ค่ายอาสาฯ ในบทบาทเรียนรู้ปัญหาชุมชนเมือง

การเติบโตของเศรษฐกิจ ทั้งภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และบริการ ด้านหนึ่งได้ยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจให้กับหลายครัวเรือน ที่สามารถเข้าถึงและแย่งชิงได้ ให้ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ด้านหนึ่งก็ผลักไส และกดทับให้อีกหลายๆ ครอบครัวต้อง ตีนถีบปากกัดดิ้นรน ให้อยู่รอดมากขึ้นและที่สำคัญ ตกหล่นจากการพัฒนาของรัฐ

ภาพที่เห็นจึงชัดเจน ก็อาทิตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วไป โดย กระบี่ หรือ ภูเก็ต ไข่มุกอันดามัน ที่เลื่องลือ ถึงความงดงาม กลับซุกซ่อนและสร้างคนจนเมือง คนชายขอบ อาทิ กลุ่มคนพื้นเมืองที่ตกหล่นจากการพัฒนา และยิ่งทวีปริมาณมากขึ้น ทุกวัน เนื่องจากผลจากการพัฒนา ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งรวมนักท่องเที่ยว เท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งรวมไปถึง แรงงานอพยพ แรงงานต่างด้าว และชุมชนชายขอบใหม่ๆ อีกด้วย

หลังเหตุการณ์สึนามิ กระแสงานพัฒนา ทั้งแนวคิดและงบประมาณ ได้หลั่งไหลลงไปในพื้นที่อันดามันจำนวนมาก ทำให้เกิดโอกาสมาสู่การผลักดัน เรื่องสิทธิชุมชนใหม่ การจัดระบบระเบียบคนจนเมือง โดยเฉพาะเมืองท่องเทียวเก่าอย่างภูเก็ตด้วย อาทิ ชุมชนท่าเรือใหม่ รัชฎา ต.ในเมือง อ.เมือง ภูเก็ต ซึ่งได้รับงบประมาณการรื้อและจัดระเบียบชุมชน ตาม โครงการบ้านมั่นคง โดยมี มูลนิธิชุมชนไท และ องค์การพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สนับสนุน ซึ่งได้ ร่วมกันจัดกิจกรรมออกค่ายอาสาฯ เมื่อวันที่ 8-18 สิงหาคม 2550 เพื่อสร้างสะพานในชุมชนท่าเรือใหม่รัชฎา โดยมี นิสิตนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นตัวหลักเจ้าของโครงการ และนอกจากนั้น ก็มี มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กลุ่มรักษ์ทักษิณ กรุงเทพฯ และ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เข้าร่วม กว่า 80 ชีวิต

อย่างไรก็ตาม จนถึงบัดนี้ กระแสหลังสึนามิ ได้สร้างขบวนการ "จิตอาสาฯ" ขึ้นในขบวนหนุ่มสาว เยาวชนในสังคมมากมาย แล้วนำมาสู่การเชื่อมเสริมให้เกิดพลัง อาทิ การเปิดพื้นที่ให้คนจนเมือง คนชายขอบ ได้ปฏิบัติการ เพื่อเรียกร้องสิทธิ เรียกร้องนโยบายแก้ไขปัญหา จากภาครัฐได้มากขึ้น และที่สำคัญ เปิดโอกาสให้คนหนุ่มสาวนิสิตนักศึกษา ได้เรียนรู้ภาพและการพลวัตของปัญหา ในแต่ละชุมชนอีกด้วย

นางศิริลักษณ์ ทิพย์วงศ์ อายุ 29 ปี แกนนำชุมชนท่าเรือรัชฎาใหม่ ได้เล่าย้อนถึง ความเป็นมาของชุมชนนี้ ให้ฟังว่า

"ชุมชนนี้เริ่มเมื่อประมาณปี 2526 ที่ตรงนี้เป็นบ่อกุ้งเก่า แล้ว ที่นี้ หมดสัญญากับ อบจ. แล้ว จึงเป็นที่ว่าง ชาวบ้านเลยเข้ามาปลูกกระต๊อบอาศัยอยู่ ซึ่งชาวบ้านที่เข้ามาอยู่ ก็มาจากภาคอีสานบ้าง ภาคเหนือบ้าง ภาคใต้ก็มี ก็มาทำงาน แล้วทีนี้ ก็มาอยู่ เพราะภูเก็ตค่าเช่าบ้านมันแพง ชาวบ้านก็เลยมาจับจอง สร้างเป็นกระต๊อบ จากหลังหนึ่ง มาเป็นสอง เป็นสาม เป็นสี่ ขยายขึ้นเรื่อยๆ พวกเรามาอยู่ แต่แรกก็ไม่มีไฟ ไม่มีน้ำใช้ ปัญหาเริ่มต้นจากตรงนี้เลย

