Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO 6 Board ข้อมูลย้อนหลัง
“ร้อยหวัน ร้อยพันธุ์ป่า” ร้อยรวมดวงใจเด็กๆ รักษ์เทือกเขาบรรทัด

นานมาแล้ว ที่หมู่บ้านเล็กๆ กลางผืนป่า ริมเทือกเขาบรรทัด ต่างใช้ชีวิตอย่างความมีความสุข ทรัพยากรล้วนอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่านานาชนิด ต้นน้ำที่ไหลเลาะเยียบเย็น ผืนป่าที่ยังดิบยืนตระหง่าน เมื่อเวลาผ่านไป ชุมชนก้าวไปข้างหน้า ตอนรับความเจริญที่ก้าวเข้ามา น้ำที่เคยไหลเยียบเย็นทั้งปีก็เริ่มขอดแห้ง ป่าที่เคยดิบชื้นเริ่มบางตา ถูกแปลง แผ้วถางเป็นผืนที่ทำกิน สวนยาง สวนผลไม้

กระนั้น กลับยังมีคนกลุ่มหนึ่ง ในชุมชนบ้านบางเหรียง ต.เกาะเต่า อ.ป่าพะยอม พัทลุง ที่เฝ้ามองสังเกต ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ อยู่เงียบๆ และครุ่นคิดหาวิธีการ จัดการทรัพยากร ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและวิถีวัฒนธรรมผู้คน ให้เหลืออยู่ถึงลูกหลาน ไปจนถึงครุ่นคิดหาวิธีการจัดการศึกษาเพิ่มเติมให้เด็กๆ เพื่อเด็กๆ อนาคตของสังคมมองเห็นคุณป่า วิถีชุมชน และสืบสานรักษาไว้ให้ยั่งยืน

โรงเรียนร้อยหวันพันธุ์ป่า จึงเกิดขึ้นท่ามกลาง กระแสคิดคนกลุ่มหนึ่งที่ซึ่งมองเห็นปัญหา เห็นแนวทางแก้ไข และต้องการร้อยรัดชุมชน เครือข่ายองค์กร โดยเฉพาะรอบๆ เทือกเขาบรรทัด ให้หันมาร่วมกันพิทักษ์ปกป้องป่าและทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการมุ่งไปที่เด็กๆ กลุ่มเยาวชน คนรุ่นใหม่ๆ ให้มีจิตสำนึกรักและผูกพันชุมชน

ร้อยหวัน จึงหมายถึง “ร้อยดวงใจร่วมแรง ร้อยตะวัน สายน้ำ ผูกร้อยต้นไม้ ใบไม้ ร้อยป่าผืนใหญ่ที่หลากหลาย ร้อยเข้ากับหัวใจผู้คน ร้อยรวมดวงจิตของผู้คนตั้งแต่เด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่เข้าด้วยกัน” โรงเรียนร้อยหวันพันธุ์ป่า จึงเป็นทั้งกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากร และเป็นโรงเรียนทางเลือก ให้เด็กๆ เยาวชน ได้เข้ามาสร้างสรรค์งานศิลปะ เพื่อป่า เพื่อธรรมชาติและเพื่อชุมชน

ณ ที่นี่ เด็กๆ ได้ส่งเจื่อยแจ้วร้องเพลงที่แต่งเอง ได้วาดรูปสวยด้วยสีสันธรรมชาติที่กำหนดขึ้นจากใจ ได้ปั้นเจ้าการ์ตูนด้วยดินเหนียวในลำคลอง ได้ออกมาวิ่งโลดแล่น เล่นน้ำลำธารตามจินตนาการเด็กๆ นอกจากนั้น ยังมีพ่อเฒ่ามาให้ความรู้เรื่องพืช สมุนไพร การเกษตร และนิทานมากมาย

นายสุรศักดิ์ เย็นทั่ว ผู้รับผิดชอบโครงการ ซึ่งอดทนผลักดันพื้นที่การศึกษาทางเลือกสำหรับชุมชนท้องถิ่น ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายสำคัญของโรงเรียนร้อยหวันพันธุ์ป่าว่า

