SML ทางออกในร่าง พรบ.วิทยุโทรทัศน์

เปิดเวทีสาธารณะ “เพื่อร่วมกำหนดสาระใน ร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการฯ และทิศทางการปฏิรูปสื่อวิทยุ-โทรทัศน์” เมื่อวันศุกร์ที่ 27 เดือนมกราคมที่ผ่านมา ที่อาคารวุฒิสภา กรุงเทพฯ ได้มีตัวแทนวิชาชีพสื่อจากสาขาต่างๆ มาเข้าร่วมเวที กว่า 3 สาขา อาทิ ตัวแทนวิทยุชุมชน ตัวแทนวิทยุเอกชน ตัวแทนเคเบิ้ลทีวี ตัวแทนนักวิชาการที่สนใจเรื่องการปฏิรูปสื่อ เป็นต้น

บทสรุปจากการแลกเปลี่ยนอภิปราย เกี่ยวกับเนื้อหาสาระใน ร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ ของแต่ละกลุ่มวิชาชีพ ส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ ให้ กทช.กำหนดกรอบ สาระและเงื่อนไขให้ชัดเจน ตามขนาดของกิจการสถานี ซึ่งตัวแทนได้เสนอไว้ 3 ระดับ คือ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ (SML)

ตัวแทนนายกสมาคมเคเบิ้ลทีวี ย้ำบทสรุปตนเอง ว่า “เวทีนี้เหมือนไม่ใช่ เวทีของเรา เพราะว่า มีการพูดกันแต่วิทยุชุมชน แต่พอไปดูหัวข้อ ก็มีการปฏิรูปสื่อและโทรทัศน์ เอกสารส่วนใหญ่พูดถึง แต่วิทยุชุมชนทั้งนั้นเลย

ข้อเสนอของเคเบิ้ลทีวี คือ เราเป็นกิจการแบบบอกรับสมาชิก ที่ต้องให้บริการเฉพาะ และมีหลักเกณฑ์เฉพาะ ดังนั้นอยากให้ กทช. มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ การให้ค่าบริการ โดยเมื่อกำหนดแล้ว ให้เป็นเงื่อนไขส่วนหนึ่งการออกไปอนุญาตด้วย

สิ่งที่ผมอยากจะเรียนในที่ประชุมวันนี้ คือ ให้ พ.ร.บ.นี้มีเนื้อหาเคเบิ้ลทีวี เหมือนอย่างมีเนื้อหาของวิทยุชุมชน อยากให้กำหนด ฐานะของเคเบิ้ลทีวีในหลักเกณฑ์กฎหมายให้ชัด ตรงไหน อย่างไร

ประเด็นคือ พวกเราเอง ไม่เข้าใจเลยว่า เราเป็นอย่างไรแล้ว ในสถานการณ์ปัจจุบัน ในวันนี้ ผู้ประกอบเคเบิ้ลทีวี 700 รายในประเทศไทย มีใบอนุญาตจากกรมประชาสัมพันธ์เพียง 78 ราย ในประเทศไทย ใน 700 ราย มียักษ์ใหญ่ มีสมาชิก 400,000 คน แค่เพียง 1 ราย อีก 699 สถานีเป็นรายเล็กๆ อาจจะมีสมาชิก ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน อาจจะ 5000-6000 ราย เพราะฉะนั้น ผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวี ต้องเรียกว่า ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย

ในท้องถิ่น เคเบิ้ลทีวีถูกมองไม่ต่างจากวิทยุชุมชน ที่ ถูกกล่าวหาว่าเถื่อน พวกเราก็ถูกกล่าวหาว่าเถื่อนเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ในบรรดา 700 ราย มีเพียง 78 ราย ที่มีใบอนุญาต อีก 600 กว่ารายไม่มีใบอนุญาต

ตอนนี้ทำให้กรมประชาสัมพันธ์ นำเราเข้าร่วม เครือข่าย เคเบิ้ลทีวีประมาณ 500 ราย ในวันนี้ พวกก็อยู่ในเครือข่ายของกรมประชาสัมพันธ์อยู่