เดือนหนึ่งต้องซื้อน้ำเป็นคันรถ ก็คันละ 160 บาท ประมาณ 2,000 ลิตร ใช้ได้ประมาณ 3-4 วัน ส่วนไฟฟ้า ขอต่อเขา จากหน่วยกิจละ 10 บาท ก็เปลี่ยนเจ้าของ และได้ลดมาเรื่อยๆ เหลือ 6 บาท แต่เปลี่ยนมาหลายเจ้านะ

หลังเกิดสึนามิ พวกเราเลยรวมตัวกัน แล้วก็มีมูลนิธิชุมชนไทยลงมาสำรวจ พื้นที่ เขาก็ถามปัญหาเดือดร้อน เราก็เล่าปัญหาให้เจ้าหน้าที่ มูลนิธิชุมชนไทฟัง เขาก็มีการแนะนำให้ความรู้ชาวบ้าน เราก็เลยมีการรวมตัวกัน ทำกลุ่มออมทรัพย์ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2548 จนถึงวันนี้ เรามีสมาชิก 66 คน จนเราได้เข้าโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. จำนวน 58 หลัง ซึ่งตอนนี้ เราก็ได้ รับการสนับสนุนงบประมาณจาก พอช. 1.48 ล้านบาท เพื่อทำสะพานทางเดินในชุมชน และได้มีการทำสัญญาเช่ากับ อบจ. ซึ่งตอนนี้ เราอยู่ในขั้นตอนการทำเรื่องขอเช่า ยังไม่สำเร็จแน่นอนหรอก นะค่ะ

ส่วนทาง อบจ. เขาก็ยินดีให้ชาวบ้านเช่านะค่ะ แต่มีข้อแม้ว่า ชาวบ้านะจะต้อง ย้ายจากที่อยู่เดิมไปอยู่ที่บ่อกุ้ง โดยที่เดิมทาง อบจ.เขาจะปรับภูมิทัศน์ขุดคลอง ซึ่งบริเวณแถบนี้เดิมเป็นคลอง แล้วจะปรับภูมิทัศน์แถบนี้ใหม่ ฟื้นปลูกป่าชายเลนเพิ่ม และ อบจ. จะมีสนามเด็กเล่น สวนสันทนาการต่างๆ และบางที อาจจะสร้างศูนย์สินค้าโอท็อปให้ เพราะ ที่ตรงนี้ จะติดกับท่าเทียบเรือยอร์ชไปพีพี ไปสิมิลัน ไปเกาะยาว และนักท่องเที่ยวจะผ่านทั้งปี ดังนั้นถ้าสร้างเป็นศูนย์สินค้าโอท็อปได้ ก็จะส่งเสริมให้ชาวบ้านเป็นพ่อค้าแม่ค้าได้ เพราะตอนนี้ ชุมชนทำงานรายวัน อยู่ในอู่ต่อเรือ บางวันก็ไม่มีงานทำ ส่วนแม่บ้านจะไม่ค่อยมีงานทำ เสียส่วนใหญ่ ยิ่งถ้าเข้าหน้าฝนจะไม่ค่อยมีงานทำกันเลย จะลำบากมาก ช่วงหน้าฝน เพราะอู่ต่อเรือเขาทำกลางแจ้ง เครื่องมือจะโดนฝนไม่ได้ หน้าฝนบางที เดือนหนึ่งได้ทำงานแค่ 7-8 วันเท่านั้นเอง"
นายศิริลักษณ์กล่าว ก่อนจะเล่าต่อถึงเรื่องสวัสดิการในชุมชนและ กระบวนการเคลื่อนไหวต่อสู้ เพื่อก่อร่างชุมชนใหม่ ว่า