“ประเด็นสำคัญเลย เราต้องไม่พยายามให้เด็กเปลี่ยนวิถี คิดใหม่ แต่จะพยายามให้เด็กย้อนไปเรียนรู้อดีต รูปธรรมง่ายๆ เลย คือ ทุกคนต้องไม่ลืมที่จะช่วยพ่อแม่ ไม่ลืมที่จะซักผ้า อย่างเด็กๆ หลายคนเมื่อก่อนนี่ ให้พ่อแม่ซักผ้าให้ ป.4 ป.5 ป.6 แล้ว บางทีก็ ม.1 ม.2 มันเหมือน เลี้ยงเด็กให้ไม่โต

พ่อแม่พอถึงเวลา ก็ให้ตังค์เด็กไปโรงเรียน แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไร ดังนั้น คำถามทำไมต้องให้เด็กออกมาที่นี่ ผมว่ามันมีนัยยะ อะไรมากกว่านั้น ปรากฏการณ์นี้ เด็กเหล่านี้ ใหม่ๆ ก็ยังงงๆ อยู่ กับกฎของเรา แต่ตอนนี้ เขารู้สึกสนุก มีความสุขที่จะมาทำกิจกรรมร่วมกัน ทำไมที่นี่ห้ามเด็ก ถือตังค์มาโรงเรียน เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น เวลารถขายอะไรผ่านมาเด็กๆ ก็กังวล แต่เรื่องที่จะซื้อขนม อีกอย่าง ที่นี่ให้เด็กๆ ห่อข้าวมากินที่โรงเรียน มาแบ่งกันกิน เราเองบางทีก็กินกับเด็กๆ ด้วย”
นายสุรศักดิ์กล่าว ก่อนที่ เผยมุมมองการผลักดันโรงเรียนทางเลือกเพื่อชุมชนนี้ว่า

“แนวคิดระดับนโยบาย อันนี้ เราคิดแน่นอน เพราะนอกจากนโยบายชาติ สิ่งที่จะต้องก้าวไปให้ถึงก่อน และสำคัญที่สุดคือนโยบายท้องถิ่น ถ้าตราบใดนโยบายชาติพยายามที่จะเกิดการผลักดัน แต่นโยบายท้องถิ่นไม่สอดรับ ไม่มีประโยชน์ มันไปไม่ถึง ดังนั้น ทำอย่างไร ที่เราจะสร้างพื้นที่ในสังคม ให้เกิดหลักสูตรท้องถิ่น โดยเฉพาะโรงเรียน โดยเฉพาะสถานศึกษา ที่อยู่ในอาณาบริเวณ ที่เป็นแอเรียแถบนี้ ซึ่งเด็กที่นี่ ที่มาจากโรงเรียนเทศบาลเมืองพัทลุง จากโรงเรียนปากเหมือง จากคลองใหญ่ ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่ใกล้ชุมชนที่สุด เด็กกลุ่มนี้ต้องมาก่อน

ในขณะเดียวกัน เราอาจจะคิดถึงระดับนโยบายชาติไว้แล้ว ในอนาคต แต่ในขณะที่ความจริงมีว่า คือ เราต้องทำความจริงให้เกิดเป็นนโยบายท้องถิ่นให้ได้ อบต. ก็ดี นี่คือสิ่งที่ต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน อำเภอ จังหวัด ส่วนจังหวัดก็ได้ต่อกับ อบจ.ไว้แล้ว เพียงแต่เราต้องเตรียมความพร้อมก่อน ในการสอดมือเข้าไปสานรับด้วยกัน เพียงแต่ยังไม่เต็มที่มากนัก เพราะว่าเราพยายามที่จะสร้างต้นแบบ สร้างรูปธรรมให้มากที่สุด เพื่อว่าเราจะผลักรูปธรรมอะไรก็แล้วแต่ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ระดับบน ระดับชาติ เราจะต้องมีคำอธิบาย เราจะต้องมีรูปธรรมเชิงพื้นที่ให้ชัดก่อน นั่นคือคำตอบ ว่าพยายามสร้างตรงนั้น”
นายสุรศักดิ์ยืนยันพร้อมทั้งสรุปทิ้งท้ายถึง ปัญหาอุปสรรคและความตั้งใจแน่วแน่ของโรงเรียนร้อยหวันพันธุ์ป่า ว่า

