ชาวบ้านท่าสะท้อน
ลุกทวงคืนโรงเรียน
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา ชาวบ้าน ผู้ปกปกครอง นักเรียน
กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลชะอวด อ.ชะอวด
นครศรีธรรมราช ได้ร่วมกันเคลื่อนไหว เรียกร้องการกลับคืนของ
โรงเรียนวัดท่าสะท้อน ซึ่งถูกโอนย้ายออกไปและปล่อยให้ทิ้งร้าง
มาตั้งแต่ ปี 2547 เป็นต้นมา

ในอดีตโรงเรียนวัดท่าสะท้อนรองรับนักเรียน 2 หมู่บ้าน โดยเฉพาะหมู่
2 ซึ่งมีประชากรมากถึง 270 ครัวเรือน แต่เมื่อปี 2547 มีประชากรเด็กลดลง
ทำให้จำต้องปิดโรงเรียนชั่วคราว แล้วย้ายเด็กๆ นักเรียนไปเรียนโรงเรียนบ้านทวดทอง
ต่อมาประชากรเด็กเพิ่มขึ้น เฉพาะวัยเรียนก็มากถึง 60-70 คน แต่กระจัดกระจายไปเรียนโรงเรียนต่างๆ
หรือมีประชากรเด็กทุกๆ วัยอาจจะมากถึง 200 คน ทำให้ชาวบ้าน ผู้ปกครองลุกขึ้นเรียกร้องขอโรงเรียนกลับคืน
โดยกิจกรรมครั้งนี้ได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ทีมกำนันและนายก
อบต. เป็นตัวแทนชาวบ้านเข้าไปเจรจากับทางเขตการศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช
เรื่องขออนุญาตเปิดโรงเรียนและขออนุมัติครูผู้สอน ส่วนทางชาวบ้าน
ผู้ปกครองและผู้ใหญ่บ้าน ทำการเปิดโรงเรียนวัดท่าสะท้อนอีกครั้ง
แล้วนำเด็กนักเรียนเข้ามาทำการสอน
นายประยงค์ นุ่นคง กำนัน ต.ชะอวด ตัวแทนเจรจากล่าวรายงานแจ้งผลความคืบหน้าว่า
จากการได้รับมอบหมายหน้าที่ ตัวแทนชาวบ้านไปเจรจา กับทางเขตการศึกษา
เรื่องขอเปิดโรงเรียนวัดท่าสะท้อน ซึ่งเรื่องนี้เรามีนักเรียนพร้อมอยู่แล้ว
ผลปรากฎว่า เราได้มีการตกลงกันกับทางเขตหลายๆ เรื่อง และได้ซักถามหลายๆ
อย่างเกี่ยวกับปัญหาของเราด้วย ที่สำคัญทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ
นั้น ก็มาจากความรู้สึกรักบ้านเกิดของพี่น้องเอง ซึ่งผมก็ได้ทำหน้าที่ประสานเจรจาไปแล้ว
เรื่องการกลับมาสร้างโรงเรียน สร้างชุมชน บ้านก็ตาม วัดก็ตาม
ถ้าเราไม่ทำไม่ช่วยกัน ไม่ปลูกฝังเด็กๆ รุ่นต่อๆ ไป มันก็เกิดขึ้นไม่ได้
ดังนั้น เราต้องช่วยปลูกฝังเด็กๆให้เกิดความรัก ความห่วง ต่อหมู่บ้านของเรา
และนี่คือการเรียน เรียนโดยการได้รู้ประวัติของหมู่บ้าน ได้ร่วมกิจกรรมกับเราชาวบ้าน
การค้นคว้าหาเอาเอง ก็สำคัญ อีกอย่าง เราสามารถเข้ามากำหนด การเรียนการสอนได้ด้วย
เราสร้างหลักสูตร สร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นได้ด้วย
เรื่องผลการเจรจา ทางเขตอนุญาตให้โรงเรียนวัดท่าสะท้อน เปิดทำการเรียนการสอนได้