"ความเป็นอยู่ด้านอื่นๆ ก็มีนะ เช่นเรื่องสวัสดิการต่างๆ ชาวบ้านไม่มีสวัสดิการ ถ้าเราเป็นลูกจ้างบริษัท เขาก็มีประกันสังคมให้ แต่นี่เราเป็นลูกจ้างรายวันทั่วไป เราเจ็บป่วย เราต้องจ่ายเงินเองทั้งหมดเลย ก็เลยว่า มารวมกลุ่มกัน สิ่งแรกเลยที่อยากจะทำตอนนี้ คือ ทำโครงการบ้านมั่นคงก่อน ต่อมาถ้าเราทำเรื่องบ้านมั่นคงเสร็จ หรือใกล้ เสร็จ ก็อยากทำเรื่องสวัสดิการ

อย่างที่ไปอบรมมา ก็เรื่องสวัสดิการวันละบาท มันน่าสนนะ เพราะว่า มันไม่ได้เป็นภาระให้ชาวบ้านมากเกินไป และมันเบาภาระให้ชาวบ้านได้ ในเบื้องต้น เรื่องสวัสดิการนี้ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนเก็บข้อมูล เช่นกัน ยังไม่ได้ เริ่มออมกัน ก็พยายามจะทำให้มันเห็นผล จะได้ช่วยเหลือชาวบ้านได้

บ้านจริงๆ ทีนี่ มีแค่ 32 หลัง แต่ว่า มันมีชาวบ้านกลุ่มนอกๆ เขามาขอเข้าร่วม โครงการบ้านมั่นคง มาทำกิจกรรมด้วย มาร่วมกลุ่มออมทรัพย์ เหมือนมาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ซึ่งบางคนก็ไม่มีบ้านเช่าเป็นของตัวเอง แต่ก็อยู่ภูเก็ตมา 10 หรือ 20 ปี ก็มาอยู่ด้วยกัน ซึ่งเราก็ยินดีต้อนรับ ที่จะเข้ามาขออยู่ด้วยก็ประมาณ 26 ครัวเรือน รวมแล้วเป็น 58 ครัวเรือน ซึ่งคิดว่ามันเป็นผลดี คือ จำนวนบ้านเพิ่มขึ้น เราได้แรงงานช่วยเหลือกันมากขึ้น

ส่วนเป้าหมายทั้งหมด จริงๆ แต่ต้นนั้น เราอยากแก้ปัญหาเรื่องน้ำกับไฟ อันดับแรก เพราะเราต้องกินต้องใช้ ทุกเดือน เราเลยอยากได้น้ำได้ไฟ ที่ถาวรเป็นของเราเอง อยากได้ในราคาถูก เหมือนคนอื่นๆ เพราะเราก็เสียภาษีและเราเป็นชุมชนในเมือง แล้วทำไมเรา ไม่มีน้ำใช้ ไม่มีประปาใช้ ซึ่งมันเป็นเรื่องแปลก ที่เราเป็นเมืองของการท่องเที่ยวติดอันดับโลก แต่ถ้าเรามองให้ลึกลงไปจริงๆ มันมีปัญหาหลายอย่าง อย่างเรื่องที่ดิน ตอนนี้ เราได้ประสานกับชุมชนต่างๆในภูเก็ต 20 ชุมชน จัดตั้งเป็น 'เครือข่ายสิทธิชุมชนพัฒนาภูเก็ต' เพราะมีหลายชุมชนในภูเก็ตมีปัญหาเรื่องที่ดินเยอะมาก แต่ชุมชนท่าเรือใหม่รัชฎาไม่มีปัญหานี้ แต่รัฐก็บอกว่า เราอยู่อย่างผิดกฎหมาย แล้วเราจะมาเรียกร้องอะไร ซึ่งที่เราไปคุยกับนักการเมืองตอนนั้น นะค่ะ

เราก็บอกว่า เราไม่อยากทำผิดหรอก แต่ผลของการจะกินก็ยังไม่มี จะไปทำในสิ่งที่ถูกที่ต้อง มันก็ขัดกับความเป็นอยู่ของเรา เราไม่มีเงิน เราก็จำเป็นต้องบุกรุก แต่ถ้ามีทางออกให้ เช่น ถ้าคุณอยากได้น้ำได้ไฟ คุณก็ขอเช่าสิ เราก็ยินยอม เพื่อให้เราอยู่ถูกต้อง เราได้รับสิทธิเหมือนคนอื่นเขา ชาวบ้านก็ยินดี ก็เลยได้มาร่วมโครงการนี้ค่ะ