“แม้วันนี้ เราไม่มีทุนเลย แต่เจตนาเราเดินไปแล้ว เราต้องทำ ขายอะไรได้ก็ต้องขาย เราต้องทำ ข้าวสารที่โรงเรียนไม่มี ผมถามต่อหน้าพ่อเลย ว่ามีไหม เพราะที่บ้านไมมี เพราะเพื่อนไม่มาส่ง ไปถามแม่ ว่ามีข้าวสารไหม ไม่ใช่แค่เรื่องปากท้องผม แต่เด็กบางคน บางครั้ง การให้เขามาห่อข้าว มันเป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา เป็นเรื่องจริงที่ต้องคุยกันเลย เด็ก 30-40 คน อย่างน้อย 5 คน ที่ไม่ได้ห่อมา คนอื่นๆ นั่งกิน อีก 5 คน ไม่ได้กินได้ยังไง ก็ต้อง สำรองข้าวไว้ให้เด็กๆ ด้วย พอเนศบอกว่าจะพักเที่ยง ผมก็ต้องรีบหุงข้าว พักเที่ยง เราต้องมีหม้อสนาม เราไม่ได้กินไม่เป็นไร เราโอเค แต่ลูกหลานอีก 5 คน ต้องได้กินข้าว เพราะมันไม่ได้หนักหนาสาหัส แต่นั่นคือความรับผิดชอบ นั่นคือเจตนาคือหัวใจที่เราต้องแบ่งปันกันครับ” นายสุรศักดิ์เล่าสรุป

นายคเณศ รุ้งสันเทียะ หรือ “ครูเณศของเด็กๆ“ ซึ่งอยู่ฝ่ายกิจกรรมโครงการ ที่ทั้งสอน ดนตรี ศิลปะ งานปั้น และเล่นกับเด็กๆ เล่าด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มถึงเด็กๆ และแนวคิดต่อโรงเรียนร้อยหวันฯ ซึ่งเพิ่งก่อตั้ง แม้แต่อาคารก็ไม่มี ว่า

“ถ้าคนไม่เคยอยู่กับเด็ก ไม่รู้หนรอกนะพี่ ว่า เด็ก 30-40 คน แล้วเราคนเดียวนี่แทบเป็นไข้เลยนะพี่ กับการทำงานศิลปะของเด็กๆ จริงๆ แล้วเราทำงานกับเด็กๆ เราไม่ได้หวังให้เด็กเป็นศิลปิน เด็กต้องเป็นนักเขียน เด็กต้องเป็นนักวาดรูป นักแต่งเพลง นักร้อง แต่ที่ผมอยากให้เป็น คือเห็นเด็กๆ อยู่ด้วยกัน ร้อยจิตใจเข้าด้วยกัน ไม่ต้องเพื่อสิ่งแวดล้อม แบบรักป่า รักเขา เข้าเลือดหรอก แต่ให้ทุกคนตระหนัก ว่าบ้านเราต้องอยู่อย่างไร เพื่อใคร เพราะเพื่อเขาทั้งนั้น ไม่ใช่ผมหรอก วันหนึ่งผมก็ต้องกลับบ้าน แต่ว่า ความฝันของผมคือ ผมอยากเห็นเด็กๆ เติบโตแบบไม่ใช่แบบเราเมื่อก่อน อยากดึงเด็กๆ กลับบ้าน มาอยู่บ้าน