และทางเขตจะจัดครูมาให้เรา 2 คน เป็นครูผู้สอน 1 คน และ ผอ.โรงเรียน
1 คน เป็นอัตรา 2 คนกับจำนวนเด็กๆ 25 กว่าคน ของเราและถ้าเมื่อใด
เรามีเด็กๆ เพิ่มถึง 40 คน ทางเขตจะจัดครูมาเพิ่มให้อีก 1 คน
ดังนั้น ให้พวกเราไปชวนพี่น้องที่มีลูกๆ เรียนที่อื่นๆ ให้ชวนมาเรียนที่นี่
นะครับ
ส่วนเรื่องเอกสาร ตารางการเรียนของเด็กๆ ที่จะย้ายกลับมาจะไม่มีปัญหาใดๆ
ทั้งสิ้น และข้อสำคัญ คือชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดหลักสูตร
การเรียนการสอนได้ด้วย ดังนั้น บ้านเรามีพ่อแก่แม่แก่ มีปราชญ์สามารถเอาความรู้ท่านมาบรรจุสอนให้แก่เด็กๆ
ได้ด้วย
นายเติม เกตุชู ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 เล่าย้อนปัญหาจนมาสู่การทวงคืนโรงเรียนครั้งนี้ว่า
เริ่มต้น เมื่อปี 2547 มาจาก ผอ.คำนึง
คนเดิมย้ายออกไป และทางเขตไม่ยอมส่ง ผอ.คนใหม่มา แต่ให้เด็กๆ
ย้ายไปเรียนที่อื่น คือที่โรงเรียนทวดทอง ทำให้ผู้ปกครองนักเรียน
แสดงอาการข่มเหงครู ทำให้ครูทนไม่ไหว ย้ายออกไป อยู่โรงเรียนทวดทอง
เมื่อครูไม่พอ เด็กๆมีน้อย ก็เลยกลายเป็นปัญหา ขอให้ย้ายไปเรียนโรงเรียนทวดทอง
โดยสัญญาว่า เมื่อไร ที่นักเรียนเยอะขึ้นจะให้ย้ายกลับมาเรียนที่เดิม
จนเมื่อปีนี้เอง ที่ผมเห็นว่า เด็กนักเรียนเราเยอะขึ้นมากแล้ว
20 กว่าคนแล้ว จึงไปขอทราบว่า มีเด็กนักเรียนที่ขึ้นทะเบียนมาจากโรงเรียนวัดท่าสะท้อนกี่คน
ทางครูแกตอบว่า 10 กว่าคน ซึ่งแบบนี้ผมคิดว่าไม่ใช่แล้ว พอนำเรื่องมาประชุมชาวบ้าน
ผู้ปกครอง ก็เกิดความคิดไม่ยอมขึ้น เพราะคำพูดแต่เดิมสัญญาว่า
เมื่อไร ที่เด็กเริ่มมากขึ้นจะย้ายกลับมาให้คืน
ตอนแรกยื่นหนังสือไปเขต เขตแจ้งว่าไม่มีอำนาจจะสั่งการส่งครูมาให้ได้
เราก็กลับมาอีก มาประชุมกัน แล้วก็นัดคุยกับเขตการศึกษาอีก ซึ่งทางเขตก็แจ้งว่า
ได้สอบถามครูและผู้ที่จะมาเป็น ผอ.แล้ว ว่าใครว่างมาประจำที่นี่บ้าง
ซึ่งก็ไม่มีใครสนใจจะมา เราก็เลยเคลื่อนไหวอีก คือหาครูที่อาสาหรือสนใจมาสอนที่นี่
จนเราหาได้จึงมาสู่การเคลื่อนไหว ครั้งนี้ คือ ไปเอาเด็กมาเรียนเลย
ตอนแรกก็โดนขัดขวางจากทางโรงเรียนทวดทอง ไม่ให้กุญแจเปิดโรงเรียน
แต่เราไม่ยอม เรารวมตัวกันมาพัฒนา ต่อสายไฟ ต่อน้ำประปาและทำความสะอาดกันเองเลย
วันนี้ จึงเป็นวันแรก โต๊ะเก้าอี้ เราไม่มี เราก็หาสาดหาเสื่อ
พาเด็กๆ นั่งบนเสื่อไปก่อน โรงเรียนผุพังเดี๋ยวเราช่วยกันซ่อม
ครูยังไม่มีวันนี้มีครูอาสาจากกลุ่มพลเมืองเด็กสงขลามาช่วย ส่วนทางชาวบ้าน