พ.ร.บ.ที่จะออกในครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับอนาคต ของผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวีอย่างสำคัญที่สุด ถ้าหากว่า ไม่ได้กำหนดที่ชัดเจนให้ทราบว่าพวกเราควรจะทำอย่างไร พวกเราควรปฏิบัติตนอย่างไร ให้ถูกต้องตามกฎหมายในธุรกิจนี้ ธุรกิจเคเบิ้ลทีวี ในขณะนี้นับว่าอันตรายมาก เนื่องจากกำลังมีผู้บริหารรายใหญ่ระดับโลกเข้ามา ซึ่งรอแค่ผ่าน พ.ร.บ.ฉบับนี้ อยู่ ดังนั้น หาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่คุ้มครองให้ผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวีรายเล็กอยู่ได้ รายเล็กก็จะเจ๊งหมดแน่ๆ ปีนี้

กฎหมายที่จะออก ผมอยากขอให้แบ่งเคเบิ้ลของเราออกเป็นสามส่วน (SML) ขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพื่อให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม

อีกอย่างผมอยากให้ทุกคนเรียกเราว่า กลุ่มเคเบิ้ลทีวีรายเล็ก ซึ่งทั้ง 600 กว่ารายนี้ว่า เคเบิ้ลทีวีชุมชนด้วยครับ เพราะพวกเรามีช่องบริการ 1 ช่อง เป็นช่องข่าวท้องถิ่น ช่องข่าวท้องถิ่นของพวกเรานี้ เรามีทีมข่าวด้วย และข่าวเหล่านี้ ไม่สามารถออกทีวีได้เลยเนื่องจากค่าโฆษณาค่อนข้างแพง ดังนั้น เคเบิ้ลทีวีคือช่องข่าวนำเสนอข่าวรับใช้ชุมชนครับ ยิ่งกว่านั้น เรายังส่งเทปไปให้เครือข่ายเคเบิ้ล ออกอากาศทั่วประเทศอีกด้วย ไม่เสียตังค์ เพาะฉะนั้นเคเบิ้ลของเราเป็นทีวีชุมชนจริงๆ

อีกอย่าง Net Work เราไม่ได้ไปไกล ไม่ได้รบกวนใคร มีพื้นที่แค่ไหนก็แค่นั้น ดังนั้น การที่เราอยู่ในพื้นที่ไหนเป็นการเฉพาะเราก็คือทุนในท้องถิ่นนั้นๆ เอง ครับ ดังนั้น การพิจารณาระเบียบการต่างๆ สิ่งสำคัญในการพิจารณาองค์ประกอบของระเบียบ ก็คือ ควรจะมีผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวีจริงๆ เข้าไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาร่วมด้วย และควรจะมีสมาคมเคเบิ้ลทีวีแห่งประเทศไทย เข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณา

ไม่อย่างนั้น จะคล้ายกับ กรณีกรมประชาสัมพันธ์ ที่ออกกฎระเบียบออกมาแล้วเราทำไม่ได้ เช่น การบันทึกเทป 24 ชม. ผมบริการ 20 ช่อง มีลูกค้า 300 ราย ผมไม่มีเครื่องบันทึกเทปขนาดนั้น ด้วยเหตุนี้ การออกกฎระเบียบต่างๆ ควรจะให้เราได้เข้าไปพิจารณาด้วย เพื่อให้เราทำได้ อยู่ได้ แล้วสังคมก็จะเกิดความเป็นธรรมครับ”

ด้านตัวแทนวิทยุชุมเอกชนท้องถิ่น ให้ความเห็นว่า “ขอเสนอนั้นอยากให้แบ่งวิทยุ ออกเป็น 3 ขนาดเหมือนกัน คือขนาดกลาง ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ เหมือนกับภาคอื่นๆ ส่วนเรื่องเนื้อหาร่าง พ.ร.บ. วิทยุโทรทัศน์คิดว่า พ.ร.บ. พูดถึงวิทยุไว้ประเภทเดียว ซึ่งตนเชื่อว่า ทุกคนในสังคมไทยพอมองภาคธุรกิจ ก็มองไปถึงค่ายเทปใหญ่ๆ นายทุนใหญ่ๆ เท่านั้น