ถ้าเทียบกับหาดป่าตอง เขามีการจัดระเบียบอย่างสวยงาม มาดูพื้นที่แถวนี้สิ ไม่ค่อยได้พัฒนาเลย มีแต่นายทุนมากว้านซื้อ มาขอเช่า เอาไปทำกิจการใหญ่โต แต่ถามว่า ชาวบ้านตาดำๆ ไปอยู่ที่ไหนกัน ตอนนี้ สภาพเมืองมันจะขยายตัวไปเรื่อยๆ คนก็อพยพเข้ามาอยู่มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้แออัด คนจนที่เข้ามาอยู่ก็แออัด จนหายใจแทบไม่ออก พูดประสาชาวบ้านนะ

เมื่อคนจนพยายามรวมตัวกันเพื่อไปขอความช่วยเหลือ มีจุดหมาย มีเป้าหมายที่จะพัฒนาชีวิตของพวกเราเองให้ดีขึ้น โดยขอความร่วมมือจากรัฐ ซึ่งบางทีบางหน่วยงาน ก็กล่าวหาว่า คุณจะเรียกร้องอะไรนักหนา จะไม่ให้เราเรียกร้อง พอไม่เรียกร้องแล้วเราบุกรุก ก็จะมีแต่ไล่กับไล่ แต่พอพยายามเดินเข้าหา ไปทำให้ถูกต้อง ก็ไม่พยายามช่วยพวกเรา ก็คือ มันเป็นปัญหาคาใจชาวบ้านอีกหลายชุมชน แต่โชคดีที่ปัญหาบ้านท่าเรือใหม่ ที่ดินที่เราอยู่ เราอยู่แบบผิดๆ อยู่แบบบุกรุก เราก็อยากทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งชาวบ้านไม่มีกฎหมายในมือ ก็ไปขอ ความร่วมมือจากรัฐ ซึ่งมีกฎหมายในมือ ก็ได้รับความร่วมมือที่ดีกับชาวบ้าน"
นางศิริลักษณ์กล่าว และเผยถึง รายละเอียดเนื้อที่และลักษณะการเช่าของสมาชิกชุมชน ว่า

"แต่ก่อนเป็นบ่อกุ้ง มีทั้งหมด ประมาณ 14 ไร่ แต่เราขอใช้จริงๆ ประมาณ 7 ไร่ 2 งาน จะแบ่งเป็นที่อยู่อาศัย 3 ไร่ เศษๆ ที่เหลือจะเป็นที่สาธารณะประโยชน์ จำพวก ถนน ทางเดิน อะไรประมาณนี้ ค่ะ และเราก็พยายามขอติดต่อกับทาง อบจ. ว่าของเช่าเฉพาะพื้นที่อยู่อาศัย คือ 3 ไร่ เศษ ได้ไหม ซึ่งงานนี้ ทาง อบจ.ก็สนับสนุนเต็มที่ ใครมีบ้าน 4x12 คุณก็เช่าแค่ 4x12 เมตร

สัญญาเช่า เราขอเช่ากับทาง อบจ. 25 ปี ค่ะ คือขอเช่าระยะยาว ส่วน ค่าเช่า ทาง อบจ. เขาขอคิดค่าเช่าเท่ากับอัตราของกรมธนารักษ์ ซึ่งราคาที่แน่นอนตอนนี้ยังไม่ได้ทราบ เรายังไม่แจ้งมา แต่ถ้าถามอยากได้ราคา ขนาดไหน ที่ไม่หนักชาวบ้านมากนัก อยากได้ปีละ ไม่เกิน 1,000 บาทต่อหลัง ก็น่าจะไม่หนัก ค่ะ เพราะว่าที่ของกรมธนารักษ์ หลายที่ก็ไม่แพงนะค่ะ ขึ้นอยู่กับทำเล

ส่วนเรื่องเช่าซื้อ ในความคิดชาวบ้าน คงไม่กล้าคิดขาดนั้นหรอกค่ะ คงไม่มีความสามารถกันขนาดนั้น อย่างมากก็ขอเช่าในราคาถูก นี่ก็พอทำได้แล้ว ขอแค่มีบ้านอยู่ให้ถูกต้อง มีน้ำไฟใช้ มีงานทำกัน ก็ถือว่าดีมากแล้ว สำหรับชาวบ้านในระดับรากหญ้าอย่างพวกเรา"
นางศิริลักษณ์ย้ำก่อนจะสรุปถึงบทบาท กิจกรรมค่ายอาสาฯ ของน้องๆ ว่า

