มากที่สุดด้วย ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องการชิงหักชิงโค่นกันทางการเมือง ซึ่งมิอาจปฏิเสธไปได้ว่า หัวใจการเคลื่อนไหวเพื่อโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ผ่านมา สื่อทีวีมีเข้ามามีบทบาทมาก โดยเฉพาะ สื่อทีวีผ่านดาวเทียมน้องใหม่ อย่าง ASTV ทีวีในเครือผู้จัดการ ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ชูโรงแสดงจุดยืนทางการเมืองชิง ผู้ชม คือประชาชนก่อน

การที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เอาอำนาจรัฐ อำนาจทุน ไปปิดกั้น ควบคุม แทรกแซงสื่อนี่เอง

ที่ทำให้ ASTV ซึ่งเป็นทีวีผ่านดาวเทียม ที่มีต้นทุนน้อยนิด มีผู้ชมน้อยนิด กลายเป็นทีวีหลักในสถานการณ์แหลมคม ได้อีกช่องหนึ่ง ที่สำคัญ ได้ขึ้นมาเพราะ ยืนข้างต่อต้านและกล้ารายงานแบบถ่ายทอดสดๆ ให้ข้อมูลข่าวสาร ชนิดไม่ตัดตอน เป็นสื่ออีกด้านหนึ่งที่ประชาชน ก่อนนี้ไม่ค่อยได้รับรู้ จนอึดอัดและยอมจ่ายเพิ่มเพื่อรับสื่อ อย่าง ASTV หมายความว่า ประชาชนต้องการเปิดหู เปิดตา และเปิดปากตัวเอง มากขึ้น (แม้ว่าทีวีนี้จะสุดกู่ และเพื่อโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ก็ตาม )

แท้จริง รัฐ มีบทเรียนมาหลายยุคหลายสมัยว่า การปิดกั้นสื่อ การควบคุม การแทรกแซง สื่อ ไม่ให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ให้สิ้นสงสัยนั้น ไม่เป็นผลดีแก่เสถียรภาพของอำนาจรัฐ หรือรัฐบาล เลยแม้แต่น้อย และยิ่งกระตุ้นให้ ประชาชนอยากรู้ อยากเห็น และยอมแลกยอมจ่ายยอมเสี่ยงเพื่อให้ได้รู้ หรือไม่ก็สร้างวิธีสื่อสาร วิธีสร้างความรู้ ขึ้นมาเอง แม้ว่าจะเป็นการรู้ที่ผิดๆ หรือ บิดเบือนอีกแบบหนึ่งก็ตาม ประชาชนก็ยอมหลงเชื่อได้ง่ายกว่า ที่สำคัญการรับรู้ช่องทางเช่นนี้เอง ที่กลไกอื่นๆ เข้าไปตรวจสอบถ่วงดุลยาก ที่สุด

ผลพวง คือ ยิ่งสะท้อนให้ปัญหาการเมือง ปัญหาสังคม และปัญหาการจัดการระบบข้อมูลข่าวสารของสื่อ ที่แทรกเข้ามาครองำประชาชน หรือโฆษณาชวนเชื่อ แย่งชิงมวลชนยิ่งแก้ไขได้ยาก หรือปกป้องดูแลได้ยาก

ในมุมมองการเมือง สื่อ คือเครื่องมือ ที่สำคัญที่สุดในการควบคุมความคิดและทัศนคติประชาชน รัฐจึงพยายามครอบครองแต่เพียงผู้เดียวมาโดยตลอด แต่ในยุคประชาธิปไตย การที่รัฐทำเช่นนั้น จะไม่สะดวกอีกแล้ว เพราะประชาชนสามารถสื่อสารการเมืองได้หลายทาง และเป็นโอกาสให้กลุ่มพลังต่างๆ อาทิ พรรคการเมือง นายทุน กลุ่มอิทธิพล ฯลฯ ล้วนแต่เข้ามายื้อแย่งพื้นที่เพื่อชี้นำอุดมการณ์นำประชาชน ได้มากขึ้น อีกทั้งเทคโนโลยีก็ก้าวหน้าเอื้ออำนวย ราคำต่ำและทั่วถึงมากขึ้น ก็ยิ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเมือง

เมื่อรัฐครอง ทีวีช่อง 7 , 3 , 5 , 9 และ 11 และเร็วๆ นี้ก็กำลังยึดคืน ITV อีก ในขณะที่ กลุ่มสื่อทุนอิงรัฐอย่าง ASTV หรือ Nation Channel ก็ดันจังหวะก้าวพาตัวเองขึ้นไปครองพื้นที่ให้มากที่สุด กลายเป็นสงครามแย่งชิงมวลชน ผลประโยชน์ ปิดกั้น โจมตีกันทางการเมือง โดยใช้สื่อ ซึ่งชัดเจนขึ้นมาอีก และสถานการณ์นี้เอง ที่ผลักให้กลุ่มอำนาจเก่าๆ อย่าง กลุ่มแกนนำพรรคไทยรักไทย และอื่นๆ ต้องสร้างกระบอกเสียงมาบ้าง อย่าง PTV ( People’s Television ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า People หรือ Private กันแน่ ) และอีกไม่นานพรรคอื่นๆ กลุ่มอื่นๆ ก็อาจจะทยอย สร้างสื่อทีวีกันบ้าง ถ้าพิสูจน์ได้ว่า สร้างเองแล้วได้ผล ดังนั้น ทฤษฎีฝรั่งที่อ้างว่า ปริมาณสื่อ คือ ตัวชี้วัดความเป็นประชาธิปไตย และขนาดของเสรีภาพ นั้นยังไม่จริง เพราะสื่อที่กล่าวมาแต่ต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประโยชน์ รับใช้องค์กรการเมือง และโจมตีทำลายคู่ต่อสู้ จนสังคมสับสนแตกแยก เท่านั้น

ยิ่ง สื่อแย่งชิงกันครอบงำ ชวนเชื่อ และโจมตีมีอคติใส่คู่ต่อสู้ ก็จะยิ่งทำให้สังคมสับสน เข้าใจหรือค้นหาความจริงได้ยากยิ่งขึ้น ตัดใจยาก ใช้เวลานาน ในที่สุด ก็อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ความรุนแรงและกลับไปหาระบอบการปกครองเผด็จการเช่นเดิม อีก

ประมาณเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 47 ในบรรณาธิการของ ทีมงานไทยเอ็นจีโอ (www.thaingo.org) เคยเขียนถึง แนวคิด โทรทัศน์ของประชาชน หรือ พีทีวี ( PTV : Peoples Television ) อย่างแท้จริงมาแล้ว เพื่อกระตุ้นให้ ภาคประชาสังคม ตระหนักถึง ปัญหา และข้อสำคัญ ของสื่อ ที่รัฐและแกนนำขบวนประชาชน ต้องรีบผลักดัน สร้างขึ้นและให้โอกาสประชาชน เข้ามากำกับดูแล แต่แล้วก็เงียบไป

การเสนอ แนวคิด PTV ของประชาชน ในขณะนั้น เนื่องจากมองทะลุปรุโปร่งแล้วว่า ITV หมดหนทาง ดึงกลับมารับใช้ประชาชนแล้ว แต่สื่อทีวีของประชาชน เพื่อรับใช้ประชาชน จำต้องมีโดยเร็ววัน เพื่อตรวจสอบอำนาจรัฐ และทุน ที่กำลังเข้าไปแทรกแซงสื่อ และที่สำคัญ ซึ่งเข้ากับสถานการณ์มากในขณะที่ ประชาชนต้องการเครื่องมือไว้สำหรับตัดสินใจ ทางการเมืองของตนเอง เครื่องมือนี้จะต้อง ส่งสาร ส่งข้อมูล วิเคราะห์ ประเมิน และวิพากษ์วิจารณ์ให้ประชาชนฟัง จนพอใจ