ส่วนภาคธุรกิจรายเล็กรายน้อย ที่เราทำอยู่ พวกเราทำอยู่โดยบังเอิญ บังเอิญจากการเป็นสถานีวิทยุชุมชน คิดว่าคงจะทำประโยชน์ให้กับสังคม ห้ามโฆษณาก็ไม่โฆษณา วันดีคืนดีกรมประชาสัมพันธ์ประกาศว่า อนุญาตให้โฆษณาได้ 6 นาที เราก็มองเห็นว่า การโฆษณาทำให้เราพอมีเงิน หล่อเลี้ยงตัวเองได้

ต่อมาก็เกิดการเติบโต การพัฒนาของสถานี ทำให้บางสถานีมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ แล้วก็ไม่มีเงื่อนไขมากำกับ จาก 30 วัตต์ มา 60 วัตต์ 500 วัตต์ 1000 วัตต์ แล้วก็มีการแข่งขันกัน มาจากการที่ไม่มีใครกำกับดูแล มาก่อนนี้เอง

วันนี้ถ้าจะมีกฎหมายที่ถูกต้อง กทช.จะทำยังไง กทช.ก็จะมายุบเราไป เพราะตอนนี้เราก็ไม่ใช่วิทยชุมชนแล้ว เพราะเรามีรายได้แล้ว เพราะวิทชุมชนโดยหลักการไม่มีการหารายได้ ต้องทำงานกันแบบอาสาสมัคร พัฒนาสังคมชุมชน แต่ของเราไปสู่วงจรธุรกิจ ในขณะที่ในกฎหมายเขากำหนดให้มี ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน เราจึงรวมตัวกันในฐานะภาคเอกชน ซึ่งแรกๆ ก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะไม่มีใครฟัง เราก็ดีที่คณะอนุกรรมการปฏิรูปสื่อและสมาคมวิทยุโทรทัศน์ เห็นดีเห็นงาม มาให้แย่งคลื่นวิทยุ มาแย่งของภาคประชาชนไม่ได้ ก็มาแย่งของเอกชน แต่เอกชนในกฎหมายก็เขียนถึงแต่เอกชนรายใหญ่ เพราะมีรายละเอียดบังคับไว้ชัดเจน ว่าต้องมีทุนเท่าไหร่ มีพื้นที่ทำการเท่าไหร่ เราเป็นวิทยุเอกชนขนาดเล็ก ทำไม่ได้ แค่ค่าปรับก็มากถึง 5 ล้าน เราทำไม่ได้หรอกครับ

วิทยุที่เกิดขึ้นมา 3000-4000 แห่ง ในระยะหลังๆ เป็นวิทยุชุมชนจริงๆ ไม่กี่แห่งหรอกครับ นอกนั้นเป็นวิทยุเอกชนขนาดเล็ก ที่หลั่งไหลกันเข้ามา เพราะเข้าใจผิด จากคำเชิญชวนของภาครัฐ ว่าอยากตั้งสถานีวิทยุชุมชนให้มารับแบบฟอร์มแล้วก็ไปยื่นตั้งสถานีกัน แล้วให้โฆษณา 6 นาที แล้ววันนี้ก็มีปัญหา คือภาคธุรกิจรายย่อยไม่มีพื้นที่เลย

ใจตนเองอยากให้แบ่งจริงๆ แค่ 3 ประเภท คือประเภทสาธารณะ ประเภทชุมชน และประเภทธุรกิจ แล้วในประเภทธุรกิจก็แบ่งเป็น 3 ขนาดครับ นอกจากนั้น เราต้องไม่นำวิทยุเราไปเข้าตลาดหลักทรัพย์ และยังต้องนำวิทยุไปดูแลชุมชนของเราด้วย”


ตัวแทนวิทยุเอกชนรายใหญ่ “เราเป็นวิทยุธุรกิจ การเข้ามาอยู่ร่วมในพื้นที่เดียวกันของเรา ตรงนี้ มันก็เลยค่อนข้างขัดแย้งกันพอสมควร นะครับ กว่าจะทำความเข้าใจกันได้ บทสรุปสาระสำคัญส่วนใหญ่เราเห็นด้วย แต่อยากเพิ่มเติมคือ บทบาทกรมประชาสัมพันธ์ในการทำหน้าที่ ฝึกอบรม จะต้องสนับสนุน ให้เกิดการพัฒนา แต่ไม่ให้เข้ามาครอบงำเหมือนปัจจุบัน