"การที่ น้องๆ นักศึกษามาออกค่ายอาสาฯ ทำสะพานครั้งนี้ น้องๆ เขาช่วยได้เยอะมาก เช่น เรื่องค่าแรงทำสะพาน เราได้งบมา 1.45 ล้าน เราต้องสร้างสะพานให้เสร็จ ทั้ง 3 สาย ประมาณ 300 เมตร เราต้องแบ่งเป็นค่าแรงด้วย มันทำให้งบเราไม่พอ ที่จะทำสะพาน 300 เมตร เราคำนวณแล้ว การที่น้องเขามาช่วย มันทำให้ชาวบ้านเอาค่าแรงจำนวนนี้ไปซื้อวัสดุมาเพิ่มได้ ซึ่งถ้าเงินเหลือ เงินก้อนนี้ก็ไปทำอย่างอื่น ในชุมชนได้ด้วย

นอกจากนั้น เมื่อวานน้องๆ ได้ปลูกป่าชายเลน ซึ่งมันทำให้ได้ฟื้นฟู สภาพชุมชน ที่นี่ชาวบ้านเขาเคยปลูกป่ามาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 25 เมษานี้ แต่ไม่รอด ก็เลยสรุปบทเรียนกันใหม่ วันนี้ ก็ลองใหม่ ที่หันมาฟื้นฟูเรื่องนี้ ก็เพราะว่า แม่บ้านเวลาที่เขาว่างงาน ตอนน้ำขึ้นน้ำลงเขาจะไปหาหอย หาปูมากิน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ในครัวเรือน ถ้าเหลือก็เอาไปขาย บางคนขยันๆ ได้ทีละร้อยเลย เป็นรายได้ ได้ด้วย

ดังนั้น จึงอยากขอบคุณ ทุกหน่วยงาน นิสิตนักศึกษา จากหน่วยงานต่างๆ ที่ได้มาช่วยเหลือชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านคงไม่มีอะไรตอบแทน คงทำได้แค่ กับข้าวอร่อยๆ ให้ทาน นะค่ะ"


นายวัชรายุทธ วงศาอ้วน นิสิตปีที่ 3 สาขานิติศาสตร์และสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เผยถึงเป้าหมายกิจกรรมค่ายอาสาฯ ระหว่างวันที่ 8-18 สิงหาคม 2550 นี้ว่า

"จริงๆ คืออยากเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง จากวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง ดูจารีตประเพณี ดูวิถีที่แตกต่าง จากบริบทของอีสาน มาศึกษา เรียนรู้ว่าสิทธิที่นี่ มันตรงกับที่ตัวเองเรียนหรือไม่ คือ นิติศาสตร์และสิทธิมนุษยชน แล้วก็มาเรียนรู้นอกโรงเรียน ที่ตำราไม่มีด้วย ส่วนเป้าหมายจริงๆ อยากให้ชาวค่ายตระหนัก ถึงความเป็นอาสาสมัครในการทำงานเพื่อสังคม

พอมาถึงจริงๆ สิ่งที่เรียนรู้จากค่าย ก็มีนะ อาทิ งานกิจกรรมของเรา ณ ตอนนี้ มีปัญหามาก เพราะทำได้จริงๆ เพียง 40% เท่านั้น หมายถึงว่า บริบทสังคม ยังไม่เอื้ออำนวยกับค่าย สถานที่ยังไม่พร้อม ทำให้กระบวนการ ไม่ต่อเนื่อง สมาชิกชาวค่ายยังว่างงาน ไม่ได้ทำเต็มที่ ก็อย่างที่เห็นนะครับ

แต่ก็สามารถสะท้อนเป็นการตั้งคำถาม ให้สมาชิกชาวค่ายได้คิด ว่า เรามาค่ายเพื่ออะไร เรื่องการเรียนรู้ จากชุมชน อย่างเมื่อวานชาวบ้านก็มาถ่ายทอดประสบการณ์ ปัญหา ให้ฟัง เรื่อง ออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ เรื่องไม่มีที่อยู่ เรื่องภาครัฐจัดที่ให้อยู่ แต่ก็ขัดแย้งกัน ระหว่างคนมาใหม่กับคนอยู่เดิม มันสะท้อนปัญหามากกว่าที่เห็น อย่างจะโยกย้ายก็ต้องยืมเงินจากสหกรณ์ ซึ่งชาวบ้านบางคน ก็อ้างไม่มีเงิน ไม่อยากติดหนี้ติดสิน หรือบ้านหลังเก่าก็ยังดีอยู่ ไม่อยากย้าย ตามโครงการบ้านมั่นคง บางคนมีหลายหลังถ้าย้ายไป ก็เหลือแค่หนึ่งหลังและมีฐานะผู้เช่าด้วย เป็นต้น ซึ่งทำให้เรียนรู้ได้ว่า ปัญหาเรื่องสิทธิมันซับซ้อน มันมีอะไรลึกกว่าที่คิดมากครับ