การผลักดันสื่อด้านไอที ในสังคมงานพัฒนาเอกชน (NGOs) ระดับหนึ่ง เห็นพัฒนาการของงานสื่อ ทางเลือก สื่อภาคประชาชน ที่เกิดขึ้นและเติบโต ไปเรื่อยๆ แต่ที่เข้มแข็งและน่าสนใจ คือ กลุ่มเพื่อนๆ ทำสื่อ ที่มีองค์กรเครือข่ายทั่วประเทศ และ ที่สำคัญ เกิดการพัฒนาศักยภาพ คนทำงานแทบจะในทุกๆ เครือข่าย เกี่ยวกับการผลิตสื่อและการสื่อสาร รูปแบบใหม่ โดยเฉพาะ ICT ซึ่ง สามารถมายกระดับเครือข่ายงานพัฒนา เป็นเครือข่ายผู้ผลิตและบริโภคสื่อได้ และแนวคิดนี้ อยู่ตรงข้ามกับฟรีทีวีของเอกชน ที่สัมปทานต่อจากรัฐ ซึ่งเป็นสื่อทางเดียวแบบลูกครึ่ง หมายถึงอาจจะโทรมาคิดเห็นได้ แต่ไม่ใช่ของประชาชน อีกทั้งเนื้อหาสาระ กลับเน้นลงไปที่รายการบันเทิงและเกมโชว์ เกือบทั้งหมด

การจะพัฒนาการเมือง พัฒนาสังคม พัฒนา ICT ได้นั้น ต้องพัฒนาสื่อด้วย ถ้านโยบายออกมาชัดเจนว่า จะแปลงและนำต้นทุนประสบการณ์ จากองค์กรเครือข่าย มาขยายงานสื่อ เพื่อตรวจสอบ ถ่วงดุล อำนาจต่างๆ ก็จะชัดเจนว่า ความสัมพันธ์ ของเครือข่ายจะปรับเปลี่ยนไปสู่จุดมุ่งหมายและภารกิจร่วมกัน วางจังหวะก้าว วางแผนร่วมกันและ กระตุ้นการเอาจริงเอาจังต่อไป จากนั้นก็ลงไปสู่ขบวนการสื่อสารกับชุมชน ซึ่งเป็นทีวี ทั้งในระบบโครงข่าย ระบบดาวเทียม และระบบตามสายสมาชิก ไปจนถึงทีวี Internet ในโทรศัพท์ รุ่นใหม่ๆ

ความฝันอีกก้าว ไทยเอ็นจีโอก็เคยเสนอมานานร่วม 3 ปีกว่า แต่ขบวนการประชาชนยังไม่มีใครเห็น ด้วยและนโยบายจากภาครัฐก็ไร้วี่แวว ใน คมช. ที่อ้างถึงการปฏิรูปการเมืองก็ไม่นำ จนปัจจุบันกำลังร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผ่าทางตันการเมือง แต่กลับ เงียบสงัดว่า อะไร คือกลไกการเมืองใหม่ หลังปฏิรูป อะไรคือพลังประชาชน ซึ่งทั้งหมดยังไม่ชัดเจน หนำซ้ำ ทั้ง คมช.และรัฐบาลเต่ารสขิงอ่อน ยังไม่มีแนวคิดอะไรใหม่ ที่เป็นความหวังต่ออนาคตการเมืองไทยได้เลย

ถึงวันนี้ ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ทำสื่อทางเลือกมากว่า 7 ปี (2543-2550) ยังเชื่อและหวังตลอดว่า การสร้างทีมงานทีวีของประชาชน ให้มีข้อมูล ศูนย์ข่าว และการผลิตรายการเนื้อหาสาระสู่สังคม โดยภาคประชาชนเอง ยังเป็นความหวังอีกช่องทางหนึ่งสำหรับ อนาคตการเมืองไทย โดยเฉพาะบนเส้นทางการเมืองภาคประชาชน