นอกจากนั้น กทช. ต้องจัดสรรสัดส่วนคลื่นความถี่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ก่อนหน้านี้กำหนดว่า ภาคประชาชนไม่น้อยกว่า 20% เราอยากระบุเพิ่มไปว่า ในส่วนภาครัฐ ไม่ควรเกิน 25% ครับ ในส่วนภาคเอกชนนั้น ไม่เกิน 50% เมื่อจัดสรรตามนี้ได้ ภาคประชาชนเองจะได้สัดส่วนเพิ่มขึ้นมาเองครับ

นอกจากนั้น เราต้องให้ กทช.สนับสนุนงบประมาณเข้ามาด้วย เพราะเรายืนยันระบุสาระสัดส่วน 70% 30% ให้เพิ่มองค์กรศาสนา ให้มีกระบวนการมีส่วนร่วม ทำให้สถานี องค์กรเป็นนิติบุคคลด้วย ให้องค์กรวิชาชีพเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เพื่อปกป้องผลประยชน์ภาคบริการประชาชนและภาคประชาชนด้วย

สรุปสาระหัวใจร่าง พ.ร.บ.กทช. คือต้องคุ้มครองผลประโยชน์ประชาชน อะไรที่ทำให้ประเทศประชาชนเสียหายต้องแก้ไขทันทีครับ”

ตัวแทนนักวิชาการ “เรื่องบทเฉพาะกาล ที่กำหนดข้อยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายกับกรมประชาสัมพันธ์ เรื่องนี้ เราไม่อยากให้ยกเว้น และยังคัดค้านบทเฉพาะกาลเกือบทั้งหมด เช่น ให้เอกชนต่อสัญญาสัมปทานไปได้ จนกว่าจะหมดสัญญาสัมปทาน หรือได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและเงินรายปี ซึ่งความเห็นของพี่น้อง เห็นว่าคัดค้านเรื่องนี้ นอกจากนั้น ก็เรื่องเปิดช่องให้กรมประชาสัมพันธ์ หารายได้จากการโฆษณา ประชาสัมพันธ์กิจการของรัฐ รวมไปถึงหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐและชุมชน

กำหนดให้สถานีวิทยุใหญ่ๆ หลายประเทศสามารถถือหุ้นได้ไม่เกิน 29% ส่วนสถานีเล็กๆ บางประเทศ ไม่จำกัด แต่กับประเทศไทย มีความเห็นร่วมกันว่า ไม่ควรให้มีด้วยซ้ำ เพราะการตกไปอยู่ในมือต่างชาตินั้นเสี่ยง เกินไป และไม่ใช่เรื่องส่วนตัว หากแต่เป็นเรื่องส่วนรวมที่เราต้องสนใจ”

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และประธานคณะอนุกรรมาธิการการปฏิรูปสื่อ วุฒิสภา กล่าวสรุป สาระสำคัญเกี่ยวกับเวทีเสวนา กำหนดร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ว่า “ในนามคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา และคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปสื่อ ในเรื่องการ พ.ร.บ.วิทยุโทรทัศน์ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในสังคมไทยที่มีลักษณะที่ทุนใหญ่ ผูกขาด เข้ามากำกับรัฐ ในลักษณะรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ ในทางผลประโยชน์และในทางการเมือง ที่ไม่มีเคยมีมาก่อน จนสถาปนาในลักษณะของรัฐที่เป็นระบบข้าราชการ

เรื่องราวตรงนี้ พวกเราทุกคนตระหนักดีว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องของการต่อสู้กับตัวบุคคล แต่เรากำลังถูกท้าทายที่จะต้องเผชิญกับระบบ ที่มีผลต่อสังคมไทย ไปชั่วลูกชั่วหลาน สื่อก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องปกป้อง วิทยุ โทรทัศน์และคมนาคม เพื่อปกป้องให้เกิดผลประโยชน์สาธารณะ มากกว่า ประโยชน์ส่วนตัวบุคคล พวกพ้อง หรือ วงศาคณาญาต ดังนั้น สาระสำคัญ ที่เราร่าง พ.ร.บ. ประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ขณะนี้ เพราะได้เห็นรูปธรรม ที่ตอกย้ำ และเหมือนกับตบหน้าการปฏิรูปการเมือง การฉีกกฎหมายรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปสื่อ เพราะชัดเจนว่า อานิสงส์การขายหุ้นชินคอร์ป ที่ทำให้พ่อค้านั้นกำไร 7.3 หมื่นล้าน ไม่ว่าจะมีเสียงที่ออกมาพูดว่า อย่าไปอิจฉาเขา หรือเป็นเรื่องของพ่อค้านายทุนธุรกิจ หรือธุรกิจของเขาอย่าไปยุ่ง ก็ตาม