การพานิสิตนักศึกษามาออกค่าย จึงทำให้ได้เรียนรู้ โดยรวมๆ คือ เขามองว่า ภูเก็ตเป็นเมืองที่ดี เมืองท่องเที่ยว น่าอยู่ สวยงาม พอมาถึง ผมก็บอกเขาไปว่า เราไม่ได้มามองมุมที่สวยงาม ของภูเก็ต เรามามองอีกด้านหนึ่งของภูเก็ต ซึ่งเป็นด้านลบ ก็ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมเมืองภูเก็ตที่คนทั่วโลกรู้จักว่า สวยงาม ทำไมถึงละเลยส่วนนี้ไปได้"
นายวัชรายุทธ กล่าว ก่อนจะย้ำถึงรายละเอียดภาพชุมชน ที่ได้ลงไปสัมผัสปัญหาว่า

"อย่างค่ายนี้ นิสิตศึกษา ได้มาเรียนรู้ ชนเผ่าอูรักลาโว้ย มอแกน ซึ่งตอนนั้นที่ผมคิดก่อนมา ผมมองว่า ชาวเลมีวัฒนธรรม มีอะไรมากมายเป็นของตนเอง อยู่มาก แต่พอผมมาถึงมาเตรียมค่าย ผมได้ไปเยี่ยมชุมชนแหลมหลา พบว่า ชาวเลบ้านแหลมหลา มีความเป็นอยู่ดีกว่าสังคม บ้านผม ที่กำลังดำรงอยู่เสียอีก แล้วไหนว่า เป็นชุมชนที่ดั้งเดิม ที่มีวิถีชีวิตเอกลักษณ์เป็นของตนเอง แต่พอผมมาดู แต่ละบ้านมีทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า บ้านปูนทุกหลัง หลังคาก็ดี ก็เลยสะท้อนออกมาว่า เกิดไรขึ้น เขาลืมวัฒนธรรมของตัวเองแล้วหรือ หรือว่ามีอะไร เข้ามาแทรก ก็เลยลืมวัฒนธรรมดั้งเดิมของตัวเอง ที่ทำให้เขาไม่ได้แตกต่างอะไรจาก ชาวบ้านอื่นๆ เลย

วันต่อมาไปดูอีกหมู่บ้านหนึ่ง ก็ไปเจอ เผ่ามอแกน แบบดั้งเดิมบ้าง ยังเป็นบ้านไม้ ฝาบ้านทำจากกระป๋อง หลังคาหญ้า ทางเดินเป็นไม้ ไม่มีห้องน้ำ เลยทำให้เกิดคำถามใหม่ว่า เผ่ามอแกนเหมือนกันทำไม ไม่เหมือนกัน ทำไมมีมอแกนแบบโมเดิร์น กับ มอแกนแบบอนุรักษ์ เพราะอะไร ทำไมเกิด 2 ภาพแตกต่างนี้ เพราะทุนนิยม หรืออะไร

ดังนั้น กับภาพทั้งหมดที่มาออกค่าย ผมคิดว่า สิ่งที่ได้ คือ อย่างแรกเลย ประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากห้องเรียน การได้มาเห็นอะไร ที่แตกต่างจากบริบทเดิมๆ ของตัวเอง ได้แง่คิด ได้มุมมองต่างๆ ผมคิดว่า ทุกๆ คนที่มาออกค่าย ล้วนได้ประเด็นนี้กลับไป ทำไมภูเก็ตมี 2 ด้าน มอแกน มี 2 ด้าน อย่างต่อมา คือ เพื่อนิสิตนักศึกษา ได้รู้จักการทำงานเพื่อสังคม รู้จักการอยู่ด้วยกัน การรวมตัวกัน การทำงานกับชุมชน แค่นี้พอแล้วครับ"
นายวัชรายุทธ กล่าวทิ้งท้าย


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

30 สิงหาคม 2550