ผมพยายามเชื่อมโยงเอาศิลปะกับดนตรี มาเชื่อมร้อยกัน ให้เด็กๆ สนุก จากนั้น ค่อยให้พี่สุรศักดิ์ เขาขยับเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องป่า เรื่องชุมชนได้ หรือให้พ่อเฒ่าเอาเรื่องเกษตรธรรมชาติมาสอนได้

รู้ไหมวันนี้ เด็กๆ ทำแปลงผักกัน ทำแปลงใหญ่ด้วย กว้าง 2-3 เมตร ทำกันสนุกสนานมาก วิธีการของผมคือ ผมพยายามทำให้เด็กๆ เห็นกันก่อน ผมจะไม่สั่งให้เด็กๆ ทำ แต่พอเด็กๆ เห็นผมทำ เขาก็มาทำด้วย เข้ามาทำทีละคนๆ ก็สนุกกันมาก”
นายคเณศกล่าว ก่อนจะเผยแนวคิดการวางกิจกรรมในโรงเรียนร้อยหวันฯ อีกว่า

“ความฝันผมคือ ถ้าทำกระบวนการให้เขารู้ว่า เขาต้องทำอย่างไร เพื่ออะไร เช่นวันหนึ่ง เขาต้องมีผักกลับบ้าน หรือ ไอ้แบน (เด็กๆ ในโรงเรียนร้อยหวัน) เขามาบอกผมว่า ที่บ้านเขามีเมล็ดถั่วเหลืออยู่ มันน่าจะปลูกขึ้น เอามาปลูกดีกว่า ผมก็เลยบอกว่า มันจะเป็นยังไงก็ช่าง มันยังงอกได้

เด็กบางคนถึงกับบอกว่าจะให้แม่ซื้อเมล็ดผักมาให้ จะได้ไม่ต้องมารบกวนเงินครูเณศ นี่คือสิ่งที่เด็กๆ เขาคิดกัน น่ารักมากครับ นอกจากนั้นยังมีเด็กๆ อีกคนพูดว่า พอผักมันโตเราจะเอามาแลกกัน และอีกคนก็เถียงไปว่า เราจะปลูกแต่ผักไม่ได้ โรงเรียนเราจะไม่งามนะ มันต้องมีดอกไม้ด้วย เขาเลยเสนอว่าเขาจะหาดอกทานตะวันมาปลูก แซมไปตามบริเวณต่างๆ ของรงเรียน เราจะเพาะชำพริก เพาะชำกล้าไม้ ดอกไม้ ให้ทั่ว”
นายคเณศเล่า

นายบุญทัน รอดยัง “พ่อน้องท็อป” เล่าถึงภาพความเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยลูกชายตนเอง ที่ซึ่งเกิดขึ้นหลังจาก มาร่วมกิจกรรมในโรงเรียนร้อยหวันพันธุ์ป่า ว่า

“ความเปลี่ยนแปลงในตัวลูกชายผม ส่วนหนึ่งได้ไปจากโรงเรียนร้อยหวัน เมื่อก่อนคุณสุรศักดิ์เองยังบอกว่า ตอนแรกๆ ที่เขาถมที่ทำถนนกัน ลูกชายผมเขาก็มายืนดู ไม่พูดไม่จากับใคร แล้วก็ปั่นจักรยานกลับบ้าน ได้ยินเสียงรถเข้ามา เขาก็มาอีก ไม่พูดไม่จาอะไรกับใคร แต่พอ ณ วันนี้ เขาเปลี่ยนแปลงไปมาก เขาร่าเริงขึ้น พูดเก่ง แล้วก็ โต้ตอบ โต้เถียงกับพ่อแม่น้อยลง ความรับผิดชอบของเขาเองก็ดีขึ้น

เมื่อก่อน ถ้าแม่เขาบอกว่าน้องล้างถ้วยล้างจานก่อนออกไปเที่ยว เขาก็จะบอกเดี๋ยวไปนู้นก่อน ไปนี่ก่อน ไปเล่นน้ำในคลอง แต่ตอนนี้ เรื่องไปเล่นน้ำในคลอง นี่หยุดเลย บอกให้ทำงานรีบทำ เพราะจะรีบมาที่โรงเรียนร้อยหวัน คือเลิกจากโรงเรียนที่ปากเหมือง ก็รีบมาทำงานของตัวเองให้เสร็จ แล้วรีบมานี่ เดี๋ยวนี้ลูกผมไม่เคยกลับบ้านค่ำเลย