ประเด็นคือสื่อ เป็นสมบัติสาธารณะ ความล้มเหลวของการปฏิรูปสื่อนั้น ไม่ควรจะเป็นเรื่องฉกฉวยโดยกลุ่มอำนาจเบ็ดเสร็จในทางการเมือง ความสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ก็เช่นเดียวกัน ในวันนี้ เราได้ความเห็นอะไรที่แปลกใหม่ ผมว่าโดยหลักการสำคัญ ไม่ได้มีอะไรที่แปลกใหม่ ตามที่เราจัดมา 5-6 เวที เพียงแต่ช่วยตอกย้ำความต้องการ ที่สำคัญๆ ประมาณ 3-4 ประเด็น

ประเด็นแรก มันทำให้เห็นว่า แนวทางการปฏิรูปสื่อที่เดินมาทางมาประมาณ 1 ทศวรรษ ก็ยังพบว่า มีคนชายขอบ อย่างเช่นเคเบิ้ลทีวี วิทยุชุมชน หรือวิทยุภาคธุรกิจ SML ไม่ให้เรียกว่าคนชายขอบ ก็ต้องเรียกว่า คนที่ไม่มีพื้นที่ของตัวเอง

ดังนั้น พื้นที่ของสื่อวิทยุโทรทัศน์ ไม่ว่า สื่อสาธารณะ สื่อภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น SML ใหญ่ กลาง เล็ก และสื่อภาคชุมชน ตรงนี้ต้องมีการวางรายละเอียด ให้ชัดเจนในร่าง พ.ร.บ.ที่เกิดขึ้น เพื่อให้มีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่ควรจะเป็นเรื่องของการที่เกิดพฤติการณ์การฮุบสื่อ เพื่อสนองตอบต่อความมั่นคง รัฐบาล หรือผู้มีอำนาจในทางการเมือง ที่ปล่อยให้นักธุรกิจเข้ามาผูกขาด อย่างที่เราเห็นในขณะนี้

ประการที่ 2 เรามีมาตรการอะไรในตัวกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ. ที่จะกำลังจะเกิดขึ้น ที่จะปกป้องไม่ให้มีการเข้ามาผูกขาด และอิทธิพลเหนือตลาด ไม่ว่าจะเป็นทุนข้ามชาติหรือทุนในชาติ ในวันนี้จึงมีประเด็นที่มีความสำคัญมาก ว่าขณะนี้ มีการใช้กฎหมาย นโยบาย ภายใต้อำนาจนั้น มาเอื้อต่อ การสร้างผลประโยชน์ ธุรกิจการเมือง นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่า กฎหมายต้องแจกแจงให้ชัด ในการที่ทำให้เกิดกฎหมาย ที่ให้ความเป็นธรรม

ในขณะเดียวกันก็ต้องมีมาตรการในการป้องกัน อิทธิพลเหนือตลาด เรื่องควบคุมมาตรการที่จะเข้ามากำหนดผังรายการ คุณภาพรายการ ที่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อ

การควบคุมจรรยาบรรณ นี่คือเรื่องสำคัญสำหรับพี่น้องสื่อสารมวลชน ที่จะต้อง ลุกขึ้นมาเรียกร้องกฎหมายที่เป็นเฉพาะ วิชาชีพสื่อมวลชน แทนที่จะให้การควบคุมนี้ไปอยู่กับ กทช.ที่เกิดขึ้น ซึ่งเราไม่รู้ว่จะเป็นยักษ์ตัวใหม่ หรือไม่

นี่จะเป็นตรายอย่างหลวง ต่อวิชาชีพ และต่อองค์กรวิชาชีพ เช่นเดียวกับวงการแพทย์ วงการศึกษา ถูกควบคุมครอบงำโดยนักการเมืองและนักธุรกิจ ด้วยนโยบาย กฎหมาย หรือการออกนอกระบบ ของสถาบันการศึกษา