บทเรียน กรณี ของ People Channel ทีวีภาคประชาชนบนอินเตอร์เน็ต ที่เกิดและเติบโต เมื่อปี ที่ผ่านมา ก็กลับมาซบลงไป ท่ามกลางความตื่นตัวที่เพิ่มขึ้นของสื่อนิวมีเดีย ปัญหาก็คือ การเกิดและโตอยู่ภายใต้ความร่วมมือของเครือข่าย ในหลายๆ เรื่องมากเกินไป สร้างอุปสรรคในการจัดการ อาทิ คน วัสดุ อุปกรณ์ และต้นทุนการจัดการ

ในขณะที่แนวคิด People Channel คือ เป็นสื่อสารธารณะ หมายถึง ฟรี ตลอดรายการ จึงไม่มีรายได้ แต่มีต้นทุน ในขณะที่ปัญหาด้านอื่นๆ ก็ยังนับว่าสำคัญและเป็นบทเรียน ที่ต้องระมัดและต้องชัดเจนต่อไป อาทิ การพัฒนาและขบคิดถึงรูปแบบเนื้อหาที่นำเสนอแล้ว ต้องน่าสนใจ จำแนกกลุ่มผู้รับ สร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ สร้างการสนับสนุนมากๆ เพราะกลุ่มเป้าหมายเดิมๆ นั้นไม่เพียงพอสำหรับการคิดเรื่องทีวี แต่อานิสงส์ของการก้าวก่อน ย่อมทำให้ค้นพบปัญหาอุปสรรคได้ก่อน

มาถึงจุดนี้ โอกาสเปิดช่องทีวีมีมากมาย เมื่อรวมกับ ต้นทุน ประสบการณ์ เทคโนโลยี และเครือข่ายทางสังคม บวกกับประสบการณ์ งานข่าวของ www.thaingo.org ของสำนักข่าวประชาชน ของเครือข่ายสื่ออื่นๆ หรืองาน ทดลอง ของ People Channel เชื่อว่ามากพอแล้วสำหรับ การสร้างสถาบันสื่อโดยการสนับสนุนของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคม เพื่อสร้างสังคมที่มีดุลยภาพ ตรวจสอบและถ่วงดุลได้

เมื่อ 2 ปีก่อน ทีมงานไทยเอ็นจีโอ เคยนำเสนอต่อแนวทางต่อ กลุ่มเพื่อนนักพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อ ว่า "ขบวนการประชาชน ต้องมีสื่อของตนเอง มีรถโมบายด์ จานดาวเทียม ถ่ายทอดสดได้ และมีช่องทีวีของตนเองสักช่อง โดยใช้การสนับสนุนหลายๆ ส่วนเป็นหลัก ดังนั้นต้นทุนคงไม่มาก"

อีกทั้ง สังคมไทยก้าวหน้า และมีเสรีภาพไปไกลจนควบคุมไม่ได้แล้ว ดังนั้น มีทางเดียวที่สร้างสังคมประชาธิปไตยได้คือ สร้างสถาบันสื่อให้กับขบวนการประชาชน เพื่อถ่วงดุลกับรัฐ กับสถาบันสื่อด้วยกันและกับองค์กรอำนาจอื่นๆ และ ที่สำคัญเพื่อ เป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ให้เท่าสื่อในกระแสโลกาภิวัตน์ได้ด้วย

อย่าลืมว่า คมช. และคณะรัฐบาล กำลังเรียกหา ดาวเทียม (ไทยคม) ที่ชินคอร์ป ขายทอดตลาดให้สิงคโปร์ กลับคืนมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ดาวเทียมดวงนี้ "ถ้าต้องกลับมาจากเงินภาษีประชาชน คมช. และรัฐบาลจะต้อง ทำสัญญาประชาคมก่อน ว่า ภาคประชาชนจะต้องมีสิทธิ์และมีสัดส่วน ในการใช้ การกำหนดนโยบาย และได้ประโยชน์จากสื่อดาวเทียมตัวนี้โดยเฉพาะ เพื่อพัฒนาสถาบันสื่อภาคประชาชนและเพื่อกิจกรรมสารธารณะ หรือ อื่นๆ ที่กับสื่อและจำเป็นในโลกปัจจุบันนี้ด้วย"


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

9 มีนาคม 2550