จริงๆ แล้วผมอยากให้มีกิจกรรมแบบนี้ที่นี่ คือเคยนั่งคุยกับคุณสุรศักดิ์ ว่าให้มันขึ้นมาเถอะ อย่างน้อยๆ ที่สุด นะวันนี้ เด็กอายุ 14 ปี สามารถไปมั่วสุมยาเสพติดได้แล้ว ดังนั้น เราเอาเด็กมาไว้ที่นี้ เด็กเดียวกัน กลุ่มเดียวกัน เราควบคุมได้ง่ายกว่า หรือถ้าให้เด็ก 40 คน มันแบ่งเป็น 10 กลุ่ม กลุ่มละ 4 คน เราแล้วกระจายกันเที่ยว ใช่ว่าเราจะไปตามมันถูกนะ ว่าไปไหนกัน กลุ่มนี้ไปอยู่ไหน กลุ่มนั้นไปอยู่ไหน แต่ถ้ามาที่นี่ เด็กๆ 40 คน มีคนสัก 2-3 คน ก็ดูแลได้แล้ว อยู่ในสายตาได้แล้ว” นายบัญทันเล่าย้อนเรื่องราวก่อนจะสรุปถึงบทบาทโรงเรียนร้อยหวันที่จะมีต่อชุมชนว่า

”เมื่อวันก่อนเด็กๆ กลับบ้าน มาถึงลูกก็บอกกับตนว่า พ่อครับพ่อ ผมได้เป็นรองประธานแล้วครับ ผมก็ถามเขาว่า ลูกเป็นอะไรมั่ง เขาให้ทำอะไรมั่ง เขาก็บอก เขาก็บอกว่า หน้าที่ผมถ้าไม่มีน้ำ ผมก็ต้องไปหาน้ำ ถ้าไม่มีน้ำแข็ง ก็ต้องไปหาน้ำแข็ง ครับ

ผมดีใจมากเลย ที่เห็นลูกชายมีน้ำใจทำแบบนี้ มีใจเอื้อเฟื้อแผ่ ที่สำคัญจิตใจเขา อยู่ที่นี่เลย ไม่ได้สนใจไปเล่นน้ำคลอง ไม่ได้สนใจไปขึ้นเขา ไปหากล้วยไม้ ไปเล่นเกม ซึ่งถ้าเป็นอะไรขึ้นมา พ่อแม่นี่ลำบากเลย ที่สำคัญเมื่อก่อนเล่นเกม นั่งจนมืดค่ำไปเลย เดี๋ยวนี้ไม่เล่นแล้ว

อีกอย่าง นี่เป็นการแก้ปัญหาวัยรุ่นของหมู่บ้านในอนาคต เพราะเด็กๆ เหล่านี้ เดี๋ยวก็โตขึ้นเป็นวัยรุ่นนะครับ”
นายบุญทันกล่าว


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

8 มีนาคม 2549

มุมมอง ของ..อุสตาซ (อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์)
ห้องส้วมความคิด (วรภัทร วีรพัฒนคุปต์)
ลูกลิง...แสนซน (วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล)
มุมเล็กๆ (ZingarO - ธิดามนต์ พิมพาชัย)
banner กิจกรรม
NGO คือใคร?
6 Board
ค้นหา
ฐานข้อมูล

Thai Fund Foundation (TFF)
2044/23 New Phetburi Road, Bangkapi, Huaykwang, Bangkok 10310,Thailand
Tel: (66) 2 318 3959, (66) 2 314 4112, (66) 2 314 4113 - Fax: (66) 2 718 1850
Website: www.TFF.or.th - E-mail: webmaster@thaingo.org