สุดท้าย ผมคิดว่าน่าจะไม่ใช่กฎหมาย ที่อำนวยให้มีการลักไก่ ให้มีการฮุบคลื่น โดยหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกรมประชาสัมพันธ์ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อย่างที่เห็นตัวอย่าง จากการกระทำของกรมประชาสัมพันธ์ หรือว่า อ.ส.ม.ท. ที่มีการแปรรูปอยู่ในขณะนี้ หรือแม้กระทั่งการออกมาตราการให้อนุญาตสัมปทาน การต่อสัญญาอายุสัมปทานออกไปอีก อันนี้ก็นับว่าเป็น เรื่องของเจตนารมณ์ในการที่จะฮุบคลื่น ผมว่า เจตนาต่างๆ เหล่านี้ อนุกรรมาธิการจะต้องสรุป ในขณะเดียวกันจะไปเทียบเคียงกับร่างของรัฐบาลที่จัดขึ้น ซึ่ง

คณะอนุกรรมาธิการ จะดำเนินการอย่างไรต่อ ขอสรุปสั้นๆ ว่า

ประการที่ 1 กรรมาธิการต้องติดตามในเรื่องของกฎหมายฉบับนี้ แม้ว่าพ้นฐานะทางการเมืองไปแล้ว แต่ก็สามารถติดตามได้ในฐานะประชาชน เพื่อให้ร่าง กฎหมายฉบับนี้ จะต้องร่างของภาคประชาชน ผมคิดว่าเตรียมไว้ได้เลย และ ส.ว.นี่แหละครับ จะมาผลักดันกฎหมายภาคประชาชน

ประการที่ 2 ในขณะที่เรามีร่างกฎหมายเกิดขึ้น เราจะต้องทำให้เกิดการทำงานในพื้นที่ เพื่อให้การปฏิรูปสื่อนั้นดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะเป็นสื่อชุมชน สื่อภาคธุรกิจ สื่อสาธารณะ ผมคิดว่า กรรมาธิการจะเข้าไปประสานการทำงานกับพื้นที่ กับชุมชนจริงๆ เพื่อให้การทำงานครั้งนี้ ไม่ใช่การสัมมนาแค่ในที่ห้องประชุม เกิดพื้นที่ในการดำเนินงานในเรื่องสื่อ วิทยุชุมชน วิทยุภาคธุรกิจ เคเบิ้ลทีวี ไม่ให้กลายเป็นคนชายขอบ หรือตกขอบไม่มีที่ยืนที่อยู่ในแผ่นดินนี้

สุดท้าย ใน พ.ร.บ. วิทยุโทรทัศน์ที่จะเกิดขึ้น อาจจะเป็นในกฎหมาย ฉบับหนึ่ง ที่เราจะต้องรู้คือเรื่องของกองทุนพัฒนา เรื่องของสื่อสาธารณะ อยากย้ำตรงนี้ ว่า ถ้าเป็นสื่อภาคประชาชน สื่อสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อ สังคม เป็นไปไม่ได้ที่จะมีเงินมาทุ่ม มาทำสื่อสาธารณะประโยชน์ ต่อชุมชน ต่อสาธารณะ กองทุนที่เป็นสมบัติของประชาชน ที่ได้ตราไว้ในกฎหมายรองรับ มาตรา 40 คือกองทุนที่เราจะช่วยดู กองทุนที่จะกำหนดพัฒนา สื่อภาคประโยชน์สาธารณะ ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง

ไม่อย่างนั้นจะเป็นกองทุน ทั่วไปในระบบราชการ ที่ถูกผลักดันให้เป็นประโยชน์ราชการ แต่ไม่สามารถใช้เงินของเราให้เป็นประโยชน์ต่อภาคชุมชน ประชาชน หรือสาธารณะได้

ทั้ง 3 ข้อ คือที่กรรมาธิการ อนุกรรมการอีกหลายคน หลายองค์กร ได้ร่วมกันและต้องช่วยกันทำงานต่อ แม้ว่าจะหมดวาระก็ตามนะครับ”
นพ.นิรันดร์กล่าว


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

6 กุมภาพันธ์ 2549