ผู้ปกครองของเด็กๆ พร้อมแล้ว ที่จะเข้าไปปรับปรุง อาคารสถานที่
เพื่อรับเด็กๆ นักเรียนของเรากลับคืนมา โดยผมจะบริจาคไม้ที่มีอยู่ให้กับกิจกรรมซ่อมแซมโรงเรียน
ซึ่งชาวบ้านจะมาช่วยกัน และวันนี้ เราไม่ต้องอายคนรุ่นลูกรุ่นหลานแล้ว
ว่าปู่ย่าตายายอุตส่าห์ สร้างโรงเรียนไว้ให้ แล้วเราไม่ดูแลรักษาไว้
เพราะวันนี้ ดึงโรงเรียนของเรากลับคืนมาได้แล้ว
นายบุญฤทธิ์ แคล้วแก้ว นายก อบต.ชะอวด เผยแนวคิดเบื้องต้น
พร้อมทั้งยืนยันว่า พร้อมรับโรงเรียนวัดท่าสะท้อนมาอยู่ในการดูแลของ
อบต.ว่า จริงๆ ผมอยากเห็นโรงเรียนของเรา
สามารถผนวก หรือผสมผสาน โดยเฉพาะการปรับปรุงหลักสูตรให้พ่อแม่พี่น้อง
ได้จัดการการเรียนการสอนได้ด้วย ไม่ใช่คอยแต่เรียนหนังสืออย่างเดียว
แต่สามารถเอาตัวรอดอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพครับ
สำหรับเรื่องการไปเจรจากับทางเขตการศึกษา ซึ่งเขตได้ยอมอนุมัติให้เราพาเด็กๆ
กลับมาเรียนที่โรงเรียนวัดท่าสะท้อนได้ และเขตเองก็ยินดีจะจัดการให้
ดังนั้น เราต้องช่วยกัน ใครที่ย้ายลูกๆ ไปเรียนที่อื่นๆ ก็ให้ช่วยกัน
ชักชวนพาลูกๆ หลานๆ มาเรียนที่โรงเรียนของเรา ให้มากๆ อีกครั้ง
ส่วนเรื่องแนวทางองค์กรปกครองท้องถิ่น ว่าจะรับมาดูแลหรือไม่นั้น
ทาง อบต. ยินดีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้มาก ต้องรอให้ทางเขต
ทาง สพฐ. อนุญาตและโอนหน่วยงานมาให้อย่างเป็นทางการก่อน สำหรับเรื่องการศึกษา
ทางองค์กรปกครองท้องถิ่นก็อยากรู้และอยากทดลองทำเหมือนกัน ว่า
ระหว่าง สพฐ.และเขตการศึกษาดูแล กับ ทางองค์กรปกครองท้องถิ่นดูแล
ใครจะทำได้ดีกว่ากัน ซึ่งตอนนี้ก็รอแต่การอนุมัติโอนเข้ามาอย่างเป็นทางการครับ

ด้าน ครูเอียด หรือ นางกรรณิกา ปราบดำรงค์ ที่ปรึกษากลุ่มพลเมืองเด็กสงขลา
ซึ่งนำอาสาสมัครมาช่วยสอน ระหว่างรอเขตการศึกษา อนุมัติครูลงมาประจำกล่าวย้ำว่า
เรื่องเหล่านี้เราต้องกล้าทำ เพื่อลูกหลานของเรา
ถ้าเราเชื่อว่า โรงเรียนวัดท่าสะท้อน เป็นโรงเรียนของเราจริงๆ
ทุกอย่างมันจะต้องทวงคืน และทำอย่างไรให้ลูกหลานเราทั้งหมด กลับมาเรียนที่บ้านอีกครั้ง
อีกอย่างการได้รับการอนุมัติมาได้ก็อย่าเพิ่งหยุดแค่นี้ เรายังต้องทำอะไรอีกมากมายเพื่อโรงเรียนของเรา
อย่างเบื้องต้น สภาพโรงเรียนก็ไม่พร้อม ประตู หน้าต่าง สถานที่
ดังนั้นการร่วมแรงใจร่วมใจกันสร้างโรงเรียนของชุมชนจริงๆ พี่น้องยังต้องสู้ต่อไป
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
16 กรกฎาคม 2550
|